หลอดเลือดหัวใจตีบ ภัยใกล้ตัว
โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Disease: CVD) เป็นกลุ่มอาการของโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ครอบคลุมโรค 3 กลุ่ม ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease: CAD or Coronary Heart Disease) โรคหลอดเลือดสมอง และโรคหลอดเลือดส่วนปลาย ซึ่งเป็นสาเหตุการตายของคนไทยเป็นอันดับ 3 รองจากโรคมะเร็งและอุบัติเหตุ จากสถิติผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจในประเทศไทยพบว่า มีผู้ป่วยรายใหม่เกิดขึ้น 21,700 รายต่อปี และในทุกชั่วโมงคนไทยจะเสียชีวิตจากโรคดังกล่าวเฉลี่ย 2.3 คน หรือวันละ 54 คน
โรคหลอดเลือดหัวใจเกิดจากการเสื่อมของผนังหลอดเลือดแดงโคโรนารี (Coronary) ซึ่งเป็นหลอดเลือดที่นำเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ รวมทั้งการมีไขมันอุดตันในหลอดเลือดในระยะแรกนั้นหลอดเลือดหัวใจจะมีการปรับตัวขยายใหญ่ขึ้นเพื่อให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ดี แต่หากยังมีไขมันสะสมในผนังหลอดเลือดมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่สะดวกและไม่สามารถนำออกซิเจนไปสู่หัวใจได้ ทำให้เกิดอาการปวดเค้นที่บริเวณหัวใจ (Angina) หากการอุดตันหลอดเลือดแดงเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน (Heart Attack) จนทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายเนื่องจากขาดออกซิเจน ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้ทันที
จากการศึกษาในประเทศไทยพบว่า ผู้ที่อยู่ในกลุ่มอาการเมตาบอลิก (Metabolic Syndrome) หรือกลุ่มอาการที่สืบเนื่องจากความอ้วนลงพุงเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจมากกว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้เป็นถึง 1.7 เท่า ยิ่งกว่านั้นผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานจะเพิ่มโอกาสในการเป็นมากกว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้เป็นถึง 3.5 เท่า ในส่วนของผู้ป่วยที่เป็นทั้งเบาหวานและกลุ่มอาการเมตาบอลิกจะมีโอกาสในการเป็นมากกว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้เป็นถึง 4.9 เท่า
อาการของโรคหลอดเลือดหัวใจ
ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจส่วนใหญ่มักไม่ทราบมาก่อนว่าตัวเองมีความผิดปกติหากไม่ปรากฏอาการ โดยผู้ป่วยจะมีอาการสำคัญที่พบได้บ่อย ได้แก่
- ปวดเค้นเจ็บแน่นหน้าอก รู้สึกเหมือนมีของหนักกดทับ บีบรัดหรือปวดเค้นบริเวณกลางอก หรืออกซ้าย
- อาการปวดอาจร้าวไปที่แขน ไหล่ซ้าย ข้อศอก ขากรรไกร หรือไปที่ด้านหลัง
- อาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น แน่นหน้าอก หายใจลำบาก ใจสั่น คลื่นไส้อาเจียน หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม เหงื่อออกมาก หมดสติ ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการขยายหลอดเลือด ด้วยยา หรือการผ่าตัด ขึ้นอยู่กับระดับของอาการของโรค
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ
- พันธุกรรม: ประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจก่อนวัยอันควร (ผู้ชายก่อนอายุ 55 ปี ผู้หญิงก่อนอายุ 65 ปี)
- เพศ: เพศชายมีความเสี่ยงสูงกว่าเพศหญิงในวัยก่อนหมดประจำเดือน
- อายุ: เพศชายอายุตั้งแต่ 35-45 ปีขึ้นไป และหญิงวัยหมดประจำเดือนหรืออายุ 55 ปีขึ้นไป
- มีความดันโลหิตสูง
- มีไขมันในเลือดสูง
- เป็นเบาหวาน
- สูบบุหรี่
- ออกกำลังกายน้อย
- ทานผัก ผลไม้น้อย
- มีน้ำหนักมาก / อ้วนลงพุง
- ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาก
- สภาพจิตใจเชิงลบ เช่น เครียด ซึมเศร้า หดหู่
แนวทางการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ
ปัจจุบันการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของโรค
- การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการรักษาด้วยยา เช่น ยาต้านเกล็ดเลือด (แอสไพริน), ยาลดไขมันกลุ่มสแตติน, ยาลดความดัน, ยาขยายหลอดเลือด เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือดและชะลอการอุดตัน
- การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและการใส่ขดลวด (Balloon Angioplasty & Stenting) คือ การใส่สายสวนเข้าไปเพื่อขยายจุดที่ตีบโดยดันคราบไขมันที่อุดตันในหลอดเลือดให้กลับไปติดกับผนังหลอดเลือด เพื่อขยายช่องทางการไหลของกระแสเลือดให้ไหลเวียนได้สะดวกขึ้น และมักใส่ขดลวดค้ำยัน(stent) ชนิดเคลือบยาไว้ เพื่อพยุงไม่ให้หลอดเลือดกลับมาตีบซ้ำ
- การขยายหลอดเลือดโดยการใช้หัวกรอ (Rotablator) คือ การรักษาการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจที่ไขมันและหินปูนเกาะตัวหนาแน่นมากหรือมีรอยตีบยาว และไม่สามารถขยายหลอดเลือดด้วยวิธีการบอลลูนในเบื้องต้นได้ หรือในกรณีที่เส้นเลือดมีขนาดเล็ก โดยใช้เครื่องมือที่มีลักษณะเป็นหัวกรอที่มีเพชรฝังอยู่ หัวกรอดังกล่าวจะหมุนด้วยความเร็วประมาณ 140,000 - 200,000 รอบต่อนาที สิ่งอุดตันจะถูกสลายออกเป็นอนุภาคเล็กๆ ซึ่งมีขนาดเล็กมากพอที่จะไหลเวียนในระบบหลอดเลือดอย่างปลอดภัยก่อนที่จะถูกกำจัดออกจากร่างกาย
- การผ่าตัดต่อหลอดเลือดเพื่อนำหลอดเลือดจากบริเวณอื่นไปทำหน้าที่แทนหลอดเลือดหัวใจช่วงที่อุดตัน หรือที่เรียกว่า บายพาส (ByPass or CABG: Coronary Artery Bypass Grafting) เป็นการแก้ปัญหาการอุดตันของหลอดเลือดโดยสร้างทางเดินเลือดใหม่ให้เลี่ยงเส้นทางที่อุดตัน แพทย์ผู้ทำการผ่าตัดจะนำหลอดเลือดดำที่ขาหรือหลอดเลือดแดงที่ผนังหน้าอกมาตัดต่อกับหลอดเลือดที่อุดตันเพื่อทำทางเดินของเลือดใหม่
แนวทางการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ
ถึงแม้พันธุกรรม เพศ และอายุ จะเป็นสาเหตุในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยเพศชายจะมีความเสี่ยงมากกว่าเพศหญิง เพศชายที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป และผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 55 ปีขึ้นไป มีความเสี่ยงในการเกิดโรค แต่ประมาณร้อยละ 80-90 ของผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างน้อย 1 อย่าง แนวทางในการป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ได้แก่
- ทานผัก ผลไม้เป็นประจำ
- ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และลดอาหารหวาน มัน เค็ม
- ไม่สูบบุหรี่
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- ทำจิตใจให้สดชื่น อย่าเครียดบ่อย พักผ่อนให้เพียงพอ
- ควรตรวจวัดความดันเลือด
- ตรวจสุขภาพประจำปี ตรวจระดับไขมัน และน้ำตาลในเลือด เจาะเลือดหลังงดอาหารและเครื่องดื่ม 10-12 ชม. โดยเฉพาะผู้ชายที่มีรอบเอวมากกว่า 90 ซม. หรือผู้หญิงที่มีรอบเอวมากกว่า 80 ซม. เพื่อตรวจหาระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ แอลดีแอล (LDL) เอชดีแอล (HDL) และน้ำตาลในเลือด
โรคหลอดเลือดหัวใจ ภัยร้ายใกล้ตัวอีกโรคหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม จากรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปในสังคมเมือง อาจทำให้เราละเลยต่อการดูแลสุขภาพของตัวเอง หากรู้จักสังเกตความผิดปกติของร่างกายก็จะสามารถช่วยให้การรักษาเป็นไปได้อย่างทันท่วงที
ข้อมูลอ้างอิงจาก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
ขอบคุณข้อมูลจาก นพ.ธนัญชัย ธนสัมฤทธิ์
Q&A เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
1. โรคหลอดเลือดหัวใจตีบคืออะไร?
ตอบ: เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากการเสื่อมของผนังหลอดเลือดแดงโคโรนารีและการสะสมของไขมัน ทำให้หลอดเลือดตีบแคบลง เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่สะดวก จนอาจเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้
2. อาการเตือนสำคัญของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบมีอะไรบ้าง?
ตอบ: อาการเด่นชัดคือ ปวดเค้นบริเวณหัวใจหรือแน่นหน้าอก ซึ่งอาจร้าวไปที่แขนซ้าย ไหล่ ข้อศอก ขากรรไกร หรือด้านหลัง ร่วมกับอาการหายใจลำบาก ใจสั่น และเหงื่อออกมาก
3. โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเกิดจากสาเหตุใด?
ตอบ: เกิดจากการสะสมของไขมันและหินปูนในผนังหลอดเลือดแดงโคโรนารี ประกอบกับปัจจัยเสี่ยงด้านพฤติกรรมสุขภาพและพันธุกรรม
4. ใครบ้างคือกลุ่มเสี่ยงหลักของโรคนี้?
ตอบ: ผู้ที่มี ความดันโลหิตสูง, มีไขมันในเลือดสูง, เป็นเบาหวาน, สูบบุหรี่, มีภาวะอ้วนลงพุง (เมตาบอลิกซินโดรม), ขาดการออกกำลังกาย และผู้สูงอายุ
5. โรคอ้วนลงพุงและเบาหวานเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจอย่างไร?
ตอบ: ผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุงมีความเสี่ยงสูงกว่าคนปกติ 1.7 เท่า ผู้ที่เป็นเบาหวานมีความเสี่ยงสูงขึ้น 3.5 เท่า และหากเป็นทั้งสองภาวะร่วมกัน ความเสี่ยงจะเพิ่มสูงถึง 4.9 เท่า
6. แนวทางการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจมีกี่วิธี อะไรบ้าง?
ตอบ: มีหลายวิธีตามความรุนแรง ได้แก่ การใช้ยา, การทำบอลลูนหัวใจ, การใช้แสงเลเซอร์สลายคราบไขมัน, การใช้หัวกรอ (Rotablator), และการผ่าตัดบายพาสหัวใจ
7. การขยายหลอดเลือดด้วยวิธี Rotablator คืออะไร?
ตอบ: เป็นการใช้หัวกรอที่มีเพชรฝังอยู่ หมุนด้วยความเร็วสูงเพื่อสลายคราบไขมันหรือหินปูนที่เกาะหนาแน่นแข็งมากจนไม่สามารถทำบอลลูนปกติได้
8. การผ่าตัดบายพาสหัวใจ (CABG) ทำอย่างไร?
ตอบ: เป็นการสร้างทางเดินเลือดใหม่โดยนำหลอดเลือดดำจากขาหรือหลอดเลือดแดงที่ผนังหน้าอกมาต่อเลี่ยงจุดที่อุดตัน เพื่อให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจได้ดีขึ้น
9. วิธีการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจในชีวิตประจำวันทำได้อย่างไร?
ตอบ: ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นผักและผลไม้, งดสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์, ออกกำลังกายสม่ำเสมอ, จัดการความเครียด และควบคุมระดับน้ำตาล ความดัน และไขมันในเลือด
10. ควรตรวจสุขภาพเพื่อคัดกรองโรคหลอดเลือดหัวใจเมื่อไหร่?
ตอบ: ควรตรวจวัดความดันโลหิตและเจาะเลือดตรวจไขมัน น้ำตาล เมื่อมีอายุเข้าเกณฑ์เสี่ยง หรือผู้ชายที่มีรอบเอวมากกว่า 90 ซม. และผู้หญิงที่มีรอบเอวมากกว่า 80 ซม.
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์หัวใจ ชั้น 4 โซน C
บทความที่เกี่ยวข้อง
โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Disease: CVD) เป็นกลุ่มอาการของโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ครอบคลุมโรค 3 กลุ่ม ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease: CAD or Coronary Heart Disease) โรคหลอดเลือดสมอง และโรคหลอดเลือดส่วนปลาย ซึ่งเป็นสาเหตุการตายของคนไทยเป็นอันดับ 3 รองจากโรคมะเร็งและอุบัติเหตุ จากสถิติผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจในประเทศไทยพบว่า มีผู้ป่วยรายใหม่เกิดขึ้น 21,700 รายต่อปี และในทุกชั่วโมงคนไทยจะเสียชีวิตจากโรคดังกล่าวเฉลี่ย 2.3 คน หรือวันละ 54 คน
โรคหลอดเลือดหัวใจเกิดจากการเสื่อมของผนังหลอดเลือดแดงโคโรนารี (Coronary) ซึ่งเป็นหลอดเลือดที่นำเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ รวมทั้งการมีไขมันอุดตันในหลอดเลือดในระยะแรกนั้นหลอดเลือดหัวใจจะมีการปรับตัวขยายใหญ่ขึ้นเพื่อให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ดี แต่หากยังมีไขมันสะสมในผนังหลอดเลือดมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่สะดวกและไม่สามารถนำออกซิเจนไปสู่หัวใจได้ ทำให้เกิดอาการปวดเค้นที่บริเวณหัวใจ (Angina) หากการอุดตันหลอดเลือดแดงเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน (Heart Attack) จนทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายเนื่องจากขาดออกซิเจน ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้ทันที
จากการศึกษาในประเทศไทยพบว่า ผู้ที่อยู่ในกลุ่มอาการเมตาบอลิก (Metabolic Syndrome) หรือกลุ่มอาการที่สืบเนื่องจากความอ้วนลงพุงเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจมากกว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้เป็นถึง 1.7 เท่า ยิ่งกว่านั้นผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานจะเพิ่มโอกาสในการเป็นมากกว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้เป็นถึง 3.5 เท่า ในส่วนของผู้ป่วยที่เป็นทั้งเบาหวานและกลุ่มอาการเมตาบอลิกจะมีโอกาสในการเป็นมากกว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้เป็นถึง 4.9 เท่า
อาการของโรคหลอดเลือดหัวใจ
ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจส่วนใหญ่มักไม่ทราบมาก่อนว่าตัวเองมีความผิดปกติหากไม่ปรากฏอาการ โดยผู้ป่วยจะมีอาการสำคัญที่พบได้บ่อย ได้แก่
- ปวดเค้นเจ็บแน่นหน้าอก รู้สึกเหมือนมีของหนักกดทับ บีบรัดหรือปวดเค้นบริเวณกลางอก หรืออกซ้าย
- อาการปวดอาจร้าวไปที่แขน ไหล่ซ้าย ข้อศอก ขากรรไกร หรือไปที่ด้านหลัง
- อาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น แน่นหน้าอก หายใจลำบาก ใจสั่น คลื่นไส้อาเจียน หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม เหงื่อออกมาก หมดสติ ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการขยายหลอดเลือด ด้วยยา หรือการผ่าตัด ขึ้นอยู่กับระดับของอาการของโรค
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ
- พันธุกรรม: ประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจก่อนวัยอันควร (ผู้ชายก่อนอายุ 55 ปี ผู้หญิงก่อนอายุ 65 ปี)
- เพศ: เพศชายมีความเสี่ยงสูงกว่าเพศหญิงในวัยก่อนหมดประจำเดือน
- อายุ: เพศชายอายุตั้งแต่ 35-45 ปีขึ้นไป และหญิงวัยหมดประจำเดือนหรืออายุ 55 ปีขึ้นไป
- มีความดันโลหิตสูง
- มีไขมันในเลือดสูง
- เป็นเบาหวาน
- สูบบุหรี่
- ออกกำลังกายน้อย
- ทานผัก ผลไม้น้อย
- มีน้ำหนักมาก / อ้วนลงพุง
- ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาก
- สภาพจิตใจเชิงลบ เช่น เครียด ซึมเศร้า หดหู่
แนวทางการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ
ปัจจุบันการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของโรค
- การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการรักษาด้วยยา เช่น ยาต้านเกล็ดเลือด (แอสไพริน), ยาลดไขมันกลุ่มสแตติน, ยาลดความดัน, ยาขยายหลอดเลือด เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือดและชะลอการอุดตัน
- การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและการใส่ขดลวด (Balloon Angioplasty & Stenting) คือ การใส่สายสวนเข้าไปเพื่อขยายจุดที่ตีบโดยดันคราบไขมันที่อุดตันในหลอดเลือดให้กลับไปติดกับผนังหลอดเลือด เพื่อขยายช่องทางการไหลของกระแสเลือดให้ไหลเวียนได้สะดวกขึ้น และมักใส่ขดลวดค้ำยัน(stent) ชนิดเคลือบยาไว้ เพื่อพยุงไม่ให้หลอดเลือดกลับมาตีบซ้ำ
- การขยายหลอดเลือดโดยการใช้หัวกรอ (Rotablator) คือ การรักษาการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจที่ไขมันและหินปูนเกาะตัวหนาแน่นมากหรือมีรอยตีบยาว และไม่สามารถขยายหลอดเลือดด้วยวิธีการบอลลูนในเบื้องต้นได้ หรือในกรณีที่เส้นเลือดมีขนาดเล็ก โดยใช้เครื่องมือที่มีลักษณะเป็นหัวกรอที่มีเพชรฝังอยู่ หัวกรอดังกล่าวจะหมุนด้วยความเร็วประมาณ 140,000 - 200,000 รอบต่อนาที สิ่งอุดตันจะถูกสลายออกเป็นอนุภาคเล็กๆ ซึ่งมีขนาดเล็กมากพอที่จะไหลเวียนในระบบหลอดเลือดอย่างปลอดภัยก่อนที่จะถูกกำจัดออกจากร่างกาย
- การผ่าตัดต่อหลอดเลือดเพื่อนำหลอดเลือดจากบริเวณอื่นไปทำหน้าที่แทนหลอดเลือดหัวใจช่วงที่อุดตัน หรือที่เรียกว่า บายพาส (ByPass or CABG: Coronary Artery Bypass Grafting) เป็นการแก้ปัญหาการอุดตันของหลอดเลือดโดยสร้างทางเดินเลือดใหม่ให้เลี่ยงเส้นทางที่อุดตัน แพทย์ผู้ทำการผ่าตัดจะนำหลอดเลือดดำที่ขาหรือหลอดเลือดแดงที่ผนังหน้าอกมาตัดต่อกับหลอดเลือดที่อุดตันเพื่อทำทางเดินของเลือดใหม่
แนวทางการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ
ถึงแม้พันธุกรรม เพศ และอายุ จะเป็นสาเหตุในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยเพศชายจะมีความเสี่ยงมากกว่าเพศหญิง เพศชายที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป และผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 55 ปีขึ้นไป มีความเสี่ยงในการเกิดโรค แต่ประมาณร้อยละ 80-90 ของผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างน้อย 1 อย่าง แนวทางในการป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ได้แก่
- ทานผัก ผลไม้เป็นประจำ
- ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และลดอาหารหวาน มัน เค็ม
- ไม่สูบบุหรี่
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- ทำจิตใจให้สดชื่น อย่าเครียดบ่อย พักผ่อนให้เพียงพอ
- ควรตรวจวัดความดันเลือด
- ตรวจสุขภาพประจำปี ตรวจระดับไขมัน และน้ำตาลในเลือด เจาะเลือดหลังงดอาหารและเครื่องดื่ม 10-12 ชม. โดยเฉพาะผู้ชายที่มีรอบเอวมากกว่า 90 ซม. หรือผู้หญิงที่มีรอบเอวมากกว่า 80 ซม. เพื่อตรวจหาระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ แอลดีแอล (LDL) เอชดีแอล (HDL) และน้ำตาลในเลือด
โรคหลอดเลือดหัวใจ ภัยร้ายใกล้ตัวอีกโรคหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม จากรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปในสังคมเมือง อาจทำให้เราละเลยต่อการดูแลสุขภาพของตัวเอง หากรู้จักสังเกตความผิดปกติของร่างกายก็จะสามารถช่วยให้การรักษาเป็นไปได้อย่างทันท่วงที
ข้อมูลอ้างอิงจาก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
ขอบคุณข้อมูลจาก นพ.ธนัญชัย ธนสัมฤทธิ์
Q&A เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
1. โรคหลอดเลือดหัวใจตีบคืออะไร?
ตอบ: เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากการเสื่อมของผนังหลอดเลือดแดงโคโรนารีและการสะสมของไขมัน ทำให้หลอดเลือดตีบแคบลง เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่สะดวก จนอาจเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้
2. อาการเตือนสำคัญของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบมีอะไรบ้าง?
ตอบ: อาการเด่นชัดคือ ปวดเค้นบริเวณหัวใจหรือแน่นหน้าอก ซึ่งอาจร้าวไปที่แขนซ้าย ไหล่ ข้อศอก ขากรรไกร หรือด้านหลัง ร่วมกับอาการหายใจลำบาก ใจสั่น และเหงื่อออกมาก
3. โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเกิดจากสาเหตุใด?
ตอบ: เกิดจากการสะสมของไขมันและหินปูนในผนังหลอดเลือดแดงโคโรนารี ประกอบกับปัจจัยเสี่ยงด้านพฤติกรรมสุขภาพและพันธุกรรม
4. ใครบ้างคือกลุ่มเสี่ยงหลักของโรคนี้?
ตอบ: ผู้ที่มี ความดันโลหิตสูง, มีไขมันในเลือดสูง, เป็นเบาหวาน, สูบบุหรี่, มีภาวะอ้วนลงพุง (เมตาบอลิกซินโดรม), ขาดการออกกำลังกาย และผู้สูงอายุ
5. โรคอ้วนลงพุงและเบาหวานเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจอย่างไร?
ตอบ: ผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุงมีความเสี่ยงสูงกว่าคนปกติ 1.7 เท่า ผู้ที่เป็นเบาหวานมีความเสี่ยงสูงขึ้น 3.5 เท่า และหากเป็นทั้งสองภาวะร่วมกัน ความเสี่ยงจะเพิ่มสูงถึง 4.9 เท่า
6. แนวทางการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจมีกี่วิธี อะไรบ้าง?
ตอบ: มีหลายวิธีตามความรุนแรง ได้แก่ การใช้ยา, การทำบอลลูนหัวใจ, การใช้แสงเลเซอร์สลายคราบไขมัน, การใช้หัวกรอ (Rotablator), และการผ่าตัดบายพาสหัวใจ
7. การขยายหลอดเลือดด้วยวิธี Rotablator คืออะไร?
ตอบ: เป็นการใช้หัวกรอที่มีเพชรฝังอยู่ หมุนด้วยความเร็วสูงเพื่อสลายคราบไขมันหรือหินปูนที่เกาะหนาแน่นแข็งมากจนไม่สามารถทำบอลลูนปกติได้
8. การผ่าตัดบายพาสหัวใจ (CABG) ทำอย่างไร?
ตอบ: เป็นการสร้างทางเดินเลือดใหม่โดยนำหลอดเลือดดำจากขาหรือหลอดเลือดแดงที่ผนังหน้าอกมาต่อเลี่ยงจุดที่อุดตัน เพื่อให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจได้ดีขึ้น
9. วิธีการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจในชีวิตประจำวันทำได้อย่างไร?
ตอบ: ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นผักและผลไม้, งดสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์, ออกกำลังกายสม่ำเสมอ, จัดการความเครียด และควบคุมระดับน้ำตาล ความดัน และไขมันในเลือด
10. ควรตรวจสุขภาพเพื่อคัดกรองโรคหลอดเลือดหัวใจเมื่อไหร่?
ตอบ: ควรตรวจวัดความดันโลหิตและเจาะเลือดตรวจไขมัน น้ำตาล เมื่อมีอายุเข้าเกณฑ์เสี่ยง หรือผู้ชายที่มีรอบเอวมากกว่า 90 ซม. และผู้หญิงที่มีรอบเอวมากกว่า 80 ซม.
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
ศูนย์หัวใจ ชั้น 4 โซน C
บทความที่เกี่ยวข้อง


