logo
เทคนิค ESD ส่องกล้องตัดติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ โดยไม่ต้องผ่าตัด

เทคนิค ESD ส่องกล้องตัดติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ โดยไม่ต้องผ่าตัด

ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในโรคระบบทางเดินอาหาร ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการวินิจฉัยและทำการรักษา อาจมีโอกาสที่จะพัฒนาไปเป็นเนื้อร้ายจนกลายเป็นมะเร็งได้ นอกจากระดับความรุนแรงของโรคแล้วการผ่าตัดก็เป็นอีกความกังวลอันดับต้นๆ ของผู้ป่วย แต่ด้วยปัจจุบันด้านการแพทย์พัฒนาไปมาก ทำให้มีเทคโนโลยีการส่องกล้องเพื่อตรวจหาความผิดปกติในระบบทางทางเดินอาหาร ที่ไม่เพียงช่วยคัดกรองรอยโรคได้อย่างละเอียด แต่ยังสามารถตัดติ่งเนื้อขนาดใหญ่จากลำไส้ใหญ่ได้โดยไม่ต้องผ่าตัดได้อีกด้วย

ทำความรู้จักเทคนิค ESD (Endoscopic Submucosal Dissection)

Endoscopic Submucosal Dissection (ESD) คือ เทคนิคการส่องกล้องตัดติ่งเนื้อขนาดใหญ่จากผนังทางเดินอาหารผ่านกล้อง เหมาะสำหรับชิ้นเนื้อที่มีขนาดใหญ่ตั้งแต่ 2 เซนติเมตรขึ้นไป วิธีนี้จะสามารถตัดติ่งเนื้อออกได้โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าท้อง สามารถรักษามะเร็งทางเดินอาหารระยะเบื้องต้นให้หายขาดได้ ช่วยให้คนไข้ไร้แผล ไม่เจ็บตัวมาก และฟื้นตัวได้เร็ว

ใครบ้างที่เหมาะกับการรักษาด้วยวิธี ESD?

โดยส่วนใหญ่แล้ว ESD มักจะใช้กับรอยโรคที่เป็นติ่งเนื้องอกที่เกิดขึ้นแทบทุกส่วนในระบบทางเดินอาหาร เช่น หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ แต่ส่วนใหญ่ในกลุ่มคนไทยมักจะพบได้ในลำไส้ใหญ่มากที่สุด ซึ่งก่อนที่แพทย์จะทำ ESD ได้นั้นจะต้องส่องกล้องเพื่อดูตำแหน่งและขนาดของติ่งเนื้อก่อน เพื่อให้การรักษาปลอดภัยและแม่นยำมากที่สุด หากพบว่าติ่งเนื้อที่พบมีโอกาสเป็นเนื้อร้ายแต่ยังอยู่ในระยะเบื้องต้น แพทย์จะใช้ ESD เพื่อตัดชิ้นเนื้อออกมาตรวจสอบโดยละเอียดอีกครั้งเพื่อวางแผนการรักษาต่อไป

ข้อดีของการรักษาด้วย ESD ที่เหนือกว่าการผ่าตัดแบบเดิม

  • สามารถตัดชิ้นเนื้อขนาดใหญ่ตั้งแต่ 2 เซนติเมตรขึ้นไปได้
  • เป็นวิธีการใช้กล้องส่องเพื่อเข้าไปตัดชิ้นเนื้อโดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าท้อง เพื่อเอาชิ้นเนื้อออกมาตรวจ
  • เหมาะกับกลุ่มที่มีความเสี่ยงเป็นมะเร็ง เพราะการตัดชิ้นเนื้อขนาดใหญ่ออกได้ในชิ้นเดียว จะทำให้ดูผลการตรวจชิ้นเนื้อได้โดยละเอียด เพิ่มโอกาสการรักษาให้หายขาด ลดการกลับมาเป็นซ้ำ และมีประโยชน์ในการวางแผนรักษาในอนาคต
  • ลดความเสี่ยงจากการผ่าตัด คนไข้ไม่ต้องเจ็บตัว และไม่ต้องฟื้นตัวนาน
  • ตัดชิ้นเนื้อได้สมบูรณ์ที่สุดและตัดชิ้นเนื้อได้ใหญ่ที่สุดในครั้งเดียว ซึ่งต่างจากวิธีการตัดชิ้นเนื้อแต่ละแบบ ดังนี้
    • Forcep หรือ ปากคีบ จะใช้สำหรับการตัดชิ้นเนื้อที่มีขนาดไม่เกิน 3 มิลลิเมตร
    • Snare หรือ ขดลวด สามารถใช้วิธีที่เรียกว่า Endoscopic Mucosal (EMR) เลาะติ่งเนื้อความยาว 1-2 เซนติเมตรออกมาได้ แต่ถ้าติ่งเนื้อมีขนาดใหญ่ไม่สามารถตัดออกได้ภายในครั้งเดียว

ข้อควรระวังและการดูแลหลังทำ ESD

  • เป็นวิธีการที่อาศัยเทคนิคจำเพาะ ใช้เวลานาน มีความซับซ้อนต้องอาศัยทั้งความละเอียดและประสบการณ์โดยเฉพาะ
  • จำเป็นต้องทำการรักษาโดยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการส่องกล้องโดยเฉพาะ เนื่องจากต้องตัดเลาะผนังลำไส้ที่มีความหนาเพียง 2 – 3 มิลลิเมตร ซึ่งถ้าทำไม่ดีอาจทำให้มีโอกาสลำไส้ทะลุประมาณ 5%
  • หลังตัดติ่งเนื้อออกแล้วอาจมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำหากเนื้อที่ตัดออกมาเป็นมะเร็งระยะลุกลาม ผู้ป่วยอาจต้องได้รับการผ่าตัดลำไส้อีกครั้ง

เหตุผลที่ควรเลือกทำ ESD มากกว่าผ่าตัด

แม้ว่าการทำ ESD จะมีความเสี่ยงในการรักษาอยู่บ้าง แต่ก็เป็นวิธีการที่คุ้มค่ามากกว่าการผ่าตัด โดยเฉพาะชิ้นเนื้อที่เป็นมะเร็งระยะเบื้องต้น เพราะเป็นวิธีรักษาที่หายขาดได้และลดโอกาสการเกิดทุพพลภาพจากการผ่าตัดโดยไม่จำเป็นได้


Q&A เจาะลึกเทคนิคการส่องกล้องตัดติ่งเนื้อ ESD

1. ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่มีอันตรายอย่างไร?

ตอบ: หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่วินิจฉัยและรักษา ติ่งเนื้อมีโอกาสพัฒนาไปเป็นเนื้อร้ายจนกลายเป็นมะเร็งลำไส้ได้

2. เทคนิค ESD (Endoscopic Submucosal Dissection) คืออะไร?

ตอบ: เป็นเทคนิคการส่องกล้องเพื่อตัดติ่งเนื้อขนาดใหญ่ออกจากผนังทางเดินอาหารผ่านกล้อง โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าท้อง

3. เทคนิค ESD เหมาะสำหรับติ่งเนื้อขนาดเท่าใด?

ตอบ: เหมาะสำหรับชิ้นเนื้อที่มีขนาดใหญ่ตั้งแต่ 2 เซนติเมตรขึ้นไป

4. การรักษาด้วยวิธี ESD สามารถรักษามะเร็งได้หรือไม่?

ตอบ: สามารถรักษามะเร็งทางเดินอาหารในระยะเบื้องต้นให้หายขาดได้

5. นอกจากลำไส้ใหญ่แล้ว ESD ใช้รักษาจุดไหนได้อีกบ้าง?

ตอบ: สามารถใช้กับติ่งเนื้องอกได้เกือบทุกส่วนในระบบทางเดินอาหาร เช่น หลอดอาหาร และกระเพาะอาหาร

6. ข้อดีที่สำคัญที่สุดของการทำ ESD เมื่อเทียบกับการผ่าตัดคืออะไร?

ตอบ: คนไข้จะไม่มีแผลหน้าท้อง เจ็บตัวน้อยกว่า และสามารถฟื้นตัวได้รวดเร็วกว่าการผ่าตัดปกติ

7. ทำไมการตัดชิ้นเนื้อขนาดใหญ่ใน "ชิ้นเดียว" ด้วย ESD ถึงมีประโยชน์?

ตอบ: ช่วยให้แพทย์ดูผลการตรวจชิ้นเนื้อได้ละเอียด ลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ และช่วยในการวางแผนรักษาในอนาคตได้แม่นยำที่สุด

8. หลังการทำ ESD มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำหรือไม่?

ตอบ: มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้หากเนื้อที่ตัดออกมาพบว่าเป็นมะเร็งระยะลุกลาม ซึ่งในกรณีนี้ผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องรับการผ่าตัดลำไส้อีกครั้ง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ ชั้น 4 โซน A

บทความที่เกี่ยวข้อง

 

 ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในโรคระบบทางเดินอาหาร ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการวินิจฉัยและทำการรักษา อาจมีโอกาสที่จะพัฒนาไปเป็นเนื้อร้ายจนกลายเป็นมะเร็งได้ นอกจากระดับความรุนแรงของโรคแล้วการผ่าตัดก็เป็นอีกความกังวลอันดับต้นๆ ของผู้ป่วย แต่ด้วยปัจจุบันด้านการแพทย์พัฒนาไปมาก ทำให้มีเทคโนโลยีการส่องกล้องเพื่อตรวจหาความผิดปกติในระบบทางทางเดินอาหาร ที่ไม่เพียงช่วยคัดกรองรอยโรคได้อย่างละเอียด แต่ยังสามารถตัดติ่งเนื้อขนาดใหญ่จากลำไส้ใหญ่ได้โดยไม่ต้องผ่าตัดได้อีกด้วย

ทำความรู้จักเทคนิค ESD (Endoscopic Submucosal Dissection)

Endoscopic Submucosal Dissection (ESD) คือ เทคนิคการส่องกล้องตัดติ่งเนื้อขนาดใหญ่จากผนังทางเดินอาหารผ่านกล้อง เหมาะสำหรับชิ้นเนื้อที่มีขนาดใหญ่ตั้งแต่ 2 เซนติเมตรขึ้นไป วิธีนี้จะสามารถตัดติ่งเนื้อออกได้โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าท้อง สามารถรักษามะเร็งทางเดินอาหารระยะเบื้องต้นให้หายขาดได้ ช่วยให้คนไข้ไร้แผล ไม่เจ็บตัวมาก และฟื้นตัวได้เร็ว

ใครบ้างที่เหมาะกับการรักษาด้วยวิธี ESD?

โดยส่วนใหญ่แล้ว ESD มักจะใช้กับรอยโรคที่เป็นติ่งเนื้องอกที่เกิดขึ้นแทบทุกส่วนในระบบทางเดินอาหาร เช่น หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ แต่ส่วนใหญ่ในกลุ่มคนไทยมักจะพบได้ในลำไส้ใหญ่มากที่สุด ซึ่งก่อนที่แพทย์จะทำ ESD ได้นั้นจะต้องส่องกล้องเพื่อดูตำแหน่งและขนาดของติ่งเนื้อก่อน เพื่อให้การรักษาปลอดภัยและแม่นยำมากที่สุด หากพบว่าติ่งเนื้อที่พบมีโอกาสเป็นเนื้อร้ายแต่ยังอยู่ในระยะเบื้องต้น แพทย์จะใช้ ESD เพื่อตัดชิ้นเนื้อออกมาตรวจสอบโดยละเอียดอีกครั้งเพื่อวางแผนการรักษาต่อไป

ข้อดีของการรักษาด้วย ESD ที่เหนือกว่าการผ่าตัดแบบเดิม

  • สามารถตัดชิ้นเนื้อขนาดใหญ่ตั้งแต่ 2 เซนติเมตรขึ้นไปได้
  • เป็นวิธีการใช้กล้องส่องเพื่อเข้าไปตัดชิ้นเนื้อโดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าท้อง เพื่อเอาชิ้นเนื้อออกมาตรวจ
  • เหมาะกับกลุ่มที่มีความเสี่ยงเป็นมะเร็ง เพราะการตัดชิ้นเนื้อขนาดใหญ่ออกได้ในชิ้นเดียว จะทำให้ดูผลการตรวจชิ้นเนื้อได้โดยละเอียด เพิ่มโอกาสการรักษาให้หายขาด ลดการกลับมาเป็นซ้ำ และมีประโยชน์ในการวางแผนรักษาในอนาคต
  • ลดความเสี่ยงจากการผ่าตัด คนไข้ไม่ต้องเจ็บตัว และไม่ต้องฟื้นตัวนาน
  • ตัดชิ้นเนื้อได้สมบูรณ์ที่สุดและตัดชิ้นเนื้อได้ใหญ่ที่สุดในครั้งเดียว ซึ่งต่างจากวิธีการตัดชิ้นเนื้อแต่ละแบบ ดังนี้
    • Forcep หรือ ปากคีบ จะใช้สำหรับการตัดชิ้นเนื้อที่มีขนาดไม่เกิน 3 มิลลิเมตร
    • Snare หรือ ขดลวด สามารถใช้วิธีที่เรียกว่า Endoscopic Mucosal (EMR) เลาะติ่งเนื้อความยาว 1-2 เซนติเมตรออกมาได้ แต่ถ้าติ่งเนื้อมีขนาดใหญ่ไม่สามารถตัดออกได้ภายในครั้งเดียว

ข้อควรระวังและการดูแลหลังทำ ESD

  • เป็นวิธีการที่อาศัยเทคนิคจำเพาะ ใช้เวลานาน มีความซับซ้อนต้องอาศัยทั้งความละเอียดและประสบการณ์โดยเฉพาะ
  • จำเป็นต้องทำการรักษาโดยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการส่องกล้องโดยเฉพาะ เนื่องจากต้องตัดเลาะผนังลำไส้ที่มีความหนาเพียง 2 – 3 มิลลิเมตร ซึ่งถ้าทำไม่ดีอาจทำให้มีโอกาสลำไส้ทะลุประมาณ 5%
  • หลังตัดติ่งเนื้อออกแล้วอาจมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำหากเนื้อที่ตัดออกมาเป็นมะเร็งระยะลุกลาม ผู้ป่วยอาจต้องได้รับการผ่าตัดลำไส้อีกครั้ง

เหตุผลที่ควรเลือกทำ ESD มากกว่าผ่าตัด

แม้ว่าการทำ ESD จะมีความเสี่ยงในการรักษาอยู่บ้าง แต่ก็เป็นวิธีการที่คุ้มค่ามากกว่าการผ่าตัด โดยเฉพาะชิ้นเนื้อที่เป็นมะเร็งระยะเบื้องต้น เพราะเป็นวิธีรักษาที่หายขาดได้และลดโอกาสการเกิดทุพพลภาพจากการผ่าตัดโดยไม่จำเป็นได้


Q&A เจาะลึกเทคนิคการส่องกล้องตัดติ่งเนื้อ ESD

1. ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่มีอันตรายอย่างไร?

ตอบ: หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่วินิจฉัยและรักษา ติ่งเนื้อมีโอกาสพัฒนาไปเป็นเนื้อร้ายจนกลายเป็นมะเร็งลำไส้ได้

2. เทคนิค ESD (Endoscopic Submucosal Dissection) คืออะไร?

ตอบ: เป็นเทคนิคการส่องกล้องเพื่อตัดติ่งเนื้อขนาดใหญ่ออกจากผนังทางเดินอาหารผ่านกล้อง โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดหน้าท้อง

3. เทคนิค ESD เหมาะสำหรับติ่งเนื้อขนาดเท่าใด?

ตอบ: เหมาะสำหรับชิ้นเนื้อที่มีขนาดใหญ่ตั้งแต่ 2 เซนติเมตรขึ้นไป

4. การรักษาด้วยวิธี ESD สามารถรักษามะเร็งได้หรือไม่?

ตอบ: สามารถรักษามะเร็งทางเดินอาหารในระยะเบื้องต้นให้หายขาดได้

5. นอกจากลำไส้ใหญ่แล้ว ESD ใช้รักษาจุดไหนได้อีกบ้าง?

ตอบ: สามารถใช้กับติ่งเนื้องอกได้เกือบทุกส่วนในระบบทางเดินอาหาร เช่น หลอดอาหาร และกระเพาะอาหาร

6. ข้อดีที่สำคัญที่สุดของการทำ ESD เมื่อเทียบกับการผ่าตัดคืออะไร?

ตอบ: คนไข้จะไม่มีแผลหน้าท้อง เจ็บตัวน้อยกว่า และสามารถฟื้นตัวได้รวดเร็วกว่าการผ่าตัดปกติ

7. ทำไมการตัดชิ้นเนื้อขนาดใหญ่ใน "ชิ้นเดียว" ด้วย ESD ถึงมีประโยชน์?

ตอบ: ช่วยให้แพทย์ดูผลการตรวจชิ้นเนื้อได้ละเอียด ลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ และช่วยในการวางแผนรักษาในอนาคตได้แม่นยำที่สุด

8. หลังการทำ ESD มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำหรือไม่?

ตอบ: มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้หากเนื้อที่ตัดออกมาพบว่าเป็นมะเร็งระยะลุกลาม ซึ่งในกรณีนี้ผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องรับการผ่าตัดลำไส้อีกครั้ง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ ชั้น 4 โซน A

บทความที่เกี่ยวข้อง