การตรวจวัดองค์ประกอบร่างกาย (BIA): เจาะลึกสุขภาพที่มากกว่าน้ำหนักตัว
องค์ประกอบร่างกายพื้นฐานมีอะไรบ้าง?
องค์ประกอบพื้นฐานของร่างกาย ประกอบด้วย มวลไขมัน และมวลไร้ไขมัน มวลไร้ไขมันแบ่งเป็นกระดูกและกล้ามเนื้อ ซึ่งกล้ามเนื้อประกอบไปด้วยส่วนของน้ำและโปรตีน องค์ประกอบของร่างกายทั้งหมดรวมกันเป็นน้ำหนักตัว ดังนั้นการชั่งน้ำหนักตัวเพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถบ่งบอกภาวะสุขภาพได้ การวัดองค์ประกอบของร่างกายเป็นตัวช่วยประเมินภาวะโภชนาการ ซึ่งสามารถช่วยในการวางแผนการรับประทานอาหารและปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตประจำวันให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น

4 องค์ประกอบสำคัญที่วัดได้ด้วยเครื่อง BIA
หลักการวัดองค์ประกอบของร่างกาย ด้วยเครื่องวัดองค์ประกอบร่างกายแบบแยกส่วนใช้ความต้านทานของกระแสไฟฟ้าต่อเชลล์ในร่างกาย (Bioelectrical Impedance Analysis) โดยองค์ประกอบของร่างกายแต่ละส่วนมีความสามารถในการนำไฟฟ้าที่ต่างกัน ทำให้สามารถวัดองค์ประกอบร่างกายแบบแยกส่วนได้ ดังนี้
1. มวลกล้ามเนื้อ (Muscle Mass)
เกณฑ์มาตรฐาน เพศชาย คือ ร้อยละ 16 – 18 เพศหญิง คือ ร้อยละ 14 - 16
หากมีกล้ามเนื้อน้อย อาจส่งผลต่อความแข็งแรงของร่างกาย และมีอัตราการเผาผลาญน้อย อาจเกิดจากการได้รับพลังงานและโปรตีนไม่เพียงพอ ร่วมกับการออกกำลังน้อยหรือไม่ออกกำลังกาย กล้ามเนื้อสามารถเพิ่มได้โดยการรับประทานอาหารที่มีพลังงานและโปรตีนเพียงพอตามคำแนะนำของนักกำหนดอาหาร ควรออกกำลังกายแบบเพิ่มกล้ามเนื้ออย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 สัปดาห์ขึ้นไป
2. มวลกระดูก (Bone Mass)
เกณฑ์มาตรฐาน เพศชาย คือ ร้อยละ 5 - 8.6 เพศหญิง คือ ร้อยละ 5 - 5.6
ค่าที่วัดได้เป็นค่ามวลกระดูก สามารถใช้คัดกรองภาวะกระดูกบางได้เบื้องต้น ควรได้รับการตรวจความหนาแน่นของกระดูกเพิ่มเติม หากมีมวลกระดูกน้อยเสี่ยงต่อการมีภาวะกระดูกบาง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดภาวะกระดูกพรุนได้ มวลกระดูกน้อยอาจเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมไม่เพียงพอ หรือรับประทานเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนมากเกินไป รวมถึงการไม่ออกกำลังกายหรือออกกำลังกายน้อย ทำให้การดูดซึมวิตามินดีเข้าสู่กระดูกได้น้อย
3. ไขมันร่างกายและไขมันในช่องท้อง (Body Fat & Visceral Fat)
เปอร์เซ็นต์ใขมันทั้งหมดในร่างกาย เป็นค่าไขมันที่มีผลต่อทั้งรูปร่างและสุขภาพ การมีไขมันมากเกินไปอาจเกิดได้จากการรับประทานอาหารมากเกินความต้องการของร่างกายและใช้พลังงานน้อยเกินไป มีกิจกรรมทางกายน้อย จึงควรได้รับคำแนะนำจากนักกำหนดอาหารในการวางแผนการรับประทานอาหารเพื่อช่วยควบคุมปริมาณไขมันให้เหมาะสม รวมถึงการออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ โดยใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 6 สัปดาห์ขึ้นไป แต่หากมีไขมันน้อยเกินไป อาจส่งผลต่อการทำงานของฮอร์โมนในร่างกายผิดปกติได้ โดยเปอร์เซ็นต์ไขมัน แบ่งตามเกณฑ์ ดังนี้

ระดับไขมันในช่องท้อง ทั้งเพศชายและเพศหญิงใช้เกณฑ์เดียวกัน ไขมันในช่องท้องส่งผลต่อรูปร่างได้น้อยกว่าไขมันใต้ผิวหนัง แต่จะส่งผลต่อสุขภาพได้มากกว่า หากมีค่าระดับไขมันในช่องท้องสูงเกินเกณฑ์จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้สูง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง เป็นต้น ระดับไขมันในช่องท้องเปลี่ยนแปลงได้ช้า ต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 2 - 3 เดือน

พื้นที่ไขมันในช่องท้อง
เกณฑ์มาตรฐาน เพศชาย คือ ร้อยละ 50 - 100 (ลบ.ชม.) เพศหญิง คือ ร้อยละ 40 - 80 (ลบ.ซม.)
สามารถเปลี่ยนแปลงได้เร็วกว่าระดับไขมันในช่องท้อง ใช้ติดตามการเปลี่ยนแปลงไขมันได้ใน 2 สัปดาห์
4. ปริมาณน้ำในร่างกาย (Body Water)
เกณฑ์มาตรฐาน เพศชาย คือ ร้อยละ 55 – 65 เพศหญิง คือ ร้อยละ 45 - 60
เป็นองค์ประกอบของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงได้เร็วที่สุด มีปัจจัยหลายอย่างรบกวนได้ง่าย เช่น การรับประทานอาหารที่มีโซเดียมมากเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะบวมน้ำ ภาวะบวมน้ำคิดจากอัตราส่วนของน้ำนอกเซลล์น้ำทั้งหมดในร่างกาย ค่าเฉลี่ยเกณฑ์อัตราส่วน คือ 0.4
ใครที่ควรเข้ารับการตรวจ BIA?
- ผู้ป่วยที่ต้องติดตามมวลกล้ามเนื้อ ได้แก่ ผู้ป่วยโรคมะเร็งจากศูนย์มะเร็ง เคมีบำบัด รังสีรักษา และผู้สูงอายุ
- ผู้ป่วยที่ต้องติดตามมวลกล้ามเนื้อและมวลไขมัน ได้แก่ ผู้ป่วยโรคอ้วนจากคลินิกเบาหวาน ไทรอยด์ และต่อมไร้ท่อ ศูนย์อายุรกรรม ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ
- ผู้ป่วยที่ต้องติดตามระดับไขมันในช่องท้อง (visceral fat) ได้แก่ ผู้ป่วยโรคไขมันเกาะตับจากศูนย์อายุรกรรม ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ
- ผู้ป่วยที่ต้องการการวิเคราะห์องค์ประกอบของร่างกายแบบแยกส่วน ได้แก่ ผู้ป่วยจากคลินิกตรวจสุขภาพ ที่ต้องการติดตามสุขภาพของตนเอง
ดัชนีชี้วัดสุขภาพอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
1. อัตราการเผาผลาญพื้นฐาน (BMR)
อัตราการเผาผลาญ หมายถึง พลังงานขั้นพื้นฐานที่ร่างกายต้องใช้ขณะพัก
พลังงานที่ควรได้รับต่อวัน = พลังงานขั้นพื้นฐาน x ระดับกิจกรรม
หากต้องการลดน้ำหนักตัว ต้องรับประทานอาหารน้อยกว่าพลังงานที่ควรได้รับต่อวัน แต่ต้องไม่น้อยกว่าพลังงานขั้นพื้นฐานที่ร่างกายต้องใช้
หากต้องการเพิ่มน้ำหนักตัว ควรรับประทานอาหารมากกว่าพลังงานที่ควรได้รับต่อวัน
หมายเหตุ: ควรได้รับคำแนะนำจากนักกำหนดอาหารในการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม
ตารางแสดงระดับกิจกรรมและตัวคูณในแต่ละระดับ

2. อายุทางชีวภาพ (Bio Age)
หมายถึง อายุร่างกายเปรียบเทียบกับอายุจริงโดยประเมินจากสัดส่วนของไขมันและกล้ามเนื้อ หากร่างกายมีกล้ามเนื้อมาก อายุทางชีวภาพจะน้อยกว่าอายุจริง แต่หากร่างกายมีไขมันมาก อายุทางชีวภาพจะสูงกว่าอายุจริง
3. ระยะมุมเฟส (Phase Angle)
เป็นค่าบ่งชี้ถึงสุขภาพของเซลล์และสภาพความสมบูรณ์ของเยื่อหุ้มเซลล์ ระยะมุมเฟสของผู้ใหญ่จะอยู่ที่ 2 – 20 องศา
- หากระยะมุมเฟสต่ำ แสดงถึงเซลล์มีปัญหาในการเก็บพลังงานและยอมให้สารผ่านเซลล์ได้
- หากมุมเฟสสูง แสดงถึงร่างกายมีเยื่อหุ้มเซลล์ที่สุขภาพดี

ข้อจำกัดและข้อควรปฏิบัติก่อนตรวจ
- ไม่สามารถตรวจในผู้ที่ตั้งครรภ์ ผู้ป่วยที่ผ่าตัดใส่เหล็กในร่างกายผู้ป่วยที่ใส่เครื่องนำกระแสไฟฟ้า เช่น อุปกรณ์ pacemaker บุคคลทุพพลภาพ และคนแคระ
- ไม่แนะนำให้รับประทานอาหารก่อนตรวจ 2 - 3 ชั่วโมง เนื่องจากอาจทำให้วัดค่าไขมันได้มากกว่าความเป็นจริง แต่สามารถดื่มน้ำได้
- ไม่แนะนำให้ตรวจในผู้ที่เพิ่งผ่านการออกกำลังกายอย่างหนัก ช่วงที่มีประจำเดือน การอบซาวน่า หรือ อยู่ในช่วงถือศีลอด เพราะอาจทำให้ค่าที่วัดได้มีเปอร์เซ็นต์น้ำในร่างกายน้อยกว่าปกติและทำให้ค่าไขมันที่วัดได้สูงกว่าความเป็นจริง
- ไม่แนะนำให้ดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เพราะจะทำให้วัดค่าไขมันได้สูงกว่าความเป็นจริง
ขอบคุณข้อมูลจาก นักกำหนดอาหาร แผนกโภชนาการ
10 คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจองค์ประกอบร่างกาย (BIA)
1. การตรวจ BIA คืออะไรและมีหลักการทำงานอย่างไร?
ตอบ: การตรวจ BIA คือการใช้เครื่องวัดส่งกระแสไฟฟ้าต่ำ ๆ เข้าไปในร่างกายเพื่อวัดความต้านทานของเซลล์ในแต่ละส่วน เนื่องจากกล้ามเนื้อ ไขมัน และน้ำ มีความสามารถในการนำไฟฟ้าที่แตกต่างกัน
2. ทำไมการชั่งน้ำหนักตัวเพียงอย่างเดียวถึงไม่เพียงพอในการประเมินสุขภาพ?
ตอบ: เพราะน้ำหนักตัวไม่สามารถแยกแยะได้ว่าส่วนใดคือมวลไขมัน มวลกล้ามเนื้อ หรือน้ำ การรู้องค์ประกอบที่ชัดเจนจะช่วยประเมินภาวะโภชนาการและวางแผนการดูแลสุขภาพได้แม่นยำกว่า
3. ใครบ้างที่ "ห้าม" เข้ารับการตรวจด้วยเครื่อง BIA?
ตอบ: ผู้ที่ตั้งครรภ์ ผู้ป่วยที่ผ่าตัดใส่เหล็กในร่างกาย ผู้ป่วยที่ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker) บุคคลทุพพลภาพ และคนแคระ ไม่สามารถเข้ารับการตรวจได้
4. ไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat) ต่างจากไขมันใต้ผิวหนังอย่างไร?
ตอบ: ไขมันในช่องท้องส่งผลต่อรูปร่างน้อยกว่าแต่ส่งผลเสียต่อสุขภาพมากกว่า หากสูงเกินเกณฑ์จะเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง
5. หากตรวจพบว่ามีมวลกล้ามเนื้อน้อย ควรแก้ไขอย่างไร?
ตอบ: ควรรับประทานอาหารที่มีพลังงานและโปรตีนให้เพียงพอตามคำแนะนำของนักกำหนดอาหาร และออกกำลังกายแบบเพิ่มกล้ามเนื้ออย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ต่อเนื่อง 6 สัปดาห์ขึ้นไป
6. ค่า Phase Angle (ระยะมุมเฟส) บอกอะไรเราได้บ้าง?
ตอบ: เป็นค่าบ่งชี้สุขภาพและความสมบูรณ์ของเยื่อหุ้มเซลล์ หากค่าสูงแสดงว่าเซลล์สุขภาพดีแข็งแรง (ระดับนักกีฬาคือ 12-20 องศา) หากต่ำแสดงว่าเซลล์มีปัญหาในการเก็บพลังงาน
7. อายุทางชีวภาพ (Bio Age) แตกต่างจากอายุจริงอย่างไร?
ตอบ: คือการเปรียบเทียบอายุร่างกายกับอายุจริงโดยดูจากสัดส่วนไขมันและกล้ามเนื้อ หากกล้ามเนื้อมากอายุร่างกายจะน้อยกว่าอายุจริง แต่ถ้าไขมันมากอายุร่างกายจะสูงกว่าอายุจริง
8. ทำไมต้องงดอาหาร 2-3 ชั่วโมงก่อนการตรวจ?
ตอบ: เนื่องจากการรับประทานอาหารก่อนตรวจอาจส่งผลให้ค่าไขมันที่วัดได้สูงกว่าความเป็นจริง
9. พฤติกรรมใดบ้างที่ทำให้ค่าการวัดคลาดเคลื่อน (ไขมันสูงกว่าจริง)?
ตอบ: การดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน การออกกำลังกายหนักก่อนตรวจ การอบซาวน่า หรือการตรวจในช่วงมีประจำเดือน จะทำให้ค่าไขมันสูงกว่าความจริงเนื่องจากระดับน้ำในร่างกายผิดปกติ
10. หากต้องการลดน้ำหนัก ควรรับประทานอาหารอย่างไรเมื่อทราบค่าการเผาผลาญ (BMR)?
ตอบ: ต้องรับประทานอาหารน้อยกว่าพลังงานที่ควรได้รับต่อวัน แต่ต้องไม่น้อยกว่าพลังงานขั้นพื้นฐาน (BMR) ที่ร่างกายต้องใช้ขณะพัก เพื่อความปลอดภัยของระบบเผาผลาญ
บทความที่เกี่ยวข้อง
องค์ประกอบร่างกายพื้นฐานมีอะไรบ้าง?
องค์ประกอบพื้นฐานของร่างกาย ประกอบด้วย มวลไขมัน และมวลไร้ไขมัน มวลไร้ไขมันแบ่งเป็นกระดูกและกล้ามเนื้อ ซึ่งกล้ามเนื้อประกอบไปด้วยส่วนของน้ำและโปรตีน องค์ประกอบของร่างกายทั้งหมดรวมกันเป็นน้ำหนักตัว ดังนั้นการชั่งน้ำหนักตัวเพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถบ่งบอกภาวะสุขภาพได้ การวัดองค์ประกอบของร่างกายเป็นตัวช่วยประเมินภาวะโภชนาการ ซึ่งสามารถช่วยในการวางแผนการรับประทานอาหารและปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตประจำวันให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น

4 องค์ประกอบสำคัญที่วัดได้ด้วยเครื่อง BIA
หลักการวัดองค์ประกอบของร่างกาย ด้วยเครื่องวัดองค์ประกอบร่างกายแบบแยกส่วนใช้ความต้านทานของกระแสไฟฟ้าต่อเชลล์ในร่างกาย (Bioelectrical Impedance Analysis) โดยองค์ประกอบของร่างกายแต่ละส่วนมีความสามารถในการนำไฟฟ้าที่ต่างกัน ทำให้สามารถวัดองค์ประกอบร่างกายแบบแยกส่วนได้ ดังนี้
1. มวลกล้ามเนื้อ (Muscle Mass)
เกณฑ์มาตรฐาน เพศชาย คือ ร้อยละ 16 – 18 เพศหญิง คือ ร้อยละ 14 - 16
หากมีกล้ามเนื้อน้อย อาจส่งผลต่อความแข็งแรงของร่างกาย และมีอัตราการเผาผลาญน้อย อาจเกิดจากการได้รับพลังงานและโปรตีนไม่เพียงพอ ร่วมกับการออกกำลังน้อยหรือไม่ออกกำลังกาย กล้ามเนื้อสามารถเพิ่มได้โดยการรับประทานอาหารที่มีพลังงานและโปรตีนเพียงพอตามคำแนะนำของนักกำหนดอาหาร ควรออกกำลังกายแบบเพิ่มกล้ามเนื้ออย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 สัปดาห์ขึ้นไป
2. มวลกระดูก (Bone Mass)
เกณฑ์มาตรฐาน เพศชาย คือ ร้อยละ 5 - 8.6 เพศหญิง คือ ร้อยละ 5 - 5.6
ค่าที่วัดได้เป็นค่ามวลกระดูก สามารถใช้คัดกรองภาวะกระดูกบางได้เบื้องต้น ควรได้รับการตรวจความหนาแน่นของกระดูกเพิ่มเติม หากมีมวลกระดูกน้อยเสี่ยงต่อการมีภาวะกระดูกบาง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดภาวะกระดูกพรุนได้ มวลกระดูกน้อยอาจเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมไม่เพียงพอ หรือรับประทานเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนมากเกินไป รวมถึงการไม่ออกกำลังกายหรือออกกำลังกายน้อย ทำให้การดูดซึมวิตามินดีเข้าสู่กระดูกได้น้อย
3. ไขมันร่างกายและไขมันในช่องท้อง (Body Fat & Visceral Fat)
เปอร์เซ็นต์ใขมันทั้งหมดในร่างกาย เป็นค่าไขมันที่มีผลต่อทั้งรูปร่างและสุขภาพ การมีไขมันมากเกินไปอาจเกิดได้จากการรับประทานอาหารมากเกินความต้องการของร่างกายและใช้พลังงานน้อยเกินไป มีกิจกรรมทางกายน้อย จึงควรได้รับคำแนะนำจากนักกำหนดอาหารในการวางแผนการรับประทานอาหารเพื่อช่วยควบคุมปริมาณไขมันให้เหมาะสม รวมถึงการออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ โดยใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 6 สัปดาห์ขึ้นไป แต่หากมีไขมันน้อยเกินไป อาจส่งผลต่อการทำงานของฮอร์โมนในร่างกายผิดปกติได้ โดยเปอร์เซ็นต์ไขมัน แบ่งตามเกณฑ์ ดังนี้

ระดับไขมันในช่องท้อง ทั้งเพศชายและเพศหญิงใช้เกณฑ์เดียวกัน ไขมันในช่องท้องส่งผลต่อรูปร่างได้น้อยกว่าไขมันใต้ผิวหนัง แต่จะส่งผลต่อสุขภาพได้มากกว่า หากมีค่าระดับไขมันในช่องท้องสูงเกินเกณฑ์จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้สูง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง เป็นต้น ระดับไขมันในช่องท้องเปลี่ยนแปลงได้ช้า ต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 2 - 3 เดือน

พื้นที่ไขมันในช่องท้อง
เกณฑ์มาตรฐาน เพศชาย คือ ร้อยละ 50 - 100 (ลบ.ชม.) เพศหญิง คือ ร้อยละ 40 - 80 (ลบ.ซม.)
สามารถเปลี่ยนแปลงได้เร็วกว่าระดับไขมันในช่องท้อง ใช้ติดตามการเปลี่ยนแปลงไขมันได้ใน 2 สัปดาห์
4. ปริมาณน้ำในร่างกาย (Body Water)
เกณฑ์มาตรฐาน เพศชาย คือ ร้อยละ 55 – 65 เพศหญิง คือ ร้อยละ 45 - 60
เป็นองค์ประกอบของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงได้เร็วที่สุด มีปัจจัยหลายอย่างรบกวนได้ง่าย เช่น การรับประทานอาหารที่มีโซเดียมมากเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะบวมน้ำ ภาวะบวมน้ำคิดจากอัตราส่วนของน้ำนอกเซลล์น้ำทั้งหมดในร่างกาย ค่าเฉลี่ยเกณฑ์อัตราส่วน คือ 0.4
ใครที่ควรเข้ารับการตรวจ BIA?
- ผู้ป่วยที่ต้องติดตามมวลกล้ามเนื้อ ได้แก่ ผู้ป่วยโรคมะเร็งจากศูนย์มะเร็ง เคมีบำบัด รังสีรักษา และผู้สูงอายุ
- ผู้ป่วยที่ต้องติดตามมวลกล้ามเนื้อและมวลไขมัน ได้แก่ ผู้ป่วยโรคอ้วนจากคลินิกเบาหวาน ไทรอยด์ และต่อมไร้ท่อ ศูนย์อายุรกรรม ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ
- ผู้ป่วยที่ต้องติดตามระดับไขมันในช่องท้อง (visceral fat) ได้แก่ ผู้ป่วยโรคไขมันเกาะตับจากศูนย์อายุรกรรม ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ
- ผู้ป่วยที่ต้องการการวิเคราะห์องค์ประกอบของร่างกายแบบแยกส่วน ได้แก่ ผู้ป่วยจากคลินิกตรวจสุขภาพ ที่ต้องการติดตามสุขภาพของตนเอง
ดัชนีชี้วัดสุขภาพอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
1. อัตราการเผาผลาญพื้นฐาน (BMR)
อัตราการเผาผลาญ หมายถึง พลังงานขั้นพื้นฐานที่ร่างกายต้องใช้ขณะพัก
พลังงานที่ควรได้รับต่อวัน = พลังงานขั้นพื้นฐาน x ระดับกิจกรรม
หากต้องการลดน้ำหนักตัว ต้องรับประทานอาหารน้อยกว่าพลังงานที่ควรได้รับต่อวัน แต่ต้องไม่น้อยกว่าพลังงานขั้นพื้นฐานที่ร่างกายต้องใช้
หากต้องการเพิ่มน้ำหนักตัว ควรรับประทานอาหารมากกว่าพลังงานที่ควรได้รับต่อวัน
หมายเหตุ: ควรได้รับคำแนะนำจากนักกำหนดอาหารในการเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม
ตารางแสดงระดับกิจกรรมและตัวคูณในแต่ละระดับ

2. อายุทางชีวภาพ (Bio Age)
หมายถึง อายุร่างกายเปรียบเทียบกับอายุจริงโดยประเมินจากสัดส่วนของไขมันและกล้ามเนื้อ หากร่างกายมีกล้ามเนื้อมาก อายุทางชีวภาพจะน้อยกว่าอายุจริง แต่หากร่างกายมีไขมันมาก อายุทางชีวภาพจะสูงกว่าอายุจริง
3. ระยะมุมเฟส (Phase Angle)
เป็นค่าบ่งชี้ถึงสุขภาพของเซลล์และสภาพความสมบูรณ์ของเยื่อหุ้มเซลล์ ระยะมุมเฟสของผู้ใหญ่จะอยู่ที่ 2 – 20 องศา
- หากระยะมุมเฟสต่ำ แสดงถึงเซลล์มีปัญหาในการเก็บพลังงานและยอมให้สารผ่านเซลล์ได้
- หากมุมเฟสสูง แสดงถึงร่างกายมีเยื่อหุ้มเซลล์ที่สุขภาพดี

ข้อจำกัดและข้อควรปฏิบัติก่อนตรวจ
- ไม่สามารถตรวจในผู้ที่ตั้งครรภ์ ผู้ป่วยที่ผ่าตัดใส่เหล็กในร่างกายผู้ป่วยที่ใส่เครื่องนำกระแสไฟฟ้า เช่น อุปกรณ์ pacemaker บุคคลทุพพลภาพ และคนแคระ
- ไม่แนะนำให้รับประทานอาหารก่อนตรวจ 2 - 3 ชั่วโมง เนื่องจากอาจทำให้วัดค่าไขมันได้มากกว่าความเป็นจริง แต่สามารถดื่มน้ำได้
- ไม่แนะนำให้ตรวจในผู้ที่เพิ่งผ่านการออกกำลังกายอย่างหนัก ช่วงที่มีประจำเดือน การอบซาวน่า หรือ อยู่ในช่วงถือศีลอด เพราะอาจทำให้ค่าที่วัดได้มีเปอร์เซ็นต์น้ำในร่างกายน้อยกว่าปกติและทำให้ค่าไขมันที่วัดได้สูงกว่าความเป็นจริง
- ไม่แนะนำให้ดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เพราะจะทำให้วัดค่าไขมันได้สูงกว่าความเป็นจริง
ขอบคุณข้อมูลจาก นักกำหนดอาหาร แผนกโภชนาการ
10 คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจองค์ประกอบร่างกาย (BIA)
1. การตรวจ BIA คืออะไรและมีหลักการทำงานอย่างไร?
ตอบ: การตรวจ BIA คือการใช้เครื่องวัดส่งกระแสไฟฟ้าต่ำ ๆ เข้าไปในร่างกายเพื่อวัดความต้านทานของเซลล์ในแต่ละส่วน เนื่องจากกล้ามเนื้อ ไขมัน และน้ำ มีความสามารถในการนำไฟฟ้าที่แตกต่างกัน
2. ทำไมการชั่งน้ำหนักตัวเพียงอย่างเดียวถึงไม่เพียงพอในการประเมินสุขภาพ?
ตอบ: เพราะน้ำหนักตัวไม่สามารถแยกแยะได้ว่าส่วนใดคือมวลไขมัน มวลกล้ามเนื้อ หรือน้ำ การรู้องค์ประกอบที่ชัดเจนจะช่วยประเมินภาวะโภชนาการและวางแผนการดูแลสุขภาพได้แม่นยำกว่า
3. ใครบ้างที่ "ห้าม" เข้ารับการตรวจด้วยเครื่อง BIA?
ตอบ: ผู้ที่ตั้งครรภ์ ผู้ป่วยที่ผ่าตัดใส่เหล็กในร่างกาย ผู้ป่วยที่ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ (Pacemaker) บุคคลทุพพลภาพ และคนแคระ ไม่สามารถเข้ารับการตรวจได้
4. ไขมันในช่องท้อง (Visceral Fat) ต่างจากไขมันใต้ผิวหนังอย่างไร?
ตอบ: ไขมันในช่องท้องส่งผลต่อรูปร่างน้อยกว่าแต่ส่งผลเสียต่อสุขภาพมากกว่า หากสูงเกินเกณฑ์จะเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง
5. หากตรวจพบว่ามีมวลกล้ามเนื้อน้อย ควรแก้ไขอย่างไร?
ตอบ: ควรรับประทานอาหารที่มีพลังงานและโปรตีนให้เพียงพอตามคำแนะนำของนักกำหนดอาหาร และออกกำลังกายแบบเพิ่มกล้ามเนื้ออย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ต่อเนื่อง 6 สัปดาห์ขึ้นไป
6. ค่า Phase Angle (ระยะมุมเฟส) บอกอะไรเราได้บ้าง?
ตอบ: เป็นค่าบ่งชี้สุขภาพและความสมบูรณ์ของเยื่อหุ้มเซลล์ หากค่าสูงแสดงว่าเซลล์สุขภาพดีแข็งแรง (ระดับนักกีฬาคือ 12-20 องศา) หากต่ำแสดงว่าเซลล์มีปัญหาในการเก็บพลังงาน
7. อายุทางชีวภาพ (Bio Age) แตกต่างจากอายุจริงอย่างไร?
ตอบ: คือการเปรียบเทียบอายุร่างกายกับอายุจริงโดยดูจากสัดส่วนไขมันและกล้ามเนื้อ หากกล้ามเนื้อมากอายุร่างกายจะน้อยกว่าอายุจริง แต่ถ้าไขมันมากอายุร่างกายจะสูงกว่าอายุจริง
8. ทำไมต้องงดอาหาร 2-3 ชั่วโมงก่อนการตรวจ?
ตอบ: เนื่องจากการรับประทานอาหารก่อนตรวจอาจส่งผลให้ค่าไขมันที่วัดได้สูงกว่าความเป็นจริง
9. พฤติกรรมใดบ้างที่ทำให้ค่าการวัดคลาดเคลื่อน (ไขมันสูงกว่าจริง)?
ตอบ: การดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน การออกกำลังกายหนักก่อนตรวจ การอบซาวน่า หรือการตรวจในช่วงมีประจำเดือน จะทำให้ค่าไขมันสูงกว่าความจริงเนื่องจากระดับน้ำในร่างกายผิดปกติ
10. หากต้องการลดน้ำหนัก ควรรับประทานอาหารอย่างไรเมื่อทราบค่าการเผาผลาญ (BMR)?
ตอบ: ต้องรับประทานอาหารน้อยกว่าพลังงานที่ควรได้รับต่อวัน แต่ต้องไม่น้อยกว่าพลังงานขั้นพื้นฐาน (BMR) ที่ร่างกายต้องใช้ขณะพัก เพื่อความปลอดภัยของระบบเผาผลาญ
บทความที่เกี่ยวข้อง


