logo
คู่มือแนะนำวัคซีนสำหรับผู้ใหญ่ (อายุ 15 ปีขึ้นไป)

คู่มือแนะนำวัคซีนสำหรับผู้ใหญ่ (อายุ 15 ปีขึ้นไป)

ทำไม “ผู้ใหญ่” ยังต้องฉีดวัคซีน?

หลายคนเข้าใจว่าวัคซีนจำเป็นเฉพาะเด็ก แต่จริง ๆ แล้วภูมิคุ้มกันจากวัคซีนบางชนิด “ลดลงตามเวลา” หรือ “ยังไม่เคยได้รับ”การฉีดวัคซีนในผู้ใหญ่ช่วยป้องกันโรครุนแรงและภาวะแทรกซ้อน ลดโอกาสแพร่เชื้อให้คนรอบข้าง ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาในระยะยาว

วัคซีนพื้นฐานที่แนะนำในผู้ใหญ่

วัคซีนสำคัญแบ่งเป็น 3 กลุ่ม

1. วัคซีนที่ควรฉีดเป็นประจำ

  • ไข้หวัดใหญ่ (Influenza)
  • บาดทะยัก-คอตีบ-ไอกรน (Tdap)

2. วัคซีนที่ควรฉีดอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต (โดยฉีดครบตามจำนวนเข็มของวัคซีนนั้น ๆ)

  • หัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR)
  • อีสุกอีใส (Varicella)
  • ไวรัสตับอักเสบ A และ B

3. วัคซีนตามช่วงอายุ / ความเสี่ยง

  • HPV
  • งูสวัด (Zoster Vaccine)
  • ไข้เลือดออก (Dengue Vaccine)
  • วัคซีนนิวโมคอคคัส (Pneumococcal Vaccine)

รายละเอียดวัคซีนสำคัญ

1. วัคซีนที่ควรฉีดเป็นประจำ

  • วัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine)

โรคไข้หวัดใหญ่ ติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน อาจรุนแรงในผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว การฉีดวัคซีนช่วยป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจฉับพลัน ลดความเสี่ยงปอดอักเสบและกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

คำแนะนำ ควรฉีดซ้ำ ปีละ 1 ครั้ง เนื่องจากเชื้อไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์อยู่เสมอ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้ที่มีน้ำหนักเกิน 100 กก. ช่วงเวลาแนะนำคือเดือนเมษายน – พฤษภาคม ของทุกปี (ก่อนการระบาดช่วงฤดูฝน)

  • วัคซีนบาดทะยัก-คอตีบ-ไอกรน (Tdap)

การฉีดวัคซีนช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเดินหายใจรุนแรง และเชื้อบาดทะยักจากบาดแผล

คำแนะนำ ผู้ใหญ่ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น หรือผู้ที่ได้รับวัคซีนครั้งล่าสุดนานเกิน 10 ปี ควรฉีดกระตุ้นด้วยวัคซีน ทุก 10 ปี

2. วัคซีนที่ควรฉีดอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต

  • วัคซีนหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR)

โรคหัด โรคติดต่อทางอากาศ อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้

โรคหัดเยอรมัน ติดต่อได้เมื่อผู้ที่ติดเชื้อ ไอ หรือจาม เป็นโรคที่มีความอันตรายต่อหญิงตั้งครรภ์ อาจทำให้เกิดความผิดปกติของทารกในครรภ์ได้

โรคคางทูม เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่อาจทำให้เกิดอาการที่รุนแรงได้ อาการโดยทั่วไปเช่น ปวด บวม บริเวณกราม อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดศีรษะ เป็นต้น

คำแนะนำ ผู้ที่ไม่เคยฉีดหรือไม่แน่ใจ ควรฉีด 2 เข็ม เข้าใต้ผิวหนัง ห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์

ห้ามให้ในผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง และหญิงตั้งครรภ์

  • วัคซีนอีสุกอีใส (Varicella)

โรคอีสุกอีใส หากเป็นในผู้ใหญ่ อาการรุนแรงกว่าเด็ก

คำแนะนำ ผู้ที่ไม่เคยเป็นหรือไม่เคยฉีด ควรฉีด 2 เข็ม เข้าใต้ผิวหนัง ห่างกัน 4 - 8 สัปดาห์

ห้ามให้ในผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง และหญิงตั้งครรภ์

  • วัคซีนไวรัสตับอักเสบ

โรคไวรัสตับอักเสบ เอ (Hepatitis A) ติดต่อผ่านอาหารหรือน้ำดื่ม

โรคไวรัสตับอักเสบ บี (Hepatitis B) ติดต่อผ่านเลือดหรือเพศสัมพันธ์

การฉีดวัคซีนจะช่วยป้องกันโรคตับอักเสบที่อาจนำไปสู่ภาวะตับแข็ง และมะเร็งตับได้

คำแนะนำ

วัคซีนไวรัสตับอักเสบ เอ วัคซีนชนิดเชื้อตาย ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 6 - 12 เดือน

แนะนำให้ฉีดในผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรครุนแรงหรือมีความเสี่ยงในการติดเชื้อมากกว่าปกติ เช่น ผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย ผู้ใช้ยาเสพติด ผู้ที่ทำงานในห้องปฏิบัติการหรือใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ

วัคซีนไวรัสตับอักเสบ บี สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไป วัคซีนขนาด 20 ไมโครกรัม ฉีด 3 เข็ม ที่ 0, 1, และ 6 เดือน

แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ทุกคนที่ไม่เคยติดเชื้อหรือได้รับวัคซีนมาก่อน

3. วัคซีนตามช่วงอายุ / ความเสี่ยง

  • วัคซีน HPV

โรคมะเร็งปากมดลูก เกิดจากเชื้อ HPVการฉีดวัคซีนสามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก และโรคหูดหงอนไก่ ได้ทั้งหญิงและชาย โดยชนิดวัคซีนที่มีในโรงพยาบาล ได้แก่ 4 สายพันธุ์ และ 9 สายพันธุ์ (ครอบคลุมสายพันธุ์มากที่สุด)

คำแนะนำ แนะนำให้ฉีดในหญิงและชาย อายุ  9 – 26 ปี เน้นให้ฉีดในช่วงอายุ 11 – 12 ปี สำหรับผู้ใหญ่ (ฉีดเข็มแรกตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไป) ฉีด 3 เข็ม ที่ 0, 1 - 2, และ 6 เดือน ผู้ที่อายุตั้งแต่ 27 ปี ขึ้นไป พิจารณาให้วัคซีนเป็นรายๆ ไป

  • วัคซีนงูสวัด (Zoster Vaccine)

โรคงูสวัด เกิดจากเชื้อเดียวกับอีสุกอีใสทำให้ปวดเส้นประสาทเรื้อรังได้การฉีดวัคซีนจะช่วยป้องกันอาการปวดแสบร้อนตามแนวเส้นประสาท และภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในผู้สูงอายุ

คำแนะนำ วัคซีนชนิดรีคอมบิแนนท์ (recombinant zoster vaccine; RZV) ฉีด 2 เข็ม เข้ากล้ามเนื้อ ห่างกัน 2 - 6 เดือน ในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ในกรณีที่เคยเป็นงูสวัดมาก่อน สามารถฉีดวัคซีนงูสวัดได้ โดยเว้นระยะห่างหลังจากเป็นงูสวัดอย่างน้อย 3 - 6 เดือน

  • วัคซีนไข้เลือดออก (Dengue Vaccine)

โรคไข้เลือดออก มียุงลายเป็นพาหะหากติดซ้ำมีโอกาสรุนแรงมากขึ้นการฉีดวัคซีนช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสเดงกี่ทั้ง 4 สายพันธุ์ มีประสิทธิภาพป้องกันการนอนโรงพยาบาลสูงถึง 90.4%

คำแนะนำ วัคซีนชนิดที่มีไวรัสไข้เลือดออก 4 สายพันธุ์ และมีไวรัสไข้เลือดออกสายพันธุ์ 2 เป็นแกนหลัก (Tetravalent dengue vaccine; TAK–003) ให้สำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป ทั้งผู้ที่เคยและไม่เคยติดเชื้อมาก่อน ฉีด 2 เข็ม เข้าใต้ผิวหนัง ที่ 0 และ 3 เดือน

แนะนำในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นไข้เลือดออกรุนแรง เช่น ผู้ที่มีโรคหัวใจ เบาหวาน โรคปอดเรื้อรัง โรคไตเรื้อรัง โรคตับเรื้อรัง

ห้ามให้ในหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

  • วัคซีนนิวโมคอคคัส (Pneumococcal Vaccine)

โรคปอดอักเสบ (ปอดบวม) เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus pneumoniae โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ

คำแนะนำ สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไป ให้ฉีดได้ 2 แบบ

แบบที่ 1 ฉีดวัคซีน PCV20 1 เข็ม

แบบที่ 2 เริ่มด้วยฉีด PCV13 หรือ PCV15 1 เข็ม จากนั้นตามด้วย PPSV23 หรือ PCV20 1 เข็ม โดยเว้นระยะห่างอย่างน้อย 1 ปี

แนะนำให้ฉีดในผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่อายุ 18 – 64 ปี ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอด โรคตับ ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ โรคไตเรื้อรัง ผู้ที่ได้รับยากดภูมิต้านทาน ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้ที่สูบบุหรี่หรือดื่มสุราเรื้อรัง ผู้ที่ไม่มีม้าม หรือม้ามทำงานผิดปกติ

  • วัคซีนอาร์เอสวี (RSV Vaccine)

โรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี เกิดจากการติดเชื้อ RSV (Respiratory Syncytial Virus) ซึ่งเป็นสาเหตุของการก่อโรคทางระบบทางเดินหายใจอย่างรุนแรงได้ทั้งในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ การฉีดวัคซีนจะช่วยป้องกันโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ RSV ได้ โดยทางโรงพยาบาลมีวัคซีนป้องกัน RSV ในผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์

คำแนะนำ

แนะนำให้ฉีดวัคซีนในผู้ที่มีอายุ 75 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่อายุ 50 – 74 ปี ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจเรื้อรัง ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ เบาหวานที่มีการทำลายอวัยวะอื่น โรคอ้วน โรคตับ โรคไตเรื้อรัง และผู้ที่ได้รับการบำบัดทดแทนไต โดยจะฉีด 1 เข็ม เข้ากล้ามเนื้อ บริเวณต้นแขน

แนะนำให้ฉีดวัคซีนชนิด 2 สายพันธุ์ (bivalent RSVPre-F) ได้แก่ สายพันธุ์ A และ B ในหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 24 – 36 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากการติดเชื้อ RSV ในทารกตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 เดือน โดยจะฉีด 1 เข็ม เข้ากล้ามเนื้อ บริเวณต้นแขน

ตารางแนะนำวัคซีนตามช่วงอายุ

การเตรียมตัวก่อนรับวัคซีน

  1. ไม่อยู่ในระหว่างมีไข้สูง หรือเจ็บป่วยฉับพลัน หากมีไข้สูงควรเลื่อนการฉีด
  2. ควรแจ้งประวัติการแพ้ยาหรือส่วนประกอบของวัคซีนให้แพทย์ทราบก่อนฉีด
  3. ผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนวัคซีนเฉพาะบุคคล
  4. สตรีมีครรภ์ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับวัคซีนบางชนิด
  5. หลังฉีดควรสังเกตอาการที่โรงพยาบาลอย่างน้อย 30 นาที

คำถามที่พบบ่อย (Q&A) เรื่องวัคซีนผู้ใหญ่

1. ทำไมผู้ใหญ่ยังต้องฉีดวัคซีน ทั้งที่เคยฉีดตอนเด็กมาแล้ว?

ตอบ: เพราะภูมิคุ้มกันจากวัคซีนบางชนิดสามารถลดลงได้ตามกาลเวลา นอกจากนี้ยังมีวัคซีนบางประเภทที่ผู้ใหญ่อาจยังไม่เคยได้รับในอดีต การฉีดวัคซีนจะช่วยป้องกันโรคแทรกซ้อนรุนแรง ลดโอกาสแพร่เชื้อ และลดค่าใช้จ่ายในการรักษาระยะยาว

2. วัคซีนไข้หวัดใหญ่ควรฉีดช่วงเวลาไหนดีที่สุด?

ตอบ: แนะนำให้ฉีดในช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคมของทุกปี เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันก่อนเข้าสู่ช่วงการระบาดใหญ่ในฤดูฝน อย่างไรก็ตามสามารถให้วัคซีนได้ตลอดทั้งปีด้วยวัคซีนชนิดที่มีอยู่ในขณะนั้น

3. หากเคยเป็นโรคงูสวัดมาแล้ว ยังจำเป็นต้องฉีดวัคซีนงูสวัดอีกหรือไม่?

ตอบ: สามารถฉีดได้ โดยแนะนำให้เว้นระยะห่างหลังจากที่เป็นโรคงูสวัดอย่างน้อย 3 - 6 เดือนก่อนเข้ารับวัคซีน เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำและลดอาการปวดเส้นประสาท

4. วัคซีนบาดทะยัก-คอตีบ-ไอกรน (Tdap) ต้องฉีดบ่อยแค่ไหน?

ตอบ: สำหรับผู้ใหญ่ที่เคยได้รับวัคซีนครบถ้วนแล้ว ควรฉีดเข็มกระตุ้นซ้ำทุก ๆ 10 ปี  

5. ใครบ้างที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่ควรฉีดวัคซีนนิวโมคอคคัส?

ตอบ: กลุ่มที่แนะนำคือผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่อายุ 18 – 64 ปี ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอด โรคตับ ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ โรคไตเรื้อรัง ผู้ที่ได้รับยากดภูมิต้านทาน ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้ที่สูบบุหรี่หรือดื่มสุราเรื้อรัง ผู้ที่ไม่มีม้าม หรือม้ามทำงานผิดปกติ

6. วัคซีนไข้เลือดออกสามารถป้องกันได้กี่สายพันธุ์ และต้องฉีดกี่เข็ม?

ตอบ: วัคซีนไข้เลือดออกสามารถป้องกันไวรัสเดงกี่ได้ครบทั้ง 4 สายพันธุ์ โดยแนะนำให้ฉีดทั้งหมด 2 เข็ม ห่างกัน 3 เดือน

7. วัคซีน HPV ฉีดในผู้ชายได้หรือไม่ และป้องกันอะไรได้บ้าง?

ตอบ: ฉีดได้ทั้งหญิงและชาย โดยในผู้ชายจะช่วยป้องกันโรคมะเร็งทวารหนักและโรคหูดหงอนไก่

8. วัคซีนไวรัสตับอักเสบ A และ B มีตารางการฉีดอย่างไร?

ตอบ: ไวรัสตับอักเสบ A ฉีดทั้งหมด 2 เข็ม ห่างกัน 6 – 12 เดือน ส่วนไวรัสตับอักเสบ B ฉีดทั้งหมด 3 เข็ม ที่ 0, 1, และ 6 เดือน

9. หากมีไข้ในวันที่นัดฉีดวัคซีน ควรทำอย่างไร?

ตอบ: หากอยู่ในระหว่างมีไข้สูงหรือเจ็บป่วยฉับพลัน แนะนำให้เลื่อนการฉีดวัคซีนออกไปก่อนจนกว่าจะหายดี กรณีเจ็บป่วยเล็กน้อย เช่น เป็นหวัด ไอ มีน้ำมูก สามารถรับวัคซีนได้

10. ต้องสังเกตอาการหลังฉีดวัคซีนนานแค่ไหน?

ตอบ: หลังจากฉีดวัคซีนแล้ว ควรนั่งสังเกตอาการที่โรงพยาบาลอย่างน้อย 30 นาที เพื่อดูปฏิกิริยาตอบสนองหรืออาการแพ้ที่อาจเกิดขึ้น

ข้อมูลจาก: ศูนย์ข้อมูลยา ฝ่ายวิชาการเภสัชสนเทศ

สอบถามข้อมูลได้ที่ คลินิกตรวจสุขภาพ ชั้น 4 โซน E

บทความที่เกี่ยวข้อง

 

 ทำไม “ผู้ใหญ่” ยังต้องฉีดวัคซีน?

หลายคนเข้าใจว่าวัคซีนจำเป็นเฉพาะเด็ก แต่จริง ๆ แล้วภูมิคุ้มกันจากวัคซีนบางชนิด “ลดลงตามเวลา” หรือ “ยังไม่เคยได้รับ”การฉีดวัคซีนในผู้ใหญ่ช่วยป้องกันโรครุนแรงและภาวะแทรกซ้อน ลดโอกาสแพร่เชื้อให้คนรอบข้าง ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาในระยะยาว

วัคซีนพื้นฐานที่แนะนำในผู้ใหญ่

วัคซีนสำคัญแบ่งเป็น 3 กลุ่ม

1. วัคซีนที่ควรฉีดเป็นประจำ

  • ไข้หวัดใหญ่ (Influenza)
  • บาดทะยัก-คอตีบ-ไอกรน (Tdap)

2. วัคซีนที่ควรฉีดอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต (โดยฉีดครบตามจำนวนเข็มของวัคซีนนั้น ๆ)

  • หัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR)
  • อีสุกอีใส (Varicella)
  • ไวรัสตับอักเสบ A และ B

3. วัคซีนตามช่วงอายุ / ความเสี่ยง

  • HPV
  • งูสวัด (Zoster Vaccine)
  • ไข้เลือดออก (Dengue Vaccine)
  • วัคซีนนิวโมคอคคัส (Pneumococcal Vaccine)

รายละเอียดวัคซีนสำคัญ

1. วัคซีนที่ควรฉีดเป็นประจำ

  • วัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine)

โรคไข้หวัดใหญ่ ติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน อาจรุนแรงในผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว การฉีดวัคซีนช่วยป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจฉับพลัน ลดความเสี่ยงปอดอักเสบและกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ

คำแนะนำ ควรฉีดซ้ำ ปีละ 1 ครั้ง เนื่องจากเชื้อไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์อยู่เสมอ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และผู้ที่มีน้ำหนักเกิน 100 กก. ช่วงเวลาแนะนำคือเดือนเมษายน – พฤษภาคม ของทุกปี (ก่อนการระบาดช่วงฤดูฝน)

  • วัคซีนบาดทะยัก-คอตีบ-ไอกรน (Tdap)

การฉีดวัคซีนช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเดินหายใจรุนแรง และเชื้อบาดทะยักจากบาดแผล

คำแนะนำ ผู้ใหญ่ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น หรือผู้ที่ได้รับวัคซีนครั้งล่าสุดนานเกิน 10 ปี ควรฉีดกระตุ้นด้วยวัคซีน ทุก 10 ปี

2. วัคซีนที่ควรฉีดอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต

  • วัคซีนหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน (MMR)

โรคหัด โรคติดต่อทางอากาศ อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้

โรคหัดเยอรมัน ติดต่อได้เมื่อผู้ที่ติดเชื้อ ไอ หรือจาม เป็นโรคที่มีความอันตรายต่อหญิงตั้งครรภ์ อาจทำให้เกิดความผิดปกติของทารกในครรภ์ได้

โรคคางทูม เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่อาจทำให้เกิดอาการที่รุนแรงได้ อาการโดยทั่วไปเช่น ปวด บวม บริเวณกราม อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดศีรษะ เป็นต้น

คำแนะนำ ผู้ที่ไม่เคยฉีดหรือไม่แน่ใจ ควรฉีด 2 เข็ม เข้าใต้ผิวหนัง ห่างกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์

ห้ามให้ในผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง และหญิงตั้งครรภ์

  • วัคซีนอีสุกอีใส (Varicella)

โรคอีสุกอีใส หากเป็นในผู้ใหญ่ อาการรุนแรงกว่าเด็ก

คำแนะนำ ผู้ที่ไม่เคยเป็นหรือไม่เคยฉีด ควรฉีด 2 เข็ม เข้าใต้ผิวหนัง ห่างกัน 4 - 8 สัปดาห์

ห้ามให้ในผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง และหญิงตั้งครรภ์

  • วัคซีนไวรัสตับอักเสบ

โรคไวรัสตับอักเสบ เอ (Hepatitis A) ติดต่อผ่านอาหารหรือน้ำดื่ม

โรคไวรัสตับอักเสบ บี (Hepatitis B) ติดต่อผ่านเลือดหรือเพศสัมพันธ์

การฉีดวัคซีนจะช่วยป้องกันโรคตับอักเสบที่อาจนำไปสู่ภาวะตับแข็ง และมะเร็งตับได้

คำแนะนำ

วัคซีนไวรัสตับอักเสบ เอ วัคซีนชนิดเชื้อตาย ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 6 - 12 เดือน

แนะนำให้ฉีดในผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรครุนแรงหรือมีความเสี่ยงในการติดเชื้อมากกว่าปกติ เช่น ผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย ผู้ใช้ยาเสพติด ผู้ที่ทำงานในห้องปฏิบัติการหรือใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ

วัคซีนไวรัสตับอักเสบ บี สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไป วัคซีนขนาด 20 ไมโครกรัม ฉีด 3 เข็ม ที่ 0, 1, และ 6 เดือน

แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ทุกคนที่ไม่เคยติดเชื้อหรือได้รับวัคซีนมาก่อน

3. วัคซีนตามช่วงอายุ / ความเสี่ยง

  • วัคซีน HPV

โรคมะเร็งปากมดลูก เกิดจากเชื้อ HPVการฉีดวัคซีนสามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก และโรคหูดหงอนไก่ ได้ทั้งหญิงและชาย โดยชนิดวัคซีนที่มีในโรงพยาบาล ได้แก่ 4 สายพันธุ์ และ 9 สายพันธุ์ (ครอบคลุมสายพันธุ์มากที่สุด)

คำแนะนำ แนะนำให้ฉีดในหญิงและชาย อายุ  9 – 26 ปี เน้นให้ฉีดในช่วงอายุ 11 – 12 ปี สำหรับผู้ใหญ่ (ฉีดเข็มแรกตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไป) ฉีด 3 เข็ม ที่ 0, 1 - 2, และ 6 เดือน ผู้ที่อายุตั้งแต่ 27 ปี ขึ้นไป พิจารณาให้วัคซีนเป็นรายๆ ไป

  • วัคซีนงูสวัด (Zoster Vaccine)

โรคงูสวัด เกิดจากเชื้อเดียวกับอีสุกอีใสทำให้ปวดเส้นประสาทเรื้อรังได้การฉีดวัคซีนจะช่วยป้องกันอาการปวดแสบร้อนตามแนวเส้นประสาท และภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในผู้สูงอายุ

คำแนะนำ วัคซีนชนิดรีคอมบิแนนท์ (recombinant zoster vaccine; RZV) ฉีด 2 เข็ม เข้ากล้ามเนื้อ ห่างกัน 2 - 6 เดือน ในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ในกรณีที่เคยเป็นงูสวัดมาก่อน สามารถฉีดวัคซีนงูสวัดได้ โดยเว้นระยะห่างหลังจากเป็นงูสวัดอย่างน้อย 3 - 6 เดือน

  • วัคซีนไข้เลือดออก (Dengue Vaccine)

โรคไข้เลือดออก มียุงลายเป็นพาหะหากติดซ้ำมีโอกาสรุนแรงมากขึ้นการฉีดวัคซีนช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสเดงกี่ทั้ง 4 สายพันธุ์ มีประสิทธิภาพป้องกันการนอนโรงพยาบาลสูงถึง 90.4%

คำแนะนำ วัคซีนชนิดที่มีไวรัสไข้เลือดออก 4 สายพันธุ์ และมีไวรัสไข้เลือดออกสายพันธุ์ 2 เป็นแกนหลัก (Tetravalent dengue vaccine; TAK–003) ให้สำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป ทั้งผู้ที่เคยและไม่เคยติดเชื้อมาก่อน ฉีด 2 เข็ม เข้าใต้ผิวหนัง ที่ 0 และ 3 เดือน

แนะนำในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นไข้เลือดออกรุนแรง เช่น ผู้ที่มีโรคหัวใจ เบาหวาน โรคปอดเรื้อรัง โรคไตเรื้อรัง โรคตับเรื้อรัง

ห้ามให้ในหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

  • วัคซีนนิวโมคอคคัส (Pneumococcal Vaccine)

โรคปอดอักเสบ (ปอดบวม) เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus pneumoniae โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ

คำแนะนำ สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไป ให้ฉีดได้ 2 แบบ

แบบที่ 1 ฉีดวัคซีน PCV20 1 เข็ม

แบบที่ 2 เริ่มด้วยฉีด PCV13 หรือ PCV15 1 เข็ม จากนั้นตามด้วย PPSV23 หรือ PCV20 1 เข็ม โดยเว้นระยะห่างอย่างน้อย 1 ปี

แนะนำให้ฉีดในผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่อายุ 18 – 64 ปี ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอด โรคตับ ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ โรคไตเรื้อรัง ผู้ที่ได้รับยากดภูมิต้านทาน ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้ที่สูบบุหรี่หรือดื่มสุราเรื้อรัง ผู้ที่ไม่มีม้าม หรือม้ามทำงานผิดปกติ

  • วัคซีนอาร์เอสวี (RSV Vaccine)

โรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี เกิดจากการติดเชื้อ RSV (Respiratory Syncytial Virus) ซึ่งเป็นสาเหตุของการก่อโรคทางระบบทางเดินหายใจอย่างรุนแรงได้ทั้งในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ การฉีดวัคซีนจะช่วยป้องกันโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ RSV ได้ โดยทางโรงพยาบาลมีวัคซีนป้องกัน RSV ในผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์

คำแนะนำ

แนะนำให้ฉีดวัคซีนในผู้ที่มีอายุ 75 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่อายุ 50 – 74 ปี ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจเรื้อรัง ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ เบาหวานที่มีการทำลายอวัยวะอื่น โรคอ้วน โรคตับ โรคไตเรื้อรัง และผู้ที่ได้รับการบำบัดทดแทนไต โดยจะฉีด 1 เข็ม เข้ากล้ามเนื้อ บริเวณต้นแขน

แนะนำให้ฉีดวัคซีนชนิด 2 สายพันธุ์ (bivalent RSVPre-F) ได้แก่ สายพันธุ์ A และ B ในหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 24 – 36 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากการติดเชื้อ RSV ในทารกตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 เดือน โดยจะฉีด 1 เข็ม เข้ากล้ามเนื้อ บริเวณต้นแขน

ตารางแนะนำวัคซีนตามช่วงอายุ

การเตรียมตัวก่อนรับวัคซีน

  1. ไม่อยู่ในระหว่างมีไข้สูง หรือเจ็บป่วยฉับพลัน หากมีไข้สูงควรเลื่อนการฉีด
  2. ควรแจ้งประวัติการแพ้ยาหรือส่วนประกอบของวัคซีนให้แพทย์ทราบก่อนฉีด
  3. ผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนวัคซีนเฉพาะบุคคล
  4. สตรีมีครรภ์ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับวัคซีนบางชนิด
  5. หลังฉีดควรสังเกตอาการที่โรงพยาบาลอย่างน้อย 30 นาที

คำถามที่พบบ่อย (Q&A) เรื่องวัคซีนผู้ใหญ่

1. ทำไมผู้ใหญ่ยังต้องฉีดวัคซีน ทั้งที่เคยฉีดตอนเด็กมาแล้ว?

ตอบ: เพราะภูมิคุ้มกันจากวัคซีนบางชนิดสามารถลดลงได้ตามกาลเวลา นอกจากนี้ยังมีวัคซีนบางประเภทที่ผู้ใหญ่อาจยังไม่เคยได้รับในอดีต การฉีดวัคซีนจะช่วยป้องกันโรคแทรกซ้อนรุนแรง ลดโอกาสแพร่เชื้อ และลดค่าใช้จ่ายในการรักษาระยะยาว

2. วัคซีนไข้หวัดใหญ่ควรฉีดช่วงเวลาไหนดีที่สุด?

ตอบ: แนะนำให้ฉีดในช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคมของทุกปี เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันก่อนเข้าสู่ช่วงการระบาดใหญ่ในฤดูฝน อย่างไรก็ตามสามารถให้วัคซีนได้ตลอดทั้งปีด้วยวัคซีนชนิดที่มีอยู่ในขณะนั้น

3. หากเคยเป็นโรคงูสวัดมาแล้ว ยังจำเป็นต้องฉีดวัคซีนงูสวัดอีกหรือไม่?

ตอบ: สามารถฉีดได้ โดยแนะนำให้เว้นระยะห่างหลังจากที่เป็นโรคงูสวัดอย่างน้อย 3 - 6 เดือนก่อนเข้ารับวัคซีน เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำและลดอาการปวดเส้นประสาท

4. วัคซีนบาดทะยัก-คอตีบ-ไอกรน (Tdap) ต้องฉีดบ่อยแค่ไหน?

ตอบ: สำหรับผู้ใหญ่ที่เคยได้รับวัคซีนครบถ้วนแล้ว ควรฉีดเข็มกระตุ้นซ้ำทุก ๆ 10 ปี  

5. ใครบ้างที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่ควรฉีดวัคซีนนิวโมคอคคัส?

ตอบ: กลุ่มที่แนะนำคือผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่อายุ 18 – 64 ปี ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอด โรคตับ ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ โรคไตเรื้อรัง ผู้ที่ได้รับยากดภูมิต้านทาน ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้ที่สูบบุหรี่หรือดื่มสุราเรื้อรัง ผู้ที่ไม่มีม้าม หรือม้ามทำงานผิดปกติ

6. วัคซีนไข้เลือดออกสามารถป้องกันได้กี่สายพันธุ์ และต้องฉีดกี่เข็ม?

ตอบ: วัคซีนไข้เลือดออกสามารถป้องกันไวรัสเดงกี่ได้ครบทั้ง 4 สายพันธุ์ โดยแนะนำให้ฉีดทั้งหมด 2 เข็ม ห่างกัน 3 เดือน

7. วัคซีน HPV ฉีดในผู้ชายได้หรือไม่ และป้องกันอะไรได้บ้าง?

ตอบ: ฉีดได้ทั้งหญิงและชาย โดยในผู้ชายจะช่วยป้องกันโรคมะเร็งทวารหนักและโรคหูดหงอนไก่

8. วัคซีนไวรัสตับอักเสบ A และ B มีตารางการฉีดอย่างไร?

ตอบ: ไวรัสตับอักเสบ A ฉีดทั้งหมด 2 เข็ม ห่างกัน 6 – 12 เดือน ส่วนไวรัสตับอักเสบ B ฉีดทั้งหมด 3 เข็ม ที่ 0, 1, และ 6 เดือน

9. หากมีไข้ในวันที่นัดฉีดวัคซีน ควรทำอย่างไร?

ตอบ: หากอยู่ในระหว่างมีไข้สูงหรือเจ็บป่วยฉับพลัน แนะนำให้เลื่อนการฉีดวัคซีนออกไปก่อนจนกว่าจะหายดี กรณีเจ็บป่วยเล็กน้อย เช่น เป็นหวัด ไอ มีน้ำมูก สามารถรับวัคซีนได้

10. ต้องสังเกตอาการหลังฉีดวัคซีนนานแค่ไหน?

ตอบ: หลังจากฉีดวัคซีนแล้ว ควรนั่งสังเกตอาการที่โรงพยาบาลอย่างน้อย 30 นาที เพื่อดูปฏิกิริยาตอบสนองหรืออาการแพ้ที่อาจเกิดขึ้น

ข้อมูลจาก: ศูนย์ข้อมูลยา ฝ่ายวิชาการเภสัชสนเทศ

สอบถามข้อมูลได้ที่ คลินิกตรวจสุขภาพ ชั้น 4 โซน E

บทความที่เกี่ยวข้อง