คู่มือคัดกรองตนเองก่อนบริจาคเลือด: เงื่อนไข ยา วัคซีน และอาหารบำรุงเลือด

การคัดกรองสุขภาพของผู้บริจาคเลือดมีความสำคัญเพื่อให้มั่นใจว่าเลือดที่ได้มีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้ป่วยที่รับเลือด นอกจากนี้ยังเป็นการประเมินสุขภาพของผู้บริจาคเลือดเองว่ามีความพร้อมในการบริจาค ในกรณีที่ผู้บริจาคเลือดมีคุณสมบัติไม่เหมาะสม ทางศูนย์รับบริจาคเลือดศิริราชจะของดการบริจาคเลือดจนกว่าภาวะหรือโรคดังกล่าวหมดไป ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้ให้และผู้รับเลือด

คุณสมบัติและสุขภาพทั่วไปของผู้บริจาคเลือด

  1. อายุ 18–60 ปี (กรณีอายุ 17 ปี แต่ยังไม่ครบ 18 ปีบริบูรณ์ ต้องมีหนังสือยินยอมจากผู้ปกครองตามกฎหมาย)
  2. มีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 48 กิโลกรัม
  3. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่น้อยกว่า 5 ชั่วโมง
  4. รับประทานอาหารก่อนบริจาคเลือดภายใน 4 ชั่วโมง (ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง)

ยาที่ต้องงดก่อนบริจาคเลือด

  1. ยาแก้ปวดข้อ ยาแอสไพริน และต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือ NSAIDs ควรเว้นรับประทานยา 2 วัน ก่อนมาบริจาคเลือด
  2. ยาปลูกผม Finasteride ควรเว้นรับประทานยา 1 เดือน ก่อนมาบริจาคเลือด
  3. ยาปฏิชีวนะ ควรหยุดรับประทานยา 7 วัน หรือหายขาดจากการติดเชื้อนั้น ๆ
  4. ยารักษาสิวที่เป็นอนุพันธ์ของวิตามินเอ เช่น isotretinoin (Roaccutane) ควรหยุดรับประทานยาอย่างน้อย 1 เดือน

เงื่อนไขการฉีดวัคซีนของผู้มาบริจาคเลือด

งดบริจาคเลือด 2 วัน (หากไม่มีอาการผิดปกติหลังได้รับวัคซีน และบาดแผลหายสนิทแล้ว)

  1. วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ (Influenza vaccine)
  2. วัคซีนป้องกันบาดทะยัก (Tetanus toxoid)
  3. วัคซีนป้องกันคอตีบ ไอกรน และบาดทะยัก ชนิด dPT และ Tdap (diphtheria pertussis and tetanus toxoid)
  4. วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV vaccine)
  5. วัคซีนป้องกันโปลิโอชนิดฉีด (Poliovaccine, Injection)
  6. วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies vaccine) - กรณีไม่สัมผัสโรค
  7. วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบ Meningococcal (Meningitec, Menjugate, Menactra) และ Japanese Encephalitis (Ixiaro)
  8. วัคซีนป้องกันโรคไข้ไทฟอยด์ชนิดฉีด (Adacel, Typherix, Typhim Vi, Vivaxim)
  9. วัคซีนป้องกันโรคอหิวาตกโรค
  10. วัคซีนป้องกัน COVID-19 งดบริจาคเลือด 2 วัน หลังได้รับวัคซีน กรณีมีอาการข้างเคียงหลังฉีดวัคซีน เมื่อหายแล้วให้เว้น 7–14 วัน นับตั้งแต่หายป่วย ไม่มีอาการใด ๆ หลงเหลืออยู่

งดบริจาคเลือด 1 เดือน

  1. วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี (Engerix B, Recombivax-HB)
  2. วัคซีนป้องกันหัดเยอรมัน (Rubella)
  3. วัคซีนป้องกันหัด หัดเยอรมัน คางทูม MMR vaccine (Measles + Mumps + Rubella)
  4. วัคซีนป้องกันโปลิโอชนิดกิน
  5. วัคซีน BCG ป้องกันวัณโรค
  6. วัคซีนป้องกันโรคไข้เหลือง, ไข้ไทฟอยด์ชนิดกิน

งดบริจาคเลือด 2 เดือน

วัคซีนป้องกันไข้อีสุกอีใสและฝีดาษ (Chicken pox vaccine, Smallpox vaccine)

งดบริจาคเลือด 1 ปี

  1. วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ในผู้ได้รับวัคซีนที่มีประวัติสัมผัสโรค คือ ถูกสัตว์กัด
  2. ยาฉีด Immunoglobulin ได้แก่ พิษสุนัขบ้า (HRIG) ไวรัสตับอักเสบ (HBIG) บาดทะยัก (TAT, Tig)

งดบริจาคเลือดถาวร: วัคซีน HIV

โรคที่งดบริจาคเลือดถาวร

  1. โรคมะเร็งทุกชนิด แม้ว่าจะรักษาหายแล้ว ไม่สามารถบริจาคเลือดได้ถาวร
  2. โรคตับอักเสบ หากเป็นตับอักเสบชนิดเอ เมื่อรักษาหายแล้วสามารถบริจาคได้ แต่ถ้าเป็นตับอักเสบชนิดบี หรือซี งดบริจาคเลือดถาวร
  3. HIV, AIDS หากเป็นเอดส์หรือเคยตรวจพบ HIV positive หรือเคยกระทำสิ่งใดที่อาจมีผลทำให้อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสเอดส์ งดการบริจาคเลือดถาวร
  4. โรคหัวใจ (รวมไปถึงโรคลิ้นหัวใจ) หรือมีภาวะเลือดออกง่ายแต่หยุดยาก

โรคที่สามารถบริจาคเลือดได้ (ตามเงื่อนไข)

  1. โรคเบาหวาน: ผู้ที่เป็นเบาหวานสามารถบริจาคเลือดได้เช่นกัน แต่ต้องไม่ฉีดอินซูลิน และไม่มีโรคแทรกซ้อน
  2. โรคความดันโลหิตสูง: ผู้ที่เป็นโรคนี้ก็สามารถบริจาคเลือดได้ หากสามารถควบคุมความดันไม่เกิน 160/100 และไม่มีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ
  3. โรคไขมันในเลือดสูง: ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงแต่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น เส้นเลือดในสมองหรือเส้นเลือดหัวใจแตกหรืออุดตัน สามารถบริจาคเลือดได้
  4. โรคไทรอยด์: ผู้ที่เป็นโรคไทรอยด์ แต่ถ้าระดับฮอร์โมนกลับมาปกติ โดยไม่ต้องรับยาแล้วอย่างน้อย 8 สัปดาห์ หรือแพทย์อนุญาตให้หยุดรักษาแล้ว 2 ปี สามารถบริจาคเลือดได้ หากเป็นไทรอยด์ที่เกิดจากมะเร็งหรือโรคภูมิคุ้มกัน ไม่สามารถบริจาคเลือดได้ถาวร
  5. โรคลมชัก: หากหยุดยามาแล้ว 3 ปี และมีใบรับรองแพทย์ ผู้ที่เป็นโรคลมชักสามารถบริจาคเลือดได้
  6. โรควัณโรค: ผู้ที่เป็นโรคนี้จะสามารถบริจาคเลือดได้ก็ต่อเมื่อรักษาจนหายแล้ว แล้วหยุดยาเม็ดสุดท้ายมาแล้วอย่างน้อย 2 ปี
  7. โรคหอบหืด: แม้ว่าจะควบคุมอาการโดยใช้ยากินแบบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือใช้ยาพ่น ก็สามารถบริจาคได้ แต่วันที่มาบริจาคจะต้องไม่มีอาการ
  8. โรคไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก โรคชิคุนกุนยา: สามารถบริจาคได้หลังรักษาหายแล้ว 1 เดือน
  9. โรคไข้ซิกา: สามารถบริจาคได้หลังจากรักษาหายแล้ว 4 เดือน
  10. โรคมาลาเรีย: สามารถบริจาคได้หลังจากรักษาหายแล้ว 3 ปี
  11. โรค Covid-19: กรณีไม่แสดงอาการ งดบริจาคเลือดอย่างน้อย 7 วัน หลังตรวจพบเชื้อ กรณีแสดงอาการ งดบริจาคเลือด 14 วัน นับตั้งแต่วันหายป่วยไม่แสดงอาการ
    ใด ๆ

ความเสี่ยงอื่น ๆ (งดบริจาคเลือดชั่วคราว)

  1. มีการถอนฟัน รักษารากฟัน ภายใน 7 วัน หรืออุดฟัน ขูดหินปูน ภายใน 3 วัน
  2. มีอาการท้องเสีย ท้องร่วง ภายใน 7 วันที่ผ่านมา
  3. เจาะหู เจาะผิวหนัง สัก ลบรอยสัก ฝังเข็ม ในระยะ 4 เดือน
  4. ได้รับเลือด พลาสมา หรือถูกเข็มเปื้อนเลือดดำ ในระยะ 1 ปี
  5. ได้รับการผ่าตัดใหญ่ภายใน 6 เดือน หรือผ่าตัดเล็กในระยะ 7 วัน และมีแผลสด

3 สารอาหารสำคัญช่วยบำรุงและสร้างเม็ดเลือด

สารอาหารสำคัญ 3 ชนิดที่ช่วยสร้างเม็ดเลือด ได้แก่ วิตามินบี 12 ธาตุเหล็ก และโฟเลต

1. วิตามินบี 12 พบในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ไข่ นม และผลิตภัณฑ์จากนม แต่จะไม่พบหรือพบน้อยมากในผักและผลไม้ ปริมาณวิตามินบี 12 ที่ควรได้รับประจำวัน คือ 2.4 ไมโครกรัมต่อวัน

2. ธาตุเหล็ก เป็นส่วนประกอบของฮีโมโกลบินซึ่งให้สีกับเม็ดเลือดแดง ทำหน้าที่พาออกซิเจนไปส่งตามเซลล์ ควรรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กให้ได้วันละ 10–30 มิลลิกรัม

ข้อควรระวัง: หลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ และนม พร้อมกับอาหาร เพื่อให้ธาตุเหล็กดูดซึมไปใช้ได้เต็มที่

  1. Heme Iron (ดูดซึมได้ดี 20–30%) ปลา หมู ไก่ กุ้ง หมึก เครื่องในไก่ เครื่องในวัว หอยลาย หอยนางรม เลือดหมู/ไก่/เป็ดต้ม เครื่องในเป็ด (ตับ, กึ๋น) ตับหมู/ตับไก่ต้ม หอยแมลงภู่ หอยกะพง
  2. Non-Heme Iron (ดูดซึมได้น้อย 3–5%) ลูกหม่อน ไข่แดง เต้าหู้ขาวแข็ง, ถั่วแขก แป้งข้าวโอ๊ต, อัลมอนด์คั่ว เมล็ดทานตะวันคั่ว เต้าหู้เหลือง (แห้ง) ถั่วลิสงสด นม ผักใบเขียว ถั่วเมล็ดแห้ง งาขาวคั่ว งาดำคั่ว ไข่แดง สาหร่ายทะเล (แห้ง)

3. โฟเลต ปริมาณโฟเลตที่ควรได้รับประจำวัน คือ 300 ไมโครกรัม/วัน ร่างกายจะเก็บสะสมโฟเลตไว้ที่ตับ ไว้ใช้ได้เพียงพอประมาณ 3–4 เดือน

ข้อควรระวัง: การหุงต้มหรืออุ่นอาหารซ้ำทำให้สูญเสียโฟเลตได้

ข้อมูลจาก: ภาควิชาเวชศาสตร์การธนาคารเลือด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล


Q&A เกี่ยวกับการบริจาคเลือด

1. กินยาแก้ปวดข้อ แอสไพริน หรือ NSAIDs ต้องเว้นกี่วันก่อนบริจาคเลือด?

ตอบ: ควรเว้นการรับประทานอย่างน้อย 2 วันก่อนมาบริจาคเลือด

2. เพิ่งฉีดวัคซีน COVID-19 สามารถบริจาคเลือดได้ทันทีไหม?

ตอบ: ต้องงดบริจาคเลือด 2 วันหลังได้รับวัคซีน หากมีอาการข้างเคียง ให้เว้น 7–14 วันนับจากวันที่หายเป็นปกติ

3. เป็นโรคความดันโลหิตสูง สามารถบริจาคเลือดได้หรือไม่?

ตอบ: บริจาคได้ หากควบคุมความดันโลหิตได้ไม่เกิน 160/100 mmHg และไม่มีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ

4. เคยเป็นโรคมะเร็งแต่รักษาหายขาดแล้ว บริจาคเลือดได้ไหม?

ตอบ: ไม่สามารถบริจาคได้ถาวร โรคมะเร็งทุกชนิดถือเป็นข้อห้ามบริจาคเลือดถาวร

5. กินยารักษาสิว Isotretinoin / Roaccutane ต้องหยุดยากี่วัน?

ตอบ: ต้องหยุดรับประทานยาอย่างน้อย 1 เดือนก่อนมาบริจาคเลือด

6. คนที่เป็นโรคเบาหวาน มีเงื่อนไขการบริจาคเลือดอย่างไร?

ตอบ: บริจาคเลือดได้ แต่ต้องไม่ใช้วิธีรักษาด้วยการฉีดอินซูลิน และไม่มีโรคแทรกซ้อน

7. เพิ่งไปสัก เจาะหู หรือฝังเข็มมา ต้องเว้นระยะเวลากี่เดือน?

ตอบ: ต้องงดบริจาคเลือดเป็นระยะเวลา 4 เดือนนับจากวันที่ทำ

8. สารอาหารอะไรบ้างที่ช่วยในการสร้างเม็ดเลือด?

ตอบ: มี 3 สารอาหารสำคัญ คือ วิตามินบี 12 (Vitamin B12), ธาตุเหล็ก (Iron) และโฟเลต (Folate)

9. ทำไมไม่ควรดื่มชา กาแฟ หรือนมพร้อมอาหารที่มีธาตุเหล็ก?

ตอบ: เพราะชา กาแฟ และนม จะยับยั้งการดูดซึมธาตุเหล็ก ทำให้ร่างกายนำธาตุเหล็กไปใช้สร้างเม็ดเลือดได้ไม่เต็มที่

10. เพิ่งหายจากโรค COVID-19 ต้องเว้นกี่วันถึงจะบริจาคเลือดได้?

ตอบ: กรณีไม่แสดงอาการ ให้งดอย่างน้อย 7 วันหลังตรวจพบเชื้อ หากมีอาการ ให้งด 14 วันนับจากวันที่หายป่วย

บทความที่เกี่ยวข้อง

 

 การคัดกรองสุขภาพของผู้บริจาคเลือดมีความสำคัญเพื่อให้มั่นใจว่าเลือดที่ได้มีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้ป่วยที่รับเลือด นอกจากนี้ยังเป็นการประเมินสุขภาพของผู้บริจาคเลือดเองว่ามีความพร้อมในการบริจาค ในกรณีที่ผู้บริจาคเลือดมีคุณสมบัติไม่เหมาะสม ทางศูนย์รับบริจาคเลือดศิริราชจะของดการบริจาคเลือดจนกว่าภาวะหรือโรคดังกล่าวหมดไป ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้ให้และผู้รับเลือด

คุณสมบัติและสุขภาพทั่วไปของผู้บริจาคเลือด

  1. อายุ 18–60 ปี (กรณีอายุ 17 ปี แต่ยังไม่ครบ 18 ปีบริบูรณ์ ต้องมีหนังสือยินยอมจากผู้ปกครองตามกฎหมาย)
  2. มีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 48 กิโลกรัม
  3. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่น้อยกว่า 5 ชั่วโมง
  4. รับประทานอาหารก่อนบริจาคเลือดภายใน 4 ชั่วโมง (ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง)

ยาที่ต้องงดก่อนบริจาคเลือด

  1. ยาแก้ปวดข้อ ยาแอสไพริน และต้านการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือ NSAIDs ควรเว้นรับประทานยา 2 วัน ก่อนมาบริจาคเลือด
  2. ยาปลูกผม Finasteride ควรเว้นรับประทานยา 1 เดือน ก่อนมาบริจาคเลือด
  3. ยาปฏิชีวนะ ควรหยุดรับประทานยา 7 วัน หรือหายขาดจากการติดเชื้อนั้น ๆ
  4. ยารักษาสิวที่เป็นอนุพันธ์ของวิตามินเอ เช่น isotretinoin (Roaccutane) ควรหยุดรับประทานยาอย่างน้อย 1 เดือน

เงื่อนไขการฉีดวัคซีนของผู้มาบริจาคเลือด

งดบริจาคเลือด 2 วัน (หากไม่มีอาการผิดปกติหลังได้รับวัคซีน และบาดแผลหายสนิทแล้ว)

  1. วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ (Influenza vaccine)
  2. วัคซีนป้องกันบาดทะยัก (Tetanus toxoid)
  3. วัคซีนป้องกันคอตีบ ไอกรน และบาดทะยัก ชนิด dPT และ Tdap (diphtheria pertussis and tetanus toxoid)
  4. วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV vaccine)
  5. วัคซีนป้องกันโปลิโอชนิดฉีด (Poliovaccine, Injection)
  6. วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies vaccine) - กรณีไม่สัมผัสโรค
  7. วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบ Meningococcal (Meningitec, Menjugate, Menactra) และ Japanese Encephalitis (Ixiaro)
  8. วัคซีนป้องกันโรคไข้ไทฟอยด์ชนิดฉีด (Adacel, Typherix, Typhim Vi, Vivaxim)
  9. วัคซีนป้องกันโรคอหิวาตกโรค
  10. วัคซีนป้องกัน COVID-19 งดบริจาคเลือด 2 วัน หลังได้รับวัคซีน กรณีมีอาการข้างเคียงหลังฉีดวัคซีน เมื่อหายแล้วให้เว้น 7–14 วัน นับตั้งแต่หายป่วย ไม่มีอาการใด ๆ หลงเหลืออยู่

งดบริจาคเลือด 1 เดือน

  1. วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี (Engerix B, Recombivax-HB)
  2. วัคซีนป้องกันหัดเยอรมัน (Rubella)
  3. วัคซีนป้องกันหัด หัดเยอรมัน คางทูม MMR vaccine (Measles + Mumps + Rubella)
  4. วัคซีนป้องกันโปลิโอชนิดกิน
  5. วัคซีน BCG ป้องกันวัณโรค
  6. วัคซีนป้องกันโรคไข้เหลือง, ไข้ไทฟอยด์ชนิดกิน

งดบริจาคเลือด 2 เดือน

วัคซีนป้องกันไข้อีสุกอีใสและฝีดาษ (Chicken pox vaccine, Smallpox vaccine)

งดบริจาคเลือด 1 ปี

  1. วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ในผู้ได้รับวัคซีนที่มีประวัติสัมผัสโรค คือ ถูกสัตว์กัด
  2. ยาฉีด Immunoglobulin ได้แก่ พิษสุนัขบ้า (HRIG) ไวรัสตับอักเสบ (HBIG) บาดทะยัก (TAT, Tig)

งดบริจาคเลือดถาวร: วัคซีน HIV

โรคที่งดบริจาคเลือดถาวร

  1. โรคมะเร็งทุกชนิด แม้ว่าจะรักษาหายแล้ว ไม่สามารถบริจาคเลือดได้ถาวร
  2. โรคตับอักเสบ หากเป็นตับอักเสบชนิดเอ เมื่อรักษาหายแล้วสามารถบริจาคได้ แต่ถ้าเป็นตับอักเสบชนิดบี หรือซี งดบริจาคเลือดถาวร
  3. HIV, AIDS หากเป็นเอดส์หรือเคยตรวจพบ HIV positive หรือเคยกระทำสิ่งใดที่อาจมีผลทำให้อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสเอดส์ งดการบริจาคเลือดถาวร
  4. โรคหัวใจ (รวมไปถึงโรคลิ้นหัวใจ) หรือมีภาวะเลือดออกง่ายแต่หยุดยาก

โรคที่สามารถบริจาคเลือดได้ (ตามเงื่อนไข)

  1. โรคเบาหวาน: ผู้ที่เป็นเบาหวานสามารถบริจาคเลือดได้เช่นกัน แต่ต้องไม่ฉีดอินซูลิน และไม่มีโรคแทรกซ้อน
  2. โรคความดันโลหิตสูง: ผู้ที่เป็นโรคนี้ก็สามารถบริจาคเลือดได้ หากสามารถควบคุมความดันไม่เกิน 160/100 และไม่มีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ
  3. โรคไขมันในเลือดสูง: ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงแต่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น เส้นเลือดในสมองหรือเส้นเลือดหัวใจแตกหรืออุดตัน สามารถบริจาคเลือดได้
  4. โรคไทรอยด์: ผู้ที่เป็นโรคไทรอยด์ แต่ถ้าระดับฮอร์โมนกลับมาปกติ โดยไม่ต้องรับยาแล้วอย่างน้อย 8 สัปดาห์ หรือแพทย์อนุญาตให้หยุดรักษาแล้ว 2 ปี สามารถบริจาคเลือดได้ หากเป็นไทรอยด์ที่เกิดจากมะเร็งหรือโรคภูมิคุ้มกัน ไม่สามารถบริจาคเลือดได้ถาวร
  5. โรคลมชัก: หากหยุดยามาแล้ว 3 ปี และมีใบรับรองแพทย์ ผู้ที่เป็นโรคลมชักสามารถบริจาคเลือดได้
  6. โรควัณโรค: ผู้ที่เป็นโรคนี้จะสามารถบริจาคเลือดได้ก็ต่อเมื่อรักษาจนหายแล้ว แล้วหยุดยาเม็ดสุดท้ายมาแล้วอย่างน้อย 2 ปี
  7. โรคหอบหืด: แม้ว่าจะควบคุมอาการโดยใช้ยากินแบบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือใช้ยาพ่น ก็สามารถบริจาคได้ แต่วันที่มาบริจาคจะต้องไม่มีอาการ
  8. โรคไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก โรคชิคุนกุนยา: สามารถบริจาคได้หลังรักษาหายแล้ว 1 เดือน
  9. โรคไข้ซิกา: สามารถบริจาคได้หลังจากรักษาหายแล้ว 4 เดือน
  10. โรคมาลาเรีย: สามารถบริจาคได้หลังจากรักษาหายแล้ว 3 ปี
  11. โรค Covid-19: กรณีไม่แสดงอาการ งดบริจาคเลือดอย่างน้อย 7 วัน หลังตรวจพบเชื้อ กรณีแสดงอาการ งดบริจาคเลือด 14 วัน นับตั้งแต่วันหายป่วยไม่แสดงอาการใด ๆ

ความเสี่ยงอื่น ๆ (งดบริจาคเลือดชั่วคราว)

  1. มีการถอนฟัน รักษารากฟัน ภายใน 7 วัน หรืออุดฟัน ขูดหินปูน ภายใน 3 วัน
  2. มีอาการท้องเสีย ท้องร่วง ภายใน 7 วันที่ผ่านมา
  3. เจาะหู เจาะผิวหนัง สัก ลบรอยสัก ฝังเข็ม ในระยะ 4 เดือน
  4. ได้รับเลือด พลาสมา หรือถูกเข็มเปื้อนเลือดดำ ในระยะ 1 ปี
  5. ได้รับการผ่าตัดใหญ่ภายใน 6 เดือน หรือผ่าตัดเล็กในระยะ 7 วัน และมีแผลสด

3 สารอาหารสำคัญช่วยบำรุงและสร้างเม็ดเลือด

สารอาหารสำคัญ 3 ชนิดที่ช่วยสร้างเม็ดเลือด ได้แก่ วิตามินบี 12 ธาตุเหล็ก และโฟเลต

1. วิตามินบี 12 พบในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ไข่ นม และผลิตภัณฑ์จากนม แต่จะไม่พบหรือพบน้อยมากในผักและผลไม้ ปริมาณวิตามินบี 12 ที่ควรได้รับประจำวัน คือ 2.4 ไมโครกรัมต่อวัน

2. ธาตุเหล็ก เป็นส่วนประกอบของฮีโมโกลบินซึ่งให้สีกับเม็ดเลือดแดง ทำหน้าที่พาออกซิเจนไปส่งตามเซลล์ ควรรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กให้ได้วันละ 10–30 มิลลิกรัม

ข้อควรระวัง: หลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ และนม พร้อมกับอาหาร เพื่อให้ธาตุเหล็กดูดซึมไปใช้ได้เต็มที่

  1. Heme Iron (ดูดซึมได้ดี 20–30%) ปลา หมู ไก่ กุ้ง หมึก เครื่องในไก่ เครื่องในวัว หอยลาย หอยนางรม เลือดหมู/ไก่/เป็ดต้ม เครื่องในเป็ด (ตับ, กึ๋น) ตับหมู/ตับไก่ต้ม หอยแมลงภู่ หอยกะพง
  2. Non-Heme Iron (ดูดซึมได้น้อย 3–5%) ลูกหม่อน ไข่แดง เต้าหู้ขาวแข็ง, ถั่วแขก แป้งข้าวโอ๊ต, อัลมอนด์คั่ว เมล็ดทานตะวันคั่ว เต้าหู้เหลือง (แห้ง) ถั่วลิสงสด นม ผักใบเขียว ถั่วเมล็ดแห้ง งาขาวคั่ว งาดำคั่ว ไข่แดง สาหร่ายทะเล (แห้ง)

3. โฟเลต ปริมาณโฟเลตที่ควรได้รับประจำวัน คือ 300 ไมโครกรัม/วัน ร่างกายจะเก็บสะสมโฟเลตไว้ที่ตับ ไว้ใช้ได้เพียงพอประมาณ 3–4 เดือน

ข้อควรระวัง: การหุงต้มหรืออุ่นอาหารซ้ำทำให้สูญเสียโฟเลตได้

ข้อมูลจาก: ภาควิชาเวชศาสตร์การธนาคารเลือด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล


Q&A เกี่ยวกับการบริจาคเลือด

1. กินยาแก้ปวดข้อ แอสไพริน หรือ NSAIDs ต้องเว้นกี่วันก่อนบริจาคเลือด?

ตอบ: ควรเว้นการรับประทานอย่างน้อย 2 วันก่อนมาบริจาคเลือด

2. เพิ่งฉีดวัคซีน COVID-19 สามารถบริจาคเลือดได้ทันทีไหม?

ตอบ: ต้องงดบริจาคเลือด 2 วันหลังได้รับวัคซีน หากมีอาการข้างเคียง ให้เว้น 7–14 วันนับจากวันที่หายเป็นปกติ

3. เป็นโรคความดันโลหิตสูง สามารถบริจาคเลือดได้หรือไม่?

ตอบ: บริจาคได้ หากควบคุมความดันโลหิตได้ไม่เกิน 160/100 mmHg และไม่มีภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ

4. เคยเป็นโรคมะเร็งแต่รักษาหายขาดแล้ว บริจาคเลือดได้ไหม?

ตอบ: ไม่สามารถบริจาคได้ถาวร โรคมะเร็งทุกชนิดถือเป็นข้อห้ามบริจาคเลือดถาวร

5. กินยารักษาสิว Isotretinoin / Roaccutane ต้องหยุดยากี่วัน?

ตอบ: ต้องหยุดรับประทานยาอย่างน้อย 1 เดือนก่อนมาบริจาคเลือด

6. คนที่เป็นโรคเบาหวาน มีเงื่อนไขการบริจาคเลือดอย่างไร?

ตอบ: บริจาคเลือดได้ แต่ต้องไม่ใช้วิธีรักษาด้วยการฉีดอินซูลิน และไม่มีโรคแทรกซ้อน

7. เพิ่งไปสัก เจาะหู หรือฝังเข็มมา ต้องเว้นระยะเวลากี่เดือน?

ตอบ: ต้องงดบริจาคเลือดเป็นระยะเวลา 4 เดือนนับจากวันที่ทำ

8. สารอาหารอะไรบ้างที่ช่วยในการสร้างเม็ดเลือด?

ตอบ: มี 3 สารอาหารสำคัญ คือ วิตามินบี 12 (Vitamin B12), ธาตุเหล็ก (Iron) และโฟเลต (Folate)

9. ทำไมไม่ควรดื่มชา กาแฟ หรือนมพร้อมอาหารที่มีธาตุเหล็ก?

ตอบ: เพราะชา กาแฟ และนม จะยับยั้งการดูดซึมธาตุเหล็ก ทำให้ร่างกายนำธาตุเหล็กไปใช้สร้างเม็ดเลือดได้ไม่เต็มที่

10. เพิ่งหายจากโรค COVID-19 ต้องเว้นกี่วันถึงจะบริจาคเลือดได้?

ตอบ: กรณีไม่แสดงอาการ ให้งดอย่างน้อย 7 วันหลังตรวจพบเชื้อ หากมีอาการ ให้งด 14 วันนับจากวันที่หายป่วย

บทความที่เกี่ยวข้อง