อันตราย!! อย่าพักทันทีหลังออกกำลังกาย
ขึ้นชื่อว่าออกกำลังกายแล้ว ต้องมาคู่กับคำว่า “เหนื่อย” อย่างแน่นอน และการที่เหนื่อยแบบแทบขาดใจนั้นก็ทำให้หลายคนเลือกที่จะ “หยุด” ทันทีหลังออกกำลังกาย ซึ่งเป็นทางเลือกที่ไม่ดีนัก เพราะการหยุดพักอย่างกะทันหันระหว่างออกกำลังกาย ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ อาจส่งผลให้ถึงแก่ชีวิตได้เลย ถือเป็นอันตรายอันดับต้น ๆ ของการออกกำลังกาย ที่คุณอาจมองข้าม ทางโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ มองเห็นถึงอันตรายของผู้ที่อยากเริ่มต้นออกกำลังกายอย่างถูกวิธี จึงอยากแนะนำการบรรเทาความเหนื่อยล้าที่มีประสิทธิภาพที่ดีนั้นควรทำอย่างไร
เริ่มต้นกันที่กระบวนการออกกำลังกาย
ถ้าเราพูดถึงการออกกำลังกายโดยทั่วไป ก็หมายถึงการออกกำลังกายเพื่อความแข็งแรง เพราะการออกกำลังกายจำเป็นต้องมีการเคลื่อนไหวในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่ค่อนข้างเร็วหรือแรง มีการใช้กำลังของกล้ามเนื้อมากพอสมควร และหลังออกกำลังกายใหม่ ๆ เรามักจะรู้สึกเหนื่อย เพลีย กล้ามเนื้อมีความตึงตัว ถ้าคนที่ไม่เคยออกกำลังกายเลยแล้วมาออกกำลังกายหนัก ๆ ในครั้งแรกก็มักจะมีอาการปวดเมื่อยตามแขน ขา และลำตัวได้ด้วย

ขณะออกกำลังกายหัวใจจะเต้นเร็วขึ้นเพื่อเพิ่มการสูบฉีดของเลือด การหยุดออกกำลังกายอย่างกะทันหันจะทำให้เลือดที่ไหลมาเลี้ยงหัวใจลดน้อยลงแต่หัวใจยังคงสูบฉีดเลือดได้ในปริมาณเท่าเดิมอยู่ จึงส่งผลให้เกิดอาการวิงเวียน หน้ามืด หรือในบางคนอาจจะวูบหมดสติไปเลยก็ได้ ซึ่งเราสามารถสังเกตอาการของเราได้ หากมีอาการเหล่านี้แปลว่าเราใช้ร่างกายของเราในการออกกำลังกายหนักจนเกินไป
- หัวใจเต้นมากจนรู้สึกเหนื่อย
- หายใจเหนื่อยจนพูดไม่เป็นประโยค
- เหนื่อยจนเป็นลม
เมื่อมีอาการดังกล่าวควรหยุดการออกกำลังกายสัก 2 วัน และเวลาออกกำลังกายในครั้งต่อไปให้ลดระดับการออกกำลังกายลง เมื่อมีอาการวูบหรือหมดสติ ให้รีบนอนราบลงกับพื้น ยกแขนและขาทั้งสองข้างให้สูงประมาณ 45 องศา เพื่อให้เลือดที่คั่งอยู่ตามกล้ามเนื้อไหลกลับไปสู่หัวใจและขึ้นไปหล่อเลี้ยงสมอง ค้างไว้สักพักอาการจะดีขึ้นได้เอง
ซึ่งนอกจากการออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแบบมีแรงต้านแล้วยังมีการออกกำลังกายในท่าทางที่ทำให้เกิดการผ่อนคลายของร่างกาย โดยจะเคลื่อนไหวช้า ๆ หรือไม่เคลื่อนไหวเลย เพียงแต่เกร็งกล้ามเนื้อบางส่วน และหลังผ่อนคลายเสร็จแล้วจะไม่รู้สึกเหนื่อย แต่กลับมีความรู้สึกสดชื่นแทน มีพลังงานเพิ่มขึ้น ลดความเหนื่อยล้า โดยจะส่งผลให้ลดอาการปวด ลดความตึงของกล้ามเนื้อ และช่วยลดภาวะความผิดปกติทางกาย จิตใจ ความรู้สึกนึกคิด และพฤติกรรมได้ เป็นการออกกำลังกายที่ต้องค่อย ๆ พาร่างกายและหัวใจที่ทำงานมาอย่างหนัก 30 นาที – 1 ชม. ได้ผ่อนกำลังลงทีละน้อย เรียกว่าการ Cool Down เป็นการคืนสภาวะร่างกายสู่ภาวะปกติ ซึ่งสามารถทำได้โดยการยึดกล้ามเนื้อค้างไว้ท่าละ 5 - 10 วินาที หรือลดความเร็วในการวิ่ง มาเป็นวิ่งเหยาะ ๆ สักระยะก่อนจะเริ่มเดินต่อ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ชั้น 3 โซน C
บทความที่เกี่ยวข้อง
ขึ้นชื่อว่าออกกำลังกายแล้ว ต้องมาคู่กับคำว่า “เหนื่อย” อย่างแน่นอน และการที่เหนื่อยแบบแทบขาดใจนั้นก็ทำให้หลายคนเลือกที่จะ “หยุด” ทันทีหลังออกกำลังกาย ซึ่งเป็นทางเลือกที่ไม่ดีนัก เพราะการหยุดพักอย่างกะทันหันระหว่างออกกำลังกาย ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ อาจส่งผลให้ถึงแก่ชีวิตได้เลย ถือเป็นอันตรายอันดับต้น ๆ ของการออกกำลังกาย ที่คุณอาจมองข้าม ทางโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ มองเห็นถึงอันตรายของผู้ที่อยากเริ่มต้นออกกำลังกายอย่างถูกวิธี จึงอยากแนะนำการบรรเทาความเหนื่อยล้าที่มีประสิทธิภาพที่ดีนั้นควรทำอย่างไร
เริ่มต้นกันที่กระบวนการออกกำลังกาย
ถ้าเราพูดถึงการออกกำลังกายโดยทั่วไป ก็หมายถึงการออกกำลังกายเพื่อความแข็งแรง เพราะการออกกำลังกายจำเป็นต้องมีการเคลื่อนไหวในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่ค่อนข้างเร็วหรือแรง มีการใช้กำลังของกล้ามเนื้อมากพอสมควร และหลังออกกำลังกายใหม่ ๆ เรามักจะรู้สึกเหนื่อย เพลีย กล้ามเนื้อมีความตึงตัว ถ้าคนที่ไม่เคยออกกำลังกายเลยแล้วมาออกกำลังกายหนัก ๆ ในครั้งแรกก็มักจะมีอาการปวดเมื่อยตามแขน ขา และลำตัวได้ด้วย

ขณะออกกำลังกายหัวใจจะเต้นเร็วขึ้นเพื่อเพิ่มการสูบฉีดของเลือด การหยุดออกกำลังกายอย่างกะทันหันจะทำให้เลือดที่ไหลมาเลี้ยงหัวใจลดน้อยลงแต่หัวใจยังคงสูบฉีดเลือดได้ในปริมาณเท่าเดิมอยู่ จึงส่งผลให้เกิดอาการวิงเวียน หน้ามืด หรือในบางคนอาจจะวูบหมดสติไปเลยก็ได้ ซึ่งเราสามารถสังเกตอาการของเราได้ หากมีอาการเหล่านี้แปลว่าเราใช้ร่างกายของเราในการออกกำลังกายหนักจนเกินไป
- หัวใจเต้นมากจนรู้สึกเหนื่อย
- หายใจเหนื่อยจนพูดไม่เป็นประโยค
- เหนื่อยจนเป็นลม
เมื่อมีอาการดังกล่าวควรหยุดการออกกำลังกายสัก 2 วัน และเวลาออกกำลังกายในครั้งต่อไปให้ลดระดับการออกกำลังกายลง เมื่อมีอาการวูบหรือหมดสติ ให้รีบนอนราบลงกับพื้น ยกแขนและขาทั้งสองข้างให้สูงประมาณ 45 องศา เพื่อให้เลือดที่คั่งอยู่ตามกล้ามเนื้อไหลกลับไปสู่หัวใจและขึ้นไปหล่อเลี้ยงสมอง ค้างไว้สักพักอาการจะดีขึ้นได้เอง
ซึ่งนอกจากการออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแบบมีแรงต้านแล้วยังมีการออกกำลังกายในท่าทางที่ทำให้เกิดการผ่อนคลายของร่างกาย โดยจะเคลื่อนไหวช้า ๆ หรือไม่เคลื่อนไหวเลย เพียงแต่เกร็งกล้ามเนื้อบางส่วน และหลังผ่อนคลายเสร็จแล้วจะไม่รู้สึกเหนื่อย แต่กลับมีความรู้สึกสดชื่นแทน มีพลังงานเพิ่มขึ้น ลดความเหนื่อยล้า โดยจะส่งผลให้ลดอาการปวด ลดความตึงของกล้ามเนื้อ และช่วยลดภาวะความผิดปกติทางกาย จิตใจ ความรู้สึกนึกคิด และพฤติกรรมได้ เป็นการออกกำลังกายที่ต้องค่อย ๆ พาร่างกายและหัวใจที่ทำงานมาอย่างหนัก 30 นาที – 1 ชม. ได้ผ่อนกำลังลงทีละน้อย เรียกว่าการ Cool Down เป็นการคืนสภาวะร่างกายสู่ภาวะปกติ ซึ่งสามารถทำได้โดยการยึดกล้ามเนื้อค้างไว้ท่าละ 5 - 10 วินาที หรือลดความเร็วในการวิ่ง มาเป็นวิ่งเหยาะ ๆ สักระยะก่อนจะเริ่มเดินต่อ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ชั้น 3 โซน C
บทความที่เกี่ยวข้อง


