รู้ทัน! เต้านม 3 วิธีการตรวจมะเร็งเต้านม ป้องกันได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
เมื่ออายุเพิ่มขึ้นปัญหาด้านสุขภาพมักจะเริ่มถามหา หนึ่งในภัยเงียบของคุณผู้หญิง คือ โรคเกี่ยวกับ “เต้านม” อย่าง “มะเร็งเต้านม” เพราะมักมาโดยไม่มีสัญญาณเตือน ผู้หญิงทุกคนมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมได้ ดังนั้นการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมจึงมีความสำคัญ เพราะหากตรวจพบมะเร็งเต้านมตั้งแต่ระยะเริ่มต้นย่อมช่วยให้มีโอกาสรักษาให้หายได้ และวิธีการตรวจคัดกรองด้วยตัวเองโดยการตรวจคลำเต้านมด้วยตัวเองก็ยังเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายและได้ผลดีอยู่ ดังนั้นการสังเกตอาการที่เปลี่ยนแปลงของเต้านมควรทำอย่างต่อเนื่อง โดยสังเกตดังนี้
สังเกต “เต้านม” กับอาการมะเร็งเต้านมที่พบบ่อย
- คลำพบก้อนที่เต้านม
- สังเกตว่ามีการเปลี่ยนแปลงขนาด และรูปร่างของเต้านมหรือไม่
- สังเกตว่ามีการผิวหนังเปลี่ยนแปลง เช่น รอยบุ๋ม ย่น หดตัวหรือมีความหนาผิดปกติหรือไม่
- สังเกตหัวนมว่ามีการหดตัว คัน หรือมีผื่นแดงผิดปกติหรือไม่
- สังเกตว่ามีเลือด หรือของเหลวไหลออกจากหัวนมหรือไม่
การตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำ เมื่อคลำพบก้อนในเต้านมอย่าเพิ่งตกใจเพราะก้อนส่วนใหญ่ไม่ใช่เนื้อร้าย แต่ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริงของความผิดปกตินั้นต่อไป
3 วิธีการตรวจค้นหามะเร็งเต้านม
1. การตรวจเต้านมด้วยตนเอง
1.1 ท่ายืนหน้ากระจก
- ปล่อยแขนไว้ข้างลำตัวตามสบาย สังเกตเปรียบเทียบขนาดเต้านมทั้งสองข้างว่ามีการบิดเบี้ยวของหัวนม หรือมีสิ่งผิดปกติหรือไม่
- สำรวจหาความผิดปกติในท่าประสานมือเหนือศีรษะและท่าเท้าเอว
- โน้มตัวไปข้างหน้าโดยวางมือทั้ง 2 ข้างบนเข่าหรือเก้าอี้ แล้วสังเกตความผิดปกติ
1.2 ท่านอนราบ
- นอนราบในท่าที่สบาย
- ยกแขนข้างที่จะตรวจขึ้นเหนือศีรษะเพื่อให้เต้านมแผ่ราบ โดยเฉพาะบริเวณส่วนบนด้านนอกซึ่งมีเนื้อหนาที่สุด
- ใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางของมืออีกข้างหนึ่ง คลำให้ทั่วเต้านมและรักแร้ให้ทั่ว โดยอาจคลำเป็นรูปก้นหอยจากในออกนอกหรือบนล่างก็ได้ โดยไม่บีบเนื้อเต้านม เพราะการบีบทำให้เนื้อนมปกติ รวมเป็นก้อนและเข้าใจผิดได้
- เมื่อตรวจเสร็จข้างหนึ่งแล้วให้ย้ายมาตรวจอีกข้างหนึ่งด้วยวิธีเดียวกัน
1.3 ขณะอาบน้ำ
- ผู้หญิงที่มีเต้านมขนาดเล็ก ให้ยกแขนข้างที่จะตรวจไว้เหนือศีรษะ แล้วใช้มืออีกข้างหนึ่งคลำเต้านมเป็นรูปก้นหอยจากในออกนอก
- ผู้หญิงที่มีเต้านมขนาดใหญ่ให้ใช้มือข้างที่จะตรวจประคอง และตรวจคลำเต้านมจากด้านล่าง ส่วนมืออีกข้างหนึ่งตรวจคลำจากด้านบนลงด้านล่าง

2. การตรวจแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์เต้านม
การตรวจ “แมมโมแกรม” และอัลตราซาวนด์เต้านมเป็นการตรวจทางรังสีชนิดพิเศษ มีประสิทธิภาพในการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของผู้หญิงจากการเป็นมะเร็งเต้านมได้
ใครควรตรวจแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์เต้านมบ้าง?
- ผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 40 ขึ้นไป ควรเริ่มตรวจเป็นประจำทุกปี
- บุคคลที่มีประวัติตรวจยีนผิดปกติ (Gene mutation) เช่น ยีน BRCA1 และ BRCA2 หรือมีญาติสายตรงที่ตรวจพบยีนผิดปกติควรเริ่มตรวจเป็นประจำทุกปีเร็วขึ้นตามคำแนะนำของแพทย์
- บุคคลที่คลำพบก้อนเนื้อ มีเลือดออกที่หัวนม หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ที่เต้านม
การตรวจอัลตราซาวนด์เป็นการใช้คลื่นความถี่สูงผ่านเข้าไปในเนื้อเต้านม เมื่อคลื่นเสียงกระทบกับเนื้อเยื่อต่าง ๆ จะสะท้อนกลับมาเกิดเป็นภาพที่เครื่องตรวจ ทำให้สามารถดูองค์ประกอบได้ว่า สิ่งแปลกปลอมในเต้านมนั้นเป็นถุงน้ำหรือก้อนเนื้อ แต่การอัลตราซาวนด์ไม่สามารถแทนที่การตรวจแมมโมแกรมได้ เพราะไม่สามารถตรวจหาหินปูนได้
3. การตรวจเจาะชิ้นเนื้อ
หากแพทย์ตรวจพบความผิดปกติที่สงสัยว่าอาจเป็นมะเร็งเต้านมจากแมมโมแกรมหรืออัลตราซาวนด์ แพทย์จะพิจารณาส่งตรวจชิ้นเนื้อ เพื่อยืนยันต่อไป การเจาะชิ้นเนื้อทำได้ 2 วิธีคือ การใช้เข็มเจาะชิ้นเนื้อหรือการผ่าตัดเพื่อเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อพิสูจน์ทางพยาธิวิทยา การใช้เข็มเจาะชิ้นเนื้อ แพทย์จะพิจารณาว่าควรใช้เครื่องมือสำหรับการระบุตำแหน่งที่ผิดปกติเป็นเครื่องอัลตราซาวนด์ (Ultrasound) หรือสเตอริโอแทคติก แมมโมแกรม (Stereotactic Mammogram)
ดังนั้นเมื่อถึงวัยอันควรผู้หญิงควรเข้ารับตรวจร่างกายรวมถึงตรวจแมมโมแกรม เพราะเมื่ออายุมากขึ้นก็มีโอกาสเสี่ยงในการเป็นมะเร็งมากขึ้น การตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ และตรวจเอกซเรย์เต้านมเมื่อถึงวัยอันควร เพื่อที่จะวินิจฉัยมะเร็งให้ได้แต่เนิ่น ๆ การรักษาจึงจะได้ผลดี
ข้อมูลจาก รศ.ดร. นพ. สืบวงศ์ จุฑาภิสิทธิ์
Q&A เกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านม
1. มะเร็งเต้านมมีอาการเริ่มต้นอย่างไร?
ตอบ: อาการที่พบบ่อย ได้แก่ คลำพบก้อนเนื้อแข็งที่เต้านมหรือรักแร้, ขนาดหรือรูปร่างเต้านมเปลี่ยนไป, ผิวหนังเต้านมบุ๋ม หนาตัวคล้ายเปลือกส้ม, หัวนมบุ๋มคันหรือมีผื่นแดง และมีเลือดหรือของเหลวไหลออกจากหัวนม
2. การตรวจเต้านมด้วยตัวเองควรทำตอนไหนและบ่อยแค่ไหน?
ตอบ: ควรทำเป็นประจำทุกเดือน โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือหลังประจำเดือนหมดประมาณ 3-7 วัน เนื่องจากเต้านมจะไม่คัดตึง
3. วิธีการตรวจเต้านมด้วยตัวเองมีกี่ท่า อะไรบ้าง?
ตอบ: มี 3 ท่าหลัก ได้แก่ ท่ายืนหน้ากระจก (สังเกตความผิดปกติรูปร่างและผิวหนัง), ท่านอนราบ (ใช้ปลายนิ้วคลำวนก้นหอยให้ทั่วเต้านมและรักแร้) และขณะอาบน้ำ (ใช้สบู่ช่วยให้ผิวลื่นและสำรวจซ้ำ)
4. คลำพบก้อนที่เต้านม แปลว่าเป็นมะเร็งเสมอไปไหม?
ตอบ: ไม่เสมอไป ก้อนเนื้อส่วนใหญ่ที่พบมักไม่ใช่เนื้อร้าย แต่ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริงอย่างละเอียด
5. ผู้หญิงอายุเท่าไหร่ควรเริ่มตรวจแมมโมแกรม (Mammogram)?
ตอบ: ผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไปควรเริ่มตรวจคัดกรองด้วยแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์เป็นประจำทุกปี หรือเร็วกว่านั้นหากมีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม
6. การทำแมมโมแกรม กับ อัลตราซาวนด์เต้านม ต่างกันอย่างไร?
ตอบ: แมมโมแกรมเป็นการเอ็กซเรย์รังสีพิเศษที่เด่นเรื่องการหา "หินปูน" ขนาดเล็กในเนื้อนม ส่วนอัลตราซาวนด์ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเด่นเรื่องการแยก "ถุงน้ำ" กับ "ก้อนเนื้อ" แนะนำให้ทำร่วมกันเพื่อความแม่นยำสูงสุด
7. การตรวจแมมโมแกรมเจ็บไหม?
ตอบ: อาจรู้สึกอึดอัดหรือเจ็บเล็กน้อยขณะที่เครื่องทำการกดบีบเนื้อเต้านมให้แบนเพื่อให้ได้ภาพเอกซเรย์ที่ชัดเจน แต่ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีต่อข้าง
8. หากตรวจพบความผิดปกติจากแมมโมแกรม ขั้นตอนต่อไปคืออะไร?
ตอบ: แพทย์จะพิจารณา "การเจาะชิ้นเนื้อ" (Biopsy) เพื่อนำเนื้อเยื่อไปตรวจทางพยาธิวิทยา โดยใช้เข็มเจาะร่วมกับเครื่องอัลตราซาวนด์หรือเครื่องแมมโมแกรมเพื่อยืนยันผลที่แน่ชัด
9. ปัจจัยเสี่ยงหลักของโรคมะเร็งเต้านมมีอะไรบ้าง?
ตอบ: ได้แก่ การมีอายุที่เพิ่มขึ้น, การมีความผิดปกติทางพันธุกรรม (เช่น ยีน BRCA1 และ BRCA2), มีประวัติคนในสายเลือดเป็นมะเร็งเต้านม และปัจจัยด้านฮอร์โมนหรือวิถีชีวิต
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์มะเร็ง ชั้น 1 โซน E
บทความที่เกี่ยวข้อง
เมื่ออายุเพิ่มขึ้นปัญหาด้านสุขภาพมักจะเริ่มถามหา หนึ่งในภัยเงียบของคุณผู้หญิง คือ โรคเกี่ยวกับ “เต้านม” อย่าง “มะเร็งเต้านม” เพราะมักมาโดยไม่มีสัญญาณเตือน ผู้หญิงทุกคนมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมได้ ดังนั้นการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมจึงมีความสำคัญ เพราะหากตรวจพบมะเร็งเต้านมตั้งแต่ระยะเริ่มต้นย่อมช่วยให้มีโอกาสรักษาให้หายได้ และวิธีการตรวจคัดกรองด้วยตัวเองโดยการตรวจคลำเต้านมด้วยตัวเองก็ยังเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายและได้ผลดีอยู่ ดังนั้นการสังเกตอาการที่เปลี่ยนแปลงของเต้านมควรทำอย่างต่อเนื่อง โดยสังเกตดังนี้
สังเกต “เต้านม” กับอาการมะเร็งเต้านมที่พบบ่อย
- คลำพบก้อนที่เต้านม
- สังเกตว่ามีการเปลี่ยนแปลงขนาด และรูปร่างของเต้านมหรือไม่
- สังเกตว่ามีการผิวหนังเปลี่ยนแปลง เช่น รอยบุ๋ม ย่น หดตัวหรือมีความหนาผิดปกติหรือไม่
- สังเกตหัวนมว่ามีการหดตัว คัน หรือมีผื่นแดงผิดปกติหรือไม่
- สังเกตว่ามีเลือด หรือของเหลวไหลออกจากหัวนมหรือไม่
การตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำ เมื่อคลำพบก้อนในเต้านมอย่าเพิ่งตกใจเพราะก้อนส่วนใหญ่ไม่ใช่เนื้อร้าย แต่ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริงของความผิดปกตินั้นต่อไป
3 วิธีการตรวจค้นหามะเร็งเต้านม
1. การตรวจเต้านมด้วยตนเอง
1.1 ท่ายืนหน้ากระจก
- ปล่อยแขนไว้ข้างลำตัวตามสบาย สังเกตเปรียบเทียบขนาดเต้านมทั้งสองข้างว่ามีการบิดเบี้ยวของหัวนม หรือมีสิ่งผิดปกติหรือไม่
- สำรวจหาความผิดปกติในท่าประสานมือเหนือศีรษะและท่าเท้าเอว
- โน้มตัวไปข้างหน้าโดยวางมือทั้ง 2 ข้างบนเข่าหรือเก้าอี้ แล้วสังเกตความผิดปกติ
1.2 ท่านอนราบ
- นอนราบในท่าที่สบาย
- ยกแขนข้างที่จะตรวจขึ้นเหนือศีรษะเพื่อให้เต้านมแผ่ราบ โดยเฉพาะบริเวณส่วนบนด้านนอกซึ่งมีเนื้อหนาที่สุด
- ใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางของมืออีกข้างหนึ่ง คลำให้ทั่วเต้านมและรักแร้ให้ทั่ว โดยอาจคลำเป็นรูปก้นหอยจากในออกนอกหรือบนล่างก็ได้ โดยไม่บีบเนื้อเต้านม เพราะการบีบทำให้เนื้อนมปกติ รวมเป็นก้อนและเข้าใจผิดได้
- เมื่อตรวจเสร็จข้างหนึ่งแล้วให้ย้ายมาตรวจอีกข้างหนึ่งด้วยวิธีเดียวกัน
1.3 ขณะอาบน้ำ
- ผู้หญิงที่มีเต้านมขนาดเล็ก ให้ยกแขนข้างที่จะตรวจไว้เหนือศีรษะ แล้วใช้มืออีกข้างหนึ่งคลำเต้านมเป็นรูปก้นหอยจากในออกนอก
- ผู้หญิงที่มีเต้านมขนาดใหญ่ให้ใช้มือข้างที่จะตรวจประคอง และตรวจคลำเต้านมจากด้านล่าง ส่วนมืออีกข้างหนึ่งตรวจคลำจากด้านบนลงด้านล่าง

2. การตรวจแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์เต้านม
การตรวจ “แมมโมแกรม” และอัลตราซาวนด์เต้านมเป็นการตรวจทางรังสีชนิดพิเศษ มีประสิทธิภาพในการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของผู้หญิงจากการเป็นมะเร็งเต้านมได้
ใครควรตรวจแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์เต้านมบ้าง?
- ผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 40 ขึ้นไป ควรเริ่มตรวจเป็นประจำทุกปี
- บุคคลที่มีประวัติตรวจยีนผิดปกติ (Gene mutation) เช่น ยีน BRCA1 และ BRCA2 หรือมีญาติสายตรงที่ตรวจพบยีนผิดปกติควรเริ่มตรวจเป็นประจำทุกปีเร็วขึ้นตามคำแนะนำของแพทย์
- บุคคลที่คลำพบก้อนเนื้อ มีเลือดออกที่หัวนม หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ที่เต้านม
การตรวจอัลตราซาวนด์เป็นการใช้คลื่นความถี่สูงผ่านเข้าไปในเนื้อเต้านม เมื่อคลื่นเสียงกระทบกับเนื้อเยื่อต่าง ๆ จะสะท้อนกลับมาเกิดเป็นภาพที่เครื่องตรวจ ทำให้สามารถดูองค์ประกอบได้ว่า สิ่งแปลกปลอมในเต้านมนั้นเป็นถุงน้ำหรือก้อนเนื้อ แต่การอัลตราซาวนด์ไม่สามารถแทนที่การตรวจแมมโมแกรมได้ เพราะไม่สามารถตรวจหาหินปูนได้
3. การตรวจเจาะชิ้นเนื้อ
หากแพทย์ตรวจพบความผิดปกติที่สงสัยว่าอาจเป็นมะเร็งเต้านมจากแมมโมแกรมหรืออัลตราซาวนด์ แพทย์จะพิจารณาส่งตรวจชิ้นเนื้อ เพื่อยืนยันต่อไป การเจาะชิ้นเนื้อทำได้ 2 วิธีคือ การใช้เข็มเจาะชิ้นเนื้อหรือการผ่าตัดเพื่อเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อพิสูจน์ทางพยาธิวิทยา การใช้เข็มเจาะชิ้นเนื้อ แพทย์จะพิจารณาว่าควรใช้เครื่องมือสำหรับการระบุตำแหน่งที่ผิดปกติเป็นเครื่องอัลตราซาวนด์ (Ultrasound) หรือสเตอริโอแทคติก แมมโมแกรม (Stereotactic Mammogram)
ดังนั้นเมื่อถึงวัยอันควรผู้หญิงควรเข้ารับตรวจร่างกายรวมถึงตรวจแมมโมแกรม เพราะเมื่ออายุมากขึ้นก็มีโอกาสเสี่ยงในการเป็นมะเร็งมากขึ้น การตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ และตรวจเอกซเรย์เต้านมเมื่อถึงวัยอันควร เพื่อที่จะวินิจฉัยมะเร็งให้ได้แต่เนิ่น ๆ การรักษาจึงจะได้ผลดี
ข้อมูลจาก รศ.ดร. นพ. สืบวงศ์ จุฑาภิสิทธิ์
Q&A เกี่ยวกับการตรวจมะเร็งเต้านม
1. มะเร็งเต้านมมีอาการเริ่มต้นอย่างไร?
ตอบ: อาการที่พบบ่อย ได้แก่ คลำพบก้อนเนื้อแข็งที่เต้านมหรือรักแร้, ขนาดหรือรูปร่างเต้านมเปลี่ยนไป, ผิวหนังเต้านมบุ๋ม หนาตัวคล้ายเปลือกส้ม, หัวนมบุ๋มคันหรือมีผื่นแดง และมีเลือดหรือของเหลวไหลออกจากหัวนม
2. การตรวจเต้านมด้วยตัวเองควรทำตอนไหนและบ่อยแค่ไหน?
ตอบ: ควรทำเป็นประจำทุกเดือน โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือหลังประจำเดือนหมดประมาณ 3-7 วัน เนื่องจากเต้านมจะไม่คัดตึง
3. วิธีการตรวจเต้านมด้วยตัวเองมีกี่ท่า อะไรบ้าง?
ตอบ: มี 3 ท่าหลัก ได้แก่ ท่ายืนหน้ากระจก (สังเกตความผิดปกติรูปร่างและผิวหนัง), ท่านอนราบ (ใช้ปลายนิ้วคลำวนก้นหอยให้ทั่วเต้านมและรักแร้) และขณะอาบน้ำ (ใช้สบู่ช่วยให้ผิวลื่นและสำรวจซ้ำ)
4. คลำพบก้อนที่เต้านม แปลว่าเป็นมะเร็งเสมอไปไหม?
ตอบ: ไม่เสมอไป ก้อนเนื้อส่วนใหญ่ที่พบมักไม่ใช่เนื้อร้าย แต่ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริงอย่างละเอียด
5. ผู้หญิงอายุเท่าไหร่ควรเริ่มตรวจแมมโมแกรม (Mammogram)?
ตอบ: ผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไปควรเริ่มตรวจคัดกรองด้วยแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์เป็นประจำทุกปี หรือเร็วกว่านั้นหากมีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม
6. การทำแมมโมแกรม กับ อัลตราซาวนด์เต้านม ต่างกันอย่างไร?
ตอบ: แมมโมแกรมเป็นการเอ็กซเรย์รังสีพิเศษที่เด่นเรื่องการหา "หินปูน" ขนาดเล็กในเนื้อนม ส่วนอัลตราซาวนด์ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเด่นเรื่องการแยก "ถุงน้ำ" กับ "ก้อนเนื้อ" แนะนำให้ทำร่วมกันเพื่อความแม่นยำสูงสุด
7. การตรวจแมมโมแกรมเจ็บไหม?
ตอบ: อาจรู้สึกอึดอัดหรือเจ็บเล็กน้อยขณะที่เครื่องทำการกดบีบเนื้อเต้านมให้แบนเพื่อให้ได้ภาพเอกซเรย์ที่ชัดเจน แต่ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีต่อข้าง
8. หากตรวจพบความผิดปกติจากแมมโมแกรม ขั้นตอนต่อไปคืออะไร?
ตอบ: แพทย์จะพิจารณา "การเจาะชิ้นเนื้อ" (Biopsy) เพื่อนำเนื้อเยื่อไปตรวจทางพยาธิวิทยา โดยใช้เข็มเจาะร่วมกับเครื่องอัลตราซาวนด์หรือเครื่องแมมโมแกรมเพื่อยืนยันผลที่แน่ชัด
9. ปัจจัยเสี่ยงหลักของโรคมะเร็งเต้านมมีอะไรบ้าง?
ตอบ: ได้แก่ การมีอายุที่เพิ่มขึ้น, การมีความผิดปกติทางพันธุกรรม (เช่น ยีน BRCA1 และ BRCA2), มีประวัติคนในสายเลือดเป็นมะเร็งเต้านม และปัจจัยด้านฮอร์โมนหรือวิถีชีวิต
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์มะเร็ง ชั้น 1 โซน E
บทความที่เกี่ยวข้อง


