6 เทคนิคปรับความถี่ ลดการดื่มน้ำหวาน เลิกติดหวานได้สุขภาพดี
มาปรับความถี่ ลดการดื่มน้ำหวานกันเถอะ
- เลือกขนาดแก้วที่ดื่ม สั่งแก้วเล็กลง เพื่อลดปริมาณน้ำตาล และไขมันในเครื่องดื่ม
- ลดความหวาน แนะนำให้ค่อย ๆ ปรับความหวานลงมา หากเดิมดื่มหวาน 100% ลองปรับเหลือ 75% 50% และ 25% ตามลำดับ ในบางร้านมีการใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล สามารถใช้แทนได้หรือสั่งแบบไม่หวานแล้วมาเติมน้ำตาลเอง เพื่อให้ทราบถึงปริมาณน้ำตาลที่ใช้ โดยแนะนำให้ใช้น้ำตาลไม่เกิน 2 - 3 ช้อนชาต่อแก้ว (ปริมาณน้ำตาลในที่นี้รวมถึงน้ำผึ้ง น้ำตาลทรายแดงและไซรัปต่าง ๆ)
- เลี่ยงท็อปปิ้ง เลือกไม่เติมท็อปปิ้งเพิ่ม รวมถึงการราดนมข้นจืดบนเครื่องดื่มก่อนเสิร์ฟ จะช่วยลดพลังงานส่วนเกินได้ถึง 40 กิโลแคลอรี เท่ากับข้าวครึ่งทัพพีเลย
- เปลี่ยนเมนู แนะนำเลือกเครื่องดื่มแบบใส เนื่องจากเครื่องดื่มที่มีนมเป็นส่วนประกอบ มักมีความหวานมันจากน้ำตาลทรายและนมข้นหวาน ทำให้มีพลังงานและน้ำตาลที่มากกว่า
- ปรับประเภทเครื่องดื่ม แนะนำสั่งแบบร้อนหรือเย็นมากกว่าเครื่องดื่มแบบปั่น เนื่องจากแบบปั่นจะมีความหวานและความเข้มข้นมากกว่า ทำให้ได้รับพลังงานและน้ำตาลมากกว่า
- จำนวนและความถี่การดื่ม หากคุณดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลวันละหลายแก้ว หรือดื่มทุกวันติดต่อกัน แนะนำปรับลดจำนวนแก้วต่อวัน อาจปรับเป็นจิบน้ำเปล่าสลับ เพื่อลดจำนวนแก้วต่อวันหรือหากดื่มทุกวัน อาจปรับเป็นวันเว้นวัน หรือปรับเป็นสูตรที่ไม่เติมน้ำตาล

ข้อมูลจาก: นักกำหนดอาหาร แผนกโภชนาการ
Q&A เกี่ยวกับการลดหวาน
1. ทำไมการดื่มน้ำหวานเป็นประจำจึงส่งผลเสียต่อสุขภาพ?
ตอบ: การดื่มน้ำหวานหรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงเป็นประจำทำให้ร่างกายได้รับพลังงานและน้ำตาลส่วนเกิน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วน ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง และโรคเบาหวาน
2. มีวิธีเริ่มต้นลดการดื่มน้ำหวานอย่างไรให้ได้ผลจริง?
ตอบ: สามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ ด้วยการเลือกขนาดแก้วที่เล็กลง ค่อย ๆ ลดระดับความหวานลงทีละน้อย และลดความถี่ในการดื่มลง เช่น ปรับจากดื่มทุกวันเป็นวันเว้นวัน
3. หากติดหวานมาก ควรปรับลดระดับความหวานอย่างไรดี?
ตอบ: แนะนำให้ค่อย ๆ ปรับลดลงตามลำดับ เช่น หากเคยดื่มหวาน 100% ให้ปรับลดเหลือ 75%, 50% และ 25% ตามลำดับ หรือสั่งแบบไม่หวานแล้วมาเติมน้ำตาลเองเพื่อควบคุมปริมาณ
4. ปริมาณน้ำตาลที่เหมาะสมต่อการเติมในเครื่องดื่มควรอยู่ที่เท่าไหร่?
ตอบ: ควรควบคุมการใช้น้ำตาล (รวมถึงน้ำตาลทราย น้ำผึ้ง และไซรัปต่าง ๆ) ให้ไม่เกิน 2-3 ช้อนชาต่อแก้ว
5. การเลี่ยงท็อปปิ้งในเครื่องดื่มช่วยลดพลังงานได้มากแค่ไหน?
ตอบ: การงดเติมท็อปปิ้ง (เช่น ไข่มุก เยลลี่ วิปครีม) และไม่ราดนมข้นจืดเพิ่มก่อนเสิร์ฟ จะช่วยลดพลังงานส่วนเกินได้ถึง 40 กิโลแคลอรี หรือเทียบเท่ากับการกินข้าวสวยครึ่งทัพพี
6. ทำไมจึงควรเลือกเครื่องดื่มแบบใสแทนเครื่องดื่มที่มีนมผสม?
ตอบ: เพราะเครื่องดื่มที่มีนมเป็นส่วนประกอบมักมีความหวานมันจากน้ำตาลทรายและนมข้นหวาน ซึ่งอัดแน่นไปด้วยพลังงานและน้ำตาลที่สูงกว่าเครื่องดื่มประเภทชาหรือกาแฟดำแบบใส
7. ระหว่างเครื่องดื่มแบบปั่น กับแบบร้อนหรือเย็น แบบไหนอ้วนง่ายกว่า?
ตอบ: เครื่องดื่มแบบปั่นทำให้อ้วนง่ายกว่า เนื่องจากมักมีความเข้มข้นและใช้น้ำตาลหรือส่วนผสมมากกว่าการสั่งแบบร้อนหรือเย็นธรรมดา ทำให้ได้รับพลังงานสูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
8. หากเป็นคนที่ดื่มน้ำหวานวันละหลายแก้ว ควรปรับพฤติกรรมอย่างไร?
ตอบ: ควรเริ่มต้นด้วยการจิบน้ำเปล่าสลับเพื่อลดจำนวนแก้วต่อวัน หรือเปลี่ยนจากดื่มทุกวันติดต่อกัน มาเป็นดื่มแบบวันเว้นวัน หรือเลือกสูตรที่ไม่เติมน้ำตาล
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คลินิกเบาหวาน ไทรอยด์ และต่อมไร้ท่อ ชั้น 4 โซน D
บทความที่เกี่ยวข้อง
มาปรับความถี่ ลดการดื่มน้ำหวานกันเถอะ
- เลือกขนาดแก้วที่ดื่ม สั่งแก้วเล็กลง เพื่อลดปริมาณน้ำตาล และไขมันในเครื่องดื่ม
- ลดความหวาน แนะนำให้ค่อย ๆ ปรับความหวานลงมา หากเดิมดื่มหวาน 100% ลองปรับเหลือ 75% 50% และ 25% ตามลำดับ ในบางร้านมีการใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล สามารถใช้แทนได้หรือสั่งแบบไม่หวานแล้วมาเติมน้ำตาลเอง เพื่อให้ทราบถึงปริมาณน้ำตาลที่ใช้ โดยแนะนำให้ใช้น้ำตาลไม่เกิน 2 - 3 ช้อนชาต่อแก้ว (ปริมาณน้ำตาลในที่นี้รวมถึงน้ำผึ้ง น้ำตาลทรายแดงและไซรัปต่าง ๆ)
- เลี่ยงท็อปปิ้ง เลือกไม่เติมท็อปปิ้งเพิ่ม รวมถึงการราดนมข้นจืดบนเครื่องดื่มก่อนเสิร์ฟ จะช่วยลดพลังงานส่วนเกินได้ถึง 40 กิโลแคลอรี เท่ากับข้าวครึ่งทัพพีเลย
- เปลี่ยนเมนู แนะนำเลือกเครื่องดื่มแบบใส เนื่องจากเครื่องดื่มที่มีนมเป็นส่วนประกอบ มักมีความหวานมันจากน้ำตาลทรายและนมข้นหวาน ทำให้มีพลังงานและน้ำตาลที่มากกว่า
- ปรับประเภทเครื่องดื่ม แนะนำสั่งแบบร้อนหรือเย็นมากกว่าเครื่องดื่มแบบปั่น เนื่องจากแบบปั่นจะมีความหวานและความเข้มข้นมากกว่า ทำให้ได้รับพลังงานและน้ำตาลมากกว่า
- จำนวนและความถี่การดื่ม หากคุณดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลวันละหลายแก้ว หรือดื่มทุกวันติดต่อกัน แนะนำปรับลดจำนวนแก้วต่อวัน อาจปรับเป็นจิบน้ำเปล่าสลับ เพื่อลดจำนวนแก้วต่อวันหรือหากดื่มทุกวัน อาจปรับเป็นวันเว้นวัน หรือปรับเป็นสูตรที่ไม่เติมน้ำตาล

ข้อมูลจาก: นักกำหนดอาหาร แผนกโภชนาการ
Q&A เกี่ยวกับการลดหวาน
1. ทำไมการดื่มน้ำหวานเป็นประจำจึงส่งผลเสียต่อสุขภาพ?
ตอบ: การดื่มน้ำหวานหรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงเป็นประจำทำให้ร่างกายได้รับพลังงานและน้ำตาลส่วนเกิน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วน ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง และโรคเบาหวาน
2. มีวิธีเริ่มต้นลดการดื่มน้ำหวานอย่างไรให้ได้ผลจริง?
ตอบ: สามารถเริ่มต้นได้ง่าย ๆ ด้วยการเลือกขนาดแก้วที่เล็กลง ค่อย ๆ ลดระดับความหวานลงทีละน้อย และลดความถี่ในการดื่มลง เช่น ปรับจากดื่มทุกวันเป็นวันเว้นวัน
3. หากติดหวานมาก ควรปรับลดระดับความหวานอย่างไรดี?
ตอบ: แนะนำให้ค่อย ๆ ปรับลดลงตามลำดับ เช่น หากเคยดื่มหวาน 100% ให้ปรับลดเหลือ 75%, 50% และ 25% ตามลำดับ หรือสั่งแบบไม่หวานแล้วมาเติมน้ำตาลเองเพื่อควบคุมปริมาณ
4. ปริมาณน้ำตาลที่เหมาะสมต่อการเติมในเครื่องดื่มควรอยู่ที่เท่าไหร่?
ตอบ: ควรควบคุมการใช้น้ำตาล (รวมถึงน้ำตาลทราย น้ำผึ้ง และไซรัปต่าง ๆ) ให้ไม่เกิน 2-3 ช้อนชาต่อแก้ว
5. การเลี่ยงท็อปปิ้งในเครื่องดื่มช่วยลดพลังงานได้มากแค่ไหน?
ตอบ: การงดเติมท็อปปิ้ง (เช่น ไข่มุก เยลลี่ วิปครีม) และไม่ราดนมข้นจืดเพิ่มก่อนเสิร์ฟ จะช่วยลดพลังงานส่วนเกินได้ถึง 40 กิโลแคลอรี หรือเทียบเท่ากับการกินข้าวสวยครึ่งทัพพี
6. ทำไมจึงควรเลือกเครื่องดื่มแบบใสแทนเครื่องดื่มที่มีนมผสม?
ตอบ: เพราะเครื่องดื่มที่มีนมเป็นส่วนประกอบมักมีความหวานมันจากน้ำตาลทรายและนมข้นหวาน ซึ่งอัดแน่นไปด้วยพลังงานและน้ำตาลที่สูงกว่าเครื่องดื่มประเภทชาหรือกาแฟดำแบบใส
7. ระหว่างเครื่องดื่มแบบปั่น กับแบบร้อนหรือเย็น แบบไหนอ้วนง่ายกว่า?
ตอบ: เครื่องดื่มแบบปั่นทำให้อ้วนง่ายกว่า เนื่องจากมักมีความเข้มข้นและใช้น้ำตาลหรือส่วนผสมมากกว่าการสั่งแบบร้อนหรือเย็นธรรมดา ทำให้ได้รับพลังงานสูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
8. หากเป็นคนที่ดื่มน้ำหวานวันละหลายแก้ว ควรปรับพฤติกรรมอย่างไร?
ตอบ: ควรเริ่มต้นด้วยการจิบน้ำเปล่าสลับเพื่อลดจำนวนแก้วต่อวัน หรือเปลี่ยนจากดื่มทุกวันติดต่อกัน มาเป็นดื่มแบบวันเว้นวัน หรือเลือกสูตรที่ไม่เติมน้ำตาล
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คลินิกเบาหวาน ไทรอยด์ และต่อมไร้ท่อ ชั้น 4 โซน D
บทความที่เกี่ยวข้อง


