โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นในเด็ก
โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นในเด็ก (OSA) คืออะไร?
โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea: OSA) หมายถึง ความผิดปกติของการหายใจในขณะหลับที่มีการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนบนเพียงบางส่วน หรือทั้งหมด ซึ่งส่งผลให้เกิดการหยุดหายใจหรือหายใจแผ่ว
10 สัญญาณเตือน! OSA ในเด็กที่พ่อแม่ต้องสังเกต
- นอนกรนบ่อยมากกว่า 3 คืนต่อสัปดาห์
- หายใจแรงกว่าปกติในขณะนอนหลับ
- มีหยุดหายใจ หรือหายใจดังเฮือก
- ปัสสาวะรดที่นอน
- นอนในท่านั่งหลับ หรือแหงนคอขึ้น
- ริมฝีปากซีดหรือเขียว ตัวเขียว
- ปวดศีรษะตอนตื่นนอน
- ผล็อยหลับหรือง่วงมากผิดปกติเวลากลางวัน
- มีปัญหาด้านพฤติกรรม เช่น ซุกซนผิดปกติ หรือสมาธิสั้น ก้าวร้าว
- มีปัญหาการเรียน
อาการแสดง
- น้ำหนักน้อย หรืออ้วนกว่าเกณฑ์
- อัตราการเจริญเติบโตช้ากว่าเกณฑ์
- ต่อมทอลซิลโต
- คางเล็กหรือสั้น
- หน้าอะดีนอยด์ (รูปหน้ายาว มักอ้าปาก การสบฟันผิดปกติ เพดานปากโค้งสูง)
- เพดานปากโค้งสูงหรือโหว่
- ความดันโลหิตสูง
ภาวะแทรกซ้อนอันตราย หากปล่อยให้เด็กเป็น OSA เรื้อรัง
หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้หลายระบบ ได้แก่
- ระบบประสาทและพฤติกรรม อาจพบปัญหาได้หลายอย่าง เช่น กลุ่มพฤติกรรมที่มีการซุกซนมากผิดปกติ (hyperactive) โรคสมาธิสั้น (attention deficit and hyperactivity disorders: ADHD) หรืออาจมีพฤติกรรมก้าวร้าว เป็นต้น
- ระบบหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ ความดันโลหิตสูง หัวใจห้องซ้ายหนาตัวขึ้น และหากอาการรุนแรงจนมีภาวะพร่องออกซิเจนในเลือดติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจะทำให้มีความดันหลอดเลือดในปอดสูง (pulmonary hypertension) และทำให้หัวใจห้องล่างขวาล้มเหลว (right-sided heart failure) ตามมา
- ระบบต่อมไร้ท่อ เช่น ปัญหาโรคอ้วน การสะสมไขมันที่ผิดปกติ เป็นต้น
วิธีวินิจฉัยโรค OSA ในเด็กทางการแพทย์
1. การซักประวัติ เกี่ยวกับการกรน การหยุดหายใจ รวมถึงการปัสสาวะรดที่นอน และประวัติเกี่ยวกับอาการในเวลากลางวัน เช่น อ้าปากหายใจ คัดจมูกการซุกซนมากผิดปกติ ผลการเรียน เป็นต้น
2. การตรวจร่างกาย เช่น การประเมินขนาดของอะดีนอยด์และทอนซิล การตรวจจมูก การประเมินลักษณะโครงสร้างใบหน้า เป็นต้น
3. การตรวจเพิ่มเติม
- การถ่ายภาพทางรังสีของกะโหลกศีรษะด้านข้าง เพื่อใช้ประเมินขนาดของอะดีนอยด์
- การส่องกล้องตรวจทางเดินหายใจส่วนบนขณะตื่น สามารถใช้ในเด็กโตที่ให้ความร่วมมือ
- การตรวจค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนขณะหลับ (overnight pulse oximetry) เป็นการหาระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดขณะหลับ สามารถนำมาใช้เป็นการตรวจคัดกรองโรค OSA ในเด็กได้ถ้าผลเป็นบวก ผู้ป่วยจะมีโอกาสเป็น OSA ได้สูง แต่ถ้าผลเป็นลบไม่สามารถตัดโรค OSA ออกไปได้ ยังต้องส่งผู้ป่วยไปตรวจการนอนหลับชนิดเต็มรูปแบบ (Polysomnography, PSG) ต่อไป
- การตรวจการนอนหลับชนิดเต็มรูปแบบ (Polysomnography, PSG) เป็นการตรวจมาตรฐานสำหรับการวินิจฉัย OSA
- การตรวจอื่น ๆ เช่น การส่องกล้องตรวจทางเดินหายใจส่วนบนขณะหลับโดยการใช้ยา (Drug Induced Sleep Endoscopy: DISE) เพื่อประเมินการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบนในหลายระดับหรือใช้ประเมินในผู้ป่วย OSA ที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีการอื่นๆมาแล้วแต่ไม่ดีขึ้น
แนวทางการรักษา OSA ในเด็ก มีวิธีใดบ้าง?
- การรักษาโดยการผ่าตัดต่อมอะดีนอยด์และทอลซิล เป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในผู้ป่วยเด็กที่มีโรค OSA ที่มีต่อมทอนซิลและ/หรืออะดีนอยด์โต
- การใช้ยาพ่นจมูกกลุ่มสเตียรอยด์ ควรใช้ในผู้ป่วยเด็กที่มีโรค OSA ระดับความรุนแรงน้อยหรือผู้ป่วยที่ไม่สามารถผ่าตัดต่อมทอนซิลและ/หรืออะดีนอยด์ได้ อย่างไรก็ตามเนื่องจากการตอบสนองต่อยาในผู้ป่วยแต่ละรายอาจแตกต่างกัน และหลังหยุดใช้ยาอาจมีอาการกลับมาได้
- การใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวกชนิดต่อเนื่อง (Continuous Positive Airway Pressure: CPAP) ในกรณีที่ให้การรักษาด้วยการผ่าตัดต่อมทอนซิลและ/หรืออะดีนอยด์แล้วยังมีอาการของ OSA หลงเหลืออยู่ หรือ OSA ที่สัมพันธ์กับภาวะอ้วน โรคระบบประสาทและกล้ามเนื้อ และโครงสร้างใบหน้าผิดปกติที่ไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ ได้สำเร็จ
- การรักษาอื่น ๆ เช่น ทันตกรรมจัดฟัน หรือการฝึกกล้ามเนื้อบริเวณหน้าใบหน้าและคอ (Myofunctional therapy) เพื่อลดการนอนกรน เป็นต้น
ข้อมูลจาก : อ.พญ.ศริสา ถาวรกิจ กุมารแพทย์ระบบหายใจและการนอนหลับ
Q&A เกี่ยวกับโรคหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก
1. โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นในเด็ก (OSA) คืออะไร?
ตอบ: คือ ความผิดปกติของการหายใจในขณะหลับที่มีการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนบนเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด ส่งผลให้เด็กเกิดภาวะหยุดหายใจหรือหายใจแผ่วเป็นพัก ๆ
2. สัญญาณเตือนภัยอะไรบ้างที่บ่งบอกว่าลูกอาจเป็น OSA?
ตอบ: อาการสำคัญได้แก่ นอนกรนบ่อยมากกว่า 3 คืนต่อสัปดาห์ หายใจแรงหรือมีเสียงดังเฮือกขณะนอนหลับ นอนในท่านั่งหรือแหงนคอ ปัสสาวะรดที่นอน ตื่นมาปวดศีรษะ และง่วงนอนมากผิดปกติในเวลากลางวัน
3. เด็กที่เป็น OSA มักมีลักษณะทางร่างกายอย่างไร?
ตอบ: อาจมีภาวะน้ำหนักน้อยหรืออ้วนกว่าเกณฑ์ เติบโตช้ากว่าเกณฑ์ มีต่อมทอนซิลโต คางเล็กหรือสั้น และมีลักษณะหน้าอะดีนอยด์ (รูปหน้ายาว อ้าปากหายใจบ่อย เพดานปากโค้งสูง)
4. หากปล่อยให้เด็กเป็น OSA โดยไม่รักษา จะเกิดภาวะแทรกซ้อนอะไรบ้าง?
ตอบ: ส่งผลกระทบต่อ 3 ระบบหลัก ได้แก่ ระบบประสาทและพฤติกรรม (สมาธิสั้น, ซุกซนผิดปกติ), ระบบหัวใจและหลอดเลือด (ความดันโลหิตสูง, หัวใจห้องซ้ายหนา) และระบบต่อมไร้ท่อ (ปัญหาโรคอ้วนและการสะสมไขมันผิดปกติ)
5. แพทย์มีวิธีวินิจฉัยโรค OSA ในเด็กอย่างไรบ้าง?
ตอบ: แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกาย จากนั้นอาจมีการส่งตรวจเพิ่มเติม เช่น การถ่ายภาพรังสีประเมินต่อมอะดีนอยด์, การตรวจค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนขณะหลับ (Overnight Pulse Oximetry) และการตรวจมาตรฐาน (Polysomnography - PSG)
6. การตรวจการนอนหลับ (PSG) สำคัญอย่างไร?
ตอบ: การตรวจ Polysomnography (PSG) เป็นการตรวจมาตรฐานสูงสุด (Gold Standard) ที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคหยุดหายใจขณะหลับได้อย่างแม่นยำ
7. แนวทางการรักษาโรค OSA ในเด็กมีวิธีใดบ้าง?
ตอบ: วิธีการรักษาหลัก ๆ ได้แก่ การผ่าตัดต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์, การใช้ยาพ่นจมูกสเตียรอยด์, การใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (CPAP) และการรักษาเสริมอื่น ๆ เช่น ทันตกรรมจัดฟันหรือการฝึกกล้ามเนื้อ
8. การผ่าตัดต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์เหมาะกับใคร?
ตอบ: เป็นวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับเด็กที่เป็น OSA และมีภาวะต่อมทอนซิลหรืออะดีนอยด์โต
9. ในกรณีใดบ้างที่เด็กต้องใช้เครื่อง CPAP?
ตอบ: ใช้ในกรณีที่ผ่าตัดทอนซิลและอะดีนอยด์แล้วยังมีอาการหลงเหลืออยู่ หรือเด็กที่เป็น OSA ร่วมกับโรคอ้วน โรคระบบประสาทและกล้ามเนื้อ รวมถึงโครงสร้างใบหน้าผิดปกติที่ไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่นได้
10. สามารถปรึกษาและรับการตรวจรักษาโรค OSA ในเด็กได้ที่ไหน?
ตอบ: สามารถสอบถามข้อมูลและรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ ศูนย์เด็ก ชั้น 3 โซน E โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์เด็ก ชั้น 3 โซน E
บทความที่เกี่ยวข้อง
โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นในเด็ก (OSA) คืออะไร?
โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea: OSA) หมายถึง ความผิดปกติของการหายใจในขณะหลับที่มีการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนบนเพียงบางส่วน หรือทั้งหมด ซึ่งส่งผลให้เกิดการหยุดหายใจหรือหายใจแผ่ว
10 สัญญาณเตือน! OSA ในเด็กที่พ่อแม่ต้องสังเกต
- นอนกรนบ่อยมากกว่า 3 คืนต่อสัปดาห์
- หายใจแรงกว่าปกติในขณะนอนหลับ
- มีหยุดหายใจ หรือหายใจดังเฮือก
- ปัสสาวะรดที่นอน
- นอนในท่านั่งหลับ หรือแหงนคอขึ้น
- ริมฝีปากซีดหรือเขียว ตัวเขียว
- ปวดศีรษะตอนตื่นนอน
- ผล็อยหลับหรือง่วงมากผิดปกติเวลากลางวัน
- มีปัญหาด้านพฤติกรรม เช่น ซุกซนผิดปกติ หรือสมาธิสั้น ก้าวร้าว
- มีปัญหาการเรียน
อาการแสดง
- น้ำหนักน้อย หรืออ้วนกว่าเกณฑ์
- อัตราการเจริญเติบโตช้ากว่าเกณฑ์
- ต่อมทอลซิลโต
- คางเล็กหรือสั้น
- หน้าอะดีนอยด์ (รูปหน้ายาว มักอ้าปาก การสบฟันผิดปกติ เพดานปากโค้งสูง)
- เพดานปากโค้งสูงหรือโหว่
- ความดันโลหิตสูง
ภาวะแทรกซ้อนอันตราย หากปล่อยให้เด็กเป็น OSA เรื้อรัง
หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้หลายระบบ ได้แก่
- ระบบประสาทและพฤติกรรม อาจพบปัญหาได้หลายอย่าง เช่น กลุ่มพฤติกรรมที่มีการซุกซนมากผิดปกติ (hyperactive) โรคสมาธิสั้น (attention deficit and hyperactivity disorders: ADHD) หรืออาจมีพฤติกรรมก้าวร้าว เป็นต้น
- ระบบหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ ความดันโลหิตสูง หัวใจห้องซ้ายหนาตัวขึ้น และหากอาการรุนแรงจนมีภาวะพร่องออกซิเจนในเลือดติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจะทำให้มีความดันหลอดเลือดในปอดสูง (pulmonary hypertension) และทำให้หัวใจห้องล่างขวาล้มเหลว (right-sided heart failure) ตามมา
- ระบบต่อมไร้ท่อ เช่น ปัญหาโรคอ้วน การสะสมไขมันที่ผิดปกติ เป็นต้น
วิธีวินิจฉัยโรค OSA ในเด็กทางการแพทย์
1. การซักประวัติ เกี่ยวกับการกรน การหยุดหายใจ รวมถึงการปัสสาวะรดที่นอน และประวัติเกี่ยวกับอาการในเวลากลางวัน เช่น อ้าปากหายใจ คัดจมูกการซุกซนมากผิดปกติ ผลการเรียน เป็นต้น
2. การตรวจร่างกาย เช่น การประเมินขนาดของอะดีนอยด์และทอนซิล การตรวจจมูก การประเมินลักษณะโครงสร้างใบหน้า เป็นต้น
3. การตรวจเพิ่มเติม
- การถ่ายภาพทางรังสีของกะโหลกศีรษะด้านข้าง เพื่อใช้ประเมินขนาดของอะดีนอยด์
- การส่องกล้องตรวจทางเดินหายใจส่วนบนขณะตื่น สามารถใช้ในเด็กโตที่ให้ความร่วมมือ
- การตรวจค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนขณะหลับ (overnight pulse oximetry) เป็นการหาระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดขณะหลับ สามารถนำมาใช้เป็นการตรวจคัดกรองโรค OSA ในเด็กได้ถ้าผลเป็นบวก ผู้ป่วยจะมีโอกาสเป็น OSA ได้สูง แต่ถ้าผลเป็นลบไม่สามารถตัดโรค OSA ออกไปได้ ยังต้องส่งผู้ป่วยไปตรวจการนอนหลับชนิดเต็มรูปแบบ (Polysomnography, PSG) ต่อไป
- การตรวจการนอนหลับชนิดเต็มรูปแบบ (Polysomnography, PSG) เป็นการตรวจมาตรฐานสำหรับการวินิจฉัย OSA
- การตรวจอื่น ๆ เช่น การส่องกล้องตรวจทางเดินหายใจส่วนบนขณะหลับโดยการใช้ยา (Drug Induced Sleep Endoscopy: DISE) เพื่อประเมินการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบนในหลายระดับหรือใช้ประเมินในผู้ป่วย OSA ที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีการอื่นๆมาแล้วแต่ไม่ดีขึ้น
แนวทางการรักษา OSA ในเด็ก มีวิธีใดบ้าง?
- การรักษาโดยการผ่าตัดต่อมอะดีนอยด์และทอลซิล เป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในผู้ป่วยเด็กที่มีโรค OSA ที่มีต่อมทอนซิลและ/หรืออะดีนอยด์โต
- การใช้ยาพ่นจมูกกลุ่มสเตียรอยด์ ควรใช้ในผู้ป่วยเด็กที่มีโรค OSA ระดับความรุนแรงน้อยหรือผู้ป่วยที่ไม่สามารถผ่าตัดต่อมทอนซิลและ/หรืออะดีนอยด์ได้ อย่างไรก็ตามเนื่องจากการตอบสนองต่อยาในผู้ป่วยแต่ละรายอาจแตกต่างกัน และหลังหยุดใช้ยาอาจมีอาการกลับมาได้
- การใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวกชนิดต่อเนื่อง (Continuous Positive Airway Pressure: CPAP) ในกรณีที่ให้การรักษาด้วยการผ่าตัดต่อมทอนซิลและ/หรืออะดีนอยด์แล้วยังมีอาการของ OSA หลงเหลืออยู่ หรือ OSA ที่สัมพันธ์กับภาวะอ้วน โรคระบบประสาทและกล้ามเนื้อ และโครงสร้างใบหน้าผิดปกติที่ไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ ได้สำเร็จ
- การรักษาอื่น ๆ เช่น ทันตกรรมจัดฟัน หรือการฝึกกล้ามเนื้อบริเวณหน้าใบหน้าและคอ (Myofunctional therapy) เพื่อลดการนอนกรน เป็นต้น
ข้อมูลจาก : อ.พญ.ศริสา ถาวรกิจ กุมารแพทย์ระบบหายใจและการนอนหลับ
Q&A เกี่ยวกับโรคหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก
1. โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นในเด็ก (OSA) คืออะไร?
ตอบ: คือ ความผิดปกติของการหายใจในขณะหลับที่มีการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนบนเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด ส่งผลให้เด็กเกิดภาวะหยุดหายใจหรือหายใจแผ่วเป็นพัก ๆ
2. สัญญาณเตือนภัยอะไรบ้างที่บ่งบอกว่าลูกอาจเป็น OSA?
ตอบ: อาการสำคัญได้แก่ นอนกรนบ่อยมากกว่า 3 คืนต่อสัปดาห์ หายใจแรงหรือมีเสียงดังเฮือกขณะนอนหลับ นอนในท่านั่งหรือแหงนคอ ปัสสาวะรดที่นอน ตื่นมาปวดศีรษะ และง่วงนอนมากผิดปกติในเวลากลางวัน
3. เด็กที่เป็น OSA มักมีลักษณะทางร่างกายอย่างไร?
ตอบ: อาจมีภาวะน้ำหนักน้อยหรืออ้วนกว่าเกณฑ์ เติบโตช้ากว่าเกณฑ์ มีต่อมทอนซิลโต คางเล็กหรือสั้น และมีลักษณะหน้าอะดีนอยด์ (รูปหน้ายาว อ้าปากหายใจบ่อย เพดานปากโค้งสูง)
4. หากปล่อยให้เด็กเป็น OSA โดยไม่รักษา จะเกิดภาวะแทรกซ้อนอะไรบ้าง?
ตอบ: ส่งผลกระทบต่อ 3 ระบบหลัก ได้แก่ ระบบประสาทและพฤติกรรม (สมาธิสั้น, ซุกซนผิดปกติ), ระบบหัวใจและหลอดเลือด (ความดันโลหิตสูง, หัวใจห้องซ้ายหนา) และระบบต่อมไร้ท่อ (ปัญหาโรคอ้วนและการสะสมไขมันผิดปกติ)
5. แพทย์มีวิธีวินิจฉัยโรค OSA ในเด็กอย่างไรบ้าง?
ตอบ: แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกาย จากนั้นอาจมีการส่งตรวจเพิ่มเติม เช่น การถ่ายภาพรังสีประเมินต่อมอะดีนอยด์, การตรวจค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนขณะหลับ (Overnight Pulse Oximetry) และการตรวจมาตรฐาน (Polysomnography - PSG)
6. การตรวจการนอนหลับ (PSG) สำคัญอย่างไร?
ตอบ: การตรวจ Polysomnography (PSG) เป็นการตรวจมาตรฐานสูงสุด (Gold Standard) ที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคหยุดหายใจขณะหลับได้อย่างแม่นยำ
7. แนวทางการรักษาโรค OSA ในเด็กมีวิธีใดบ้าง?
ตอบ: วิธีการรักษาหลัก ๆ ได้แก่ การผ่าตัดต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์, การใช้ยาพ่นจมูกสเตียรอยด์, การใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (CPAP) และการรักษาเสริมอื่น ๆ เช่น ทันตกรรมจัดฟันหรือการฝึกกล้ามเนื้อ
8. การผ่าตัดต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์เหมาะกับใคร?
ตอบ: เป็นวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับเด็กที่เป็น OSA และมีภาวะต่อมทอนซิลหรืออะดีนอยด์โต
9. ในกรณีใดบ้างที่เด็กต้องใช้เครื่อง CPAP?
ตอบ: ใช้ในกรณีที่ผ่าตัดทอนซิลและอะดีนอยด์แล้วยังมีอาการหลงเหลืออยู่ หรือเด็กที่เป็น OSA ร่วมกับโรคอ้วน โรคระบบประสาทและกล้ามเนื้อ รวมถึงโครงสร้างใบหน้าผิดปกติที่ไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่นได้
10. สามารถปรึกษาและรับการตรวจรักษาโรค OSA ในเด็กได้ที่ไหน?
ตอบ: สามารถสอบถามข้อมูลและรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ ศูนย์เด็ก ชั้น 3 โซน E โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์เด็ก ชั้น 3 โซน E
บทความที่เกี่ยวข้อง


