ไขมันในเลือดสูงกับโรคเบาหวาน
ทำไมเบาหวานถึงทำให้ไขมันในเลือดสูง?
ผู้เป็นเบาหวาน มักเผชิญภาวะดื้ออินซูลิน ส่งผลให้ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ โดยมีไขมันไตรกลีเซอไรด์สูง, HDL-C ต่ำ และ LDL-C สูง ภาวะไขมันในเลือดสูงนี้เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ, โรคหลอดเลือดสมอง และแผลเบาหวานที่เท้า เรียนรู้แนวทางการดูแลตนเอง
ไขมันในเลือด แบ่งออกเป็น
1. ไขมันคอเลสเตอรอล (cholesterol) มีหลายชนิด โดยชนิดที่สำคัญ ได้แก่
- ไขมันคอเลสเตอรอลชนิดความหนาแน่นต่ำ (LDL-C) หรือไขมันชนิดที่ไม่ดี เป็นไขมันที่ไปสะสมในผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแดงตีบและแข็ง เป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมองตีบ และโรคหลอดเลือดส่วนปลายตีบ
- ไขมันคอเลสเตอรอลชนิดความหนาแน่นสูง (HDL-C) หรือไขมันชนิดที่ดี ทำหน้าที่ขจัดไขมันอันตรายไปจากกระแสเลือด ต่อต้านการสะสมผิดที่ของไขมัน และช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้
2. ไขมันไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) ถ้าไขมันชนิดนี้สูงจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับอ่อนอักเสบ และอาจเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ โดยสาเหตุของไขมันไตรกลีเซอไรด์สูงอาจเกิดจาก พันธุกรรม โรคอ้วน โรคเบาหวาน การดื่มสุรา และยาบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิด เป็นต้น
ไขมันในเลือดสูงส่งผลกับผู้เป็นเบาหวานอย่างไร?
ผู้เป็นเบาหวานมักมีภาวะดื้ออินซูลินร่วมด้วย ทำให้ไขมันในเลือดผิดปกติชนิดที่มีไขมันไตรกลีเซอไรด์สูง ไขมันคอเลสเตอรอล HDL-C ต่ำ และไขมันคอเลสเตอรอล LDL-C สูง ส่งผลให้เพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และแผลเบาหวานที่เท้าจากโรคหลอดเลือดส่วนปลายตีบ นำไปสู่การเสี่ยงต่อการตัดนิ้วเท้าหรือเท้าได้
ค่าไขมันในเลือดเท่าไหร่ถึงจะดี?
1. ระดับไขมัน LDL-C ขึ้นกับผู้เป็นเบาหวานแต่ละราย ดังต่อไปนี้
- ผู้เป็นเบาหวานที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดต่ำ ระดับไขมัน LDL-C ควรต่ำกว่า 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
- ผู้เป็นเบาหวานที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสูง ระดับไขมัน LDL-C ควรต่ำกว่า 70 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
- ผู้เป็นเบาหวานที่เคยมีโรคหัวใจหรือโรคหลอดเลือดสมองตีบ ระดับไขมัน LDL-C ควรต่ำกว่า 55 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หรืออย่างน้อยควรต่ำกว่า 70 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
2. ระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ ควรต่ำกว่า 150 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
3. ระดับไขมัน HDL-C ควรสูงกว่า 40 มิลลิกรัม/เดซิลิตรในผู้ชาย และควรสูงกว่า 50 มิลลิกรัม/เดซิลิตรในผู้หญิง
ผู้เป็นเบาหวานควรได้รับการตรวจระดับไขมันในเลือด เมื่อแรกวินิจฉัย และติดตามอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือ ตรวจติดตามถี่ขึ้นเมื่อมีข้อบ่งชี้ตามคำแนะนำของแพทย์
แนวทางการดูแลตนเองเพื่อลดไขมันในเลือดสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
1. ผู้ที่มีไขมันคอเลสเตอรอล LDL-C สูง
- ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง เช่น ไขมันสัตว์ น้ำมันหมู น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม เนย เป็นต้น
- งดรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันทรานส์ เช่น มาการีน เนยขาว เบเกอรี่บางชนิด เป็นต้น
- ควรเปลี่ยนการใช้น้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูงเป็นน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก เป็นต้น
- เพิ่มการรับประทานอาหารที่มีใยอาหาร เช่น ผัก ผลไม้ (ในปริมาณที่พอเหมาะ) ธัญพืชไม่ขัดสีเพิ่มมากขึ้น
- เลือกรับประทานโปรตีนจากปลา สัตว์ทะเล สัตว์ปีก ผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำ และลดการบริโภคเนื้อแดงและเนื้อสัตว์แปรรูป
2. ผู้ที่มีไขมันไตรกลีเซอไรด์สูง
- ควรลดการรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ
- งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- ลดน้ำหนักในผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานหรือเป็นโรคอ้วน
3. ผู้ที่มีไขมันคอเลสเตอรอล HDL-C ต่ำ
- ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิกความหนักปานกลาง อย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาที
- หยุดสูบบุหรี่
- ลดน้ำหนักในผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานหรือเป็นโรคอ้วน
แหล่งที่มา: แนวทางเวชปฏิบัติการใช้ยารักษาภาวะไขมันผิดปกติในเลือดเพื่อป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด พ.ศ. 2567
ตรวจบทความโดย: รศ. พญ.ระวีวรรณ เลิศวัฒนารักษ์ และ นพ.ณัฐพงศ์ เลาห์ทวีรุ่งเรื่อง
Q&A ไขมันในเลือดสูงกับโรคเบาหวาน
1. ทำไมผู้ป่วยเบาหวานถึงมักมีปัญหาไขมันในเลือดสูง?
ตอบ: เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานมักมีภาวะดื้ออินซูลิน ส่งผลให้กระบวนการเผาผลาญไขมันผิดปกติ ทำให้ร่างกายสร้างไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้น, ไขมันดี (HDL-C) ลดต่ำลง และมีไขมันเลว (LDL-C) สะสมในกระแสเลือดมากขึ้น
2. ไขมันในเลือดมีกี่ประเภท และแต่ละชนิดส่งผลต่อร่างกายอย่างไร?
ตอบ: แบ่งหลัก ๆ เป็น 2 ประเภท คือ 1. คอเลสเตอรอล (มี LDL-C เป็นไขมันเลวที่สะสมในผนังหลอดเลือด และ HDL-C เป็นไขมันดีที่ช่วยขจัดไขมันอันตราย) และ 2. ไตรกลีเซอไรด์ (หากสูงเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงตับอ่อนอักเสบและโรคหัวใจ)
3. ระดับไขมัน LDL-C ที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยเบาหวานคือเท่าใด?
ตอบ: ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงส่วนบุคคล ผู้ที่มีความเสี่ยงต่ำควรต่ำกว่า 100 mg/dL, ความเสี่ยงสูงควรต่ำกว่า 70 mg/dL และผู้ที่เคยมีประวัติโรคหลอดเลือดหัวใจหรือสมองควรต่ำกว่า 55–70 mg/dL
4. ผู้ป่วยเบาหวานควรตรวจไขมันในเลือดบ่อยแค่ไหน?
ตอบ: ควรตรวจเมื่อทราบผลวินิจฉัยครั้งแรก และควรตรวจติดตามอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือถี่ขึ้นตามคำแนะนำของแพทย์หากมีข้อบ่งชี้เฉพาะ
5. ทำไมไขมันในเลือดสูงจึงอันตรายสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน?
ตอบ: ภาวะไขมันสูงในผู้ป่วยเบาหวานจะยิ่งเร่งให้หลอดเลือดแข็งตัวและตีบตัน เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ, โรคหลอดเลือดสมอง และแผลเบาหวานที่เท้า ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นต้องตัดนิ้วเท้าหรือเท้าได้
6. ผู้ที่มี LDL-C สูงควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอย่างไร?
ตอบ: ควรหลีกเลี่ยงไขมันอิ่มตัว (เช่น น้ำมันหมู, กะทิ, เนย) และไขมันทรานส์ (เช่น เบเกอรี่, มาการีน) โดยหันมาใช้น้ำมันที่ดีต่อสุขภาพ เช่น น้ำมันรำข้าวหรือน้ำมันมะกอก และเพิ่มการทานใยอาหารจากผักและธัญพืชไม่ขัดสี
7. อาหารประเภทใดที่ผู้ป่วยเบาหวานที่มี "ไตรกลีเซอไรด์สูง" ควรเลี่ยง?
ตอบ: ควรลดการรับประทานคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลในปริมาณมาก งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
8. การเพิ่มไขมันดี (HDL-C) ทำได้อย่างไร?
ตอบ: ทำได้โดยการออกกำลังกายแบบแอโรบิกความหนักปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์, หยุดสูบบุหรี่ และลดน้ำหนักหากมีภาวะน้ำหนักเกิน
9. ไขมันทรานส์มีผลอย่างไรต่อสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวาน?
ตอบ: ไขมันทรานส์เป็นอันตรายอย่างยิ่งเพราะจะไปเพิ่มไขมันเลว (LDL-C) และลดไขมันดี (HDL-C) ในร่างกายโดยตรง ทำให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ผู้ป่วยเบาหวานควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด
10. ถ้าตรวจพบว่าไขมันในเลือดสูงมาก สามารถรักษาด้วยวิธีใดได้บ้าง?
ตอบ: เริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อาหาร และการออกกำลังกาย หากปรับแล้วระดับไขมันยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ปลอดภัย แพทย์จะพิจารณาการใช้ยารักษาภาวะไขมันผิดปกติร่วมด้วย
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คลินิกเบาหวาน ไทรอยด์ และต่อมไร้ท่อ ชั้น 4 โซน D
บทความที่เกี่ยวข้อง
ทำไมเบาหวานถึงทำให้ไขมันในเลือดสูง?
ผู้เป็นเบาหวาน มักเผชิญภาวะดื้ออินซูลิน ส่งผลให้ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ โดยมีไขมันไตรกลีเซอไรด์สูง, HDL-C ต่ำ และ LDL-C สูง ภาวะไขมันในเลือดสูงนี้เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ, โรคหลอดเลือดสมอง และแผลเบาหวานที่เท้า เรียนรู้แนวทางการดูแลตนเอง
ไขมันในเลือด แบ่งออกเป็น
1. ไขมันคอเลสเตอรอล (cholesterol) มีหลายชนิด โดยชนิดที่สำคัญ ได้แก่
- ไขมันคอเลสเตอรอลชนิดความหนาแน่นต่ำ (LDL-C) หรือไขมันชนิดที่ไม่ดี เป็นไขมันที่ไปสะสมในผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแดงตีบและแข็ง เป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมองตีบ และโรคหลอดเลือดส่วนปลายตีบ
- ไขมันคอเลสเตอรอลชนิดความหนาแน่นสูง (HDL-C) หรือไขมันชนิดที่ดี ทำหน้าที่ขจัดไขมันอันตรายไปจากกระแสเลือด ต่อต้านการสะสมผิดที่ของไขมัน และช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้
2. ไขมันไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) ถ้าไขมันชนิดนี้สูงจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับอ่อนอักเสบ และอาจเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ โดยสาเหตุของไขมันไตรกลีเซอไรด์สูงอาจเกิดจาก พันธุกรรม โรคอ้วน โรคเบาหวาน การดื่มสุรา และยาบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิด เป็นต้น
ไขมันในเลือดสูงส่งผลกับผู้เป็นเบาหวานอย่างไร?
ผู้เป็นเบาหวานมักมีภาวะดื้ออินซูลินร่วมด้วย ทำให้ไขมันในเลือดผิดปกติชนิดที่มีไขมันไตรกลีเซอไรด์สูง ไขมันคอเลสเตอรอล HDL-C ต่ำ และไขมันคอเลสเตอรอล LDL-C สูง ส่งผลให้เพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และแผลเบาหวานที่เท้าจากโรคหลอดเลือดส่วนปลายตีบ นำไปสู่การเสี่ยงต่อการตัดนิ้วเท้าหรือเท้าได้
ค่าไขมันในเลือดเท่าไหร่ถึงจะดี?
1. ระดับไขมัน LDL-C ขึ้นกับผู้เป็นเบาหวานแต่ละราย ดังต่อไปนี้
- ผู้เป็นเบาหวานที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดต่ำ ระดับไขมัน LDL-C ควรต่ำกว่า 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
- ผู้เป็นเบาหวานที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสูง ระดับไขมัน LDL-C ควรต่ำกว่า 70 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
- ผู้เป็นเบาหวานที่เคยมีโรคหัวใจหรือโรคหลอดเลือดสมองตีบ ระดับไขมัน LDL-C ควรต่ำกว่า 55 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หรืออย่างน้อยควรต่ำกว่า 70 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
2. ระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ ควรต่ำกว่า 150 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
3. ระดับไขมัน HDL-C ควรสูงกว่า 40 มิลลิกรัม/เดซิลิตรในผู้ชาย และควรสูงกว่า 50 มิลลิกรัม/เดซิลิตรในผู้หญิง
ผู้เป็นเบาหวานควรได้รับการตรวจระดับไขมันในเลือด เมื่อแรกวินิจฉัย และติดตามอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือ ตรวจติดตามถี่ขึ้นเมื่อมีข้อบ่งชี้ตามคำแนะนำของแพทย์
แนวทางการดูแลตนเองเพื่อลดไขมันในเลือดสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
1. ผู้ที่มีไขมันคอเลสเตอรอล LDL-C สูง
- ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง เช่น ไขมันสัตว์ น้ำมันหมู น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม เนย เป็นต้น
- งดรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันทรานส์ เช่น มาการีน เนยขาว เบเกอรี่บางชนิด เป็นต้น
- ควรเปลี่ยนการใช้น้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูงเป็นน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก เป็นต้น
- เพิ่มการรับประทานอาหารที่มีใยอาหาร เช่น ผัก ผลไม้ (ในปริมาณที่พอเหมาะ) ธัญพืชไม่ขัดสีเพิ่มมากขึ้น
- เลือกรับประทานโปรตีนจากปลา สัตว์ทะเล สัตว์ปีก ผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำ และลดการบริโภคเนื้อแดงและเนื้อสัตว์แปรรูป
2. ผู้ที่มีไขมันไตรกลีเซอไรด์สูง
- ควรลดการรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ
- งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- ลดน้ำหนักในผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานหรือเป็นโรคอ้วน
3. ผู้ที่มีไขมันคอเลสเตอรอล HDL-C ต่ำ
- ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิกความหนักปานกลาง อย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาที
- หยุดสูบบุหรี่
- ลดน้ำหนักในผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานหรือเป็นโรคอ้วน
แหล่งที่มา: แนวทางเวชปฏิบัติการใช้ยารักษาภาวะไขมันผิดปกติในเลือดเพื่อป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด พ.ศ. 2567
ตรวจบทความโดย: รศ. พญ.ระวีวรรณ เลิศวัฒนารักษ์ และ นพ.ณัฐพงศ์ เลาห์ทวีรุ่งเรื่อง
Q&A ไขมันในเลือดสูงกับโรคเบาหวาน
1. ทำไมผู้ป่วยเบาหวานถึงมักมีปัญหาไขมันในเลือดสูง?
ตอบ: เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานมักมีภาวะดื้ออินซูลิน ส่งผลให้กระบวนการเผาผลาญไขมันผิดปกติ ทำให้ร่างกายสร้างไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้น, ไขมันดี (HDL-C) ลดต่ำลง และมีไขมันเลว (LDL-C) สะสมในกระแสเลือดมากขึ้น
2. ไขมันในเลือดมีกี่ประเภท และแต่ละชนิดส่งผลต่อร่างกายอย่างไร?
ตอบ: แบ่งหลัก ๆ เป็น 2 ประเภท คือ 1. คอเลสเตอรอล (มี LDL-C เป็นไขมันเลวที่สะสมในผนังหลอดเลือด และ HDL-C เป็นไขมันดีที่ช่วยขจัดไขมันอันตราย) และ 2. ไตรกลีเซอไรด์ (หากสูงเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงตับอ่อนอักเสบและโรคหัวใจ)
3. ระดับไขมัน LDL-C ที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยเบาหวานคือเท่าใด?
ตอบ: ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงส่วนบุคคล ผู้ที่มีความเสี่ยงต่ำควรต่ำกว่า 100 mg/dL, ความเสี่ยงสูงควรต่ำกว่า 70 mg/dL และผู้ที่เคยมีประวัติโรคหลอดเลือดหัวใจหรือสมองควรต่ำกว่า 55–70 mg/dL
4. ผู้ป่วยเบาหวานควรตรวจไขมันในเลือดบ่อยแค่ไหน?
ตอบ: ควรตรวจเมื่อทราบผลวินิจฉัยครั้งแรก และควรตรวจติดตามอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือถี่ขึ้นตามคำแนะนำของแพทย์หากมีข้อบ่งชี้เฉพาะ
5. ทำไมไขมันในเลือดสูงจึงอันตรายสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน?
ตอบ: ภาวะไขมันสูงในผู้ป่วยเบาหวานจะยิ่งเร่งให้หลอดเลือดแข็งตัวและตีบตัน เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ, โรคหลอดเลือดสมอง และแผลเบาหวานที่เท้า ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นต้องตัดนิ้วเท้าหรือเท้าได้
6. ผู้ที่มี LDL-C สูงควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอย่างไร?
ตอบ: ควรหลีกเลี่ยงไขมันอิ่มตัว (เช่น น้ำมันหมู, กะทิ, เนย) และไขมันทรานส์ (เช่น เบเกอรี่, มาการีน) โดยหันมาใช้น้ำมันที่ดีต่อสุขภาพ เช่น น้ำมันรำข้าวหรือน้ำมันมะกอก และเพิ่มการทานใยอาหารจากผักและธัญพืชไม่ขัดสี
7. อาหารประเภทใดที่ผู้ป่วยเบาหวานที่มี "ไตรกลีเซอไรด์สูง" ควรเลี่ยง?
ตอบ: ควรลดการรับประทานคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลในปริมาณมาก งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
8. การเพิ่มไขมันดี (HDL-C) ทำได้อย่างไร?
ตอบ: ทำได้โดยการออกกำลังกายแบบแอโรบิกความหนักปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์, หยุดสูบบุหรี่ และลดน้ำหนักหากมีภาวะน้ำหนักเกิน
9. ไขมันทรานส์มีผลอย่างไรต่อสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวาน?
ตอบ: ไขมันทรานส์เป็นอันตรายอย่างยิ่งเพราะจะไปเพิ่มไขมันเลว (LDL-C) และลดไขมันดี (HDL-C) ในร่างกายโดยตรง ทำให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ผู้ป่วยเบาหวานควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด
10. ถ้าตรวจพบว่าไขมันในเลือดสูงมาก สามารถรักษาด้วยวิธีใดได้บ้าง?
ตอบ: เริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม อาหาร และการออกกำลังกาย หากปรับแล้วระดับไขมันยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ปลอดภัย แพทย์จะพิจารณาการใช้ยารักษาภาวะไขมันผิดปกติร่วมด้วย
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คลินิกเบาหวาน ไทรอยด์ และต่อมไร้ท่อ ชั้น 4 โซน D
บทความที่เกี่ยวข้อง


