logo
หน้าร้อนระวัง ฮีทสโตรก (Heatstroke) อาการ วิธีปฐมพยาบาล และการป้องกัน

หน้าร้อนระวัง ฮีทสโตรก (Heatstroke) อาการ วิธีปฐมพยาบาล และการป้องกัน

โรคลมร้อน หรือ Heatstroke มักพบในช่วงหน้าร้อน โดยเกิดจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนไม่สามารถระบายความร้อนออกได้ทันที โดยโรคนี้เมื่อเกิดอาการควรได้รับการรักษาทันทีเนื่องจากมีโอกาสเสียชีวิตสูงมาก

ใครคือกลุ่มเสี่ยงโรคลมร้อน?

บุคคลที่มีความเสี่ยงสูง ที่จะเป็นโรคลมร้อน ได้แก่ ทหารที่ไม่ได้เตรียมร่างกายเพื่อเข้ารับการฝึก นักกีฬาที่ออกกำลัง และผู้ที่ทำงานในอากาศร้อนจัด

เช็กอาการ "ฮีทสโตรก" สัญญาณเตือนที่ต้องระวัง

  • มีไข้สูงเกิน 40.5 องศาเซลเซียส
  • ปวดศีรษะ หน้ามืด เมื่อยล้า อ่อนเพลีย และอาจหมดสติได้
  • มีความผิดปกติทางระบบประสาท เช่น ชัก เพ้อ เดินโซเซ ตอบสนองช้า พูดจาสับสน
  • ไม่มีเหงื่อออก จากผลของต่อมเหงื่อทำงานผิดปกติทำให้ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีแดงมากขึ้น
  • อาจพบปัสสาวะสีเข้มผิดปกติจากภาวะกล้ามเนื้อลายสลาย และอาจเกิดภาวะไตวายตามมาได้

#ศูนย์อายุรกรรม #โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ #ฮีทสโตรค #โรคลมแดด #หน้าร้อน #อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น #ตะคริวแดด #เพลียแดด #หน้ามืด #เป็นลม #เมื่อยล้า #อ่อนเพลีย #ปวดศีรษะ #หมดสติ #พูดจาสับสน #ชัก #Heat Stroke

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น เมื่อเจอผู้ป่วยฮีทสโตรก

หลักการสำคัญที่สุดในการปฐมพยาบาล คือ การทำให้อุณหภูมิร่างกายลดลงให้เร็วที่สุดก่อนนำส่งโรงพยาบาล เช่น ย้ายผู้ป่วยมาในที่ร่ม จัดท่าให้ผู้ป่วยนอนหงาย ยกขาสูง ถอดเสื้อผ้า แล้วใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบตามร่างกายโดยเฉพาะบริเวณหลังคอ รักแร้ ขาหนีบ และนำพัดลมเป่าระบายความร้อน หากผู้ป่วยรู้สึกตัวให้ดื่มน้ำเกลือให้มากที่สุดเพื่อทดแทนภาวะการขาดน้ำ จากนั้นรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด

4 วิธีป้องกันฮีทสโตรกด้วยตัวเอง

  • ควรเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่โปร่งสบายและบาง อากาศถ่ายเทได้ดี
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน
  • หากเล่นกีฬาเป็นเวลานานกว่า 1 ชั่วโมง ควรดื่มน้ำเกลือแร่ เพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมกลางแดด ในสภาพอากาศที่ร้อนจัด

ข้อมูลจาก : นพ. พีรวิชญ์ จีรทีปตานนท์


Q&A รู้ทัน "โรคลมร้อน" (Heatstroke)

1. โรคลมร้อน หรือ Heatstroke คืออะไร?

ตอบ: คือภาวะที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด จนไม่สามารถระบายความร้อนออกได้ทันที และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีจะมีโอกาสเสียชีวิตสูงมาก

2. ใครบ้างที่เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคลมร้อน?

ตอบ: กลุ่มเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ทหารที่ร่างกายยังไม่พร้อมสำหรับการฝึก นักกีฬาที่ออกกำลังกายกลางแจ้ง และผู้ที่ต้องทำงานในที่ที่อากาศร้อนจัด

3. อุณหภูมิร่างกายเท่าไหร่จึงจะถือว่าเสี่ยงเป็นฮีทสโตรก?

ตอบ: ผู้ป่วยมักจะมีไข้สูงเกิน 40.5 องศาเซลเซียส

4. สังเกตอาการทางระบบประสาทของผู้ป่วยได้อย่างไร?

ตอบ: ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดศีรษะ หน้ามืด สับสน พูดจาสับสน ตอบสนองช้า เดินโซเซ หรืออาจมีอาการชักและเพ้อร่วมด้วย

5. ทำไมผู้ป่วยฮีทสโตรกถึงไม่มีเหงื่อออกแม้ตัวจะร้อนจัด?

ตอบ: เนื่องจากต่อมเหงื่อทำงานผิดปกติ ทำให้ไม่สามารถระบายความร้อนผ่านทางเหงื่อได้ ส่งผลให้ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีแดงมากขึ้น

6. โรคลมร้อนส่งผลกระทบต่อระบบไตอย่างไร?

ตอบ: อาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อลายสลาย ซึ่งสังเกตได้จากปัสสาวะที่มีสีเข้มผิดปกติ และนำไปสู่ภาวะไตวายได้ในที่สุด

7. หลักการสำคัญที่สุดในการปฐมพยาบาลผู้ป่วยฮีทสโตรกคืออะไร?

ตอบ: การทำให้อุณหภูมิร่างกายของผู้ป่วยลดลงให้เร็วที่สุดก่อนนำส่งโรงพยาบาล

8. หากพบผู้ป่วยโรคลมร้อน ควรจัดท่านอนอย่างไรและเช็ดตัวบริเวณไหน?

ตอบ: ควรให้ผู้ป่วยนอนหงาย ยกขาสูง และใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบตามบริเวณหลังคอ รักแร้ และขาหนีบ พร้อมใช้พัดลมเป่าเพื่อช่วยระบายความร้อน

9. การดื่มน้ำเพื่อป้องกันโรคลมร้อนควรดื่มปริมาณเท่าใด?

ตอบ: ควรดื่มน้ำให้เพียงพออย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน และหากต้องออกกำลังกายนานกว่า 1 ชั่วโมง ควรดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อทดแทนน้ำและแร่ธาตุที่สูญเสียไป

10. การเลือกสวมใส่เสื้อผ้าช่วยป้องกันฮีทสโตรกได้อย่างไร?

ตอบ: การเลือกเสื้อผ้าที่บาง โปร่งสบาย และอากาศถ่ายเทได้ดี จะช่วยให้ร่างกายระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น

สอบถามช้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คลินิกผู้ป่วยฉุกเฉิน ชั้น 1 โซน A

บทความที่เกี่ยวข้อง

 

 โรคลมร้อน หรือ Heatstroke มักพบในช่วงหน้าร้อน โดยเกิดจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนไม่สามารถระบายความร้อนออกได้ทันที โดยโรคนี้เมื่อเกิดอาการควรได้รับการรักษาทันทีเนื่องจากมีโอกาสเสียชีวิตสูงมาก

ใครคือกลุ่มเสี่ยงโรคลมร้อน?

บุคคลที่มีความเสี่ยงสูง ที่จะเป็นโรคลมร้อน ได้แก่ ทหารที่ไม่ได้เตรียมร่างกายเพื่อเข้ารับการฝึก นักกีฬาที่ออกกำลัง และผู้ที่ทำงานในอากาศร้อนจัด

เช็กอาการ "ฮีทสโตรก" สัญญาณเตือนที่ต้องระวัง

  • มีไข้สูงเกิน 40.5 องศาเซลเซียส
  • ปวดศีรษะ หน้ามืด เมื่อยล้า อ่อนเพลีย และอาจหมดสติได้
  • มีความผิดปกติทางระบบประสาท เช่น ชัก เพ้อ เดินโซเซ ตอบสนองช้า พูดจาสับสน
  • ไม่มีเหงื่อออก จากผลของต่อมเหงื่อทำงานผิดปกติทำให้ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีแดงมากขึ้น
  • อาจพบปัสสาวะสีเข้มผิดปกติจากภาวะกล้ามเนื้อลายสลาย และอาจเกิดภาวะไตวายตามมาได้

#ศูนย์อายุรกรรม #โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ #ฮีทสโตรค #โรคลมแดด #หน้าร้อน #อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น #ตะคริวแดด #เพลียแดด #หน้ามืด #เป็นลม #เมื่อยล้า #อ่อนเพลีย #ปวดศีรษะ #หมดสติ #พูดจาสับสน #ชัก #Heat Stroke

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น เมื่อเจอผู้ป่วยฮีทสโตรก

หลักการสำคัญที่สุดในการปฐมพยาบาล คือ การทำให้อุณหภูมิร่างกายลดลงให้เร็วที่สุดก่อนนำส่งโรงพยาบาล เช่น ย้ายผู้ป่วยมาในที่ร่ม จัดท่าให้ผู้ป่วยนอนหงาย ยกขาสูง ถอดเสื้อผ้า แล้วใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบตามร่างกายโดยเฉพาะบริเวณหลังคอ รักแร้ ขาหนีบ และนำพัดลมเป่าระบายความร้อน หากผู้ป่วยรู้สึกตัวให้ดื่มน้ำเกลือให้มากที่สุดเพื่อทดแทนภาวะการขาดน้ำ จากนั้นรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด

4 วิธีป้องกันฮีทสโตรกด้วยตัวเอง

  • ควรเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่โปร่งสบายและบาง อากาศถ่ายเทได้ดี
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน
  • หากเล่นกีฬาเป็นเวลานานกว่า 1 ชั่วโมง ควรดื่มน้ำเกลือแร่ เพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมกลางแดด ในสภาพอากาศที่ร้อนจัด

ข้อมูลจาก : นพ. พีรวิชญ์ จีรทีปตานนท์


Q&A รู้ทัน "โรคลมร้อน" (Heatstroke)

1. โรคลมร้อน หรือ Heatstroke คืออะไร?

ตอบ: คือภาวะที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด จนไม่สามารถระบายความร้อนออกได้ทันที และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีจะมีโอกาสเสียชีวิตสูงมาก

2. ใครบ้างที่เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคลมร้อน?

ตอบ: กลุ่มเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ทหารที่ร่างกายยังไม่พร้อมสำหรับการฝึก นักกีฬาที่ออกกำลังกายกลางแจ้ง และผู้ที่ต้องทำงานในที่ที่อากาศร้อนจัด

3. อุณหภูมิร่างกายเท่าไหร่จึงจะถือว่าเสี่ยงเป็นฮีทสโตรก?

ตอบ: ผู้ป่วยมักจะมีไข้สูงเกิน 40.5 องศาเซลเซียส

4. สังเกตอาการทางระบบประสาทของผู้ป่วยได้อย่างไร?

ตอบ: ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดศีรษะ หน้ามืด สับสน พูดจาสับสน ตอบสนองช้า เดินโซเซ หรืออาจมีอาการชักและเพ้อร่วมด้วย

5. ทำไมผู้ป่วยฮีทสโตรกถึงไม่มีเหงื่อออกแม้ตัวจะร้อนจัด?

ตอบ: เนื่องจากต่อมเหงื่อทำงานผิดปกติ ทำให้ไม่สามารถระบายความร้อนผ่านทางเหงื่อได้ ส่งผลให้ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีแดงมากขึ้น

6. โรคลมร้อนส่งผลกระทบต่อระบบไตอย่างไร?

ตอบ: อาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อลายสลาย ซึ่งสังเกตได้จากปัสสาวะที่มีสีเข้มผิดปกติ และนำไปสู่ภาวะไตวายได้ในที่สุด

7. หลักการสำคัญที่สุดในการปฐมพยาบาลผู้ป่วยฮีทสโตรกคืออะไร?

ตอบ: การทำให้อุณหภูมิร่างกายของผู้ป่วยลดลงให้เร็วที่สุดก่อนนำส่งโรงพยาบาล

8. หากพบผู้ป่วยโรคลมร้อน ควรจัดท่านอนอย่างไรและเช็ดตัวบริเวณไหน?

ตอบ: ควรให้ผู้ป่วยนอนหงาย ยกขาสูง และใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบตามบริเวณหลังคอ รักแร้ และขาหนีบ พร้อมใช้พัดลมเป่าเพื่อช่วยระบายความร้อน

9. การดื่มน้ำเพื่อป้องกันโรคลมร้อนควรดื่มปริมาณเท่าใด?

ตอบ: ควรดื่มน้ำให้เพียงพออย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน และหากต้องออกกำลังกายนานกว่า 1 ชั่วโมง ควรดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อทดแทนน้ำและแร่ธาตุที่สูญเสียไป

10. การเลือกสวมใส่เสื้อผ้าช่วยป้องกันฮีทสโตรกได้อย่างไร?

ตอบ: การเลือกเสื้อผ้าที่บาง โปร่งสบาย และอากาศถ่ายเทได้ดี จะช่วยให้ร่างกายระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น

สอบถามช้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คลินิกผู้ป่วยฉุกเฉิน ชั้น 1 โซน A

บทความที่เกี่ยวข้อง