เบาหวานขึ้นจอตา อันตรายแค่ไหน?
เบาหวานขึ้นจอตา (Diabetic Retinopathy: DR) คือภาวะที่จอตาเปลี่ยนแปลงไปเพราะโรคเบาหวานเนื่องจากน้ำตาลในเลือดที่สูงจะทำให้หลอดเลือดและระบบประสาทเสื่อมลง ส่งผลให้อวัยวะต่าง ๆ รวมทั้งจอตาทำงานผิดไปแต่อาจไม่แสดงอาการ ซึ่งจักษุแพทย์สามารถตรวจพบได้ และจะนัดตรวจต่อเนื่องตามความรุนแรงของโรค เพราะอาจต้องให้การรักษาเพื่อควบคุมความเสื่อมและป้องกันการสูญเสียการมองเห็น โดยแบ่งได้เป็น 2 ระยะตามความรุนแรงของโรค คือ
1. ระยะที่ยังไม่มีการสร้างหลอดเลือดใหม่ 2. ระยะที่มีการสร้างหลอดเลือดใหม่
เป็นเบาหวานควรตรวจเมื่อใด?
ผู้เป็นเบาหวานควรได้รับการนัดหมายเพื่อตรวจตาและขยายม่านตาตรวจจอตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ไม่ควรรอจนมีอาการตามัว เนื่องจากหากตรวจพบเบาหวานขึ้นจอตาจักษุแพทย์สามารถแนะนำการปฏิบัติตัว วิธีป้องกัน และการรักษาตามัวที่อาจเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ เช่น ต้อกระจกจุดภาพชัดบวมเส้นเลือดผิดปกติที่จอตา จอตาขาดเลือด เลือดออกในวุ้นตา พังผืดที่จอตา จอตาลอก และขั้วประสาทตาบวม เป็นต้น
หากตรวจไม่พบการเปลี่ยนแปลงจักษุแพทย์จะพิจารณาระยะการตรวจติดตามที่เหมาะสมตามลักษณะของโรคเบาหวานและโรคประจำตัวอื่น ๆ ของผู้ป่วย สตรีมีครรภ์ที่เป็นเบาหวานจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานขึ้นจอตามากขึ้น และเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นกว่าปกติ ดังนั้น จึงควรได้รับการตรวจจากจักษุแพทย์นอกจากขยายม่านตาตรวจจอตาแล้ว อาจต้องใช้เครื่องมือพิเศษตรวจเพื่อช่วยในการวินิจฉัยแยกโรคและประเมินความรุนแรงของโรค
ผู้ป่วยที่มีภาวะเบาหวานขึ้นจอตาบางรายอาจยังรู้สึกว่าการมองเห็นปกติ แต่ควรได้รับการรักษาแล้วเนื่องจากจอตาและจุดภาพชัดอาจเสื่อมลงอย่างช้า ๆ จนไม่ทันสังเกตว่าตามัวลง และใช้ตาข้างที่ดีกว่าเพียงข้างเดียวในการมอง หรือบริเวณจุดภาพชัดยังคงปกติอยู่แต่จอตาบริเวณที่เสื่อมมากไม่ได้ใช้ในการมอง จึงทำให้ผู้ป่วยคิดว่าสายตาปกติ
แนวทางการรักษาเบาหวานขึ้นจอตา
เมื่อภาวะเบาหวานขึ้นจอตาอยู่ในระยะที่มีการสร้างหลอดเลือดใหม่หรือมีจุดภาพชัดบวม จักษุแพทย์จะทำการรักษาให้แก่ผู้ป่วย ซึ่งแนวทางในการรักษาประกอบด้วย
- การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและระดับน้ำตาลสะสม เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการรักษา รวมทั้งการควบคุมโรคประจำตัวอื่น ๆ เช่น ความดันโลหิตสูงไขมันในเลือดสูงเพื่อช่วยชะลอความเสื่อมและลดโอกาสในการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดที่ตาและอวัยวะอื่น ๆ ได้ การตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ตรวจพบการเปลี่ยนแปลงได้เร็ว สามารถให้การรักษาได้อย่างเหมาะสมเพื่อยับยั้งความเสื่อมที่เกิดจากภาวะเบาหวานขึ้นจอตาได้
- การรักษาด้วยเลเซอร์และการฉีดยาเข้าวุ้นตาเป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลดีในการควบคุมและรักษาความเสื่อมจากภาวะรั่วซึมของหลอดเลือด ภาวะขาดเลือดที่จอตา และหลอดเลือดผิดปกติ ลดโอกาสสูญเสียการมองเห็น ทำให้การมองเห็นดีขึ้นหากบริเวณจุดภาพชัดยังไม่ขาดเลือด
- การผ่าตัด จักษุแพทย์จะพิจารณาแนวทางการรักษาด้วยการผ่าตัดเมื่อผู้ป่วยมีเลือดออกในตามาก และมีพังพืดดึงรั้งมากจนทำให้จอตาบวม จอตาหลุดลอก หรือฉีกขาด
นวัตกรรมทางการแพทย์ในปัจจุบันส่งผลให้ประสิทธิภาพการดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะเบาหวานขึ้นจอตาดีขึ้นมาก มีทางเลือกในการรักษามากขึ้น ดังนั้น ความเข้าใจในภาวะเบาหวาน การควบคุมปัจจัยเสี่ยง การตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งการร่วมกันพิจารณาเลือกแนวทางการรักษาระหว่างจักษุแพทย์กับผู้ป่วยให้เหมาะสมจึงมีความสำคัญมาก เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
Q&A เกี่ยวกับเบาหวานขึ้นจอตา
1 เบาหวานขึ้นจอตา (Diabetic Retinopathy) คืออะไร?
ตอบ: เป็นภาวะแทรกซ้อนทางตาจากโรคเบาหวาน ที่เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรัง ทำให้หลอดเลือดฝอยและระบบประสาทที่จอตาเสื่อมลง จนเกิดการรั่วซึมหรือขาดเลือด และอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็น
2. อาการเตือนในระยะแรกของเบาหวานขึ้นจอตาคืออะไร?
ตอบ: ในระยะแรกส่วนใหญ่ “ไม่มีอาการเตือนใด ๆ” ผู้ป่วยยังคงมองเห็นได้ปกติ ทำให้หลายคนชะล่าใจ อาการตามัวจะเริ่มแสดงเมื่อโรครุนแรงขึ้นหรือลามไปยังจุดภาพชัด
3. โรคเบาหวานขึ้นจอตาแบ่งออกเป็นกี่ระยะ?
ตอบ: แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ระยะที่ยังไม่มีการสร้างหลอดเลือดใหม่ (NPDR) และระยะที่มีการสร้างหลอดเลือดใหม่ (PDR) โดยแต่ละกลุ่มมีระดับความรุนแรงแตกต่างกัน
4. ผู้ป่วยเบาหวานควรตรวจตากับจักษุแพทย์บ่อยแค่ไหน?
ตอบ: ผู้ป่วยเบาหวานทุกคนควรได้รับการตรวจตาและขยายม่านตาเพื่อตรวจจอตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือตามคำแนะนำของจักษุแพทย์อย่างเคร่งครัด
5. ทำไมรู้สึกว่าสายตายังปกติ ถึงยังต้องไปตรวจจอตา?
ตอบ: เพราะในระยะแรกจอตาอาจเสื่อมอย่างช้า ๆ หรือผู้ป่วยใช้ตาข้างที่ดีกว่าช่วยชดเชยการมองเห็น ทำให้ไม่รู้สึกผิดปกติ การรอให้มีอาการตามัวมักเป็นระยะที่โรครุนแรงแล้ว
6. สตรีมีครรภ์ที่เป็นเบาหวานมีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไปอย่างไร?
ตอบ: สตรีที่มีเบาหวานชนิดที่ 1 หรือ 2 อยู่เดิมและตั้งครรภ์ มีความเสี่ยงที่เบาหวานขึ้นจอตาจะเกิดหรือรุนแรงขึ้น จึงควรได้รับการตรวจและติดตามโดยจักษุแพทย์อย่างใกล้ชิด
7. แนวทางการรักษาเบาหวานขึ้นจอตามีอะไรบ้าง?
ตอบ: ประกอบด้วย 3 แนวทางหลักตามความรุนแรง ได้แก่
- ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ความดัน และไขมัน
- การรักษาด้วยเลเซอร์และการฉีดยาเข้าวุ้นตา
- การผ่าตัดในกรณีที่มีเลือดออกในตามากหรือมีพังผืดดึงรั้งจอตา
8. การควบคุมระดับน้ำตาลช่วยชะลอโรคนี้ได้อย่างไร?
ตอบ: ช่วยลดความรุนแรงและการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดฝอยทั่วร่างกาย รวมถึงที่จอตา ทำให้ความเสื่อมดำเนินไปได้ช้าลงและลดโอกาสสูญเสียการมองเห็น
9. เมื่อไหร่ที่แพทย์จะพิจารณาทำการผ่าตัดรักษา?
ตอบ: จักษุแพทย์จะพิจารณาผ่าตัดในกรณีที่มีเลือดออกในวุ้นตาปริมาณมาก หรือมีพังผืดดึงรั้งจนทำให้จอตาฉีกขาดหรือจอตาลอก โดยพิจารณาตามความรุนแรงและความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย
สอบถามช้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ตา ชั้น 4 โซน A
บทความที่เกี่ยวข้อง
เบาหวานขึ้นจอตา (Diabetic Retinopathy: DR) คือภาวะที่จอตาเปลี่ยนแปลงไปเพราะโรคเบาหวานเนื่องจากน้ำตาลในเลือดที่สูงจะทำให้หลอดเลือดและระบบประสาทเสื่อมลง ส่งผลให้อวัยวะต่าง ๆ รวมทั้งจอตาทำงานผิดไปแต่อาจไม่แสดงอาการ ซึ่งจักษุแพทย์สามารถตรวจพบได้ และจะนัดตรวจต่อเนื่องตามความรุนแรงของโรค เพราะอาจต้องให้การรักษาเพื่อควบคุมความเสื่อมและป้องกันการสูญเสียการมองเห็น โดยแบ่งได้เป็น 2 ระยะตามความรุนแรงของโรค คือ
1. ระยะที่ยังไม่มีการสร้างหลอดเลือดใหม่ 2. ระยะที่มีการสร้างหลอดเลือดใหม่
เป็นเบาหวานควรตรวจเมื่อใด?
ผู้เป็นเบาหวานควรได้รับการนัดหมายเพื่อตรวจตาและขยายม่านตาตรวจจอตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ไม่ควรรอจนมีอาการตามัว เนื่องจากหากตรวจพบเบาหวานขึ้นจอตาจักษุแพทย์สามารถแนะนำการปฏิบัติตัว วิธีป้องกัน และการรักษาตามัวที่อาจเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ เช่น ต้อกระจกจุดภาพชัดบวมเส้นเลือดผิดปกติที่จอตา จอตาขาดเลือด เลือดออกในวุ้นตา พังผืดที่จอตา จอตาลอก และขั้วประสาทตาบวม เป็นต้น
หากตรวจไม่พบการเปลี่ยนแปลงจักษุแพทย์จะพิจารณาระยะการตรวจติดตามที่เหมาะสมตามลักษณะของโรคเบาหวานและโรคประจำตัวอื่น ๆ ของผู้ป่วย สตรีมีครรภ์ที่เป็นเบาหวานจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานขึ้นจอตามากขึ้น และเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นกว่าปกติ ดังนั้น จึงควรได้รับการตรวจจากจักษุแพทย์นอกจากขยายม่านตาตรวจจอตาแล้ว อาจต้องใช้เครื่องมือพิเศษตรวจเพื่อช่วยในการวินิจฉัยแยกโรคและประเมินความรุนแรงของโรค
ผู้ป่วยที่มีภาวะเบาหวานขึ้นจอตาบางรายอาจยังรู้สึกว่าการมองเห็นปกติ แต่ควรได้รับการรักษาแล้วเนื่องจากจอตาและจุดภาพชัดอาจเสื่อมลงอย่างช้า ๆ จนไม่ทันสังเกตว่าตามัวลง และใช้ตาข้างที่ดีกว่าเพียงข้างเดียวในการมอง หรือบริเวณจุดภาพชัดยังคงปกติอยู่แต่จอตาบริเวณที่เสื่อมมากไม่ได้ใช้ในการมอง จึงทำให้ผู้ป่วยคิดว่าสายตาปกติ
แนวทางการรักษาเบาหวานขึ้นจอตา
เมื่อภาวะเบาหวานขึ้นจอตาอยู่ในระยะที่มีการสร้างหลอดเลือดใหม่หรือมีจุดภาพชัดบวม จักษุแพทย์จะทำการรักษาให้แก่ผู้ป่วย ซึ่งแนวทางในการรักษาประกอบด้วย
- การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและระดับน้ำตาลสะสม เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการรักษา รวมทั้งการควบคุมโรคประจำตัวอื่น ๆ เช่น ความดันโลหิตสูงไขมันในเลือดสูงเพื่อช่วยชะลอความเสื่อมและลดโอกาสในการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดที่ตาและอวัยวะอื่น ๆ ได้ การตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ตรวจพบการเปลี่ยนแปลงได้เร็ว สามารถให้การรักษาได้อย่างเหมาะสมเพื่อยับยั้งความเสื่อมที่เกิดจากภาวะเบาหวานขึ้นจอตาได้
- การรักษาด้วยเลเซอร์และการฉีดยาเข้าวุ้นตาเป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลดีในการควบคุมและรักษาความเสื่อมจากภาวะรั่วซึมของหลอดเลือด ภาวะขาดเลือดที่จอตา และหลอดเลือดผิดปกติ ลดโอกาสสูญเสียการมองเห็น ทำให้การมองเห็นดีขึ้นหากบริเวณจุดภาพชัดยังไม่ขาดเลือด
- การผ่าตัด จักษุแพทย์จะพิจารณาแนวทางการรักษาด้วยการผ่าตัดเมื่อผู้ป่วยมีเลือดออกในตามาก และมีพังพืดดึงรั้งมากจนทำให้จอตาบวม จอตาหลุดลอก หรือฉีกขาด
นวัตกรรมทางการแพทย์ในปัจจุบันส่งผลให้ประสิทธิภาพการดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะเบาหวานขึ้นจอตาดีขึ้นมาก มีทางเลือกในการรักษามากขึ้น ดังนั้น ความเข้าใจในภาวะเบาหวาน การควบคุมปัจจัยเสี่ยง การตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งการร่วมกันพิจารณาเลือกแนวทางการรักษาระหว่างจักษุแพทย์กับผู้ป่วยให้เหมาะสมจึงมีความสำคัญมาก เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
Q&A เกี่ยวกับเบาหวานขึ้นจอตา
1 เบาหวานขึ้นจอตา (Diabetic Retinopathy) คืออะไร?
ตอบ: เป็นภาวะแทรกซ้อนทางตาจากโรคเบาหวาน ที่เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรัง ทำให้หลอดเลือดฝอยและระบบประสาทที่จอตาเสื่อมลง จนเกิดการรั่วซึมหรือขาดเลือด และอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็น
2. อาการเตือนในระยะแรกของเบาหวานขึ้นจอตาคืออะไร?
ตอบ: ในระยะแรกส่วนใหญ่ “ไม่มีอาการเตือนใด ๆ” ผู้ป่วยยังคงมองเห็นได้ปกติ ทำให้หลายคนชะล่าใจ อาการตามัวจะเริ่มแสดงเมื่อโรครุนแรงขึ้นหรือลามไปยังจุดภาพชัด
3. โรคเบาหวานขึ้นจอตาแบ่งออกเป็นกี่ระยะ?
ตอบ: แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ระยะที่ยังไม่มีการสร้างหลอดเลือดใหม่ (NPDR) และระยะที่มีการสร้างหลอดเลือดใหม่ (PDR) โดยแต่ละกลุ่มมีระดับความรุนแรงแตกต่างกัน
4. ผู้ป่วยเบาหวานควรตรวจตากับจักษุแพทย์บ่อยแค่ไหน?
ตอบ: ผู้ป่วยเบาหวานทุกคนควรได้รับการตรวจตาและขยายม่านตาเพื่อตรวจจอตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือตามคำแนะนำของจักษุแพทย์อย่างเคร่งครัด
5. ทำไมรู้สึกว่าสายตายังปกติ ถึงยังต้องไปตรวจจอตา?
ตอบ: เพราะในระยะแรกจอตาอาจเสื่อมอย่างช้า ๆ หรือผู้ป่วยใช้ตาข้างที่ดีกว่าช่วยชดเชยการมองเห็น ทำให้ไม่รู้สึกผิดปกติ การรอให้มีอาการตามัวมักเป็นระยะที่โรครุนแรงแล้ว
6. สตรีมีครรภ์ที่เป็นเบาหวานมีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไปอย่างไร?
ตอบ: สตรีที่มีเบาหวานชนิดที่ 1 หรือ 2 อยู่เดิมและตั้งครรภ์ มีความเสี่ยงที่เบาหวานขึ้นจอตาจะเกิดหรือรุนแรงขึ้น จึงควรได้รับการตรวจและติดตามโดยจักษุแพทย์อย่างใกล้ชิด
7. แนวทางการรักษาเบาหวานขึ้นจอตามีอะไรบ้าง?
ตอบ: ประกอบด้วย 3 แนวทางหลักตามความรุนแรง ได้แก่
- ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ความดัน และไขมัน
- การรักษาด้วยเลเซอร์และการฉีดยาเข้าวุ้นตา
- การผ่าตัดในกรณีที่มีเลือดออกในตามากหรือมีพังผืดดึงรั้งจอตา
8. การควบคุมระดับน้ำตาลช่วยชะลอโรคนี้ได้อย่างไร?
ตอบ: ช่วยลดความรุนแรงและการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดฝอยทั่วร่างกาย รวมถึงที่จอตา ทำให้ความเสื่อมดำเนินไปได้ช้าลงและลดโอกาสสูญเสียการมองเห็น
9. เมื่อไหร่ที่แพทย์จะพิจารณาทำการผ่าตัดรักษา?
ตอบ: จักษุแพทย์จะพิจารณาผ่าตัดในกรณีที่มีเลือดออกในวุ้นตาปริมาณมาก หรือมีพังผืดดึงรั้งจนทำให้จอตาฉีกขาดหรือจอตาลอก โดยพิจารณาตามความรุนแรงและความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย
สอบถามช้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ตา ชั้น 4 โซน A
บทความที่เกี่ยวข้อง


