บริการทางการแพทย์

เครื่องตรวจวินิจฉัยโรคด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า Magnetic Resonance Imaging (MRI)

เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับตรวจอวัยวะภายในร่างกาย โดยอาศัยหลักการของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในการสร้างภาพ ซึ่งสามารถให้รายละเอียดภาพที่คมชัด และสามารถตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ ได้อย่างดี

MRI

การตรวจด้วยวิธีนี้จำเป็นต้องใช้เวลาประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับอวัยวะที่ต้องการตรวจ

การตรวจเอ็มอาร์ไอดีอย่างไร

  1. การตรวจด้วยวิธีนี้สามารถจำแนกคุณสมบัติของเนื้อเยื่อที่แตกต่างกันได้หลายแบบ และตรวจหาสิ่งผิดปกติในระยะแรกได้
  2. ตรวจได้ทุกระนาบโดยไม่ต้องเคลื่อนย้ายหรือเปลี่ยนท่าผู้ป่วย
  3. สามารถตรวจเนื้อเยื่ออ่อนที่อยู่ภายในกระดูกได้
  4. ไม่มีรังสีเอ็กซ์ที่เป็นอันตรายแก่ร่างกาย ทำให้สามารถตรวจในผู้ป่วยที่ตั้งครรภ์ในช่วง 6 เดือน - 9 เดือนได้หากมีข้อบ่งชี้การส่งตรวจที่เหมาะสม โดยพยายามหลีกเลี่ยงการตรวจในระยะ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์
  5. สามารถทำการตรวจได้แม้เป็นโรคไตวายโดยไม่จำเป็นต้องฉีดสารทึบรังสี
  6. โอกาสแพ้สารที่ใช้ในการตรวจ (Gadolinium) น้อยมาก เมื่อเทียบกับสารทึบรังสีที่ใช้ในการตรวจเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์

วัตถุประสงค์ของการตรวจ เอ็ม อาร์ ไอ

  1. ตรวจหาความผิดปกติของสมอง ได้แก่
    • สมองขาดเลือด
    • เนื้องอก
    • สาเหตุการชัก
    • การอักเสบติดเชื้อของเนื้อสมองและเยื่อหุ้มสมอง

    ตรวจหาความผิดปกติของสมอง

  2. ตรวจหาความผิดปกติของระบบกระดูกสันหลังและไขสันหลัง
    • หมอนรองกระดูกเคลื่อน
    • เนื้องอกไขสันหลัง
    • การติดเชื้อ
    • บาดเจ็บไขสันหลัง

    ตรวจหาความผิดปกติของระบบกระดูกสันหลังและไขสันหลัง

  3. ตรวจหาความผิดปกติของหลอดโลหิตในสมองและลำตัว โดยไม่ต้องฉีดสารทึบรังสี

    ตรวจหาความผิดปกติของหลอดโลหิตในสมองและลำตัว

  4. ตรวจหาความผิดปกติของเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ กระดูกส่วนต่างๆ รวมทั้งการฉีกขาดของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นบริเวณข้อกระดูก เช่น ข้อเข่า

    ตรวจหาความผิดปกติของเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ กระดูกส่วนต่างๆ

  5. ตรวจหาความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับอวัยวะในอุ้งเชิงกราน เช่น มดลูก ต่อมลูกหมาก และกระเพาะปัสสาวะ

    ตรวจหาความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับอวัยวะในอุ้งเชิงกราน

  6. ตรวจหาความผิดปกติต่างๆ บริเวณทรวงอก หัวใจ ช่องท้อง ท้องและเต้านมสตรี

    ตรวจหาความผิดปกติต่างๆ บริเวณทรวงอก หัวใจ ช่องท้อง ท้องและเต้านมสตรี

  7. การตรวจพิเศษอื่นทางเอ็ม อาร์ ไอ อื่นๆ เช่น MR Perfusion หรือ MR spectroscopy

    การตรวจพิเศษอื่นทางเอ็ม อาร์ ไอ อื่นๆ

ข้อควรระวังในการตรวจ เอ็ม อาร์ ไอ

เนื่องจากเครื่องตรวจ เอ็ม อาร์ ไอ มีสนามแม่เหล็กแรงสูงตลอดเวลา ทำให้มีผลต่อการทำงานของอุปกรณ์ที่มีส่วนผสมของโลหะทั้งที่อยู่ร่างกาย หรือที่ติดมากับผู้ป่วย ดังนั้น ผู้ป่วยต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทราบ ทั้งแพทย์ พยาบาล และผู้ดูแล ในกรณีต่อไปนี้

  1. การผ่าตัดใส่เครื่องกระตุ้นการเต้นของหัวใจ (Cardiac pacemaker)
  2. การผ่าตัดติดคลิปอุดหลอดเลือดในเส้นเลือดโป่งพอง (Aneurysm clips)
  3. ผู้ป่วยที่ต้องเปลี่ยนลิ้นหัวใจเทียมชนิดโลหะ
  4. การผ่าตัดใส่อวัยวะเทียมภายในหู (Ear implant)
  5. มีโลหะต่างๆ อยู่ในร่างกาย เช่น ข้อเทียมต่างๆ โลหะดามกระดูก กระสุนปืน เป็นต้น
  6. การตั้งครรภ์โดยเฉพาะในระยะ 3 เดือนแรก
  7. มีสิ่งแปลกปลอมที่เป็นโลหะติดอยู่ที่ตา
  8. กลัวที่แคบ หรือไม่สามารถนอนราบในอุโมงค์ตรวจได้

    ข้อควรระวังในการตรวจ เอ็ม อาร์ ไอ

การเตรียมตัวเพื่อตรวจ เอ็ม อาร์ ไอ

  1. โดยทั่วไปไม่ต้องงดน้ำและอาหารทางปากก่อนการตรวจ
  2. งดน้ำและอาหารทางปาก 6 ชั่วโมงก่อนตรวจ ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่ให้ความร่วมมือ จำเป็นต้องให้ยาระงับความรู้สึกหรือดมยาสลบ รวมถึงการตรวจช่องท้อง upper abdomen, whole abdomen, lower abdomen, MRCP
  3. เอ็ม อาร์ ไอ ต่อมลูกหมาก (MRI prostate gland) ให้รับประทานอาหารอ่อนกากน้อยก่อนวันตรวจ รวมทั้งงดน้ำและอาหารทางปาก 4-6 ชั่วโมงก่อนตรวจ
  4. วันที่มารับการตรวจ ห้ามใช้เครื่องสำอาง เช่น อายชาโดว์ มาสคาร่า เนื่องจากมีส่วนผสมของโลหะซึ่งจะรบกวนคลื่นแม่เหล็ก
  5. วันตรวจควรมีญาติมาด้วยอย่างน้อย 1 คน
  6. ในกรณีที่ผู้ป่วยต้องดมยาขณะตรวจ ต้องลงชื่อในใบยินยอมรับการตรวจรักษา ถ้าผู้ป่วยลงชื่อเองไม่ได้ ต้องให้ผู้ดูแลผู้ป่วยโดยชอบธรรมลงชื่อแทน

การปฏิบัติตัวก่อนเข้าห้องตรวจและขณะเข้ารับการตรวจ

  1. เปลี่ยนเสื้อผ้าและสวมรองเท้าที่ห้องตรวจเตรียมไว้ให้
  2. ถอดเครื่องประดับและของใช้ที่เป็นโลหะออกจากร่างกายให้หมด เช่น กิ๊บติดผม ฟันปลอม ต่างหู บัตรที่มีแถบแม่เหล็ก (บัตร ATM หรือบัตรเครดิต) เป็นต้น
  3. ผู้ป่วยที่เคยได้รับการผ่าตัดใส่โลหะในร่างกายหรือวัตถุอื่นๆ ต้องแจ้งให้พยาบาลทราบก่อนเข้าห้องตรวจ
  4. ควรปัสสาวะก่อนเข้าห้องตรวจ เนื่องจากการตรวจต้องใช้เวลานาน
  5. ใช้เครื่องอุดหูที่เจ้าหน้าที่เตรียมไว้ให้ก่อนเข้าห้องตรวจ เนื่องจากจะได้ยินเสียงดังรบกวนในขณะตรวจ
  6. ระหว่างการตรวจ ผู้ป่วยจะต้องนอนนิ่ง ไม่เคลื่อนไหวร่างกายส่วนที่ทำการตรวจเด็ดขาด เพื่อจะได้ภาพที่ชัดเจน
  7. กดสัญญาณขอความช่วยเหลือได้ เมื่อมีอาการผิดปกติ เช่น แน่น อึดอัด หายใจไม่ออก

การระงับความรู้สึกเพื่อการตรวจวินิจฉัยด้วย เอ็ม อาร์ ไอ

เนื่องจากการทำงานของเครื่องสนามแม่เหล็ก จะมีเสียงดังรบกวนอยู่ตลอดเวลา ผู้ป่วย ต้องนอนนิ่งๆ ห้ามขยับร่างกายส่วนที่ตรวจในระหว่างการตรวจ ซึ่งอาจนานมากกว่า 1 ชั่วโมง ผู้ที่กลัวการอยู่ในที่แคบ อาจรู้สึกกลัวเพราะต้องนอนคนเดียวในอุโมงค์แม่เหล็กที่แคบเป็นเวลานานาน จากข้อเสียดังกล่าว ผู้ป่วยบางรายโดยเฉพาะเด็กหรือผู้ป่วยที่มีอาการปวดรุนแรง อาจไม่ให้ความร่วมมือที่จะอยู่นิ่ง ทำให้การตรวจไม่ประสบความสำเร็จ จึงจำเป็นต้องให้ยาระงับความรู้สึก หรือยาคลายความวิตกกังวล

การให้ยาระงับความรู้สึก มีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับ

  1. ผู้ป่วย เช่น ผู้ป่วยเด็ก
  2. โรคประจำตัวของผู้ป่วยและข้อห้ามต่างๆ
  3. ความเจ็บป่วยปัจจุบัน เช่น โรคหัวใจ โรคปอด หรือโรคหวัด
  4. ส่วนของร่างกายที่จะทำการตรวจ
  5. ระยะเวลาที่ใช้ในการตรวจ

คำแนะนำในการปฏิบัติตนในวันมาตรวจ MRI ในผู้ป่วยการระงับความรู้สึก

ปัจจุบันการให้ยาระงับความรู้สึกมีความปลอดภัยสูง ผู้ป่วยจะได้รับการดูแลจากวิสัญญีแพทย์ และวิสัญญีพยาบาลที่มีความชำนาญ แต่อย่างไรก็ตาม การให้ยาระงับความรู้สึกก็อาจมีความเสี่ยงเช่นเดียวกันกับการระงับความรู้สึกเพื่อการผ่าตัด ผู้ป่วยจึงต้องปฏิบัติตนตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ดังนี้

  1. งดน้ำ งดอาหาร

    ผู้ป่วยทั่วไปที่ไม่มีโรคหรือภาวะที่ทำให้อาหารผ่านกระเพาะได้ช้า ให้งดน้ำและอาหารทางปากทุกชนิดก่อนได้รับการตรวจอย่าง น้อย 6 ชั่วโมง สำหรับเด็ก ระยะเวลาการงดน้ำและอาหารขึ้นอยู่กับชนิดข องอาหาร ซึ่งจะเป็นดังตาราง เช่น เด็กที่จะได้รับการตรวจเวลา 09.00 น. ต้องไม่ดื่มนมหรือรับประทานอาหารตั้งแต่เวลา 03.00 น. ของวันที่มาตรวจ

    ตารางระยะเวลาการงดน้ำและอาหารปากตามประเภทอาหาร
    ประเภทของอาหาร ระยะเวลางดน้ำและอาหารก่อนมารับการตรวจ
    น้ำหรือน้ำหวานใส 2 ชั่วโมง
    นมแม่ 4 ชั่วโมง
    นมผสม 6 ชั่วโมง
    อาหารเหลวหรืออาหารปกติ 6 ชั่วโมง

    กรณีผู้ป่วยฉุกเฉิน หรือมีภาวะใดๆ ที่ทำให้อาหารผ่านกระเพาะอาหารช้า ต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบทันทีเกี่ยวกับชนิด จำนวน เวลาที่รับประทานอาหารหรือเครื่องดื่ม เพราะอาจเกิดการสำลักอาหารเข้าไปในหลอดลมและปอด ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

  2. ให้รับประทานยาตามแพทย์สั่งได้
  3. ต้องมีญาติมาด้วย เพื่อพาผู้ป่วยกลับบ้าน
  4. หากมีอาการผิดปกติหรือป่วย เช่น มีไข้ เป็นหวัด ไอ มีน้ำมูก มีโรคประจำตัว หรือแพ้ยา ให้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ทันทีก่อนวัน ตรวจหรือวันที่ตรวจ เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย

การปฏิบัติตัวภายหลังได้รับยาระงับความรู้สึก

ผู้ป่วยจะอยู่ในความดูแลของทีมวิสัญญีแพทย์และพยาบาลประมาณ 2 ชั่วโมงหลังได้รับยาระงับความรู้สึกเพื่อสังเกตอาหาร จนผู้ป่วยตื่นและรู้สึกตัวดี สามารถกลับบ้านหรือย้ายกลับหอผู้ป่วยได้ โดยดูจาก

  1. สัญญาณชีพ
  2. รู้สึกตัวดี
  3. ทรงตัวได้ ไม่มีอาการวิงเวียนศีรษะ
  4. ไม่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน
  5. ถ่ายปัสสาวะได้เอง สะดวกดี
  6. ต้องมีญาติที่สามารถดูแลผู้ป่วยและพากลับบ้านได้ และให้พักผ่อนต่อ ห้ามทำงาน ขับรถ หรือขับขี่พาหนะที่ต้องทรงตัว เพราะอาจยังมียาระงับความรู้สึกเหลือค้างอยู่ และไม่ควรทำนิติกรรมใดๆ ที่มีผลทางกฎหมายภายใน 24 ชั่วโมง
  7. อาหารมื้อแรกหลังได้รับยาระงับความรู้สึก ควรเป็นอาหารเหลว ย่อยง่าย โดยเริ่มจากจิบน้ำ น้ำหวาน ถ้าไม่ สำลักหรืออาเจียนจึงดื่มนม และรับประทานข้าวต้มหรืออาหารอ่อนได้

การปฏิบัติตัวหลังการตรวจ

ผู้ป่วยมาตรวจตามวันที่แพทย์นัดหมาย ไม่ต้องมารับผลการตรวจที่แผนกเอ็กซเรย์ ผลการตรวจจะถูกส่งเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาล ซึ่งแพทย์ผู้ตรวจสามารถเรียกดูผลการตรวจและภาพเอ็กซเรย์ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ที่ห้องตรวจ