logo
การรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ผ่านสายสวนไฟฟ้าหัวใจ

การรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ผ่านสายสวนไฟฟ้าหัวใจ

การรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ผ่านสายสวนไฟฟ้าหัวใจ (Radiofrequency catheter ablation of cardiac arrhythmias) หัวใจเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย โดยมีระบบไฟฟ้าหัวใจควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็นจังหวะอย่างสม่ำเสมอ สัญญาณไฟฟ้าหัวใจเริ่มต้นจาก SA node และส่งผ่านไปยังส่วนต่าง ๆ ของหัวใจผ่าน AV node ทำให้หัวใจบีบตัวและเต้นอย่างมีประสิทธิภาพ

หากระบบไฟฟ้าหัวใจเกิดความผิดปกติ อาจทำให้หัวใจเต้นเร็ว ช้า หรือไม่สม่ำเสมอ ซึ่งเรียกว่า “ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ”

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหลัก

  1. ภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะจากหัวใจห้องบน (Supraventricular Tachycardia: SVT) เกิดจากความผิดปกติของการนำไฟฟ้าหัวใจบริเวณหัวใจห้องบน ทำให้หัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ
  2. ภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะจากหัวใจห้องล่าง (Ventricular Tachycardia: VT) เกิดจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจบริเวณหัวใจห้องล่าง ซึ่งอาจเป็นอันตรายรุนแรงและเสี่ยงต่อภาวะหัวใจหยุดเต้นได้

อาการของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ

  1. อาการไม่รุนแรง ผู้ป่วยมีอาการเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวในช่วงเวลาสั้น ๆ อาการที่พบ เช่น ใจสั่น รู้สึกหัวใจเต้นเร็วหรือแรง มึนงง จุกแน่นบริเวณลำคอ หรือรู้สึกคล้ายจะเป็นลม
  2. อาการรุนแรง ผู้ป่วยอาจมีอาการหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะต่อเนื่องเป็นเวลานาน ร่วมกับอาการหน้ามืด เป็นลม เหนื่อยมาก เจ็บแน่นหน้าอก หรือหมดสติ ซึ่งในบางรายอาจเป็นอันตรายรุนแรงถึงชีวิตได้

แนวทางการรักษาภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ

  1. การรักษาด้วยยา แพทย์อาจพิจารณาให้ยารักษา เพื่อช่วยควบคุมอาการ ลดการเต้นผิดจังหวะของหัวใจและควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะและความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย
  2. การรักษาด้วยการผ่าตัดหัวใจ เป็นการรักษาที่ต้องเปิดทรวงอกและใช้เครื่องปอดหัวใจเทียม จึงจำเป็นต้องพักฟื้นในโรงพยาบาลและอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
  3. การรักษาด้วยการจี้ไฟฟ้าหัวใจผ่านสายสวน เป็นการรักษาโดยใช้สายสวนชนิดพิเศษเข้าสู่หัวใจ เพื่อค้นหาและรักษาจุดกำเนิดไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกติ ช่วยลดอาการและรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบัน การตรวจและรักษาด้วยการจี้ไฟฟ้าหัวใจผ่านสายสวนเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพและได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในการดูแลผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยประกอบด้วยการตรวจสรีรไฟฟ้าหัวใจ (Electrophysiological Study: EPS) เพื่อวินิจฉัยตำแหน่งความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจ และการรักษาด้วยการจี้ไฟฟ้าหัวใจผ่านสายสวน (Radiofrequency Catheter Ablation: RFCA)

  • การศึกษาสรีรวิทยาไฟฟ้าของหัวใจ (Electrophysiology Study: EPS) เป็นการตรวจการนำไฟฟ้าภายในหัวใจ โดยใช้สายสวนชนิดพิเศษเพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุและตำแหน่งกำเนิดของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • การรักษาด้วยไฟฟ้าความถี่สูงผ่านสายสวน (Radiofrequency Catheter Ablation: RFCA) เป็นการรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะโดยใช้สายสวนชนิดพิเศษเข้าสู่หัวใจ เพื่อค้นหาและทำลายจุดกำเนิดไฟฟ้าผิดปกติด้วยพลังงานคลื่นวิทยุ โดยช่วยลดอาการและรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ      

          ในระหว่างทำหัตถการ ผู้ป่วยจะได้รับยาระงับความรู้สึกหรือยาระงับประสาทเพื่อช่วยลดความเจ็บปวดและความกังวล โดยใช้เวลาประมาณ 1–4 ชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดและความซับซ้อนของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

การเตรียมตัวก่อนทำการตรวจรักษา

ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจเลือด เอกซเรย์ปอด และการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอาการและแผนการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย

  • คำแนะนำเรื่องยา ผู้ป่วยควรแจ้งรายชื่อยาที่ใช้อยู่เป็นประจำแก่แพทย์ รวมถึงปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องการหยุดหรือปรับยาก่อนทำหัตถการ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของยาและแผนการรักษา และควรนำยาประจำตัวมาด้วยในวันเข้ารับการรักษา
  • การงดน้ำและอาหาร ผู้ป่วยควรงดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนทำหัตถการ หรือปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และพยาบาลอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัย
  • ญาติและผู้ดูแล ควรมีญาติหรือผู้ดูแลร่วมรับฟังคำอธิบายและวางแผนการรักษากับทีมแพทย์
  • การเตรียมบริเวณใส่สายสวน ผู้ป่วยจะได้รับการเตรียมผิวหนังก่อนทำหัตถการ เช่น บริเวณขาหนีบทั้ง 2 ข้าง หรือบริเวณลำคอด้านขวา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่แพทย์จะใช้ใส่สายสวน
  • การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ผู้ป่วยจะได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำก่อนและระหว่างทำหัตถการ และในผู้ป่วยบางรายอาจจำเป็นต้องใส่สายสวนปัสสาวะเพิ่มเติมตามความเหมาะสม

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้           

  1. หัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะหรือหัวใจเต้นช้าผิดจังหวะขณะทำการรักษา อาจเกิดภาวะหัวใจเต้นเร็วหรือช้าผิดจังหวะได้ระหว่างการทำ RFCA
  2. ภาวะเลือดออกในเยื่อหุ้มหัวใจ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อยจากการจี้ไฟฟ้ารักษาภายในหัวใจ
  3. เลือดออกหรือก้อนเลือดบริเวณแผล อาจพบเลือดออกหรือรอยช้ำบริเวณที่ใส่สายสวน ซึ่งส่วนใหญ่มักหายได้เอง
  4. อาการคลื่นไส้ อาเจียน อาจเกิดขึ้นหลังได้รับยาระงับความรู้สึกหรือยาระงับประสาทระหว่างทำหัตถการ
  5. อาการปวดเมื่อยหรือปวดหลัง อาจเกิดจากการนอนในท่าเดิมเป็นเวลานานระหว่างทำหัตถการ
  6. ภาวะหัวใจเต้นช้า ในผู้ป่วยบางราย อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติม เช่น การใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ

แม้ว่าการทำ RFCA จะมีความปลอดภัยสูง แต่เช่นเดียวกับหัตถการทางการแพทย์ทั่วไป อาจมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้ ซึ่งพบไม่บ่อย และทีมแพทย์จะให้การดูแลอย่างใกล้ชิด

การปฏิบัติตัวขณะพักอยู่ในหอผู้ป่วย

  • ภายหลังทำหัตถการ ผู้ป่วยควรนอนราบและหลีกเลี่ยงการงอขาข้างที่ใส่สายสวนประมาณ 4–6 ชั่วโมง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเลือดออกหรือเกิดรอยช้ำบริเวณแผล
  • การรับประทานอาหาร หากไม่มีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียน สามารถเริ่มรับประทานอาหารและน้ำได้ตามคำแนะนำของทีมรักษา
  • อาการที่ควรแจ้งแพทย์หรือพยาบาล หากมีอาการแน่นหน้าอก เหนื่อยหอบ เวียนศีรษะ มีไข้ หรือพบเลือดออกบริเวณแผล ควรแจ้งแพทย์หรือพยาบาลทันที
  • การประเมินก่อนกลับบ้าน ทีมแพทย์จะตรวจประเมินอาการและแผลบริเวณที่ใส่สายสวนก่อนอนุญาตให้กลับบ้าน หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ตามแผนการรักษา

การปฏิบัติตัวภายหลังการรักษาเมื่อกลับไปอยู่บ้าน

  • สามารถอาบน้ำได้ตามปกติ โดยควรสังเกตอาการผิดปกติบริเวณแผล เช่น บวม แดง ร้อน กดเจ็บ หรือมีของเหลวซึมออกจากแผล หากมีอาการดังกล่าวควรรีบมาพบแพทย์
  • การทำกิจวัตรประจำวัน สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ แต่ในช่วง 1–2 สัปดาห์แรก ควรหลีกเลี่ยงการยกของหนัก การออกกำลังกายหนัก หรือท่าทางที่กดบริเวณขาหนีบมากเกินไป
  • การใช้ยาและการติดตามอาการหลังการรักษา แพทย์จะพิจารณาปรับหรือหยุดยาตามอาการของผู้ป่วยแต่ละราย และนัดติดตามอาการภายหลังการรักษา
  • อาการที่อาจพบในช่วงแรกหลังการทำ RFCA ในช่วง 1–2 เดือนแรก ผู้ป่วยบางรายอาจยังมีอาการใจสั่นเป็นครั้งคราวได้ ซึ่งมักค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ หากมีอาการรุนแรงหรือคล้ายก่อนการรักษา ควรรีบมาพบแพทย์
  • การดูแลสุขภาพเพื่อลดความเสี่ยงของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
    1. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
    2. จำกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีน
    3. พักผ่อนให้เพียงพอและหลีกเลี่ยงความเครียด
    4. รับประทานยาและมาตรวจตามนัดอย่างสม่ำเสมอ

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะสามารถรักษาได้ เพราะหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะ คือจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตอย่างมั่นใจ

ขอบคุณข้อมูลจาก รศ. พญ.อริศรา สุวรรณกูล

ชมคลิป SiPH x PANTIP Expert เปิดโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ


Q&A เกี่ยวกับการรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะด้วยไฟฟ้าคลื่นความถี่สูงผ่านสายสวน

1. การรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ผ่านสายสวนไฟฟ้าหัวใจ คืออะไร?

ตอบ: เป็นการรักษาโดยใช้สายสวนชนิดพิเศษเข้าสู่หัวใจ เพื่อค้นหาและรักษาจุดกำเนิดไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกติ ช่วยลดอาการและรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

2. อาการเต้นผิดจังหวะแบบไหนที่รุนแรงและอันตราย?

ตอบ: มีอาการหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะต่อเนื่องเป็นเวลานาน ร่วมกับอาการหน้ามืด เป็นลม เหนื่อยมาก เจ็บแน่นหน้าอก หรือหมดสติ ซึ่งในบางรายอาจเป็นอันตรายรุนแรงถึงชีวิตได้

3. โรคหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะมีกี่ชนิด อะไรบ้าง?

ตอบ: แบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก ได้แก่ Supraventricular Tachycardia (SVT) จุดกำเนิดความผิดปกติอยู่ที่หัวใจห้องบน และ Ventricular Tachycardia (VT) จุดกำเนิดความผิดปกติอยู่ที่หัวใจห้องล่าง

4. การศึกษาสรีรวิทยาไฟฟ้าของหัวใจ (EPS) ทำหน้าที่อะไร?

ตอบ: เป็นการตรวจการนำไฟฟ้าภายในหัวใจ โดยใช้สายสวนชนิดพิเศษเพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุและตำแหน่งกำเนิดของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

5. ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการจี้ไฟฟ้าหัวใจมีอะไรบ้าง?

ตอบ: อาจพบภาวะแทรกซ้อน เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ เลือดออกในเยื่อหุ้มหัวใจ เลือดออกหรือก้อนเลือดบริเวณแผล คลื่นไส้อาเจียน ปวดเมื่อยหรือปวดหลัง และภาวะหัวใจเต้นช้าผิดปกติ ซึ่งบางรายอาจจำเป็นต้องใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ

6. การปฏิบัติตัวหลังทำหัตถการทันทีในหอผู้ป่วยต้องทำอย่างไร?

ตอบ: ผู้ป่วยควรนอนราบและหลีกเลี่ยงการงอขาข้างที่ใส่สายสวนประมาณ 4–6 ชั่วโมง รับประทานอาหารและน้ำได้ตามคำแนะนำ และควรแจ้งแพทย์หรือพยาบาลทันทีหากมีอาการแน่นหน้าอก ทีมแพทย์จะประเมินอาการและแผลเพื่อความปลอดภัยอีกครั้งก่อนกลับบ้าน

7. หลังกลับบ้านแล้วสามารถอาบน้ำและทำกิจวัตรประจำวันได้เลยหรือไม่?

ตอบ: อาบน้ำได้ตามปกติ (หากปิดด้วยพลาสเตอร์กันน้ำ) แต่ใน 2 สัปดาห์แรกควรหลีกเลี่ยงท่าทางที่ทำให้เส้นเลือดขาหนีบพับงอ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์หัวใจ ชั้น 4 โซน C

บทความที่เกี่ยวข้อง

 

 การรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ผ่านสายสวนไฟฟ้าหัวใจ (Radiofrequency catheter ablation of cardiac arrhythmias) หัวใจเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย โดยมีระบบไฟฟ้าหัวใจควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็นจังหวะอย่างสม่ำเสมอ สัญญาณไฟฟ้าหัวใจเริ่มต้นจาก SA node และส่งผ่านไปยังส่วนต่าง ๆ ของหัวใจผ่าน AV node ทำให้หัวใจบีบตัวและเต้นอย่างมีประสิทธิภาพ

หากระบบไฟฟ้าหัวใจเกิดความผิดปกติ อาจทำให้หัวใจเต้นเร็ว ช้า หรือไม่สม่ำเสมอ ซึ่งเรียกว่า “ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ”

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหลัก

  1. ภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะจากหัวใจห้องบน (Supraventricular Tachycardia: SVT) เกิดจากความผิดปกติของการนำไฟฟ้าหัวใจบริเวณหัวใจห้องบน ทำให้หัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ
  2. ภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะจากหัวใจห้องล่าง (Ventricular Tachycardia: VT) เกิดจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจบริเวณหัวใจห้องล่าง ซึ่งอาจเป็นอันตรายรุนแรงและเสี่ยงต่อภาวะหัวใจหยุดเต้นได้

อาการของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ

  1. อาการไม่รุนแรง ผู้ป่วยมีอาการเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวในช่วงเวลาสั้น ๆ อาการที่พบ เช่น ใจสั่น รู้สึกหัวใจเต้นเร็วหรือแรง มึนงง จุกแน่นบริเวณลำคอ หรือรู้สึกคล้ายจะเป็นลม
  2. อาการรุนแรง ผู้ป่วยอาจมีอาการหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะต่อเนื่องเป็นเวลานาน ร่วมกับอาการหน้ามืด เป็นลม เหนื่อยมาก เจ็บแน่นหน้าอก หรือหมดสติ ซึ่งในบางรายอาจเป็นอันตรายรุนแรงถึงชีวิตได้

แนวทางการรักษาภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ

  1. การรักษาด้วยยา แพทย์อาจพิจารณาให้ยารักษา เพื่อช่วยควบคุมอาการ ลดการเต้นผิดจังหวะของหัวใจและควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะและความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย
  2. การรักษาด้วยการผ่าตัดหัวใจ เป็นการรักษาที่ต้องเปิดทรวงอกและใช้เครื่องปอดหัวใจเทียม จึงจำเป็นต้องพักฟื้นในโรงพยาบาลและอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
  3. การรักษาด้วยการจี้ไฟฟ้าหัวใจผ่านสายสวน เป็นการรักษาโดยใช้สายสวนชนิดพิเศษเข้าสู่หัวใจ เพื่อค้นหาและรักษาจุดกำเนิดไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกติ ช่วยลดอาการและรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบัน การตรวจและรักษาด้วยการจี้ไฟฟ้าหัวใจผ่านสายสวนเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพและได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในการดูแลผู้ป่วยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยประกอบด้วยการตรวจสรีรไฟฟ้าหัวใจ (Electrophysiological Study: EPS) เพื่อวินิจฉัยตำแหน่งความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจ และการรักษาด้วยการจี้ไฟฟ้าหัวใจผ่านสายสวน (Radiofrequency Catheter Ablation: RFCA)

  • การศึกษาสรีรวิทยาไฟฟ้าของหัวใจ (Electrophysiology Study: EPS) เป็นการตรวจการนำไฟฟ้าภายในหัวใจ โดยใช้สายสวนชนิดพิเศษเพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุและตำแหน่งกำเนิดของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • การรักษาด้วยไฟฟ้าความถี่สูงผ่านสายสวน (Radiofrequency Catheter Ablation: RFCA) เป็นการรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะโดยใช้สายสวนชนิดพิเศษเข้าสู่หัวใจ เพื่อค้นหาและทำลายจุดกำเนิดไฟฟ้าผิดปกติด้วยพลังงานคลื่นวิทยุ โดยช่วยลดอาการและรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะบางชนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ      

          ในระหว่างทำหัตถการ ผู้ป่วยจะได้รับยาระงับความรู้สึกหรือยาระงับประสาทเพื่อช่วยลดความเจ็บปวดและความกังวล โดยใช้เวลาประมาณ 1–4 ชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดและความซับซ้อนของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

การเตรียมตัวก่อนทำการตรวจรักษา

ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจเพิ่มเติม เช่น การตรวจเลือด เอกซเรย์ปอด และการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอาการและแผนการรักษาของผู้ป่วยแต่ละราย

  • คำแนะนำเรื่องยา ผู้ป่วยควรแจ้งรายชื่อยาที่ใช้อยู่เป็นประจำแก่แพทย์ รวมถึงปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องการหยุดหรือปรับยาก่อนทำหัตถการ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของยาและแผนการรักษา และควรนำยาประจำตัวมาด้วยในวันเข้ารับการรักษา
  • การงดน้ำและอาหาร ผู้ป่วยควรงดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนทำหัตถการ หรือปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และพยาบาลอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัย
  • ญาติและผู้ดูแล ควรมีญาติหรือผู้ดูแลร่วมรับฟังคำอธิบายและวางแผนการรักษากับทีมแพทย์
  • การเตรียมบริเวณใส่สายสวน ผู้ป่วยจะได้รับการเตรียมผิวหนังก่อนทำหัตถการ เช่น บริเวณขาหนีบทั้ง 2 ข้าง หรือบริเวณลำคอด้านขวา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่แพทย์จะใช้ใส่สายสวน
  • การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ผู้ป่วยจะได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำก่อนและระหว่างทำหัตถการ และในผู้ป่วยบางรายอาจจำเป็นต้องใส่สายสวนปัสสาวะเพิ่มเติมตามความเหมาะสม

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้           

  1. หัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะหรือหัวใจเต้นช้าผิดจังหวะขณะทำการรักษา อาจเกิดภาวะหัวใจเต้นเร็วหรือช้าผิดจังหวะได้ระหว่างการทำ RFCA
  2. ภาวะเลือดออกในเยื่อหุ้มหัวใจ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อยจากการจี้ไฟฟ้ารักษาภายในหัวใจ
  3. เลือดออกหรือก้อนเลือดบริเวณแผล อาจพบเลือดออกหรือรอยช้ำบริเวณที่ใส่สายสวน ซึ่งส่วนใหญ่มักหายได้เอง
  4. อาการคลื่นไส้ อาเจียน อาจเกิดขึ้นหลังได้รับยาระงับความรู้สึกหรือยาระงับประสาทระหว่างทำหัตถการ
  5. อาการปวดเมื่อยหรือปวดหลัง อาจเกิดจากการนอนในท่าเดิมเป็นเวลานานระหว่างทำหัตถการ
  6. ภาวะหัวใจเต้นช้า ในผู้ป่วยบางราย อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติม เช่น การใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ

แม้ว่าการทำ RFCA จะมีความปลอดภัยสูง แต่เช่นเดียวกับหัตถการทางการแพทย์ทั่วไป อาจมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้ ซึ่งพบไม่บ่อย และทีมแพทย์จะให้การดูแลอย่างใกล้ชิด

การปฏิบัติตัวขณะพักอยู่ในหอผู้ป่วย

  • ภายหลังทำหัตถการ ผู้ป่วยควรนอนราบและหลีกเลี่ยงการงอขาข้างที่ใส่สายสวนประมาณ 4–6 ชั่วโมง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเลือดออกหรือเกิดรอยช้ำบริเวณแผล
  • การรับประทานอาหาร หากไม่มีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียน สามารถเริ่มรับประทานอาหารและน้ำได้ตามคำแนะนำของทีมรักษา
  • อาการที่ควรแจ้งแพทย์หรือพยาบาล หากมีอาการแน่นหน้าอก เหนื่อยหอบ เวียนศีรษะ มีไข้ หรือพบเลือดออกบริเวณแผล ควรแจ้งแพทย์หรือพยาบาลทันที
  • การประเมินก่อนกลับบ้าน ทีมแพทย์จะตรวจประเมินอาการและแผลบริเวณที่ใส่สายสวนก่อนอนุญาตให้กลับบ้าน หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ตามแผนการรักษา

การปฏิบัติตัวภายหลังการรักษาเมื่อกลับไปอยู่บ้าน

  • สามารถอาบน้ำได้ตามปกติ โดยควรสังเกตอาการผิดปกติบริเวณแผล เช่น บวม แดง ร้อน กดเจ็บ หรือมีของเหลวซึมออกจากแผล หากมีอาการดังกล่าวควรรีบมาพบแพทย์
  • การทำกิจวัตรประจำวัน สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ แต่ในช่วง 1–2 สัปดาห์แรก ควรหลีกเลี่ยงการยกของหนัก การออกกำลังกายหนัก หรือท่าทางที่กดบริเวณขาหนีบมากเกินไป
  • การใช้ยาและการติดตามอาการหลังการรักษา แพทย์จะพิจารณาปรับหรือหยุดยาตามอาการของผู้ป่วยแต่ละราย และนัดติดตามอาการภายหลังการรักษา
  • อาการที่อาจพบในช่วงแรกหลังการทำ RFCA ในช่วง 1–2 เดือนแรก ผู้ป่วยบางรายอาจยังมีอาการใจสั่นเป็นครั้งคราวได้ ซึ่งมักค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ หากมีอาการรุนแรงหรือคล้ายก่อนการรักษา ควรรีบมาพบแพทย์
  • การดูแลสุขภาพเพื่อลดความเสี่ยงของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
    1. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
    2. จำกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีน
    3. พักผ่อนให้เพียงพอและหลีกเลี่ยงความเครียด
    4. รับประทานยาและมาตรวจตามนัดอย่างสม่ำเสมอ

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะสามารถรักษาได้ เพราะหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะ คือจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตอย่างมั่นใจ

ขอบคุณข้อมูลจาก รศ. พญ.อริศรา สุวรรณกูล

ชมคลิป SiPH x PANTIP Expert เปิดโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ


Q&A เกี่ยวกับการรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะด้วยไฟฟ้าคลื่นความถี่สูงผ่านสายสวน

1. การรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ผ่านสายสวนไฟฟ้าหัวใจ คืออะไร?

ตอบ: เป็นการรักษาโดยใช้สายสวนชนิดพิเศษเข้าสู่หัวใจ เพื่อค้นหาและรักษาจุดกำเนิดไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกติ ช่วยลดอาการและรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

2. อาการเต้นผิดจังหวะแบบไหนที่รุนแรงและอันตราย?

ตอบ: มีอาการหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะต่อเนื่องเป็นเวลานาน ร่วมกับอาการหน้ามืด เป็นลม เหนื่อยมาก เจ็บแน่นหน้าอก หรือหมดสติ ซึ่งในบางรายอาจเป็นอันตรายรุนแรงถึงชีวิตได้

3. โรคหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะมีกี่ชนิด อะไรบ้าง?

ตอบ: แบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก ได้แก่ Supraventricular Tachycardia (SVT) จุดกำเนิดความผิดปกติอยู่ที่หัวใจห้องบน และ Ventricular Tachycardia (VT) จุดกำเนิดความผิดปกติอยู่ที่หัวใจห้องล่าง

4. การศึกษาสรีรวิทยาไฟฟ้าของหัวใจ (EPS) ทำหน้าที่อะไร?

ตอบ: เป็นการตรวจการนำไฟฟ้าภายในหัวใจ โดยใช้สายสวนชนิดพิเศษเพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุและตำแหน่งกำเนิดของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

5. ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการจี้ไฟฟ้าหัวใจมีอะไรบ้าง?

ตอบ: อาจพบภาวะแทรกซ้อน เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ เลือดออกในเยื่อหุ้มหัวใจ เลือดออกหรือก้อนเลือดบริเวณแผล คลื่นไส้อาเจียน ปวดเมื่อยหรือปวดหลัง และภาวะหัวใจเต้นช้าผิดปกติ ซึ่งบางรายอาจจำเป็นต้องใส่เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ

6. การปฏิบัติตัวหลังทำหัตถการทันทีในหอผู้ป่วยต้องทำอย่างไร?

ตอบ: ผู้ป่วยควรนอนราบและหลีกเลี่ยงการงอขาข้างที่ใส่สายสวนประมาณ 4–6 ชั่วโมง รับประทานอาหารและน้ำได้ตามคำแนะนำ และควรแจ้งแพทย์หรือพยาบาลทันทีหากมีอาการแน่นหน้าอก ทีมแพทย์จะประเมินอาการและแผลเพื่อความปลอดภัยอีกครั้งก่อนกลับบ้าน

7. หลังกลับบ้านแล้วสามารถอาบน้ำและทำกิจวัตรประจำวันได้เลยหรือไม่?

ตอบ: อาบน้ำได้ตามปกติ (หากปิดด้วยพลาสเตอร์กันน้ำ) แต่ใน 2 สัปดาห์แรกควรหลีกเลี่ยงท่าทางที่ทำให้เส้นเลือดขาหนีบพับงอ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์หัวใจ ชั้น 4 โซน C

บทความที่เกี่ยวข้อง