logo
โรคไตและโรคหัวใจ : ความเชื่อมโยงที่คุณไม่ควรละเลย

โรคไตและโรคหัวใจ : ความเชื่อมโยงที่คุณไม่ควรละเลย

ทำไมโรคไตกับโรคหัวใจถึงมาคู่กัน?

โรคไตกับโรคหัวใจมีความเกี่ยวข้องกัน เกิดจากปัจจัยเสี่ยงที่เหมือนกัน ทำให้เกิดการแข็งตัวของเส้นเลือด

หากพูดถึงโรคไตหรือโรคหัวใจแล้ว มั่นใจว่าหลาย ๆ คนเคยได้ยินหรือมีประสบการณ์ทั้งโดยตรงหรือบอกเล่าจากคนใกล้ชิดอยู่เป็นแน่ เนื่องจากทั้งโรคไตและโรคหัวใจเป็นโรคไม่ติดต่อชนิดเรื้อรัง หรือ non-communicable disease อันดับต้น ๆ จากการสำรวจทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก นำไปสู่ความเจ็บป่วยทุกข์ทรมาน หรือแม้กระทั่งการเสียชีวิตจำนวนมากต่อปี

ทำไมผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจถึงมีความเสี่ยงเป็นโรคไตร่วมด้วย หรือผู้ป่วยโรคไตเองก็เสี่ยงเป็นโรคหัวใจด้วยเช่นเดียวกัน เนื่องจากทั้งโรคหัวใจและโรคไต เกิดจากปัจจัยเสี่ยงเหมือนกัน กล่าวคือสาเหตุอันดับต้น ๆ ของโรคหัวใจและโรคไตเกิดจากโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคไขมันในเลือดสูง ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เกิดการแข็งตัวของเส้นเลือด หรือไขมันพอกเส้นเลือด (atherosclerosis) นำไปสู่การขาดเลือด และความเสียหายต่ออวัยวะต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่พบเพิ่มมากขึ้นในสังคมปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วน การสูบบุหรี่ ความเครียด หรือพฤติกรรมเนือยนิ่ง นั่ง หรือนอนเป็นเวลานาน ไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นทั้งโรคหัวใจและโรคไต

นอกจากนี้หัวใจเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญ คอยสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย หากเกิดความผิดปกติต่อหัวใจ เช่น หัวใจขาดเลือด หรือหัวใจวายเรื้อรัง จะทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตมีความผิดปกติ ส่งผลโดยตรงต่อไต เนื่องจากเลือดไปเลี้ยงที่ไตน้อยลง เกิดเป็นโรคไตทำงานบกพร่องเรื้อรังได้ง่ายมากขึ้น หรือในกรณีของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในระยะท้ายที่เริ่มขับของเสียและสารพิษต่าง ๆ ได้ลดลง หรือขับปัสสาวะได้ลดลง เกิดการสะสมของของเสีย เกิดภาวะน้ำเกินในร่างกาย ความดันโลหิตเพิ่มสูง ก็จะยิ่งส่งผลเสียโดยตรงต่อหัวใจ ทำให้หัวใจทำงานได้ลดลง เกิดเป็นโรคหัวใจตามมาด้วย

จะเห็นได้ว่าทั้งโรคหัวใจและโรคไต มีความเกี่ยวข้องกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงควรใส่ใจดูแลสุขภาพตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเป็นโรคหัวใจหรือโรคไตตั้งแต่ต้น หมั่นคอยตรวจสุขภาพเพื่อให้แน่ใจว่าทั้งหัวใจและไตของเราทำงานอยู่ในเกณฑ์ปกติ

4 วิธีดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันโรคไตและโรคหัวใจ

  1. หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม ซึ่งอาหารเค็มในที่นี้ รวมถึงเกลือ น้ำปลา ซอสปรุงรส ผงชูรส อาหารแปรรูปต่าง ๆ โดยจำกัดไม่ให้บริโภคโซเดียมเกิน 2 กรัมต่อวัน
  2. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเนือยนิ่ง หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 30 นาทีต่อครั้ง 5 วันต่อสัปดาห์
  3. ลดน้ำหนัก ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  4. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หรือสูดดมควันบุหรี่ เนื่องจากบุหรี่ส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวมทั้งหัวใจ ปอด และไต และนำไปสู่การเกิดมะเร็งหลายชนิด

ปรึกษาแพทย์ตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพื่อคัดกรองโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง และโรคร่วมอื่น ๆ ตั้งแต่แรกเริ่ม เพื่อให้เข้าถึงการรักษาได้อย่างทันท่วงที เพียงเท่านี้เราก็จะมีสุขภาพที่แข็งแรง ห่างไกลจากทั้งโรคหัวใจและโรคไตได้แล้ว


Q&A: เจาะลึกความสัมพันธ์ "โรคไตและโรคหัวใจ"

1. โรคไตกับโรคหัวใจเกี่ยวข้องกันอย่างไร?

ตอบ: ทั้งสองโรคมีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงที่เหมือนกันซึ่งส่งผลให้เส้นเลือดแข็งตัวหรือเกิดไขมันพอกเส้นเลือด (Atherosclerosis) นำไปสู่ความเสียหายของอวัยวะ

2. ทำไมคนเป็นโรคหัวใจถึงเสี่ยงเป็นโรคไตตามมา?

ตอบ: เพราะหัวใจทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ หากหัวใจทำงานผิดปกติ เช่น หัวใจขาดเลือดหรือหัวใจวายเรื้อรัง จะทำให้เลือดไปเลี้ยงไตน้อยลง ส่งผลให้ไตทำงานบกพร่องเรื้อรังได้ง่ายขึ้น

3. ในทางกลับกัน โรคไตส่งผลเสียต่อหัวใจได้อย่างไร?

ตอบ: เมื่อไตเสื่อมสภาพในระยะท้าย จะขับของเสียและปัสสาวะได้ลดลง ทำให้เกิดการสะสมของสารพิษและภาวะน้ำเกินในร่างกาย ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและหัวใจต้องทำงานหนักจนประสิทธิภาพลดลง

4. ปัจจัยเสี่ยงหลักที่ทำให้เกิดทั้งสองโรคคืออะไร?

ตอบ: สาเหตุ คือ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันในเลือดสูง ซึ่งโรคเหล่านี้ทำให้เส้นเลือดเกิดการแข็งตัวและขาดเลือด

5. พฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบใดที่เพิ่มความเสี่ยงต่อทั้งสองโรค?

ตอบ: โรคอ้วน การสูบบุหรี่ ความเครียด และพฤติกรรมเนือยนิ่ง (การนั่งหรือนอนเป็นเวลานานโดยไม่เคลื่อนไหวร่างกาย)

6. ควรจำกัดการบริโภคโซเดียมอย่างไรเพื่อดูแลทั้งไตและหัวใจ?

ตอบ: ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม เช่น เกลือ น้ำปลา ซอสปรุงรส ผงชูรส และอาหารแปรรูป โดยจำกัดปริมาณโซเดียมไม่ให้เกิน 2 กรัมต่อวัน

7. การออกกำลังกายที่เหมาะสมเพื่อลดความเสี่ยงควรเป็นอย่างไร?

ตอบ: ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที และทำเป็นประจำ 5 วันต่อสัปดาห์

8. ทำไมการสูบบุหรี่ถึงเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยกลุ่มนี้?

ตอบ: เพราะบุหรี่ส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวม ทั้งทำลายการทำงานของหัวใจ ปอด และไต รวมถึงเป็นสาเหตุที่นำไปสู่โรคมะเร็งหลายชนิด

9. การตรวจสุขภาพประจำปีช่วยป้องกันโรคได้อย่างไร?

ตอบ: การปรึกษาแพทย์เพื่อคัดกรองโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก จะช่วยให้เข้าถึงการรักษาได้อย่างทันท่วงทีและลดโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ศูนย์โรคไต ชั้น 6 โซน C

บทความที่เกี่ยวข้อง

 

 ทำไมโรคไตกับโรคหัวใจถึงมาคู่กัน?

โรคไตกับโรคหัวใจมีความเกี่ยวข้องกัน เกิดจากปัจจัยเสี่ยงที่เหมือนกัน ทำให้เกิดการแข็งตัวของเส้นเลือด

หากพูดถึงโรคไตหรือโรคหัวใจแล้ว มั่นใจว่าหลาย ๆ คนเคยได้ยินหรือมีประสบการณ์ทั้งโดยตรงหรือบอกเล่าจากคนใกล้ชิดอยู่เป็นแน่ เนื่องจากทั้งโรคไตและโรคหัวใจเป็นโรคไม่ติดต่อชนิดเรื้อรัง หรือ non-communicable disease อันดับต้น ๆ จากการสำรวจทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก นำไปสู่ความเจ็บป่วยทุกข์ทรมาน หรือแม้กระทั่งการเสียชีวิตจำนวนมากต่อปี

ทำไมผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจถึงมีความเสี่ยงเป็นโรคไตร่วมด้วย หรือผู้ป่วยโรคไตเองก็เสี่ยงเป็นโรคหัวใจด้วยเช่นเดียวกัน เนื่องจากทั้งโรคหัวใจและโรคไต เกิดจากปัจจัยเสี่ยงเหมือนกัน กล่าวคือสาเหตุอันดับต้น ๆ ของโรคหัวใจและโรคไตเกิดจากโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคไขมันในเลือดสูง ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เกิดการแข็งตัวของเส้นเลือด หรือไขมันพอกเส้นเลือด (atherosclerosis) นำไปสู่การขาดเลือด และความเสียหายต่ออวัยวะต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่พบเพิ่มมากขึ้นในสังคมปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วน การสูบบุหรี่ ความเครียด หรือพฤติกรรมเนือยนิ่ง นั่ง หรือนอนเป็นเวลานาน ไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นทั้งโรคหัวใจและโรคไต

นอกจากนี้หัวใจเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญ คอยสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย หากเกิดความผิดปกติต่อหัวใจ เช่น หัวใจขาดเลือด หรือหัวใจวายเรื้อรัง จะทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตมีความผิดปกติ ส่งผลโดยตรงต่อไต เนื่องจากเลือดไปเลี้ยงที่ไตน้อยลง เกิดเป็นโรคไตทำงานบกพร่องเรื้อรังได้ง่ายมากขึ้น หรือในกรณีของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในระยะท้ายที่เริ่มขับของเสียและสารพิษต่าง ๆ ได้ลดลง หรือขับปัสสาวะได้ลดลง เกิดการสะสมของของเสีย เกิดภาวะน้ำเกินในร่างกาย ความดันโลหิตเพิ่มสูง ก็จะยิ่งส่งผลเสียโดยตรงต่อหัวใจ ทำให้หัวใจทำงานได้ลดลง เกิดเป็นโรคหัวใจตามมาด้วย

จะเห็นได้ว่าทั้งโรคหัวใจและโรคไต มีความเกี่ยวข้องกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงควรใส่ใจดูแลสุขภาพตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเป็นโรคหัวใจหรือโรคไตตั้งแต่ต้น หมั่นคอยตรวจสุขภาพเพื่อให้แน่ใจว่าทั้งหัวใจและไตของเราทำงานอยู่ในเกณฑ์ปกติ

4 วิธีดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันโรคไตและโรคหัวใจ

  1. หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม ซึ่งอาหารเค็มในที่นี้ รวมถึงเกลือ น้ำปลา ซอสปรุงรส ผงชูรส อาหารแปรรูปต่าง ๆ โดยจำกัดไม่ให้บริโภคโซเดียมเกิน 2 กรัมต่อวัน
  2. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเนือยนิ่ง หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 30 นาทีต่อครั้ง 5 วันต่อสัปดาห์
  3. ลดน้ำหนัก ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  4. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หรือสูดดมควันบุหรี่ เนื่องจากบุหรี่ส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวมทั้งหัวใจ ปอด และไต และนำไปสู่การเกิดมะเร็งหลายชนิด

ปรึกษาแพทย์ตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพื่อคัดกรองโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง และโรคร่วมอื่น ๆ ตั้งแต่แรกเริ่ม เพื่อให้เข้าถึงการรักษาได้อย่างทันท่วงที เพียงเท่านี้เราก็จะมีสุขภาพที่แข็งแรง ห่างไกลจากทั้งโรคหัวใจและโรคไตได้แล้ว


Q&A: เจาะลึกความสัมพันธ์ "โรคไตและโรคหัวใจ"

1. โรคไตกับโรคหัวใจเกี่ยวข้องกันอย่างไร?

ตอบ: ทั้งสองโรคมีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงที่เหมือนกันซึ่งส่งผลให้เส้นเลือดแข็งตัวหรือเกิดไขมันพอกเส้นเลือด (Atherosclerosis) นำไปสู่ความเสียหายของอวัยวะ

2. ทำไมคนเป็นโรคหัวใจถึงเสี่ยงเป็นโรคไตตามมา?

ตอบ: เพราะหัวใจทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ หากหัวใจทำงานผิดปกติ เช่น หัวใจขาดเลือดหรือหัวใจวายเรื้อรัง จะทำให้เลือดไปเลี้ยงไตน้อยลง ส่งผลให้ไตทำงานบกพร่องเรื้อรังได้ง่ายขึ้น

3. ในทางกลับกัน โรคไตส่งผลเสียต่อหัวใจได้อย่างไร?

ตอบ: เมื่อไตเสื่อมสภาพในระยะท้าย จะขับของเสียและปัสสาวะได้ลดลง ทำให้เกิดการสะสมของสารพิษและภาวะน้ำเกินในร่างกาย ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและหัวใจต้องทำงานหนักจนประสิทธิภาพลดลง

4. ปัจจัยเสี่ยงหลักที่ทำให้เกิดทั้งสองโรคคืออะไร?

ตอบ: สาเหตุ คือ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันในเลือดสูง ซึ่งโรคเหล่านี้ทำให้เส้นเลือดเกิดการแข็งตัวและขาดเลือด

5. พฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบใดที่เพิ่มความเสี่ยงต่อทั้งสองโรค?

ตอบ: โรคอ้วน การสูบบุหรี่ ความเครียด และพฤติกรรมเนือยนิ่ง (การนั่งหรือนอนเป็นเวลานานโดยไม่เคลื่อนไหวร่างกาย)

6. ควรจำกัดการบริโภคโซเดียมอย่างไรเพื่อดูแลทั้งไตและหัวใจ?

ตอบ: ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม เช่น เกลือ น้ำปลา ซอสปรุงรส ผงชูรส และอาหารแปรรูป โดยจำกัดปริมาณโซเดียมไม่ให้เกิน 2 กรัมต่อวัน

7. การออกกำลังกายที่เหมาะสมเพื่อลดความเสี่ยงควรเป็นอย่างไร?

ตอบ: ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยครั้งละ 30 นาที และทำเป็นประจำ 5 วันต่อสัปดาห์

8. ทำไมการสูบบุหรี่ถึงเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยกลุ่มนี้?

ตอบ: เพราะบุหรี่ส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวม ทั้งทำลายการทำงานของหัวใจ ปอด และไต รวมถึงเป็นสาเหตุที่นำไปสู่โรคมะเร็งหลายชนิด

9. การตรวจสุขภาพประจำปีช่วยป้องกันโรคได้อย่างไร?

ตอบ: การปรึกษาแพทย์เพื่อคัดกรองโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก จะช่วยให้เข้าถึงการรักษาได้อย่างทันท่วงทีและลดโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ศูนย์โรคไต ชั้น 6 โซน C

บทความที่เกี่ยวข้อง