เรื่องน่ารู้ของฮอร์โมนเพศชาย
ฮอร์โมนเพศชาย คืออะไร?
ฮอร์โมนเพศชาย หรือ “เทสโทสเตอโรน (Testosterone)” เป็นฮอร์โมนที่ผลิตโดยอัณฑะ (Testis) ซึ่งเป็นอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้ชาย มี 2 ข้างอยู่ในถุงอัณฑะ (Scrotum) ฮอร์โมนนี้ช่วยส่งเสริมสมรรถภาพทางเพศ และยังส่งผลต่อการทำงานส่วนอื่นของร่างกาย โดยช่วยในการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ลดระดับไขมันสะสมในร่างกาย และป้องกันโรคกระดูกพรุนอีกด้วย
ฮอร์โมนเพศชาย ทำหน้าที่อะไร?
หน้าที่สำคัญของฮอร์โมนเพศชาย คือการกระตุ้นให้เด็กชายก้าวเข้าสู่วัยหนุ่ม โดยจะทำให้อวัยวะสืบพันธุ์เพศชายทั้งภายนอกและภายในเจริญเติบโตเต็มที่ องคชาติขยายใหญ่และยาวขึ้น มีขนขึ้นที่อวัยวะเพศ รักแร้ หน้าแข้ง แขน ขา มีลูกกระเดือก ไหล่กว้าง สะโพกแคบ กล้ามเนื้อเจริญเติบโตขึ้น ผลของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ ส่งผลต่อร่างกายและจิตใจหลายด้าน เช่น
- มีความรู้สึกรักใคร่และความต้องการทางเพศ
- มีเหงื่อออกมากขึ้น และอาจทำให้มีกลิ่นตัว
- เสียงแหบ หรือเสียงทุ้มขึ้น
- กระดูกใหญ่ขึ้น ไหล่และหน้าอกกว้างขึ้น
- ผิวหนังสร้างไขมันมากขึ้น ทำให้มีรูขุมขนใหญ่ขึ้น และบางคนอาจเป็นสิวที่ใบหน้า
- มีขนที่ใต้วงแขน และหัวเหน่า
ระดับฮอร์โมนเพศชายปกติคือเท่าไร?
ระดับปกติของฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน ควรอยู่ระหว่าง 350-1000 ng/dl (นาโนกรัมต่อเดซิลิตร) แต่หลังจากที่ผู้ชายมีอายุ 40 ปีขึ้นไป ระดับฮอร์โมนเพศชายจะค่อยๆลดลงประมาณ 1-2% ต่อปี ทำให้มีโอกาสแสดงอาการจากการขาดฮอร์โมนได้มากขึ้นตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น
ในผู้ที่ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนลดลงผิดปกติก็อาจทำให้เกิดภาวะพร่องฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone deficiency) ซึ่งส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจหลายอย่าง เช่น หงุดหงิดง่าย ซึมเศร้า อ้วนลงพุง ความรู้สึกทางเพศลดลง การหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เป็นต้น
อาการที่บ่งบอกว่าฮอร์โมนต่ำ
ผู้ชายส่วนมากมักไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังมีภาวะฮอร์โมนเพศชายต่ำ หรือภาวะพร่องฮอร์โมนเพศชาย เนื่องจากเป็นภาวะที่แสดงออกได้ในหลายระบบของร่างกาย
ดังนั้น หากรู้สึกว่าตนเองมีอาการของการขาดฮอร์โมนเพศชาย เช่น อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย นอนไม่ค่อยหลับ ไม่กระฉับกระเฉง อารมณ์ทางเพศและสมรรถภาพทางเพศลดลง หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น มีความเครียดมาก ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย อ้วนลงพุง ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ สูบบุหรี่ หรือมีโรคประจำตัวที่เกี่ยวข้อง ก็ควรเข้ารับการตรวจระดับฮอร์โมน
วิธีการตรวจระดับฮอร์โมนเพศชายทำอย่างไร?
แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และเก็บตัวอย่างเลือดส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการณ์ หลังจากนั้นจะนำผลตรวจมาวิเคราะห์ และวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป
การตรวจระดับฮอร์โมนเพศชาย รวมถึงการตรวจระดับฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องจะตรวจด้วยวิธีการเจาะเลือด (Blood test) แล้วส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการณ์
โดยแพทย์จะซักประวัติผู้เข้ารับการตรวจ ตรวจร่างกาย และนำผลการตรวจระดับฮอร์โมนในเลือดที่ได้ มาประเมินเพื่อหาสาเหตุและวางแผนการรักษา รวมทั้งแนวทางการดูแลสุขภาพที่เหมาะสมกับผู้ป่วย
สำหรับผู้ที่ต้องการตรวจระดับฮอร์โมนเพศชาย แนะนำให้เจาะเลือดในช่วงเช้า 7.00 - 11.00 น. และอาจต้องงดอาหารมาอย่างน้อย 12 ชั่วโมงก่อนเจาะเลือด ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ต้องการเจาะตรวจเพิ่มเติม และถ้าหากมีโรคประจำตัว หรือใช้ยารักษาโรคประจำตัวอยู่เป็นประจำ ควรแจ้งให้แพทย์ พยาบาล หรือเจ้าหน้าที่ทราบก่อนเข้ารับการตรวจด้วย
ข้อดีของการตรวจฮอร์โมนเพศชาย
การตรวจฮอร์โมนจะช่วยให้ทราบระดับของฮอร์โมนเพศชายและผลเลือดที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปวิเคราะห์หาสาเหตุและวางแผนในการรักษา ในผู้ป่วยที่มีอาการจากการขาดฮอร์โมนเพศชาย หรือมีภาวะแทรกซ้อนจากการขากฮอร์โมน การเสริมฮอร์โมนเพศชายจะช่วยทำให้อาการต่างดีขึ้น และช่วยลดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นอีกด้วย
ใครที่สมควรรับการตรวจระดับฮอร์โมนเพศชาย?
ผู้ที่มีอาการของการขาดฮอร์โมนเพศชาย เช่น
- อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย
- นอนไม่ค่อยหลับ หรือการนอนหลับผิดปกติ
- ระดับพลังงานลดลง อ่อนเพลีย ไม่กระฉับกระเฉง
- อารมณ์ทางเพศและสมรรถภาพทางเพศลดลง
- การแข็งตัวของอวัยวะเพศในช่วงเช้าลดลง
- ปริมาณน้ำอสุจิน้อยลง
- สมรรถภาพทางกายลดลง กล้ามเนื้อลีบลง
ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการขาดของฮอร์โมนเพศชาย ได้แก่
- ผู้ที่เป็นเบาหวาน
- ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐาน หรือมีภาวะอ้วนลงพุง
- ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
- ผู้ที่สูบบุหรี่ หรือใช้สารเสพติด
- ผู้ที่มีความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ ขาดการออกกำลังกาย
- ผู้ที่เคยได้รับเคมีบำบัด หรือฉายแสงบริเวณอุ้งเชิงกราน
- ผู้ป่วยที่เคยได้รับการผ่าตัดบริเวณขาหนีบ อัณฑะหรือในอุ้งเชิงกราน
วิธีดูแลตัวเอง
เรายังสามารถดูแลตนเองได้ง่าย ๆ ด้วยการปรับเปลี่ยนลักษณะการดำเนินชีวิตให้เหมาะสม เช่น
- ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- รักษารูปร่างให้ไม่มีภาวะอ้วนลงพุง
- พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด
- หลีกเลี่ยงการรับประทานของทอด ของมัน ของหวาน
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ และสารเสพติด
- งดสูบบุหรี่
หากพบว่ามีฮอร์โมนเพศชายต่ำ รักษาอย่างไร?
การรักษาภาวะฮอร์โมนเพศชายต่ำทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เหมาะสม
นอกจากนี้ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาหรือฮอร์โมนเพศชายทดแทน ซึ่งสามารถทำให้เพิ่มระดับฮอร์โมนที่ขาดได้ ทำให้ลดอาการจากการขาดฮอร์โมนเพศชายและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้อง
Q&A เรื่องฮอร์โมนเพศชาย
1. ฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) คืออะไร?
ตอบ: คือฮอร์โมนหลักที่ผลิตจากอัณฑะ ทำหน้าที่ควบคุมลักษณะทางเพศชาย มวลกล้ามเนื้อ ระดับไขมัน และช่วยในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง รวมถึงส่งเสริมสมรรถภาพทางเพศ
2. หน้าที่สำคัญของฮอร์โมนเพศชายมีอะไรบ้าง?
ตอบ: ทำหน้าที่กระตุ้นการเข้าสู่วัยหนุ่ม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย เช่น องคชาติเจริญเติบโต เสียงทุ้มขึ้น มีขนตามร่างกาย กระดูกใหญ่ขึ้น และมีความต้องการทางเพศ
3. ระดับฮอร์โมนเพศชายที่ปกติควรเป็นเท่าไร?
ตอบ: ระดับปกติของฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนควรอยู่ที่ระหว่าง 350-1,000 ng/dl (นาโนกรัมต่อเดซิลิตร)
4. เมื่ออายุมากขึ้น ระดับฮอร์โมนเพศชายจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร?
ตอบ: หลังจากอายุ 40 ปีขึ้นไป ระดับฮอร์โมนเพศชายจะค่อยๆ ลดลงประมาณ 1-2% ต่อปี ซึ่งอาจทำให้เริ่มแสดงอาการของการขาดฮอร์โมนได้
5. อาการแบบไหนที่บ่งบอกว่าฮอร์โมนเพศชายต่ำ?
ตอบ: อาการที่พบได้บ่อย เช่น อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย นอนหลับยาก อ่อนเพลีย ไม่กระฉับกระเฉง ความต้องการทางเพศลดลง และสมรรถภาพทางเพศถดถอย
6. ใครบ้างที่เสี่ยงต่อภาวะฮอร์โมนเพศชายต่ำ?
ตอบ: กลุ่มเสี่ยงได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวาน, ผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุง, ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์หรือสูบบุหรี่เป็นประจำ, ผู้ที่เครียดสะสม พักผ่อนน้อย และผู้ที่เคยผ่าตัดหรือฉายแสงบริเวณอุ้งเชิงกราน
7. วิธีการตรวจระดับฮอร์โมนเพศชายทำอย่างไร?
ตอบ: แพทย์จะทำการซักประวัติและตรวจร่างกาย จากนั้นใช้วิธีการเจาะเลือด (Blood test) เพื่อนำไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ
8. ต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนไปตรวจฮอร์โมนเพศชาย?
ตอบ: แนะนำให้เจาะเลือดในช่วงเช้า (7.00 - 11.00 น.) และอาจต้องงดอาหารอย่างน้อย 12 ชั่วโมง ทั้งนี้ควรแจ้งประวัติโรคประจำตัวและการใช้ยาให้แพทย์ทราบก่อนเสมอ
9. การรักษาภาวะฮอร์โมนเพศชายต่ำทำได้อย่างไร?
ตอบ: เริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เหมาะสม เช่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และแพทย์อาจพิจารณาให้ยาหรือฮอร์โมนทดแทนในรายที่จำเป็น
10. เราสามารถดูแลตัวเองเพื่อเพิ่มระดับฮอร์โมนเพศชายได้อย่างไร?
ตอบ: ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง รักษาน้ำหนักตัวไม่ให้เกินเกณฑ์ งดสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงของทอดของมัน และจัดการความเครียดอย่างเหมาะสม
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ทางเดินปัสสาวะ ชั้น 4 โซน A
บทความที่เกี่ยวข้อง
ฮอร์โมนเพศชาย คืออะไร?
ฮอร์โมนเพศชาย หรือ “เทสโทสเตอโรน (Testosterone)” เป็นฮอร์โมนที่ผลิตโดยอัณฑะ (Testis) ซึ่งเป็นอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้ชาย มี 2 ข้างอยู่ในถุงอัณฑะ (Scrotum) ฮอร์โมนนี้ช่วยส่งเสริมสมรรถภาพทางเพศ และยังส่งผลต่อการทำงานส่วนอื่นของร่างกาย โดยช่วยในการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง เพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ลดระดับไขมันสะสมในร่างกาย และป้องกันโรคกระดูกพรุนอีกด้วย
ฮอร์โมนเพศชาย ทำหน้าที่อะไร?
หน้าที่สำคัญของฮอร์โมนเพศชาย คือการกระตุ้นให้เด็กชายก้าวเข้าสู่วัยหนุ่ม โดยจะทำให้อวัยวะสืบพันธุ์เพศชายทั้งภายนอกและภายในเจริญเติบโตเต็มที่ องคชาติขยายใหญ่และยาวขึ้น มีขนขึ้นที่อวัยวะเพศ รักแร้ หน้าแข้ง แขน ขา มีลูกกระเดือก ไหล่กว้าง สะโพกแคบ กล้ามเนื้อเจริญเติบโตขึ้น ผลของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ ส่งผลต่อร่างกายและจิตใจหลายด้าน เช่น
- มีความรู้สึกรักใคร่และความต้องการทางเพศ
- มีเหงื่อออกมากขึ้น และอาจทำให้มีกลิ่นตัว
- เสียงแหบ หรือเสียงทุ้มขึ้น
- กระดูกใหญ่ขึ้น ไหล่และหน้าอกกว้างขึ้น
- ผิวหนังสร้างไขมันมากขึ้น ทำให้มีรูขุมขนใหญ่ขึ้น และบางคนอาจเป็นสิวที่ใบหน้า
- มีขนที่ใต้วงแขน และหัวเหน่า
ระดับฮอร์โมนเพศชายปกติคือเท่าไร?
ระดับปกติของฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน ควรอยู่ระหว่าง 350-1000 ng/dl (นาโนกรัมต่อเดซิลิตร) แต่หลังจากที่ผู้ชายมีอายุ 40 ปีขึ้นไป ระดับฮอร์โมนเพศชายจะค่อยๆลดลงประมาณ 1-2% ต่อปี ทำให้มีโอกาสแสดงอาการจากการขาดฮอร์โมนได้มากขึ้นตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น
ในผู้ที่ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนลดลงผิดปกติก็อาจทำให้เกิดภาวะพร่องฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone deficiency) ซึ่งส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจหลายอย่าง เช่น หงุดหงิดง่าย ซึมเศร้า อ้วนลงพุง ความรู้สึกทางเพศลดลง การหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เป็นต้น
อาการที่บ่งบอกว่าฮอร์โมนต่ำ
ผู้ชายส่วนมากมักไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังมีภาวะฮอร์โมนเพศชายต่ำ หรือภาวะพร่องฮอร์โมนเพศชาย เนื่องจากเป็นภาวะที่แสดงออกได้ในหลายระบบของร่างกาย
ดังนั้น หากรู้สึกว่าตนเองมีอาการของการขาดฮอร์โมนเพศชาย เช่น อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย นอนไม่ค่อยหลับ ไม่กระฉับกระเฉง อารมณ์ทางเพศและสมรรถภาพทางเพศลดลง หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น มีความเครียดมาก ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย อ้วนลงพุง ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ สูบบุหรี่ หรือมีโรคประจำตัวที่เกี่ยวข้อง ก็ควรเข้ารับการตรวจระดับฮอร์โมน
วิธีการตรวจระดับฮอร์โมนเพศชายทำอย่างไร?
แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และเก็บตัวอย่างเลือดส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการณ์ หลังจากนั้นจะนำผลตรวจมาวิเคราะห์ และวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป
การตรวจระดับฮอร์โมนเพศชาย รวมถึงการตรวจระดับฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องจะตรวจด้วยวิธีการเจาะเลือด (Blood test) แล้วส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการณ์
โดยแพทย์จะซักประวัติผู้เข้ารับการตรวจ ตรวจร่างกาย และนำผลการตรวจระดับฮอร์โมนในเลือดที่ได้ มาประเมินเพื่อหาสาเหตุและวางแผนการรักษา รวมทั้งแนวทางการดูแลสุขภาพที่เหมาะสมกับผู้ป่วย
สำหรับผู้ที่ต้องการตรวจระดับฮอร์โมนเพศชาย แนะนำให้เจาะเลือดในช่วงเช้า 7.00 - 11.00 น. และอาจต้องงดอาหารมาอย่างน้อย 12 ชั่วโมงก่อนเจาะเลือด ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ต้องการเจาะตรวจเพิ่มเติม และถ้าหากมีโรคประจำตัว หรือใช้ยารักษาโรคประจำตัวอยู่เป็นประจำ ควรแจ้งให้แพทย์ พยาบาล หรือเจ้าหน้าที่ทราบก่อนเข้ารับการตรวจด้วย
ข้อดีของการตรวจฮอร์โมนเพศชาย
การตรวจฮอร์โมนจะช่วยให้ทราบระดับของฮอร์โมนเพศชายและผลเลือดที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปวิเคราะห์หาสาเหตุและวางแผนในการรักษา ในผู้ป่วยที่มีอาการจากการขาดฮอร์โมนเพศชาย หรือมีภาวะแทรกซ้อนจากการขากฮอร์โมน การเสริมฮอร์โมนเพศชายจะช่วยทำให้อาการต่างดีขึ้น และช่วยลดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นอีกด้วย
ใครที่สมควรรับการตรวจระดับฮอร์โมนเพศชาย?
ผู้ที่มีอาการของการขาดฮอร์โมนเพศชาย เช่น
- อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย
- นอนไม่ค่อยหลับ หรือการนอนหลับผิดปกติ
- ระดับพลังงานลดลง อ่อนเพลีย ไม่กระฉับกระเฉง
- อารมณ์ทางเพศและสมรรถภาพทางเพศลดลง
- การแข็งตัวของอวัยวะเพศในช่วงเช้าลดลง
- ปริมาณน้ำอสุจิน้อยลง
- สมรรถภาพทางกายลดลง กล้ามเนื้อลีบลง
ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการขาดของฮอร์โมนเพศชาย ได้แก่
- ผู้ที่เป็นเบาหวาน
- ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐาน หรือมีภาวะอ้วนลงพุง
- ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
- ผู้ที่สูบบุหรี่ หรือใช้สารเสพติด
- ผู้ที่มีความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ ขาดการออกกำลังกาย
- ผู้ที่เคยได้รับเคมีบำบัด หรือฉายแสงบริเวณอุ้งเชิงกราน
- ผู้ป่วยที่เคยได้รับการผ่าตัดบริเวณขาหนีบ อัณฑะหรือในอุ้งเชิงกราน
วิธีดูแลตัวเอง
เรายังสามารถดูแลตนเองได้ง่าย ๆ ด้วยการปรับเปลี่ยนลักษณะการดำเนินชีวิตให้เหมาะสม เช่น
- ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- รักษารูปร่างให้ไม่มีภาวะอ้วนลงพุง
- พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด
- หลีกเลี่ยงการรับประทานของทอด ของมัน ของหวาน
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ และสารเสพติด
- งดสูบบุหรี่
หากพบว่ามีฮอร์โมนเพศชายต่ำ รักษาอย่างไร?
การรักษาภาวะฮอร์โมนเพศชายต่ำทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เหมาะสม
นอกจากนี้ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาหรือฮอร์โมนเพศชายทดแทน ซึ่งสามารถทำให้เพิ่มระดับฮอร์โมนที่ขาดได้ ทำให้ลดอาการจากการขาดฮอร์โมนเพศชายและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้อง
Q&A เรื่องฮอร์โมนเพศชาย
1. ฮอร์โมนเพศชาย (Testosterone) คืออะไร?
ตอบ: คือฮอร์โมนหลักที่ผลิตจากอัณฑะ ทำหน้าที่ควบคุมลักษณะทางเพศชาย มวลกล้ามเนื้อ ระดับไขมัน และช่วยในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง รวมถึงส่งเสริมสมรรถภาพทางเพศ
2. หน้าที่สำคัญของฮอร์โมนเพศชายมีอะไรบ้าง?
ตอบ: ทำหน้าที่กระตุ้นการเข้าสู่วัยหนุ่ม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย เช่น องคชาติเจริญเติบโต เสียงทุ้มขึ้น มีขนตามร่างกาย กระดูกใหญ่ขึ้น และมีความต้องการทางเพศ
3. ระดับฮอร์โมนเพศชายที่ปกติควรเป็นเท่าไร?
ตอบ: ระดับปกติของฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนควรอยู่ที่ระหว่าง 350-1,000 ng/dl (นาโนกรัมต่อเดซิลิตร)
4. เมื่ออายุมากขึ้น ระดับฮอร์โมนเพศชายจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร?
ตอบ: หลังจากอายุ 40 ปีขึ้นไป ระดับฮอร์โมนเพศชายจะค่อยๆ ลดลงประมาณ 1-2% ต่อปี ซึ่งอาจทำให้เริ่มแสดงอาการของการขาดฮอร์โมนได้
5. อาการแบบไหนที่บ่งบอกว่าฮอร์โมนเพศชายต่ำ?
ตอบ: อาการที่พบได้บ่อย เช่น อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย นอนหลับยาก อ่อนเพลีย ไม่กระฉับกระเฉง ความต้องการทางเพศลดลง และสมรรถภาพทางเพศถดถอย
6. ใครบ้างที่เสี่ยงต่อภาวะฮอร์โมนเพศชายต่ำ?
ตอบ: กลุ่มเสี่ยงได้แก่ ผู้ป่วยเบาหวาน, ผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุง, ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์หรือสูบบุหรี่เป็นประจำ, ผู้ที่เครียดสะสม พักผ่อนน้อย และผู้ที่เคยผ่าตัดหรือฉายแสงบริเวณอุ้งเชิงกราน
7. วิธีการตรวจระดับฮอร์โมนเพศชายทำอย่างไร?
ตอบ: แพทย์จะทำการซักประวัติและตรวจร่างกาย จากนั้นใช้วิธีการเจาะเลือด (Blood test) เพื่อนำไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ
8. ต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนไปตรวจฮอร์โมนเพศชาย?
ตอบ: แนะนำให้เจาะเลือดในช่วงเช้า (7.00 - 11.00 น.) และอาจต้องงดอาหารอย่างน้อย 12 ชั่วโมง ทั้งนี้ควรแจ้งประวัติโรคประจำตัวและการใช้ยาให้แพทย์ทราบก่อนเสมอ
9. การรักษาภาวะฮอร์โมนเพศชายต่ำทำได้อย่างไร?
ตอบ: เริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เหมาะสม เช่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และแพทย์อาจพิจารณาให้ยาหรือฮอร์โมนทดแทนในรายที่จำเป็น
10. เราสามารถดูแลตัวเองเพื่อเพิ่มระดับฮอร์โมนเพศชายได้อย่างไร?
ตอบ: ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง รักษาน้ำหนักตัวไม่ให้เกินเกณฑ์ งดสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงของทอดของมัน และจัดการความเครียดอย่างเหมาะสม
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ทางเดินปัสสาวะ ชั้น 4 โซน A
บทความที่เกี่ยวข้อง


