ปวดหลังแบบไหนอันตราย?

คำถาม - คำตอบ จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ  

1. อาการปวดหลังเกิดจากอะไร?

อาการปวดหลังเกิดจากอวัยวะและส่วนของร่างกายบริเวณหลัง เช่น ข้อกระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูกสันหลัง กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น เกิดภาวะเคล็ดขัดยอก เสื่อม หรืออักเสบ เป็นต้น หรืออาการปวดหลังอาจเกิดจากอวัยวะของร่างกายส่วนอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับหลังแต่ร้าวมา เช่น มีนิ่วในไต หลอดเลือดใหญ่ในท้องโป่งพอง เป็นต้น

2. มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เกิดอาการปวดหลัง?

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดอาการปวดหลัง คือ การใช้งานที่มากเกินไปร่วมกับอายุที่มากขึ้น ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บในส่วนของอวัยวะที่เกี่ยวข้อง เช่น หมอนรองกระดูก กล้ามเนื้อหลัง

3. อาการปวดหลังสามารถเกิดในวัยอื่นได้ไหม เช่น เด็ก หรือ วัยรุ่น?

อาการปวดหลังสามารถเกิดขึ้นได้ในเด็กหรือวัยรุ่นที่เล่นกีฬาอย่างหนัก เช่น นักกีฬายกน้ำหนัก หรือนักยิมนาสติก เป็นต้น

4. เราจะมีวิธีการตรวจวินิจฉัยอาการปวดได้อย่างไรบ้าง?

วิธีการตรวจวินิจฉัยอาการปวดเริ่มจากการสอบถามอาการผู้ป่วยว่าปวดบริเวณไหน อย่างไร ไปทำกิจกรรมอะไรบ้างที่ทำให้เกิดอาการปวด มีการตรวจร่างกายหาบริเวณที่เป็นจุดกดเจ็บ มีอาการปวดร้าวลงก้น ลงขา และมีอาการชาอ่อนแรงหรือไม่

5. แนวทางการรักษาอาการปวดหลังมีกี่วิธี?

   5.1 วิธีการรักษาเบื้องต้น เรียกว่าการรักษาแบบอนุรักษ์นิยม เช่น การกายภาพบำบัด การใช้ยาลดอาการปวดหรือคลายกล้ามเนื้อ การใช้ที่พยุงหลัง การบริหารกล้ามเนื้อหลังให้แข็งแรง หรือการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมการทำงาน

  5.2 การทำหัตถการ เช่น ในบางกรณีอาจใช้การฉีดยาลดการอักเสบหรือ steroid เฉพาะที่ เข้าไปในบริเวณที่มีการอักเสบเรื้อรัง หรือฉีดไปบริเวณรอบๆ บริเวณเส้นประสาทที่มีการกดทับ อักเสบ นอกจากนี้ยังมีการใช้ลวดความร้อน Radio Frequent (RF) จี้ไปบริเวณเส้นประสาทที่มีอาการปวด

  5.3 การผ่าตัด 

 

6. ปวดหลังแบบไหนถึงจำเป็นต้องผ่าตัด?

โดยปกติแล้วแพทย์จะพิจารณาการผ่าตัดจากข้อบ่งชี้ โดยข้อบ่งชี้ที่สำคัญข้อแรกคือ รักษาโดยวิธีการไม่ผ่าตัดแล้วไม่ดีขึ้น มีอาการปวดเพิ่มมากขึ้นจนกระทั่งกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ลุก นั่ง ยืน เดิน ลำบาก และจะพิจารณาการผ่าตัดในผู้ป่วยที่มีอาการปวดร้าวไปตามเส้นประสาท มีอาการชา และอ่อนแรงเนื่องจากมีการกดทับเส้นประสาทที่ชัดเจน

7. การผ่าตัดมีกี่วิธี?

  7.1 กำจัดสิ่งที่กดทับเส้นประสาท อาจจะเป็นหมอนรองกระดูก หินปูน หรือส่วนของข้อกระดูกสันหลังที่เคลื่อนมากดทับ

  7.2 การยึดและเชื่อมข้อกระดูกสันหลังที่ขยับเขยื้อนให้อยู่นิ่งๆ ในปัจจุบันจะใช้การใส่โลหะยึด

  7.3 ในบางกรณีมีความจำเป็นต้องแก้ไขความผิดรูป เช่น ความโก่ง โค้ง งอ ของข้อกระดูกสันหลังให้เข้ารูป

ดังนั้น เมื่อพูดถึงการผ่าตัดว่ามีกี่วิธีก็จะขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ทั้ง 3 ข้อที่ได้กล่าวไปแล้ว ในบางกรณีอาจใช้การทำผ่าตัดแผลเล็ก เช่น ใช้กล้อง Microscope ไปกรอหินปูนหรือเอาหมอนรองกระดูกที่ทับเส้นประสาทออก หรือในกรณีที่ต้องใส่โลหะยึดกระดูกสันหลัง โดยปกติก็จะมีแผลที่ใหญ่ขึ้น ตามขนาดของกระดูกสันหลังและรอยโรค เช่น เป็น 1 ข้อ 2 ข้อ หรือ 3 ข้อ

8. หลังจากผ่าตัด ต้องใช้เวลาพักฟื้นที่ รพ. นานไหม?

ระยะเวลาการพักฟื้นที่โรงพยาบาล ถ้าเป็นการผ่าตัดแผลเล็กก็อยู่โรงพยาบาล 2 - 3 วันขึ้นอยู่กับลักษณะการผ่าตัด ส่วนวิธีอื่นๆ นั้นมีตั้งแต่ 3 - 7 วัน ขึ้นอยู่กับผู้ป่วยว่าเป็นมากหรือน้อย การผ่าตัดมากหรือน้อย โดยทั่วไประยะเวลาพักฟื้นในกรณีที่เป็นไม่มากอาจใช้เวลา 2 - 3 สัปดาห์ ส่วนในรายที่เป็นมากอาจต้องใช้เวลาถึง 2 - 3 เดือน

9. เราจะมีวิธีป้องกันอาการปวดหลังได้อย่างไร?

วิธีป้องกันอาการปวดหลังมีดังนี้

  9.1 เรียนรู้วิธีการออกกำลังกายโดยเฉพาะบริเวณกล้ามเนื้อหลังที่ถูกต้องและปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ

  9.2 หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เป็นอันตรายต่อหลัง เช่น การยกของหนัก

  9.3 งดสูบบุหรี่ เนื่องจากพบว่าบุหรี่ทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมได้อย่างรวดเร็ว

10. ปวดหลังแบบไหนที่อันตราย ?

ถ้าอาการปวดหลังที่เป็นอันตรายจะมีอาการปวดหลังที่เป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ในระยะเวลาที่เป็นมานานพอสมควร มากกว่า 2 - 3 อาทิตย์ขึ้นไป และมีอาการปวดตอนกลางคืนโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าผู้ป่วยหลับไปแล้วมีอาการปวดจนต้องตื่นขึ้นมารับประทานยาแก้ปวดทุกคืน ลักษณะนี้ทำให้นึกถึงภาวะของโรคเนื้องอกหรือการอักเสบติดเชื้อ อาการปวดหลังที่มีการร้าวลงขาร่วมกับมีอาการชาและหรืออ่อนแรง แสดงว่ามีการกดทับเส้นประสาท นอกเหนือจากนี้จะเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น มีไข้ ปัสสาวะแสบขัดขุ่น แน่นหน้าอก ปวดท้อง เป็นต้น

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คลิก!! ศูนย์ออร์โธปิดิกส์ ชั้น 2 โซน A

คำถาม - คำตอบ จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ  

1. อาการปวดหลังเกิดจากอะไร?

อาการปวดหลังเกิดจากอวัยวะและส่วนของร่างกายบริเวณหลัง เช่น ข้อกระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูกสันหลัง กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น เกิดภาวะเคล็ดขัดยอก เสื่อม หรืออักเสบ เป็นต้น หรืออาการปวดหลังอาจเกิดจากอวัยวะของร่างกายส่วนอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับหลังแต่ร้าวมา เช่น มีนิ่วในไต หลอดเลือดใหญ่ในท้องโป่งพอง เป็นต้น

2. มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เกิดอาการปวดหลัง?

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดอาการปวดหลัง คือ การใช้งานที่มากเกินไปร่วมกับอายุที่มากขึ้น ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บในส่วนของอวัยวะที่เกี่ยวข้อง เช่น หมอนรองกระดูก กล้ามเนื้อหลัง

3. อาการปวดหลังสามารถเกิดในวัยอื่นได้ไหม เช่น เด็ก หรือ วัยรุ่น?

อาการปวดหลังสามารถเกิดขึ้นได้ในเด็กหรือวัยรุ่นที่เล่นกีฬาอย่างหนัก เช่น นักกีฬายกน้ำหนัก หรือนักยิมนาสติก เป็นต้น

4. เราจะมีวิธีการตรวจวินิจฉัยอาการปวดได้อย่างไรบ้าง?

วิธีการตรวจวินิจฉัยอาการปวดเริ่มจากการสอบถามอาการผู้ป่วยว่าปวดบริเวณไหน อย่างไร ไปทำกิจกรรมอะไรบ้างที่ทำให้เกิดอาการปวด มีการตรวจร่างกายหาบริเวณที่เป็นจุดกดเจ็บ มีอาการปวดร้าวลงก้น ลงขา และมีอาการชาอ่อนแรงหรือไม่

5. แนวทางการรักษาอาการปวดหลังมีกี่วิธี?

   5.1 วิธีการรักษาเบื้องต้น เรียกว่าการรักษาแบบอนุรักษ์นิยม เช่น การกายภาพบำบัด การใช้ยาลดอาการปวดหรือคลายกล้ามเนื้อ การใช้ที่พยุงหลัง การบริหารกล้ามเนื้อหลังให้แข็งแรง หรือการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมการทำงาน

  5.2 การทำหัตถการ เช่น ในบางกรณีอาจใช้การฉีดยาลดการอักเสบหรือ steroid เฉพาะที่ เข้าไปในบริเวณที่มีการอักเสบเรื้อรัง หรือฉีดไปบริเวณรอบๆ บริเวณเส้นประสาทที่มีการกดทับ อักเสบ นอกจากนี้ยังมีการใช้ลวดความร้อน Radio Frequent (RF) จี้ไปบริเวณเส้นประสาทที่มีอาการปวด

  5.3 การผ่าตัด 

 

6. ปวดหลังแบบไหนถึงจำเป็นต้องผ่าตัด?

โดยปกติแล้วแพทย์จะพิจารณาการผ่าตัดจากข้อบ่งชี้ โดยข้อบ่งชี้ที่สำคัญข้อแรกคือ รักษาโดยวิธีการไม่ผ่าตัดแล้วไม่ดีขึ้น มีอาการปวดเพิ่มมากขึ้นจนกระทั่งกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ลุก นั่ง ยืน เดิน ลำบาก และจะพิจารณาการผ่าตัดในผู้ป่วยที่มีอาการปวดร้าวไปตามเส้นประสาท มีอาการชา และอ่อนแรงเนื่องจากมีการกดทับเส้นประสาทที่ชัดเจน

7. การผ่าตัดมีกี่วิธี?

  7.1 กำจัดสิ่งที่กดทับเส้นประสาท อาจจะเป็นหมอนรองกระดูก หินปูน หรือส่วนของข้อกระดูกสันหลังที่เคลื่อนมากดทับ

  7.2 การยึดและเชื่อมข้อกระดูกสันหลังที่ขยับเขยื้อนให้อยู่นิ่งๆ ในปัจจุบันจะใช้การใส่โลหะยึด

  7.3 ในบางกรณีมีความจำเป็นต้องแก้ไขความผิดรูป เช่น ความโก่ง โค้ง งอ ของข้อกระดูกสันหลังให้เข้ารูป

ดังนั้น เมื่อพูดถึงการผ่าตัดว่ามีกี่วิธีก็จะขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ทั้ง 3 ข้อที่ได้กล่าวไปแล้ว ในบางกรณีอาจใช้การทำผ่าตัดแผลเล็ก เช่น ใช้กล้อง Microscope ไปกรอหินปูนหรือเอาหมอนรองกระดูกที่ทับเส้นประสาทออก หรือในกรณีที่ต้องใส่โลหะยึดกระดูกสันหลัง โดยปกติก็จะมีแผลที่ใหญ่ขึ้น ตามขนาดของกระดูกสันหลังและรอยโรค เช่น เป็น 1 ข้อ 2 ข้อ หรือ 3 ข้อ

8. หลังจากผ่าตัด ต้องใช้เวลาพักฟื้นที่ รพ. นานไหม?

ระยะเวลาการพักฟื้นที่โรงพยาบาล ถ้าเป็นการผ่าตัดแผลเล็กก็อยู่โรงพยาบาล 2 - 3 วันขึ้นอยู่กับลักษณะการผ่าตัด ส่วนวิธีอื่นๆ นั้นมีตั้งแต่ 3 - 7 วัน ขึ้นอยู่กับผู้ป่วยว่าเป็นมากหรือน้อย การผ่าตัดมากหรือน้อย โดยทั่วไประยะเวลาพักฟื้นในกรณีที่เป็นไม่มากอาจใช้เวลา 2 - 3 สัปดาห์ ส่วนในรายที่เป็นมากอาจต้องใช้เวลาถึง 2 - 3 เดือน

9. เราจะมีวิธีป้องกันอาการปวดหลังได้อย่างไร?

วิธีป้องกันอาการปวดหลังมีดังนี้

  9.1 เรียนรู้วิธีการออกกำลังกายโดยเฉพาะบริเวณกล้ามเนื้อหลังที่ถูกต้องและปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ

  9.2 หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เป็นอันตรายต่อหลัง เช่น การยกของหนัก

  9.3 งดสูบบุหรี่ เนื่องจากพบว่าบุหรี่ทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมได้อย่างรวดเร็ว

10. ปวดหลังแบบไหนที่อันตราย ?

ถ้าอาการปวดหลังที่เป็นอันตรายจะมีอาการปวดหลังที่เป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ในระยะเวลาที่เป็นมานานพอสมควร มากกว่า 2 - 3 อาทิตย์ขึ้นไป และมีอาการปวดตอนกลางคืนโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าผู้ป่วยหลับไปแล้วมีอาการปวดจนต้องตื่นขึ้นมารับประทานยาแก้ปวดทุกคืน ลักษณะนี้ทำให้นึกถึงภาวะของโรคเนื้องอกหรือการอักเสบติดเชื้อ อาการปวดหลังที่มีการร้าวลงขาร่วมกับมีอาการชาและหรืออ่อนแรง แสดงว่ามีการกดทับเส้นประสาท นอกเหนือจากนี้จะเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น มีไข้ ปัสสาวะแสบขัดขุ่น แน่นหน้าอก ปวดท้อง เป็นต้น

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คลิก!! ศูนย์ออร์โธปิดิกส์ ชั้น 2 โซน A


ค้นหาแพทย์

สาระสุขภาพ

ศูนย์รักษาโรคเฉพาะทาง