โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นในเด็ก

โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นในเด็ก (OSA) คืออะไร?

โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea: OSA) หมายถึง ความผิดปกติของการหายใจในขณะหลับที่มีการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนบนเพียงบางส่วน หรือทั้งหมด ซึ่งส่งผลให้เกิดการหยุดหายใจหรือหายใจแผ่ว

10 สัญญาณเตือน! OSA ในเด็กที่พ่อแม่ต้องสังเกต

  1. นอนกรนบ่อยมากกว่า 3 คืนต่อสัปดาห์
  2. หายใจแรงกว่าปกติในขณะนอนหลับ
  3. มีหยุดหายใจ หรือหายใจดังเฮือก
  4. ปัสสาวะรดที่นอน
  5. นอนในท่านั่งหลับ หรือแหงนคอขึ้น
  6. ริมฝีปากซีดหรือเขียว ตัวเขียว
  7. ปวดศีรษะตอนตื่นนอน
  8. ผล็อยหลับหรือง่วงมากผิดปกติเวลากลางวัน
  9. มีปัญหาด้านพฤติกรรม เช่น ซุกซนผิดปกติ หรือสมาธิสั้น ก้าวร้าว
  10. มีปัญหาการเรียน

อาการแสดง 

  1. น้ำหนักน้อย หรืออ้วนกว่าเกณฑ์
  2. อัตราการเจริญเติบโตช้ากว่าเกณฑ์
  3. ต่อมทอลซิลโต
  4. คางเล็กหรือสั้น
  5. หน้าอะดีนอยด์ (รูปหน้ายาว มักอ้าปาก การสบฟันผิดปกติ เพดานปากโค้งสูง)
  6. เพดานปากโค้งสูงหรือโหว่
  7. ความดันโลหิตสูง

ภาวะแทรกซ้อนอันตราย หากปล่อยให้เด็กเป็น OSA เรื้อรัง

หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้หลายระบบ ได้แก่

  1. ระบบประสาทและพฤติกรรม อาจพบปัญหาได้หลายอย่าง เช่น กลุ่มพฤติกรรมที่มีการซุกซนมากผิดปกติ (hyperactive) โรคสมาธิสั้น (attention deficit and hyperactivity disorders: ADHD) หรืออาจมีพฤติกรรมก้าวร้าว เป็นต้น
  2. ระบบหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ ความดันโลหิตสูง หัวใจห้องซ้ายหนาตัวขึ้น และหากอาการรุนแรงจนมีภาวะพร่องออกซิเจนในเลือดติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจะทำให้มีความดันหลอดเลือดในปอดสูง (pulmonary hypertension) และทำให้หัวใจห้องล่างขวาล้มเหลว (right-sided heart failure) ตามมา
  3. ระบบต่อมไร้ท่อ เช่น ปัญหาโรคอ้วน การสะสมไขมันที่ผิดปกติ เป็นต้น

วิธีวินิจฉัยโรค OSA ในเด็กทางการแพทย์

1. การซักประวัติ เกี่ยวกับการกรน การหยุดหายใจ รวมถึงการปัสสาวะรดที่นอน และประวัติเกี่ยวกับอาการในเวลากลางวัน เช่น อ้าปากหายใจ คัดจมูกการซุกซนมากผิดปกติ ผลการเรียน เป็นต้น

2. การตรวจร่างกาย เช่น การประเมินขนาดของอะดีนอยด์และทอนซิล การตรวจจมูก การประเมินลักษณะโครงสร้างใบหน้า เป็นต้น

3. การตรวจเพิ่มเติม

  • การถ่ายภาพทางรังสีของกะโหลกศีรษะด้านข้าง เพื่อใช้ประเมินขนาดของอะดีนอยด์
  • การส่องกล้องตรวจทางเดินหายใจส่วนบนขณะตื่น สามารถใช้ในเด็กโตที่ให้ความร่วมมือ
  • การตรวจค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนขณะหลับ (overnight pulse oximetry) เป็นการหาระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดขณะหลับ สามารถนำมาใช้เป็นการตรวจคัดกรองโรค OSA ในเด็กได้ถ้าผลเป็นบวก ผู้ป่วยจะมีโอกาสเป็น OSA ได้สูง แต่ถ้าผลเป็นลบไม่สามารถตัดโรค OSA ออกไปได้ ยังต้องส่งผู้ป่วยไปตรวจการนอนหลับชนิดเต็มรูปแบบ (Polysomnography, PSG) ต่อไป
  • การตรวจการนอนหลับชนิดเต็มรูปแบบ (Polysomnography, PSG) เป็นการตรวจมาตรฐานสำหรับการวินิจฉัย OSA
  • การตรวจอื่น ๆ เช่น การส่องกล้องตรวจทางเดินหายใจส่วนบนขณะหลับโดยการใช้ยา (Drug Induced Sleep Endoscopy: DISE) เพื่อประเมินการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบนในหลายระดับหรือใช้ประเมินในผู้ป่วย OSA ที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีการอื่นๆมาแล้วแต่ไม่ดีขึ้น

แนวทางการรักษา OSA ในเด็ก มีวิธีใดบ้าง?

  1. การรักษาโดยการผ่าตัดต่อมอะดีนอยด์และทอลซิล เป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในผู้ป่วยเด็กที่มีโรค OSA ที่มีต่อมทอนซิลและ/หรืออะดีนอยด์โต
  2. การใช้ยาพ่นจมูกกลุ่มสเตียรอยด์ ควรใช้ในผู้ป่วยเด็กที่มีโรค OSA ระดับความรุนแรงน้อยหรือผู้ป่วยที่ไม่สามารถผ่าตัดต่อมทอนซิลและ/หรืออะดีนอยด์ได้ อย่างไรก็ตามเนื่องจากการตอบสนองต่อยาในผู้ป่วยแต่ละรายอาจแตกต่างกัน และหลังหยุดใช้ยาอาจมีอาการกลับมาได้
  3. การใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวกชนิดต่อเนื่อง (Continuous Positive Airway Pressure: CPAP) ในกรณีที่ให้การรักษาด้วยการผ่าตัดต่อมทอนซิลและ/หรืออะดีนอยด์แล้วยังมีอาการของ OSA หลงเหลืออยู่ หรือ OSA ที่สัมพันธ์กับภาวะอ้วน โรคระบบประสาทและกล้ามเนื้อ และโครงสร้างใบหน้าผิดปกติที่ไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ ได้สำเร็จ
  4. การรักษาอื่น ๆ เช่น ทันตกรรมจัดฟัน หรือการฝึกกล้ามเนื้อบริเวณหน้าใบหน้าและคอ (Myofunctional therapy) เพื่อลดการนอนกรน เป็นต้น

ข้อมูลจาก : อ.พญ.ศริสา ถาวรกิจ กุมารแพทย์ระบบหายใจและการนอนหลับ


Q&A เกี่ยวกับโรคหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก

1. โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นในเด็ก (OSA) คืออะไร?

ตอบ: คือ ความผิดปกติของการหายใจในขณะหลับที่มีการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนบนเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด ส่งผลให้เด็กเกิดภาวะหยุดหายใจหรือหายใจแผ่วเป็นพัก ๆ

2. สัญญาณเตือนภัยอะไรบ้างที่บ่งบอกว่าลูกอาจเป็น OSA?

ตอบ: อาการสำคัญได้แก่ นอนกรนบ่อยมากกว่า 3 คืนต่อสัปดาห์ หายใจแรงหรือมีเสียงดังเฮือกขณะนอนหลับ นอนในท่านั่งหรือแหงนคอ ปัสสาวะรดที่นอน ตื่นมาปวดศีรษะ และง่วงนอนมากผิดปกติในเวลากลางวัน

3. เด็กที่เป็น OSA มักมีลักษณะทางร่างกายอย่างไร?

ตอบ: อาจมีภาวะน้ำหนักน้อยหรืออ้วนกว่าเกณฑ์ เติบโตช้ากว่าเกณฑ์ มีต่อมทอนซิลโต คางเล็กหรือสั้น และมีลักษณะหน้าอะดีนอยด์ (รูปหน้ายาว อ้าปากหายใจบ่อย เพดานปากโค้งสูง)

4. หากปล่อยให้เด็กเป็น OSA โดยไม่รักษา จะเกิดภาวะแทรกซ้อนอะไรบ้าง?

ตอบ: ส่งผลกระทบต่อ 3 ระบบหลัก ได้แก่ ระบบประสาทและพฤติกรรม (สมาธิสั้น, ซุกซนผิดปกติ), ระบบหัวใจและหลอดเลือด (ความดันโลหิตสูง, หัวใจห้องซ้ายหนา) และระบบต่อมไร้ท่อ (ปัญหาโรคอ้วนและการสะสมไขมันผิดปกติ)

5. แพทย์มีวิธีวินิจฉัยโรค OSA ในเด็กอย่างไรบ้าง?

ตอบ: แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกาย จากนั้นอาจมีการส่งตรวจเพิ่มเติม เช่น การถ่ายภาพรังสีประเมินต่อมอะดีนอยด์, การตรวจค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนขณะหลับ (Overnight Pulse Oximetry) และการตรวจมาตรฐาน (Polysomnography - PSG)

6. การตรวจการนอนหลับ (PSG) สำคัญอย่างไร?

ตอบ: การตรวจ Polysomnography (PSG) เป็นการตรวจมาตรฐานสูงสุด (Gold Standard) ที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคหยุดหายใจขณะหลับได้อย่างแม่นยำ

7. แนวทางการรักษาโรค OSA ในเด็กมีวิธีใดบ้าง?

ตอบ: วิธีการรักษาหลัก ๆ ได้แก่ การผ่าตัดต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์, การใช้ยาพ่นจมูกสเตียรอยด์, การใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (CPAP) และการรักษาเสริมอื่น ๆ เช่น ทันตกรรมจัดฟันหรือการฝึกกล้ามเนื้อ

8. การผ่าตัดต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์เหมาะกับใคร?

ตอบ: เป็นวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับเด็กที่เป็น OSA และมีภาวะต่อมทอนซิลหรืออะดีนอยด์โต

9. ในกรณีใดบ้างที่เด็กต้องใช้เครื่อง CPAP?

ตอบ: ใช้ในกรณีที่ผ่าตัดทอนซิลและอะดีนอยด์แล้วยังมีอาการหลงเหลืออยู่ หรือเด็กที่เป็น OSA ร่วมกับโรคอ้วน โรคระบบประสาทและกล้ามเนื้อ รวมถึงโครงสร้างใบหน้าผิดปกติที่ไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่นได้

10. สามารถปรึกษาและรับการตรวจรักษาโรค OSA ในเด็กได้ที่ไหน?

ตอบ: สามารถสอบถามข้อมูลและรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ ศูนย์เด็ก ชั้น 3 โซน E โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์เด็ก ชั้น 3 โซน E

บทความที่เกี่ยวข้อง

 

 โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นในเด็ก (OSA) คืออะไร?

โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea: OSA) หมายถึง ความผิดปกติของการหายใจในขณะหลับที่มีการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนบนเพียงบางส่วน หรือทั้งหมด ซึ่งส่งผลให้เกิดการหยุดหายใจหรือหายใจแผ่ว

10 สัญญาณเตือน! OSA ในเด็กที่พ่อแม่ต้องสังเกต

  1. นอนกรนบ่อยมากกว่า 3 คืนต่อสัปดาห์
  2. หายใจแรงกว่าปกติในขณะนอนหลับ
  3. มีหยุดหายใจ หรือหายใจดังเฮือก
  4. ปัสสาวะรดที่นอน
  5. นอนในท่านั่งหลับ หรือแหงนคอขึ้น
  6. ริมฝีปากซีดหรือเขียว ตัวเขียว
  7. ปวดศีรษะตอนตื่นนอน
  8. ผล็อยหลับหรือง่วงมากผิดปกติเวลากลางวัน
  9. มีปัญหาด้านพฤติกรรม เช่น ซุกซนผิดปกติ หรือสมาธิสั้น ก้าวร้าว
  10. มีปัญหาการเรียน

อาการแสดง 

  1. น้ำหนักน้อย หรืออ้วนกว่าเกณฑ์
  2. อัตราการเจริญเติบโตช้ากว่าเกณฑ์
  3. ต่อมทอลซิลโต
  4. คางเล็กหรือสั้น
  5. หน้าอะดีนอยด์ (รูปหน้ายาว มักอ้าปาก การสบฟันผิดปกติ เพดานปากโค้งสูง)
  6. เพดานปากโค้งสูงหรือโหว่
  7. ความดันโลหิตสูง

ภาวะแทรกซ้อนอันตราย หากปล่อยให้เด็กเป็น OSA เรื้อรัง

หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมอาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้หลายระบบ ได้แก่

  1. ระบบประสาทและพฤติกรรม อาจพบปัญหาได้หลายอย่าง เช่น กลุ่มพฤติกรรมที่มีการซุกซนมากผิดปกติ (hyperactive) โรคสมาธิสั้น (attention deficit and hyperactivity disorders: ADHD) หรืออาจมีพฤติกรรมก้าวร้าว เป็นต้น
  2. ระบบหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ ความดันโลหิตสูง หัวใจห้องซ้ายหนาตัวขึ้น และหากอาการรุนแรงจนมีภาวะพร่องออกซิเจนในเลือดติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจะทำให้มีความดันหลอดเลือดในปอดสูง (pulmonary hypertension) และทำให้หัวใจห้องล่างขวาล้มเหลว (right-sided heart failure) ตามมา
  3. ระบบต่อมไร้ท่อ เช่น ปัญหาโรคอ้วน การสะสมไขมันที่ผิดปกติ เป็นต้น

วิธีวินิจฉัยโรค OSA ในเด็กทางการแพทย์

1. การซักประวัติ เกี่ยวกับการกรน การหยุดหายใจ รวมถึงการปัสสาวะรดที่นอน และประวัติเกี่ยวกับอาการในเวลากลางวัน เช่น อ้าปากหายใจ คัดจมูกการซุกซนมากผิดปกติ ผลการเรียน เป็นต้น

2. การตรวจร่างกาย เช่น การประเมินขนาดของอะดีนอยด์และทอนซิล การตรวจจมูก การประเมินลักษณะโครงสร้างใบหน้า เป็นต้น

3. การตรวจเพิ่มเติม

  • การถ่ายภาพทางรังสีของกะโหลกศีรษะด้านข้าง เพื่อใช้ประเมินขนาดของอะดีนอยด์
  • การส่องกล้องตรวจทางเดินหายใจส่วนบนขณะตื่น สามารถใช้ในเด็กโตที่ให้ความร่วมมือ
  • การตรวจค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนขณะหลับ (overnight pulse oximetry) เป็นการหาระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดขณะหลับ สามารถนำมาใช้เป็นการตรวจคัดกรองโรค OSA ในเด็กได้ถ้าผลเป็นบวก ผู้ป่วยจะมีโอกาสเป็น OSA ได้สูง แต่ถ้าผลเป็นลบไม่สามารถตัดโรค OSA ออกไปได้ ยังต้องส่งผู้ป่วยไปตรวจการนอนหลับชนิดเต็มรูปแบบ (Polysomnography, PSG) ต่อไป
  • การตรวจการนอนหลับชนิดเต็มรูปแบบ (Polysomnography, PSG) เป็นการตรวจมาตรฐานสำหรับการวินิจฉัย OSA
  • การตรวจอื่น ๆ เช่น การส่องกล้องตรวจทางเดินหายใจส่วนบนขณะหลับโดยการใช้ยา (Drug Induced Sleep Endoscopy: DISE) เพื่อประเมินการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบนในหลายระดับหรือใช้ประเมินในผู้ป่วย OSA ที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีการอื่นๆมาแล้วแต่ไม่ดีขึ้น

แนวทางการรักษา OSA ในเด็ก มีวิธีใดบ้าง?

  1. การรักษาโดยการผ่าตัดต่อมอะดีนอยด์และทอลซิล เป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในผู้ป่วยเด็กที่มีโรค OSA ที่มีต่อมทอนซิลและ/หรืออะดีนอยด์โต
  2. การใช้ยาพ่นจมูกกลุ่มสเตียรอยด์ ควรใช้ในผู้ป่วยเด็กที่มีโรค OSA ระดับความรุนแรงน้อยหรือผู้ป่วยที่ไม่สามารถผ่าตัดต่อมทอนซิลและ/หรืออะดีนอยด์ได้ อย่างไรก็ตามเนื่องจากการตอบสนองต่อยาในผู้ป่วยแต่ละรายอาจแตกต่างกัน และหลังหยุดใช้ยาอาจมีอาการกลับมาได้
  3. การใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวกชนิดต่อเนื่อง (Continuous Positive Airway Pressure: CPAP) ในกรณีที่ให้การรักษาด้วยการผ่าตัดต่อมทอนซิลและ/หรืออะดีนอยด์แล้วยังมีอาการของ OSA หลงเหลืออยู่ หรือ OSA ที่สัมพันธ์กับภาวะอ้วน โรคระบบประสาทและกล้ามเนื้อ และโครงสร้างใบหน้าผิดปกติที่ไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ ได้สำเร็จ
  4. การรักษาอื่น ๆ เช่น ทันตกรรมจัดฟัน หรือการฝึกกล้ามเนื้อบริเวณหน้าใบหน้าและคอ (Myofunctional therapy) เพื่อลดการนอนกรน เป็นต้น

ข้อมูลจาก : อ.พญ.ศริสา ถาวรกิจ กุมารแพทย์ระบบหายใจและการนอนหลับ


Q&A เกี่ยวกับโรคหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก

1. โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นในเด็ก (OSA) คืออะไร?

ตอบ: คือ ความผิดปกติของการหายใจในขณะหลับที่มีการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนบนเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด ส่งผลให้เด็กเกิดภาวะหยุดหายใจหรือหายใจแผ่วเป็นพัก ๆ

2. สัญญาณเตือนภัยอะไรบ้างที่บ่งบอกว่าลูกอาจเป็น OSA?

ตอบ: อาการสำคัญได้แก่ นอนกรนบ่อยมากกว่า 3 คืนต่อสัปดาห์ หายใจแรงหรือมีเสียงดังเฮือกขณะนอนหลับ นอนในท่านั่งหรือแหงนคอ ปัสสาวะรดที่นอน ตื่นมาปวดศีรษะ และง่วงนอนมากผิดปกติในเวลากลางวัน

3. เด็กที่เป็น OSA มักมีลักษณะทางร่างกายอย่างไร?

ตอบ: อาจมีภาวะน้ำหนักน้อยหรืออ้วนกว่าเกณฑ์ เติบโตช้ากว่าเกณฑ์ มีต่อมทอนซิลโต คางเล็กหรือสั้น และมีลักษณะหน้าอะดีนอยด์ (รูปหน้ายาว อ้าปากหายใจบ่อย เพดานปากโค้งสูง)

4. หากปล่อยให้เด็กเป็น OSA โดยไม่รักษา จะเกิดภาวะแทรกซ้อนอะไรบ้าง?

ตอบ: ส่งผลกระทบต่อ 3 ระบบหลัก ได้แก่ ระบบประสาทและพฤติกรรม (สมาธิสั้น, ซุกซนผิดปกติ), ระบบหัวใจและหลอดเลือด (ความดันโลหิตสูง, หัวใจห้องซ้ายหนา) และระบบต่อมไร้ท่อ (ปัญหาโรคอ้วนและการสะสมไขมันผิดปกติ)

5. แพทย์มีวิธีวินิจฉัยโรค OSA ในเด็กอย่างไรบ้าง?

ตอบ: แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกาย จากนั้นอาจมีการส่งตรวจเพิ่มเติม เช่น การถ่ายภาพรังสีประเมินต่อมอะดีนอยด์, การตรวจค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนขณะหลับ (Overnight Pulse Oximetry) และการตรวจมาตรฐาน (Polysomnography - PSG)

6. การตรวจการนอนหลับ (PSG) สำคัญอย่างไร?

ตอบ: การตรวจ Polysomnography (PSG) เป็นการตรวจมาตรฐานสูงสุด (Gold Standard) ที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคหยุดหายใจขณะหลับได้อย่างแม่นยำ

7. แนวทางการรักษาโรค OSA ในเด็กมีวิธีใดบ้าง?

ตอบ: วิธีการรักษาหลัก ๆ ได้แก่ การผ่าตัดต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์, การใช้ยาพ่นจมูกสเตียรอยด์, การใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (CPAP) และการรักษาเสริมอื่น ๆ เช่น ทันตกรรมจัดฟันหรือการฝึกกล้ามเนื้อ

8. การผ่าตัดต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์เหมาะกับใคร?

ตอบ: เป็นวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับเด็กที่เป็น OSA และมีภาวะต่อมทอนซิลหรืออะดีนอยด์โต

9. ในกรณีใดบ้างที่เด็กต้องใช้เครื่อง CPAP?

ตอบ: ใช้ในกรณีที่ผ่าตัดทอนซิลและอะดีนอยด์แล้วยังมีอาการหลงเหลืออยู่ หรือเด็กที่เป็น OSA ร่วมกับโรคอ้วน โรคระบบประสาทและกล้ามเนื้อ รวมถึงโครงสร้างใบหน้าผิดปกติที่ไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่นได้

10. สามารถปรึกษาและรับการตรวจรักษาโรค OSA ในเด็กได้ที่ไหน?

ตอบ: สามารถสอบถามข้อมูลและรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ที่ ศูนย์เด็ก ชั้น 3 โซน E โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์เด็ก ชั้น 3 โซน E

บทความที่เกี่ยวข้อง