logo
โรคหัวใจและหลอดเลือดกับยาบรรเทาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)

โรคหัวใจและหลอดเลือดกับยาบรรเทาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)

ยาบรรเทาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เป็นยาที่ต้องใช้อย่างระมัดระวังในผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด   

ยาบรรเทาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) คืออะไร?

ยาบรรเทาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ สามารถเรียกย่อ ๆ ว่า “เอ็นเสด (NSAIDs)” มีชื่อเต็มคือ “non-steroidal anti-inflammatory drugs” ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบที่เรียกว่า “ไซ-โคล-ออก-ซี-จิ-เนส (cyclooxygenase) หรือค็อกซ์ (COX)” ซึ่งมี 2 ชนิด ได้แก่ ชนิดที่ 1 (หรือ COX-1) และชนิดที่ 2 (หรือ COX-2) โดยเมื่อยายับยั้งการทำงานของเอนไซม์ดังกล่าว จะส่งผลลดการสร้างสารก่อการอักเสบและความปวด ทำให้การอักเสบลดลงและหายปวดได้

ยากลุ่มนี้แบ่งตามความสามารถในการยับยั้ง COX แต่ละชนิด ซึ่งช่วยให้ทำนายอาการไม่พึงประสงค์ต่อหัวใจและหลอดเลือดของยาแต่ละชนิดได้

ตารางการแบ่งกลุ่มยา NSAIDs ตามความสามารถในการยับยั้ง COX แต่ละชนิด

ผลกระทบหลักของยา NSAIDs ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด

1. ผลต่อการทำงานของไตและโรคความดันโลหิตสูง (hypertension)

ยากลุ่ม NSAIDs ส่งผลให้หลอดเลือดในร่างกายหดตัวโดยเฉพาะหลอดเลือดที่ไต ทำให้การทำงานของไตลดลง อาจทำให้เกิดไตวายเฉียบพลันได้ในผู้ป่วยบางราย (พบประมาณร้อยละ 4) รวมถึงยังมีผลลดการขับออกของโซเดียมและน้ำจนเกิดการคั่งของน้ำในร่างกาย ทำให้มีความดันโลหิตสูงขึ้น 5 - 6 มิลลิเมตรปรอท หลังจากรับประทานยาติดต่อกันเป็นระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ และส่วนใหญ่ความดันโลหิตจะกลับมาเป็นปกติ ภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากหยุดยา

2. ผลต่อการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด (thrombosis)

ยา NSAIDs ที่สามารถยับยั้งเอนไซม์ COX-2 ได้มากอาจทำให้เกล็ดเลือดเกาะกลุ่มกันได้ง่ายขึ้น เพิ่ม ความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดมากกว่ายาที่ยับยั้งเอนไซม์ COX-1 ได้ดี ซึ่งอาจส่งผลต่อ ระบบหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ ภาวะลิ่มเลือดอุดกั้นในหลอดเลือดปอด ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ภาวะหลอดเลือดสมองตีบตัน ภาวะอุดตันของหลอดเลือดแดงส่วนปลาย และภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย โดย NSAIDs แต่ละชนิดเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะดังกล่าวได้แตกต่างกัน เช่น ผู้ป่วยที่รับประทานยา NSAIDs ที่สามารถยับยั้งเอนไซม์ COX-2 ได้มาก ตั้งแต่ 4 วันขึ้นไปต่อเดือน เป็นระยะเวลา 5 ปี พบว่ามีความเสี่ยงของการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำมากกว่าผู้ที่ไม่ได้ใช้ยา 2 เท่า ส่วนผู้ที่ใช้ยา NSAIDs กลุ่มที่ยับยั้งเอนไซม์ COX แบบไม่จำเพาะเจาะจง จะมีความเสี่ยงของการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำมากกว่าผู้ที่ไม่ได้ใช้ยา 1.3 เท่า นอกจากนี้เมื่อพิจารณาเฉพาะการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย พบว่าผู้ที่ใช้ยา NSAIDs ที่สามารถยับยั้งเอนไซม์ COX-2 ได้มาก จะมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ที่ใช้ยา NSAIDs ในกลุ่มที่ยับยั้งเอนไซม์ COX แบบไม่จำเพาะเจาะจงประมาณ 1.5 เท่า

3. ผลต่อโรคหัวใจล้มเหลว (heart failure)

ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันสามารถเกิดได้จากผลของยา NSAIDs ที่ทำให้เกิดการคั่งของน้ำ อีกทั้ง ความดันโลหิตที่สูงขึ้นส่งผลให้หัวใจทำงานหนักมากขึ้น หรือเกิดจากผลของยา NSAIDs ที่ทำให้มีลิ่มเลือดหรือ เกิดก้อนเลือดอุดตันบริเวณกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งอาจทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดจนถึงกล้ามเนื้อตายได้ ดังนั้นสาเหตุที่กล่าวมานี้สามารถทำให้ผู้ป่วยเกิดโรคหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันได้ นอกจากนั้นการเกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน ความดันโลหิตสูง และภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดยังสามารถเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ผู้ป่วย หัวใจล้มเหลวเรื้อรังมีอาการแย่ลงและเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันได้ ซึ่งพบว่ายา NSAIDs เป็นสาเหตุกระตุ้น การกำเริบของภาวะหัวใจล้มเหลวประมาณร้อยละ 32

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดในการใช้ยากลุ่ม NSAIDs

ข้อมูลต่อไปนี้เป็นเพียงคำแนะนำเบื้องต้นทั่วไป ผู้ป่วยแต่ละรายล้วนมีสภาวะเฉพาะตัวซึ่งทำให้เหมาะหรือไม่เหมาะสมในการใช้ยาแตกต่างกันไป จึงควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งก่อนใช้ยาเหล่านี้

  • ยา NSAIDs ชนิดทาภายนอก สามารถใช้ในผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างปลอดภัย เนื่องจากเป็นยาใช้เฉพาะที่จึงดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้น้อย และไม่ทำให้เกิดผลที่ได้กล่าวไปข้างต้น
  • แนะนำให้ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงหลีกเลี่ยงการใช้ยา NSAIDs และหากจำเป็นต้องใช้ แนะนำให้รับประทานยาขนาดต่ำที่สุดที่สามารถบรรเทาอาการปวดและอักเสบได้ และไม่ควรใช้ติดต่อกันเกิน 1-2 สัปดาห์ พร้อมทั้งวัดติดตามความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ หากพบว่ารับประทานยาแล้วมีความดันโลหิตสูงขึ้นกว่าปกติ ควรหยุดยาแล้วรีบไปพบแพทย์
  • เมื่อรับประทานยา NSAIDs แนะนำดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปที่ไต ซึ่งสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดไตวายเฉียบพลันได้ ทั้งนี้หากผู้ป่วยมีโรคร่วมที่ต้องจำกัดปริมาณน้ำในแต่ละวันควรจำกัดน้ำตามคำแนะนำของแพทย์
  • ผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวเรื้อรังควรหลีกเลี่ยงการใช้ยา NSAIDs เนื่องจากยาอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันได้
  • ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือมีโรคหัวใจและหลอดเลือดอื่น ๆ อยู่ก่อน เป็นต้น ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่ม NSAIDs ชนิดที่มีความสามารถในการยับยั้งเอนไซม์ COX-2 ได้มาก เช่น เซเลค็อกสิบ เอทอริค็อกสิบ พาเรค็อกสิบ เป็นต้น
  • หากผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดจำเป็นต้องใช้ยากลุ่ม NSAIDs แนะนำให้ใช้ยานาพร็อกเซนในขนาดต่ำที่สุดและใช้เป็นระยะเวลาสั้นที่สุด เนื่องจากมีการศึกษาแสดงให้เห็นว่ามีความปลอดภัยในผู้ป่วยกลุ่มนี้มากกว่ายา NSAIDs ชนิดอื่น

“ยาบรรเทาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์” ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันนั้น มีทั้งประโยชน์และโทษ โดยเฉพาะหากใช้ยาไม่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคนอาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงได้ อย่างไรก็ตามข้อมูลเหล่านี้เพียงช่วยให้ได้ตระหนัก แต่ไม่ควรตระหนกมากเกินไปเกี่ยวกับยากลุ่มนี้ สิ่งสำคัญที่สุด คือ ก่อนใช้ยากลุ่ม NSAIDs ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเพื่อให้ได้รับคำแนะนำทั้งเกี่ยวกับการใช้ยาและการปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม

ข้อมูลจาก: คลังข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


Q&A เกี่ยวกับยาบรรเทาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์

1. ยาบรรเทาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) คืออะไร?

ตอบ: เป็นยากลุ่มที่ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไซโคลออกซิเนส (COX) ช่วยลดสารก่อการอักเสบและบรรเทาอาการปวด แต่ต้องใช้อย่างระมัดระวังในผู้ป่วยโรคหัวใจ

2. ทำไมยา NSAIDs ถึงส่งผลต่อโรคความดันโลหิตสูง?

ตอบ: เพราะยากลุ่มนี้ทำให้หลอดเลือดหดตัว ลดการขับโซเดียมและน้ำ ส่งผลให้เกิดการคั่งของน้ำในร่างกาย และทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น 5-6 มิลลิเมตรปรอทหลังกินติดต่อกันประมาณ 2 สัปดาห์

3. ยา NSAIDs ทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันได้อย่างไร?

ตอบ: ยาที่ยับยั้งเอนไซม์ COX-2 ได้มากอาจทำให้เกล็ดเลือดเกาะกลุ่มกันง่ายขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ หลอดเลือดหัวใจตีบตัน หรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย

4. ยา NSAIDs สัมพันธ์กับโรคหัวใจล้มเหลวอย่างไร?

ตอบ: การคั่งของน้ำและความดันโลหิตที่สูงขึ้นจากยา ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ประกอบกับความเสี่ยงเรื่องลิ่มเลือดอุดตัน อาจกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันได้

5. ยา NSAIDs ชนิดทาภายนอก ปลอดภัยสำหรับคนเป็นโรคหัวใจไหม?

ตอบ: มีความปลอดภัย เนื่องจากเป็นยาใช้เฉพาะที่ ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้น้อยมาก จึงไม่ส่งผลกระทบต่อความดันโลหิตหรือระบบหัวใจและหลอดเลือดเหมือนยารับประทาน

6. ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจ ควรหลีกเลี่ยงยา NSAIDs กลุ่มใด?

ตอบ: ควรหลีกเลี่ยงยากลุ่มที่ยับยั้งเอนไซม์ COX-2 ได้มาก เช่น เซเลค็อกสิบ (Celecoxib), เอทอริค็อกสิบ (Etoricoxib) และพาเรค็อกสิบ (Parecoxib)

7. การดื่มน้ำช่วยลดความเสี่ยงจากยา NSAIDs ได้อย่างไร?

ตอบ: การดื่มน้ำให้เพียงพอ ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปที่ไต ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันจากยา NSAIDs (ยกเว้นผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวต้องจำกัดน้ำตามแพทย์สั่ง)

8. หากกินยา NSAIDs แล้วมีความดันโลหิตสูงขึ้นควรทำอย่างไร?

ตอบ: ควรหยุดยาในทันที และรีบไปพบแพทย์หรือปรึกษาเภสัชกร เนื่องจากโดยทั่วไปความดันโลหิตจะกลับมาเป็นปกติภายใน 24 ชั่วโมงหลังหยุดยา

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์หัวใจ ชั้น 4 โซน C

บทความที่เกี่ยวข้อง

ยาบรรเทาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เป็นยาที่ต้องใช้อย่างระมัดระวังในผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด   

ยาบรรเทาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) คืออะไร?

ยาบรรเทาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ สามารถเรียกย่อ ๆ ว่า “เอ็นเสด (NSAIDs)” มีชื่อเต็มคือ “non-steroidal anti-inflammatory drugs” ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบที่เรียกว่า “ไซ-โคล-ออก-ซี-จิ-เนส (cyclooxygenase) หรือค็อกซ์ (COX)” ซึ่งมี 2 ชนิด ได้แก่ ชนิดที่ 1 (หรือ COX-1) และชนิดที่ 2 (หรือ COX-2) โดยเมื่อยายับยั้งการทำงานของเอนไซม์ดังกล่าว จะส่งผลลดการสร้างสารก่อการอักเสบและความปวด ทำให้การอักเสบลดลงและหายปวดได้

ยากลุ่มนี้แบ่งตามความสามารถในการยับยั้ง COX แต่ละชนิด ซึ่งช่วยให้ทำนายอาการไม่พึงประสงค์ต่อหัวใจและหลอดเลือดของยาแต่ละชนิดได้

ตารางการแบ่งกลุ่มยา NSAIDs ตามความสามารถในการยับยั้ง COX แต่ละชนิด

ผลกระทบหลักของยา NSAIDs ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด

1. ผลต่อการทำงานของไตและโรคความดันโลหิตสูง (hypertension)

ยากลุ่ม NSAIDs ส่งผลให้หลอดเลือดในร่างกายหดตัวโดยเฉพาะหลอดเลือดที่ไต ทำให้การทำงานของไตลดลง อาจทำให้เกิดไตวายเฉียบพลันได้ในผู้ป่วยบางราย (พบประมาณร้อยละ 4) รวมถึงยังมีผลลดการขับออกของโซเดียมและน้ำจนเกิดการคั่งของน้ำในร่างกาย ทำให้มีความดันโลหิตสูงขึ้น 5 - 6 มิลลิเมตรปรอท หลังจากรับประทานยาติดต่อกันเป็นระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ และส่วนใหญ่ความดันโลหิตจะกลับมาเป็นปกติ ภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากหยุดยา

2. ผลต่อการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด (thrombosis)

ยา NSAIDs ที่สามารถยับยั้งเอนไซม์ COX-2 ได้มากอาจทำให้เกล็ดเลือดเกาะกลุ่มกันได้ง่ายขึ้น เพิ่ม ความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดมากกว่ายาที่ยับยั้งเอนไซม์ COX-1 ได้ดี ซึ่งอาจส่งผลต่อ ระบบหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ ภาวะลิ่มเลือดอุดกั้นในหลอดเลือดปอด ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ภาวะหลอดเลือดสมองตีบตัน ภาวะอุดตันของหลอดเลือดแดงส่วนปลาย และภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย โดย NSAIDs แต่ละชนิดเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะดังกล่าวได้แตกต่างกัน เช่น ผู้ป่วยที่รับประทานยา NSAIDs ที่สามารถยับยั้งเอนไซม์ COX-2 ได้มาก ตั้งแต่ 4 วันขึ้นไปต่อเดือน เป็นระยะเวลา 5 ปี พบว่ามีความเสี่ยงของการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำมากกว่าผู้ที่ไม่ได้ใช้ยา 2 เท่า ส่วนผู้ที่ใช้ยา NSAIDs กลุ่มที่ยับยั้งเอนไซม์ COX แบบไม่จำเพาะเจาะจง จะมีความเสี่ยงของการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำมากกว่าผู้ที่ไม่ได้ใช้ยา 1.3 เท่า นอกจากนี้เมื่อพิจารณาเฉพาะการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย พบว่าผู้ที่ใช้ยา NSAIDs ที่สามารถยับยั้งเอนไซม์ COX-2 ได้มาก จะมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ที่ใช้ยา NSAIDs ในกลุ่มที่ยับยั้งเอนไซม์ COX แบบไม่จำเพาะเจาะจงประมาณ 1.5 เท่า

3. ผลต่อโรคหัวใจล้มเหลว (heart failure)

ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันสามารถเกิดได้จากผลของยา NSAIDs ที่ทำให้เกิดการคั่งของน้ำ อีกทั้ง ความดันโลหิตที่สูงขึ้นส่งผลให้หัวใจทำงานหนักมากขึ้น หรือเกิดจากผลของยา NSAIDs ที่ทำให้มีลิ่มเลือดหรือ เกิดก้อนเลือดอุดตันบริเวณกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งอาจทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดจนถึงกล้ามเนื้อตายได้ ดังนั้นสาเหตุที่กล่าวมานี้สามารถทำให้ผู้ป่วยเกิดโรคหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันได้ นอกจากนั้นการเกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน ความดันโลหิตสูง และภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดยังสามารถเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ผู้ป่วย หัวใจล้มเหลวเรื้อรังมีอาการแย่ลงและเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันได้ ซึ่งพบว่ายา NSAIDs เป็นสาเหตุกระตุ้น การกำเริบของภาวะหัวใจล้มเหลวประมาณร้อยละ 32

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดในการใช้ยากลุ่ม NSAIDs

ข้อมูลต่อไปนี้เป็นเพียงคำแนะนำเบื้องต้นทั่วไป ผู้ป่วยแต่ละรายล้วนมีสภาวะเฉพาะตัวซึ่งทำให้เหมาะหรือไม่เหมาะสมในการใช้ยาแตกต่างกันไป จึงควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งก่อนใช้ยาเหล่านี้

  • ยา NSAIDs ชนิดทาภายนอก สามารถใช้ในผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างปลอดภัย เนื่องจากเป็นยาใช้เฉพาะที่จึงดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้น้อย และไม่ทำให้เกิดผลที่ได้กล่าวไปข้างต้น
  • แนะนำให้ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงหลีกเลี่ยงการใช้ยา NSAIDs และหากจำเป็นต้องใช้ แนะนำให้รับประทานยาขนาดต่ำที่สุดที่สามารถบรรเทาอาการปวดและอักเสบได้ และไม่ควรใช้ติดต่อกันเกิน 1-2 สัปดาห์ พร้อมทั้งวัดติดตามความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ หากพบว่ารับประทานยาแล้วมีความดันโลหิตสูงขึ้นกว่าปกติ ควรหยุดยาแล้วรีบไปพบแพทย์
  • เมื่อรับประทานยา NSAIDs แนะนำดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปที่ไต ซึ่งสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดไตวายเฉียบพลันได้ ทั้งนี้หากผู้ป่วยมีโรคร่วมที่ต้องจำกัดปริมาณน้ำในแต่ละวันควรจำกัดน้ำตามคำแนะนำของแพทย์
  • ผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวเรื้อรังควรหลีกเลี่ยงการใช้ยา NSAIDs เนื่องจากยาอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันได้
  • ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น ผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือมีโรคหัวใจและหลอดเลือดอื่น ๆ อยู่ก่อน เป็นต้น ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่ม NSAIDs ชนิดที่มีความสามารถในการยับยั้งเอนไซม์ COX-2 ได้มาก เช่น เซเลค็อกสิบ เอทอริค็อกสิบ พาเรค็อกสิบ เป็นต้น
  • หากผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดจำเป็นต้องใช้ยากลุ่ม NSAIDs แนะนำให้ใช้ยานาพร็อกเซนในขนาดต่ำที่สุดและใช้เป็นระยะเวลาสั้นที่สุด เนื่องจากมีการศึกษาแสดงให้เห็นว่ามีความปลอดภัยในผู้ป่วยกลุ่มนี้มากกว่ายา NSAIDs ชนิดอื่น

“ยาบรรเทาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์” ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันนั้น มีทั้งประโยชน์และโทษ โดยเฉพาะหากใช้ยาไม่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคนอาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงได้ อย่างไรก็ตามข้อมูลเหล่านี้เพียงช่วยให้ได้ตระหนัก แต่ไม่ควรตระหนกมากเกินไปเกี่ยวกับยากลุ่มนี้ สิ่งสำคัญที่สุด คือ ก่อนใช้ยากลุ่ม NSAIDs ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเพื่อให้ได้รับคำแนะนำทั้งเกี่ยวกับการใช้ยาและการปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม

ข้อมูลจาก: คลังข้อมูลยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


Q&A เกี่ยวกับยาบรรเทาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์

1. ยาบรรเทาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) คืออะไร?

ตอบ: เป็นยากลุ่มที่ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไซโคลออกซิเนส (COX) ช่วยลดสารก่อการอักเสบและบรรเทาอาการปวด แต่ต้องใช้อย่างระมัดระวังในผู้ป่วยโรคหัวใจ

2. ทำไมยา NSAIDs ถึงส่งผลต่อโรคความดันโลหิตสูง?

ตอบ: เพราะยากลุ่มนี้ทำให้หลอดเลือดหดตัว ลดการขับโซเดียมและน้ำ ส่งผลให้เกิดการคั่งของน้ำในร่างกาย และทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น 5-6 มิลลิเมตรปรอทหลังกินติดต่อกันประมาณ 2 สัปดาห์

3. ยา NSAIDs ทำให้เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันได้อย่างไร?

ตอบ: ยาที่ยับยั้งเอนไซม์ COX-2 ได้มากอาจทำให้เกล็ดเลือดเกาะกลุ่มกันง่ายขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ หลอดเลือดหัวใจตีบตัน หรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย

4. ยา NSAIDs สัมพันธ์กับโรคหัวใจล้มเหลวอย่างไร?

ตอบ: การคั่งของน้ำและความดันโลหิตที่สูงขึ้นจากยา ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ประกอบกับความเสี่ยงเรื่องลิ่มเลือดอุดตัน อาจกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันได้

5. ยา NSAIDs ชนิดทาภายนอก ปลอดภัยสำหรับคนเป็นโรคหัวใจไหม?

ตอบ: มีความปลอดภัย เนื่องจากเป็นยาใช้เฉพาะที่ ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้น้อยมาก จึงไม่ส่งผลกระทบต่อความดันโลหิตหรือระบบหัวใจและหลอดเลือดเหมือนยารับประทาน

6. ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจ ควรหลีกเลี่ยงยา NSAIDs กลุ่มใด?

ตอบ: ควรหลีกเลี่ยงยากลุ่มที่ยับยั้งเอนไซม์ COX-2 ได้มาก เช่น เซเลค็อกสิบ (Celecoxib), เอทอริค็อกสิบ (Etoricoxib) และพาเรค็อกสิบ (Parecoxib)

7. การดื่มน้ำช่วยลดความเสี่ยงจากยา NSAIDs ได้อย่างไร?

ตอบ: การดื่มน้ำให้เพียงพอ ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปที่ไต ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันจากยา NSAIDs (ยกเว้นผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวต้องจำกัดน้ำตามแพทย์สั่ง)

8. หากกินยา NSAIDs แล้วมีความดันโลหิตสูงขึ้นควรทำอย่างไร?

ตอบ: ควรหยุดยาในทันที และรีบไปพบแพทย์หรือปรึกษาเภสัชกร เนื่องจากโดยทั่วไปความดันโลหิตจะกลับมาเป็นปกติภายใน 24 ชั่วโมงหลังหยุดยา

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 
ศูนย์หัวใจ ชั้น 4 โซน C

บทความที่เกี่ยวข้อง