กรดไหลย้อน ป้องกันได้ก่อนกลายเป็นโรคเรื้อรัง!!
กรดไหลย้อน คืออะไร?
โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease: GERD) หมายถึง ภาวะที่เกิดจากสิ่งที่ย้อนจากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปยังหลอดอาหาร ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกรดในกระเพาะอาหาร หรืออาจเกิดจากด่าง หรือเป็นแก๊สก็เป็นได้ โดยอาจมีหรือไม่มีอาการของหลอดอาหารอักเสบ โรคหรือภาวะนี้ไม่ใช่โรคแปลกใหม่สำหรับคนไทย เป็นโรคที่พบมานานแล้ว และมีอัตราการพบผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ
4 สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อน
- หลอดอาหารส่วนปลายคลายตัวบ่อยกว่าคนที่ไม่มีภาวะกรดไหลย้อน
- ความดันจากหูรูดของหลอดอาหารส่วนปลายลดลงต่ำกว่าปกติ หรือเกิดการเลื่อนของกระเพาะอาหารเข้าไปในหลอดอาหาร
- เกิดจากความผิดปกติของการบีบตัวของกระเพาะอาหารหรือหลอดอาหาร
- เกิดจากการรับรู้ความรู้สึกของหลอดอาหารไวกว่าปกติ
ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคกรดไหลย้อน?
โรคกรดไหลย้อนนี้ยังพบได้ในทุกกลุ่มอายุ โดยกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ ผู้ที่สูบบุหรี่ สตรีที่ตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคผิวหนังแข็ง ผู้ป่วยโรคเบาหวาน นอกจากนี้การใช้ยาบางชนิดก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่เพิ่มปัจจัยเสี่ยงได้เช่นกัน อาทิ ยารักษาโรคกระดูกพรุนสูงบางชนิด ยาแก้โรคซึมเศร้า สำหรับในเด็กนั้นสามารถพบได้ตั้งแต่วัยทารกจนถึงเด็กโตซึ่งอาการที่พบบ่อย เช่น อาเจียนบ่อยหลังดูดนม โลหิตจาง น้ำหนักและการเจริญเติบโตไม่สมวัย ไอเรื้อรัง หอบหืด ปอดอักเสบเรื้อรัง ในเด็กบางรายอาจมีปัญหาการหยุดหายใจขณะหลับได้
อาการหลักของโรคกรดไหลย้อน
- อาการแสบร้อนบริเวณลิ้นปี่ จากนั้นจึงลามขึ้นมาบริเวณหน้าอกหรือลำคอ ซึ่งอาการจะชัดเจนมากขึ้นหลังจากการรับประทานอาหารมื้อหนัก
- อาการเรอมีกลิ่นเปรี้ยว เพราะมีกรดซึ่งเป็นน้ำที่มีรสเปรี้ยวหรือรสขมไหลย้อนขึ้นมายังปาก

แนวทางการรักษาโรคกรดไหลย้อน
โดยทั่วไป แพทย์จะให้ทานยาลดการหลั่งของกรดเป็นเวลา 4-8 สัปดาห์ ผู้ป่วยประมาณครึ่งหนึ่งจะมีโอกาสกลับมามีอาการได้อีก ดังนั้นการรักษาในผู้ป่วยกลุ่มนี้ แพทย์จะให้ยาในกลุ่มเดิมเป็นระยะ ๆ 4-8 สัปดาห์หรือให้ยาตามอาการ สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรังอาจพิจารณาการตรวจเพิ่มเติม เช่น การส่องกล้องการตรวจความเป็นกรด ด่างในหลอดอาหาร หรือตรวจการทำงานของหลอดอาหาร
การปฏิบัติตัวไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
สิ่งสำคัญและง่ายที่สุด คือการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตดังต่อไปนี้
- กรณีที่ผู้ป่วยมีน้ำหนักเกินมาตรฐาน แนะนำให้ลดน้ำหนัก โดยหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม ชา กาแฟ รวมถึงเครื่องดื่มและอาหารที่มีรสจัด หรือกระตุ้นให้เกิดอาการ
- ไม่ควรรับประทานอาหารแล้วนอนทันที ควรเดินหรือขยับร่างกายหลังอาหาร และควรเข้านอนหลังรับประทานอาหารแล้วอย่างน้อย 3 ชั่วโมงเพื่อให้อาหารย่อย โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการกรดไหลย้อนเวลากลางคืน
โรคกรดไหลย้อนแม้จะไม่ร้ายแรงถึงชีวิต แต่ก็ส่งผลร้ายทางร่างกายและคุณภาพชีวิตรวมถึงการทำงาน งานอดิเรกและการใช้ชีวิตประจำวัน ผู้ที่มีอาการดังกล่าว หากปฏิบัติตัวเบื้องต้นแล้วยังมีอาการอยู่ ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางระบบทางเดินอาหารและตับ เพื่อป้องกันไม่ให้โรคลุกลามและเรื้อรังต่อไป
ข้อมูลจาก : ร.ศ.พญ. มณฑิรา มณีรัตนะพร
Q&A เกี่ยวกับโรคกรดไหลย้อน
1. กรดไหลย้อน คืออะไร?
ตอบ: คือภาวะที่กรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นมายังหลอดอาหาร ส่งผลให้หลอดอาหารอักเสบและเกิดอาการแสบร้อน
2. อาการหลักของโรคกรดไหลย้อนมีอะไรบ้าง?
ตอบ: อาการหลักคือ แสบร้อนบริเวณลิ้นปี่ลามขึ้นมาที่หน้าอกหรือลำคอ และมีอาการเรอเปรี้ยวหรือมีรสขมในปาก
3. ทำไมถึงเป็นกรดไหลย้อนหลังกินอาหารมื้อหนัก?
ตอบ: เพราะหลอดอาหารส่วนปลายคลายตัวบ่อย หรือความดันหูรูดลดลง ทำให้กรดไหลย้อนขึ้นมาได้ง่ายขึ้นเมื่อกระเพาะอาหารมีปริมาณอาหารมาก
4. ใครบ้างที่มีความเสี่ยงเป็นโรคกรดไหลย้อน?
ตอบ: ผู้ที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน, หญิงตั้งครรภ์, ผู้ที่สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ, ผู้ป่วยโรคเบาหวาน รวมถึงผู้ที่ใช้ยาบางชนิด เช่น ยารักษาโรคกระดูกพรุน
5. กรดไหลย้อนสามารถพบในเด็กได้หรือไม่?
ตอบ: พบได้ตั้งแต่วัยทารกจนถึงเด็กโต โดยมีอาการเช่น อาเจียนบ่อยหลังดูดนม น้ำหนักไม่สมวัย ไอเรื้อรัง หรือหอบหืด
6. เป็นกรดไหลย้อน ห้ามกินอะไรบ้าง?
ตอบ: ควรงดหรือหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, น้ำอัดลม, ชา, กาแฟ รวมถึงอาหารที่มีรสจัดและอาหารมันจัด
7. กินแล้วนอนทันทีทำให้เป็นกรดไหลย้อนจริงไหม?
ตอบ: จริง การล้มตัวนอนทันทีหลังทานอาหารขัดขวางการย่อย ควรเว้นระยะเวลาอย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน
8. แพทย์รักษากรดไหลย้อนอย่างไร?
ตอบ: แพทย์มักจะให้รับประทานยาลดการหลั่งของกรดติดต่อกันเป็นเวลา 4-8 สัปดาห์ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต
9. รักษาหายแล้วมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำไหม?
ตอบ: มีโอกาส ผู้ป่วยประมาณครึ่งหนึ่งอาจกลับมามีอาการได้อีก แพทย์จึงอาจพิจารณาให้ยาระยะสั้นหรือให้ยาตามอาการ
10. หากรักษาเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์เฉพาะทางด้านใด?
ตอบ: ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ เพื่อตรวจเพิ่มเติม เช่น การส่องกล้องทางเดินอาหาร
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ ชั้น 4 โซน A
บทความที่เกี่ยวข้อง
กรดไหลย้อน คืออะไร?
โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease: GERD) หมายถึง ภาวะที่เกิดจากสิ่งที่ย้อนจากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปยังหลอดอาหาร ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกรดในกระเพาะอาหาร หรืออาจเกิดจากด่าง หรือเป็นแก๊สก็เป็นได้ โดยอาจมีหรือไม่มีอาการของหลอดอาหารอักเสบ โรคหรือภาวะนี้ไม่ใช่โรคแปลกใหม่สำหรับคนไทย เป็นโรคที่พบมานานแล้ว และมีอัตราการพบผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ
4 สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อน
- หลอดอาหารส่วนปลายคลายตัวบ่อยกว่าคนที่ไม่มีภาวะกรดไหลย้อน
- ความดันจากหูรูดของหลอดอาหารส่วนปลายลดลงต่ำกว่าปกติ หรือเกิดการเลื่อนของกระเพาะอาหารเข้าไปในหลอดอาหาร
- เกิดจากความผิดปกติของการบีบตัวของกระเพาะอาหารหรือหลอดอาหาร
- เกิดจากการรับรู้ความรู้สึกของหลอดอาหารไวกว่าปกติ
ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นโรคกรดไหลย้อน?
โรคกรดไหลย้อนนี้ยังพบได้ในทุกกลุ่มอายุ โดยกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ ผู้ที่สูบบุหรี่ สตรีที่ตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคผิวหนังแข็ง ผู้ป่วยโรคเบาหวาน นอกจากนี้การใช้ยาบางชนิดก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่เพิ่มปัจจัยเสี่ยงได้เช่นกัน อาทิ ยารักษาโรคกระดูกพรุนสูงบางชนิด ยาแก้โรคซึมเศร้า สำหรับในเด็กนั้นสามารถพบได้ตั้งแต่วัยทารกจนถึงเด็กโตซึ่งอาการที่พบบ่อย เช่น อาเจียนบ่อยหลังดูดนม โลหิตจาง น้ำหนักและการเจริญเติบโตไม่สมวัย ไอเรื้อรัง หอบหืด ปอดอักเสบเรื้อรัง ในเด็กบางรายอาจมีปัญหาการหยุดหายใจขณะหลับได้
อาการหลักของโรคกรดไหลย้อน
- อาการแสบร้อนบริเวณลิ้นปี่ จากนั้นจึงลามขึ้นมาบริเวณหน้าอกหรือลำคอ ซึ่งอาการจะชัดเจนมากขึ้นหลังจากการรับประทานอาหารมื้อหนัก
- อาการเรอมีกลิ่นเปรี้ยว เพราะมีกรดซึ่งเป็นน้ำที่มีรสเปรี้ยวหรือรสขมไหลย้อนขึ้นมายังปาก

แนวทางการรักษาโรคกรดไหลย้อน
โดยทั่วไป แพทย์จะให้ทานยาลดการหลั่งของกรดเป็นเวลา 4-8 สัปดาห์ ผู้ป่วยประมาณครึ่งหนึ่งจะมีโอกาสกลับมามีอาการได้อีก ดังนั้นการรักษาในผู้ป่วยกลุ่มนี้ แพทย์จะให้ยาในกลุ่มเดิมเป็นระยะ ๆ 4-8 สัปดาห์หรือให้ยาตามอาการ สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรังอาจพิจารณาการตรวจเพิ่มเติม เช่น การส่องกล้องการตรวจความเป็นกรด ด่างในหลอดอาหาร หรือตรวจการทำงานของหลอดอาหาร
การปฏิบัติตัวไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
สิ่งสำคัญและง่ายที่สุด คือการเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตดังต่อไปนี้
- กรณีที่ผู้ป่วยมีน้ำหนักเกินมาตรฐาน แนะนำให้ลดน้ำหนัก โดยหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม ชา กาแฟ รวมถึงเครื่องดื่มและอาหารที่มีรสจัด หรือกระตุ้นให้เกิดอาการ
- ไม่ควรรับประทานอาหารแล้วนอนทันที ควรเดินหรือขยับร่างกายหลังอาหาร และควรเข้านอนหลังรับประทานอาหารแล้วอย่างน้อย 3 ชั่วโมงเพื่อให้อาหารย่อย โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการกรดไหลย้อนเวลากลางคืน
โรคกรดไหลย้อนแม้จะไม่ร้ายแรงถึงชีวิต แต่ก็ส่งผลร้ายทางร่างกายและคุณภาพชีวิตรวมถึงการทำงาน งานอดิเรกและการใช้ชีวิตประจำวัน ผู้ที่มีอาการดังกล่าว หากปฏิบัติตัวเบื้องต้นแล้วยังมีอาการอยู่ ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางระบบทางเดินอาหารและตับ เพื่อป้องกันไม่ให้โรคลุกลามและเรื้อรังต่อไป
ข้อมูลจาก : ร.ศ.พญ. มณฑิรา มณีรัตนะพร
Q&A เกี่ยวกับโรคกรดไหลย้อน
1. กรดไหลย้อน คืออะไร?
ตอบ: คือภาวะที่กรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นมายังหลอดอาหาร ส่งผลให้หลอดอาหารอักเสบและเกิดอาการแสบร้อน
2. อาการหลักของโรคกรดไหลย้อนมีอะไรบ้าง?
ตอบ: อาการหลักคือ แสบร้อนบริเวณลิ้นปี่ลามขึ้นมาที่หน้าอกหรือลำคอ และมีอาการเรอเปรี้ยวหรือมีรสขมในปาก
3. ทำไมถึงเป็นกรดไหลย้อนหลังกินอาหารมื้อหนัก?
ตอบ: เพราะหลอดอาหารส่วนปลายคลายตัวบ่อย หรือความดันหูรูดลดลง ทำให้กรดไหลย้อนขึ้นมาได้ง่ายขึ้นเมื่อกระเพาะอาหารมีปริมาณอาหารมาก
4. ใครบ้างที่มีความเสี่ยงเป็นโรคกรดไหลย้อน?
ตอบ: ผู้ที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน, หญิงตั้งครรภ์, ผู้ที่สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ, ผู้ป่วยโรคเบาหวาน รวมถึงผู้ที่ใช้ยาบางชนิด เช่น ยารักษาโรคกระดูกพรุน
5. กรดไหลย้อนสามารถพบในเด็กได้หรือไม่?
ตอบ: พบได้ตั้งแต่วัยทารกจนถึงเด็กโต โดยมีอาการเช่น อาเจียนบ่อยหลังดูดนม น้ำหนักไม่สมวัย ไอเรื้อรัง หรือหอบหืด
6. เป็นกรดไหลย้อน ห้ามกินอะไรบ้าง?
ตอบ: ควรงดหรือหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, น้ำอัดลม, ชา, กาแฟ รวมถึงอาหารที่มีรสจัดและอาหารมันจัด
7. กินแล้วนอนทันทีทำให้เป็นกรดไหลย้อนจริงไหม?
ตอบ: จริง การล้มตัวนอนทันทีหลังทานอาหารขัดขวางการย่อย ควรเว้นระยะเวลาอย่างน้อย 3 ชั่วโมงก่อนเข้านอน
8. แพทย์รักษากรดไหลย้อนอย่างไร?
ตอบ: แพทย์มักจะให้รับประทานยาลดการหลั่งของกรดติดต่อกันเป็นเวลา 4-8 สัปดาห์ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต
9. รักษาหายแล้วมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำไหม?
ตอบ: มีโอกาส ผู้ป่วยประมาณครึ่งหนึ่งอาจกลับมามีอาการได้อีก แพทย์จึงอาจพิจารณาให้ยาระยะสั้นหรือให้ยาตามอาการ
10. หากรักษาเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์เฉพาะทางด้านใด?
ตอบ: ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ เพื่อตรวจเพิ่มเติม เช่น การส่องกล้องทางเดินอาหาร
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ ชั้น 4 โซน A
บทความที่เกี่ยวข้อง


