ความดันโลหิตสูงและความเสี่ยงโรคไต: ทำไมการลดเค็มถึงสำคัญ?
กินเค็มส่งผลต่อความดันและไตอย่างไร?
โดยปกติเมื่ออายุมากขึ้นความดันโลหิตจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน โดยพบว่าผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป จากการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ในหลายประเทศแสดงให้เห็นชัดเจนว่า การรับประทานเค็มมากๆ จะส่งผลให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น หรือมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้ นอกจากนี้ การรับประทานเค็มยังทำให้อัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้นตามลำดับ เนื่องจากมีผลทำให้ผนังกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายหนาตัวขึ้น และส่งผลให้อัตราการกรองของเสียผ่านไตเพื่อขับถ่ายออกทางปัสสาวะมากขึ้น
อีกทั้งการรับประทานเค็มยังทำให้อัตราการขับโปรตีนอัลบูมินออกทางปัสสาวะมากขึ้น ซึ่งการตรวจพบปริมาณอัลบูมินในปัสสาวะถือเป็นตัวบ่งชี้ของภาวะไตเสื่อมในระยะแรก หรือกล่าวง่าย ๆ คือ ทำให้ไตต้องทำงานหนักมากขึ้นนั่นเอง
ในทางตรงกันข้าม จากการสำรวจประชากรที่ไม่ใช้เกลือในการปรุงอาหารเลยพบว่า ความดันโลหิตของประชากรในกลุ่มนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามอายุเช่นเดียวกับประชากรทั่วไป ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการรับประทานเค็มเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง
"เค็ม" ในความหมายทางการแพทย์คืออะไร?
ผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูงควรทำความเข้าใจในความหมายของคำว่า “เค็ม” และ “เกลือ” ตามความหมายของแพทย์ให้ถูกต้อง คำว่า “เกลือ” หรือนักวิชาการบางท่านใช้คำว่า “เกลือแกง” หมายถึง สารที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า โซเดียมคลอไรด์ (Sodiumchloride: NaCl) โดยทั่วไปใช้สำหรับปรุงอาหารเพื่อให้รสเค็ม เกลือโซเดียมมีผลทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น และก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด
ดังนั้น หากแพทย์แนะนำว่าไม่ควรรับประทานเค็มจึงหมายความว่า ให้ลดปริมาณการบริโภคเกลือ รวมถึงผงชูรส เนื่องจากมีส่วนผสมของเกลือโซเดียมเช่นกัน และไม่แนะนำให้ใช้เกลือเทียม เช่น เกลือโพแทสเซียมแทนเกลือแกง เพราะอาจเป็นอันตรายในผู้ที่มีภาวะไตเสื่อมได้

ตารางสรุป: อาหารที่รับประทานได้และอาหารที่ควรงด

5 วิธีควบคุมความดันโลหิต ป้องกันโรคไต
- ลดน้ำหนัก
- หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- งดสูบบุหรี่ เนื่องจากการสูบบุหรี่มีผลทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นชั่วขณะ ถึงแม้ว่าการเลิกสูบบุหรี่อาจไม่มีผลต่อการลดความดันโลหิตในระยะยาว แต่จะช่วยลดการเกิดโรคหัวใจ ถุงลมโป่งพอง และมะเร็งอีกหลายชนิด ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพของผู้ป่วยและคนใกล้ชิด
- ลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควรจำกัดปริมาณให้น้อยกว่าวันละ 2 แก้ว
Q&A ไขข้อข้องใจเรื่องความดันโลหิตสูงและความเสี่ยงโรคไต
1. ทำไมผู้ที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป จึงควรระวังเรื่องความดันโลหิตเป็นพิเศษ?
ตอบ: โดยปกติเมื่ออายุมากขึ้น ความดันโลหิตจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามธรรมชาติ และพบว่าผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่คือผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป
2. การรับประทานอาหารรสเค็มจัดส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไรบ้าง?
ตอบ: ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดเนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายหนาตัวขึ้น และทำให้ไตต้องทำงานหนักในการกรองของเสียมากขึ้น
3. การตรวจปัสสาวะแล้วพบ "โปรตีนอัลบูมิน" หมายถึงอะไร?
ตอบ: เป็นตัวบ่งชี้ว่าเริ่มมีภาวะไตเสื่อมในระยะแรก เพราะไตต้องทำงานหนักจนมีการขับโปรตีนออกมาทางปัสสาวะมากกว่าปกติ
4. จริงหรือไม่ที่ถ้าไม่ปรุงเค็มเลย ความดันโลหิตจะไม่สูงขึ้นตามอายุ?
ตอบ: จากการสำรวจพบว่ากลุ่มประชากรที่ไม่ใช้เกลือปรุงอาหารเลย ความดันโลหิตจะไม่เพิ่มสูงขึ้นตามอายุเหมือนประชากรทั่วไป
5. "เกลือ" ในทางการแพทย์ที่ควรระวังคือสารชนิดใด?
ตอบ: คือ "โซเดียมคลอไรด์" (Sodium chloride: NaCl) ซึ่งเป็นสารที่ให้รสเค็มและส่งผลเสียต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดหากบริโภคมากเกินไป
6. นอกจากเกลือแกงแล้ว มีอะไรอีกบ้างที่มี "โซเดียม" แฝงอยู่?
ตอบ: ผงชูรสเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องระวัง เพราะมีส่วนผสมของเกลือโซเดียมเช่นกัน รวมถึงผงฟู (โซเดียมไบคาร์บอเนต) ที่มักอยู่ในขนมปังและขนมหวาน
7. ผู้ป่วยโรคไตสามารถใช้ "เกลือเทียม" แทนเกลือปกติได้หรือไม่?
ตอบ: ไม่แนะนำให้ใช้เกลือเทียม (เช่น เกลือโพแทสเซียม) แทนเกลือแกง เพราะอาจเกิดอันตรายรุนแรงต่อผู้ที่มีภาวะไตเสื่อมได้
8. อาหารประเภทใดบ้างที่เป็น "แหล่งโซเดียมแฝง" ที่ควรหลีกเลี่ยง?
ตอบ: อาหารหมักดอง (เช่น ไข่เค็ม ผักดอง), อาหารแปรรูป (เช่น ปลากระป๋อง หมูยอ กุนเชียง แฮม), และเครื่องดื่มอย่างน้ำอัดลม
9. การสูบบุหรี่ส่งผลต่อความดันโลหิตอย่างไร?
ตอบ: การสูบบุหรี่ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นในชั่วขณะ แม้การเลิกสูบอาจไม่ลดความดันในระยะยาว แต่ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและมะเร็งได้
10. วิธีการดูแลตัวเองเพื่อควบคุมความดันและป้องกันโรคไตมีอะไรบ้าง?
ตอบ: ควรลดน้ำหนัก, หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม, ออกกำลังกายสม่ำเสมอ, งดสูบบุหรี่ และจำกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้ไม่เกินวันละ 2 แก้ว
สอบถามช้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์โรคไต ชั้น 6 โซน C
บทความที่เกี่ยวข้อง
กินเค็มส่งผลต่อความดันและไตอย่างไร?
โดยปกติเมื่ออายุมากขึ้นความดันโลหิตจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน โดยพบว่าผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป จากการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ในหลายประเทศแสดงให้เห็นชัดเจนว่า การรับประทานเค็มมากๆ จะส่งผลให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น หรือมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้ นอกจากนี้ การรับประทานเค็มยังทำให้อัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้นตามลำดับ เนื่องจากมีผลทำให้ผนังกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายหนาตัวขึ้น และส่งผลให้อัตราการกรองของเสียผ่านไตเพื่อขับถ่ายออกทางปัสสาวะมากขึ้น
อีกทั้งการรับประทานเค็มยังทำให้อัตราการขับโปรตีนอัลบูมินออกทางปัสสาวะมากขึ้น ซึ่งการตรวจพบปริมาณอัลบูมินในปัสสาวะถือเป็นตัวบ่งชี้ของภาวะไตเสื่อมในระยะแรก หรือกล่าวง่าย ๆ คือ ทำให้ไตต้องทำงานหนักมากขึ้นนั่นเอง
ในทางตรงกันข้าม จากการสำรวจประชากรที่ไม่ใช้เกลือในการปรุงอาหารเลยพบว่า ความดันโลหิตของประชากรในกลุ่มนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามอายุเช่นเดียวกับประชากรทั่วไป ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการรับประทานเค็มเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง
"เค็ม" ในความหมายทางการแพทย์คืออะไร?
ผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูงควรทำความเข้าใจในความหมายของคำว่า “เค็ม” และ “เกลือ” ตามความหมายของแพทย์ให้ถูกต้อง คำว่า “เกลือ” หรือนักวิชาการบางท่านใช้คำว่า “เกลือแกง” หมายถึง สารที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า โซเดียมคลอไรด์ (Sodiumchloride: NaCl) โดยทั่วไปใช้สำหรับปรุงอาหารเพื่อให้รสเค็ม เกลือโซเดียมมีผลทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น และก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด
ดังนั้น หากแพทย์แนะนำว่าไม่ควรรับประทานเค็มจึงหมายความว่า ให้ลดปริมาณการบริโภคเกลือ รวมถึงผงชูรส เนื่องจากมีส่วนผสมของเกลือโซเดียมเช่นกัน และไม่แนะนำให้ใช้เกลือเทียม เช่น เกลือโพแทสเซียมแทนเกลือแกง เพราะอาจเป็นอันตรายในผู้ที่มีภาวะไตเสื่อมได้

ตารางสรุป: อาหารที่รับประทานได้และอาหารที่ควรงด

5 วิธีควบคุมความดันโลหิต ป้องกันโรคไต
- ลดน้ำหนัก
- หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- งดสูบบุหรี่ เนื่องจากการสูบบุหรี่มีผลทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นชั่วขณะ ถึงแม้ว่าการเลิกสูบบุหรี่อาจไม่มีผลต่อการลดความดันโลหิตในระยะยาว แต่จะช่วยลดการเกิดโรคหัวใจ ถุงลมโป่งพอง และมะเร็งอีกหลายชนิด ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพของผู้ป่วยและคนใกล้ชิด
- ลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควรจำกัดปริมาณให้น้อยกว่าวันละ 2 แก้ว
Q&A ไขข้อข้องใจเรื่องความดันโลหิตสูงและความเสี่ยงโรคไต
1. ทำไมผู้ที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป จึงควรระวังเรื่องความดันโลหิตเป็นพิเศษ?
ตอบ: โดยปกติเมื่ออายุมากขึ้น ความดันโลหิตจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามธรรมชาติ และพบว่าผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่คือผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป
2. การรับประทานอาหารรสเค็มจัดส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไรบ้าง?
ตอบ: ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดเนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายหนาตัวขึ้น และทำให้ไตต้องทำงานหนักในการกรองของเสียมากขึ้น
3. การตรวจปัสสาวะแล้วพบ "โปรตีนอัลบูมิน" หมายถึงอะไร?
ตอบ: เป็นตัวบ่งชี้ว่าเริ่มมีภาวะไตเสื่อมในระยะแรก เพราะไตต้องทำงานหนักจนมีการขับโปรตีนออกมาทางปัสสาวะมากกว่าปกติ
4. จริงหรือไม่ที่ถ้าไม่ปรุงเค็มเลย ความดันโลหิตจะไม่สูงขึ้นตามอายุ?
ตอบ: จากการสำรวจพบว่ากลุ่มประชากรที่ไม่ใช้เกลือปรุงอาหารเลย ความดันโลหิตจะไม่เพิ่มสูงขึ้นตามอายุเหมือนประชากรทั่วไป
5. "เกลือ" ในทางการแพทย์ที่ควรระวังคือสารชนิดใด?
ตอบ: คือ "โซเดียมคลอไรด์" (Sodium chloride: NaCl) ซึ่งเป็นสารที่ให้รสเค็มและส่งผลเสียต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดหากบริโภคมากเกินไป
6. นอกจากเกลือแกงแล้ว มีอะไรอีกบ้างที่มี "โซเดียม" แฝงอยู่?
ตอบ: ผงชูรสเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องระวัง เพราะมีส่วนผสมของเกลือโซเดียมเช่นกัน รวมถึงผงฟู (โซเดียมไบคาร์บอเนต) ที่มักอยู่ในขนมปังและขนมหวาน
7. ผู้ป่วยโรคไตสามารถใช้ "เกลือเทียม" แทนเกลือปกติได้หรือไม่?
ตอบ: ไม่แนะนำให้ใช้เกลือเทียม (เช่น เกลือโพแทสเซียม) แทนเกลือแกง เพราะอาจเกิดอันตรายรุนแรงต่อผู้ที่มีภาวะไตเสื่อมได้
8. อาหารประเภทใดบ้างที่เป็น "แหล่งโซเดียมแฝง" ที่ควรหลีกเลี่ยง?
ตอบ: อาหารหมักดอง (เช่น ไข่เค็ม ผักดอง), อาหารแปรรูป (เช่น ปลากระป๋อง หมูยอ กุนเชียง แฮม), และเครื่องดื่มอย่างน้ำอัดลม
9. การสูบบุหรี่ส่งผลต่อความดันโลหิตอย่างไร?
ตอบ: การสูบบุหรี่ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นในชั่วขณะ แม้การเลิกสูบอาจไม่ลดความดันในระยะยาว แต่ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและมะเร็งได้
10. วิธีการดูแลตัวเองเพื่อควบคุมความดันและป้องกันโรคไตมีอะไรบ้าง?
ตอบ: ควรลดน้ำหนัก, หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม, ออกกำลังกายสม่ำเสมอ, งดสูบบุหรี่ และจำกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้ไม่เกินวันละ 2 แก้ว
สอบถามช้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์โรคไต ชั้น 6 โซน C
บทความที่เกี่ยวข้อง


