กระดูกพรุน ดูแลก่อน ป้องกันได้
โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) คืออะไร? ทำไมจึงน่ากลัว
โรคกระดูกพรุน (osteoporosis) เป็นโรคที่มีความผิดปกติของเนื้อกระดูก ที่เกิดเนื่องจากมีความไม่สมดุลในกระบวนการปรับรูปเซลล์กระดูก โดยเซลล์สลายกระดูกทำงานมากกว่าเซลล์สร้างกระดูก ทำให้มวลกระดูกมีความหนาแน่นลดลง เนื้อกระดูกบางลง มีความแข็งแรงน้อยลง และมีความเปราะเพิ่มขึ้น โดยการสร้างและการสลายกระดูกเป็น กระบวนการซับซ้อนและเกิดขึ้นตลอดช่วงชีวิต
ในวัยเด็ก การสร้างกระดูกเกิดมากกว่าการสลาย มวลกระดูกจึงเพิ่มขึ้นตามอายุ จนมีความหนาแน่นกระดูกสูงสุดเมื่ออายุประมาณ 25-30 ปี เนื้อกระดูกจะคงที่จนถึงช่วงอายุประมาณ 35-40 ปี จากนั้นเมื่ออายุมากขึ้น หรือเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน การสร้างกระดูกเกิดน้อยลง และไม่สมดุลกับการสลายที่เพิ่มขึ้น ทำให้มวลกระดูกลดลงเรื่อย ๆ จนเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหัก โดยเฉพาะการหักในตำแหน่งสำคัญ ได้แก่ กระดูกข้อมือ กระดูกสันหลัง และกระดูกข้อสะโพก
สัญญาณเตือนและอาการของโรคกระดูกพรุน
โรคนี้เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญในผู้สูงอายุและเป็นภัยเงียบ เนื่องจากไม่มีอาการแสดงใด ๆ มีเพียงแต่เนื้อกระดูกบางลง ทั้งนี้ กว่าจะรู้ตัวว่าเป็นโรคกระดูกพรุน ก็เมื่อเกิดกระดูกหัก ซึ่งมักเกิดตามหลังอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง เช่น หกล้ม ตกบันไดตกจากเก้าอี้ บางครั้ง ผู้สูงอายุที่มีการไออย่างรุนแรง หรือก้มยกของก็อาจทำให้กระดูกสันหลังยุบได้
ใครบ้างที่เสี่ยง?
โรคนี้มักพบในผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปี แต่ในเพศหญิงอาจเริ่มตรวจพบได้ตั้งแต่อายุ 45 ปี หรือภายหลังหมดประจำเดือนไปแล้ว 5-10 ปี เนื่องจากการขาดฮอร์โมนเพศหญิงซึ่งปกติจะช่วยทำหน้าที่พยุงความหนาแน่นของกระดูกไว้ โดยแบ่งตามปัจจัยเสี่ยงออกเป็น
1. ปัจจัยเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เช่น อายุมากขึ้น เพศหญิง ชนชาติเอเชีย มีคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคกระดูกพรุน หรือ บิดามารดามีประวัติกระดูกข้อสะโพกหัก
2. ปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้ เช่น
- น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ดัชนีมวลกาย (BMI) ต่ำกว่า 19 กิโลกรัม/ตารางเมตร
- ผู้หญิงหมดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปี หรือตัดรังไข่ 2 ข้าง
- สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเป็นประจำ
- รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมไม่เพียงพอ
- ใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานาน
- ฮอร์โมนเพศหญิงและเพศชายลดลงช่วงวัยทอง ฮอร์โมนไทรอยด์สูง ต่อมพาราไทรอยด์และต่อมหมวกไตทำงานมากผิดปกติ
- มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคข้อ โรคตับ โรคไต โรคมะเร็งบางชนิด โรคทางเดินอาหาร
แนวทางการวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน
การวินิจฉัยทำได้โดยการซักประวัติและตรวจร่างกาย ตรวจหาความหนาแน่นของกระดูก (Bone Mineral Density ; BMD) ร่วมกับ การตรวจค่าทางชีวเคมีของกระบวนการสร้างและการสลายของกระดูก ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ ทำให้วางแผนการรักษาได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม
ภาวะแทรกซ้อนของโรคกระดูกพรุน
ภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงที่สุดของโรคกระดูกพรุนคือการเกิดกระดูกหัก กระดูกที่หักเหล่านี้ส่งผลให้เกิดเคลื่อนไหวได้ลดลง ช่วยเหลือตัวเองลำบาก ปวดหลังเรื้อรัง หลังโกง หลังค่อม ส่วนสูงลดลง เสียสมดุลการเดิน เดินไม่ได้/พิการ แผลกดทับ (กรณีเป็นผู้ป่วยติดเตียง) และการทำงานของอวัยวะภายในช่องท้องและทรวงอกผิดปกติ หรือบางครั้งนำไปสู่การเสียชีวิต โดยทุก ๆ 3 วินาที จะมีภาวะกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนเกิดขึ้น
วิธีรักษาโรคกระดูกพรุนปัจจุบัน
แพทย์ผู้รักษาจะประเมิน อธิบาย และตัดสินใจร่วมกับผู้ป่วยและ/หรือ ญาติ เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมซึ่งอาจจะแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย โดยยาต้านโรคกระดูกพรุนในปัจจุบันมีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ ยากลุ่มที่ลดการสลายกระดูก และยากลุ่มที่เสริมสร้างมวลกระดูก
- ยาที่ช่วยลดการสลายของกระดูก (Antiresorptive agents) ซึ่งมีทั้งชนิดรับประทาน (สัปดาห์ละเม็ด หรือ เดือนละเม็ด) ชนิดฉีดที่ฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนัง หรือฉีดเข้าเส้นเลือดดำ


- ยาที่กระตุ้นการสร้างกระดูก (Anabolic agents) ยาชนิดนี้จะฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนังทุกวัน และในปัจจุบันยังมียาที่มีกลไกการออกฤทธิ์ทั้งลดการสลายกระดูกและกระตุ้นการสร้างกระดูกโดยฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนังทุกเดือนอีกด้วย


6 วิธีป้องกันโรคกระดูกพรุน
การป้องกันโรคกระดูกพรุนที่ดีที่สุดคือการทำให้กระดูกมีความแข็งแรง โดยการเสริมสร้างมวลกระดูกตั้งแต่วัยเด็กและทำให้มวลกระดูกมีค่าสูงสุดในช่วงอายุที่ควรมีความหนาแน่นของมวลกระดูกสูงที่สุด เป็นการสะสมต้นทุนให้กระดูกแข็งแรง และมีคุณภาพที่ดีในวัยผู้ใหญ่ จากนั้นความหนาแน่นของมวลกระดูกเริ่มลดลงอย่างช้า ๆ เมื่อเข้าสู่วัยทองหรือวัยสูงอายุ ผู้สูงอายุจะมีความเสื่อมถอยของร่างกาย มีโรคประจำตัว และใช้ยาหลายชนิด จึงมีโอกาสหกล้มง่าย และเกิดกระดูกหักได้บ่อย ดังนั้น ข้อควรปฏิบัติเพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุนสำหรับประชาชนทุกวัย คือ
- ออกกำลังกายที่เหมาะสมที่เป็นการลงน้ำหนัก และมีการใช้แรงต้าน ครั้งละอย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้งเป็นอย่างน้อย เช่น วิ่งเหยาะ เดินสลับวิ่ง เต้นแอโรบิก เดินขึ้นบันได ยกน้ำหนัก วอลเลย์บอล ฟุตบอล บาสเกตบอล กระโดดเชือก เป็นต้น ในกรณีผู้สูงอายุ ไม่ควรวิ่ง หรือเล่นกีฬาหนักๆ แต่ควรออกกำลังกายที่เบาลง ได้แก่ การเดิน วิ่งเหยาะ รำมวยจีน รำจี้กง รำไท้ฉี
- รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น ปลาตัวเล็กที่ทานได้ทั้งกระดูก นม โยเกิร์ต ชีส ถั่วเหลือง ผักใบเขียว และธัญพืช เป็นต้น
- ออกไปรับแสงแดดอ่อน ๆ ช่วงเช้า หรือช่วงเย็นที่แดดไม่แรงมาก 15-20 นาที 3 ครั้ง/สัปดาห์ เพื่อสังเคราะห์วิตามินดี จะช่วยให้แคลเซียมในร่างกายเข้าสู่กระแสเลือดได้ดียิ่งขึ้น โดยเวลาที่เหมาะสม คือ 6.00 – 9.00 น. และ 16.00 – 18.00 น.
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์/กาแฟเกินขนาดเป็นประจำ และสูบบุหรี่ จะทำให้การดูดซึมแคลเซียมลดลงเพิ่มการสลายกระดูก และเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มจากอาการมึนเมาได้
- แนะนำตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะชายวัย 50 ปีขึ้นไป หรือผู้หญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ควรมีการตรวจวัดมวลกระดูกเพื่อคัดกรองโรคกระดูกพรุน
- ปรับสิ่งแวดล้อมในบ้านเพื่อลดโอกาสการหกล้ม เช่น เก็บสายไฟไม่ให้เกะกะตามพื้นเพื่อมิให้สะดุดสายไฟ เช็ดพื้นที่เปียกน้ำทันทีติดแผ่นยางกันลื่นในพื้นห้องน้ำ ติดแสงไฟให้สว่างเพียงพอ เปลี่ยนแว่นสายตาหากมองภาพไม่ชัด จัดพื้นที่ให้สัตว์เลี้ยงอย่างเหมาะสม
Q&A เกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน
1. โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) คืออะไร?
ตอบ: เป็นโรคที่มีความผิดปกติของเนื้อกระดูก เกิดจากความไม่สมดุลในกระบวนการสร้างและสลายกระดูก โดยเซลล์สลายกระดูกทำงานมากกว่าเซลล์สร้างกระดูก ส่งผลให้มวลกระดูกบางลง ความหนาแน่นลดลง เปราะ และเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักได้ง่าย
2. โรคกระดูกพรุนมีอาการเตือนอย่างไรบ้าง?
ตอบ: โรคนี้มักถูกเรียกว่า "ภัยเงียบ" เนื่องจากไม่มีอาการแสดงใด ๆ ล่วงหน้า จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุไม่รุนแรงแล้วทำให้กระดูกหัก เช่น หกล้ม ตกเก้าอี้ หรือไอ/ก้มยกของแล้วทำให้กระดูกสันหลังยุบ
3. ใครบ้างที่มีความเสี่ยงสูงในการเป็นโรคกระดูกพรุน?
ตอบ: พบได้บ่อยในผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปี และเพศหญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน (หรือตัดรังไข่ 2 ข้าง) เนื่องจากขาดฮอร์โมนเพศหญิง รวมถึงผู้ที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุน หรือใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์เป็นเวลานาน
4. ปัจจัยเสี่ยงใดบ้างที่สามารถปรับเปลี่ยนหรือหลีกเลี่ยงได้?
ตอบ: ได้แก่ การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมไม่เพียงพอ, การสูบบุหรี่, การดื่มแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีนเป็นประจำ, น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน และการใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์ติดต่อกันนาน ๆ
5. การตรวจวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนทำอย่างไร?
ตอบ: แพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจหาความหนาแน่นของกระดูกด้วยเครื่อง BMD (Bone Mineral Density) ร่วมกับการตรวจค่าทางชีวเคมีของกระบวนการสร้างและสลายกระดูก เพื่อวางแผนรักษาได้อย่างแม่นยำ
6. ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงที่สุดของโรคกระดูกพรุนคืออะไร?
ตอบ: คือการเกิดกระดูกหัก เช่น กระดูกสะโพก กระดูกสันหลัง หรือข้อมือ ซึ่งส่งผลให้เคลื่อนไหวลำบาก ปวดหลังเรื้อรัง หลังโกง หลังค่อม ส่วนสูงลดลง เสียสมดุลการเดิน และในผู้สูงอายุอาจรุนแรงถึงขั้นเป็นผู้ป่วยติดเตียงหรือเสียชีวิตได้
7. แนวทางการรักษาโรคกระดูกพรุนในปัจจุบันมีอะไรบ้าง?
ตอบ: แพทย์จะพิจารณาใช้ยาต้านโรคกระดูกพรุนหลัก ๆ 2 กลุ่ม ได้แก่ ยากลุ่มลดการสลายกระดูก (ชนิดกินและชนิดฉีด) และยากลุ่มกระตุ้นการสร้างกระดูก (ชนิดฉีด) เพื่อช่วยเสริมสร้างมวลกระดูกให้แข็งแรงขึ้น
8. การออกกำลังกายแบบไหนที่ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้ดีที่สุด?
ตอบ: ควรเป็นการออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก (Weight-bearing exercise) และมีการใช้แรงต้าน ครั้งละอย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง เช่น การเดินเร็ว วิ่งเหยาะ ๆ เดินขึ้นบันได เต้นแอโรบิก หรือรำมวยจีน (สำหรับผู้สูงอายุ)
9. ควรรับประทานอาหารประเภทใดเพื่อป้องกันกระดูกพรุน?
ตอบ: ควรเน้นอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น ปลาตัวเล็กที่ทานได้ทั้งกระดูก, นม, โยเกิร์ต, ชีส, ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง, ผักใบเขียว และธัญพืชต่าง ๆ รวมถึงรับแสงแดดอ่อน ๆ เพื่อช่วยในการสังเคราะห์วิตามินดี
10. ใครบ้างที่ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองวัดมวลกระดูก?
ตอบ: แนะนำให้ผู้ชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และผู้หญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ควรมีการตรวจวัดมวลกระดูกเป็นประจำเพื่อคัดกรองและป้องกันโรคกระดูกพรุนตั้งแต่ระยะเริ่มแรก
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ออร์โธปิดิกส์ ชั้น 2 โซน A
บทความที่เกี่ยวข้อง
โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) คืออะไร? ทำไมจึงน่ากลัว
โรคกระดูกพรุน (osteoporosis) เป็นโรคที่มีความผิดปกติของเนื้อกระดูก ที่เกิดเนื่องจากมีความไม่สมดุลในกระบวนการปรับรูปเซลล์กระดูก โดยเซลล์สลายกระดูกทำงานมากกว่าเซลล์สร้างกระดูก ทำให้มวลกระดูกมีความหนาแน่นลดลง เนื้อกระดูกบางลง มีความแข็งแรงน้อยลง และมีความเปราะเพิ่มขึ้น โดยการสร้างและการสลายกระดูกเป็นกระบวนการซับซ้อนและเกิดขึ้นตลอดช่วงชีวิต
ในวัยเด็ก การสร้างกระดูกเกิดมากกว่าการสลาย มวลกระดูกจึงเพิ่มขึ้นตามอายุ จนมีความหนาแน่นกระดูกสูงสุดเมื่ออายุประมาณ 25-30 ปี เนื้อกระดูกจะคงที่จนถึงช่วงอายุประมาณ 35-40 ปี จากนั้นเมื่ออายุมากขึ้น หรือเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน การสร้างกระดูกเกิดน้อยลง และไม่สมดุลกับการสลายที่เพิ่มขึ้น ทำให้มวลกระดูกลดลงเรื่อย ๆ จนเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหัก โดยเฉพาะการหักในตำแหน่งสำคัญ ได้แก่ กระดูกข้อมือ กระดูกสันหลัง และกระดูกข้อสะโพก
สัญญาณเตือนและอาการของโรคกระดูกพรุน
โรคนี้เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญในผู้สูงอายุและเป็นภัยเงียบ เนื่องจากไม่มีอาการแสดงใด ๆ มีเพียงแต่เนื้อกระดูกบางลง ทั้งนี้ กว่าจะรู้ตัวว่าเป็นโรคกระดูกพรุน ก็เมื่อเกิดกระดูกหัก ซึ่งมักเกิดตามหลังอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง เช่น หกล้ม ตกบันไดตกจากเก้าอี้ บางครั้ง ผู้สูงอายุที่มีการไออย่างรุนแรง หรือก้มยกของก็อาจทำให้กระดูกสันหลังยุบได้
ใครบ้างที่เสี่ยง?
โรคนี้มักพบในผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปี แต่ในเพศหญิงอาจเริ่มตรวจพบได้ตั้งแต่อายุ 45 ปี หรือภายหลังหมดประจำเดือนไปแล้ว 5-10 ปี เนื่องจากการขาดฮอร์โมนเพศหญิงซึ่งปกติจะช่วยทำหน้าที่พยุงความหนาแน่นของกระดูกไว้ โดยแบ่งตามปัจจัยเสี่ยงออกเป็น
1. ปัจจัยเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เช่น อายุมากขึ้น เพศหญิง ชนชาติเอเชีย มีคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคกระดูกพรุน หรือ บิดามารดามีประวัติกระดูกข้อสะโพกหัก
2. ปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้ เช่น
- น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ดัชนีมวลกาย (BMI) ต่ำกว่า 19 กิโลกรัม/ตารางเมตร
- ผู้หญิงหมดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปี หรือตัดรังไข่ 2 ข้าง
- สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเป็นประจำ
- รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมไม่เพียงพอ
- ใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์ติดต่อกันเป็นเวลานาน
- ฮอร์โมนเพศหญิงและเพศชายลดลงช่วงวัยทอง ฮอร์โมนไทรอยด์สูง ต่อมพาราไทรอยด์และต่อมหมวกไตทำงานมากผิดปกติ
- มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคข้อ โรคตับ โรคไต โรคมะเร็งบางชนิด โรคทางเดินอาหาร
แนวทางการวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน
การวินิจฉัยทำได้โดยการซักประวัติและตรวจร่างกาย ตรวจหาความหนาแน่นของกระดูก (Bone Mineral Density ; BMD) ร่วมกับ การตรวจค่าทางชีวเคมีของกระบวนการสร้างและการสลายของกระดูก ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ ทำให้วางแผนการรักษาได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม
ภาวะแทรกซ้อนของโรคกระดูกพรุน
ภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงที่สุดของโรคกระดูกพรุนคือการเกิดกระดูกหัก กระดูกที่หักเหล่านี้ส่งผลให้เกิดเคลื่อนไหวได้ลดลง ช่วยเหลือตัวเองลำบาก ปวดหลังเรื้อรัง หลังโกง หลังค่อม ส่วนสูงลดลง เสียสมดุลการเดิน เดินไม่ได้/พิการ แผลกดทับ (กรณีเป็นผู้ป่วยติดเตียง) และการทำงานของอวัยวะภายในช่องท้องและทรวงอกผิดปกติ หรือบางครั้งนำไปสู่การเสียชีวิต โดยทุก ๆ 3 วินาที จะมีภาวะกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนเกิดขึ้น
วิธีรักษาโรคกระดูกพรุนปัจจุบัน
แพทย์ผู้รักษาจะประเมิน อธิบาย และตัดสินใจร่วมกับผู้ป่วยและ/หรือ ญาติ เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมซึ่งอาจจะแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย โดยยาต้านโรคกระดูกพรุนในปัจจุบันมีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ ยากลุ่มที่ลดการสลายกระดูก และยากลุ่มที่เสริมสร้างมวลกระดูก
- ยาที่ช่วยลดการสลายของกระดูก (Antiresorptive agents) ซึ่งมีทั้งชนิดรับประทาน (สัปดาห์ละเม็ด หรือ เดือนละเม็ด) ชนิดฉีดที่ฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนัง หรือฉีดเข้าเส้นเลือดดำ


- ยาที่กระตุ้นการสร้างกระดูก (Anabolic agents) ยาชนิดนี้จะฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนังทุกวัน และในปัจจุบันยังมียาที่มีกลไกการออกฤทธิ์ทั้งลดการสลายกระดูกและกระตุ้นการสร้างกระดูกโดยฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนังทุกเดือนอีกด้วย


6 วิธีป้องกันโรคกระดูกพรุน
การป้องกันโรคกระดูกพรุนที่ดีที่สุดคือการทำให้กระดูกมีความแข็งแรง โดยการเสริมสร้างมวลกระดูกตั้งแต่วัยเด็กและทำให้มวลกระดูกมีค่าสูงสุดในช่วงอายุที่ควรมีความหนาแน่นของมวลกระดูกสูงที่สุด เป็นการสะสมต้นทุนให้กระดูกแข็งแรง และมีคุณภาพที่ดีในวัยผู้ใหญ่ จากนั้นความหนาแน่นของมวลกระดูกเริ่มลดลงอย่างช้า ๆ เมื่อเข้าสู่วัยทองหรือวัยสูงอายุ ผู้สูงอายุจะมีความเสื่อมถอยของร่างกาย มีโรคประจำตัว และใช้ยาหลายชนิด จึงมีโอกาสหกล้มง่าย และเกิดกระดูกหักได้บ่อย ดังนั้น ข้อควรปฏิบัติเพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุนสำหรับประชาชนทุกวัย คือ
- ออกกำลังกายที่เหมาะสมที่เป็นการลงน้ำหนัก และมีการใช้แรงต้าน ครั้งละอย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้งเป็นอย่างน้อย เช่น วิ่งเหยาะ เดินสลับวิ่ง เต้นแอโรบิก เดินขึ้นบันได ยกน้ำหนัก วอลเลย์บอล ฟุตบอล บาสเกตบอล กระโดดเชือก เป็นต้น ในกรณีผู้สูงอายุ ไม่ควรวิ่ง หรือเล่นกีฬาหนักๆ แต่ควรออกกำลังกายที่เบาลง ได้แก่ การเดิน วิ่งเหยาะ รำมวยจีน รำจี้กง รำไท้ฉี
- รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น ปลาตัวเล็กที่ทานได้ทั้งกระดูก นม โยเกิร์ต ชีส ถั่วเหลือง ผักใบเขียว และธัญพืช เป็นต้น
- ออกไปรับแสงแดดอ่อน ๆ ช่วงเช้า หรือช่วงเย็นที่แดดไม่แรงมาก 15-20 นาที 3 ครั้ง/สัปดาห์ เพื่อสังเคราะห์วิตามินดี จะช่วยให้แคลเซียมในร่างกายเข้าสู่กระแสเลือดได้ดียิ่งขึ้น โดยเวลาที่เหมาะสม คือ 6.00 – 9.00 น. และ 16.00 – 18.00 น.
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์/กาแฟเกินขนาดเป็นประจำ และสูบบุหรี่ จะทำให้การดูดซึมแคลเซียมลดลงเพิ่มการสลายกระดูก และเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มจากอาการมึนเมาได้
- แนะนำตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะชายวัย 50 ปีขึ้นไป หรือผู้หญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ควรมีการตรวจวัดมวลกระดูกเพื่อคัดกรองโรคกระดูกพรุน
- ปรับสิ่งแวดล้อมในบ้านเพื่อลดโอกาสการหกล้ม เช่น เก็บสายไฟไม่ให้เกะกะตามพื้นเพื่อมิให้สะดุดสายไฟ เช็ดพื้นที่เปียกน้ำทันทีติดแผ่นยางกันลื่นในพื้นห้องน้ำ ติดแสงไฟให้สว่างเพียงพอ เปลี่ยนแว่นสายตาหากมองภาพไม่ชัด จัดพื้นที่ให้สัตว์เลี้ยงอย่างเหมาะสม
Q&A เกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน
1. โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) คืออะไร?
ตอบ: เป็นโรคที่มีความผิดปกติของเนื้อกระดูก เกิดจากความไม่สมดุลในกระบวนการสร้างและสลายกระดูก โดยเซลล์สลายกระดูกทำงานมากกว่าเซลล์สร้างกระดูก ส่งผลให้มวลกระดูกบางลง ความหนาแน่นลดลง เปราะ และเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักได้ง่าย
2. โรคกระดูกพรุนมีอาการเตือนอย่างไรบ้าง?
ตอบ: โรคนี้มักถูกเรียกว่า "ภัยเงียบ" เนื่องจากไม่มีอาการแสดงใด ๆ ล่วงหน้า จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุไม่รุนแรงแล้วทำให้กระดูกหัก เช่น หกล้ม ตกเก้าอี้ หรือไอ/ก้มยกของแล้วทำให้กระดูกสันหลังยุบ
3. ใครบ้างที่มีความเสี่ยงสูงในการเป็นโรคกระดูกพรุน?
ตอบ: พบได้บ่อยในผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปี และเพศหญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน (หรือตัดรังไข่ 2 ข้าง) เนื่องจากขาดฮอร์โมนเพศหญิง รวมถึงผู้ที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคกระดูกพรุน หรือใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์เป็นเวลานาน
4. ปัจจัยเสี่ยงใดบ้างที่สามารถปรับเปลี่ยนหรือหลีกเลี่ยงได้?
ตอบ: ได้แก่ การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมไม่เพียงพอ, การสูบบุหรี่, การดื่มแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีนเป็นประจำ, น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน และการใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์ติดต่อกันนาน ๆ
5. การตรวจวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนทำอย่างไร?
ตอบ: แพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจหาความหนาแน่นของกระดูกด้วยเครื่อง BMD (Bone Mineral Density) ร่วมกับการตรวจค่าทางชีวเคมีของกระบวนการสร้างและสลายกระดูก เพื่อวางแผนรักษาได้อย่างแม่นยำ
6. ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงที่สุดของโรคกระดูกพรุนคืออะไร?
ตอบ: คือการเกิดกระดูกหัก เช่น กระดูกสะโพก กระดูกสันหลัง หรือข้อมือ ซึ่งส่งผลให้เคลื่อนไหวลำบาก ปวดหลังเรื้อรัง หลังโกง หลังค่อม ส่วนสูงลดลง เสียสมดุลการเดิน และในผู้สูงอายุอาจรุนแรงถึงขั้นเป็นผู้ป่วยติดเตียงหรือเสียชีวิตได้
7. แนวทางการรักษาโรคกระดูกพรุนในปัจจุบันมีอะไรบ้าง?
ตอบ: แพทย์จะพิจารณาใช้ยาต้านโรคกระดูกพรุนหลัก ๆ 2 กลุ่ม ได้แก่ ยากลุ่มลดการสลายกระดูก (ชนิดกินและชนิดฉีด) และยากลุ่มกระตุ้นการสร้างกระดูก (ชนิดฉีด) เพื่อช่วยเสริมสร้างมวลกระดูกให้แข็งแรงขึ้น
8. การออกกำลังกายแบบไหนที่ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้ดีที่สุด?
ตอบ: ควรเป็นการออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก (Weight-bearing exercise) และมีการใช้แรงต้าน ครั้งละอย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง เช่น การเดินเร็ว วิ่งเหยาะ ๆ เดินขึ้นบันได เต้นแอโรบิก หรือรำมวยจีน (สำหรับผู้สูงอายุ)
9. ควรรับประทานอาหารประเภทใดเพื่อป้องกันกระดูกพรุน?
ตอบ: ควรเน้นอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น ปลาตัวเล็กที่ทานได้ทั้งกระดูก, นม, โยเกิร์ต, ชีส, ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง, ผักใบเขียว และธัญพืชต่าง ๆ รวมถึงรับแสงแดดอ่อน ๆ เพื่อช่วยในการสังเคราะห์วิตามินดี
10. ใครบ้างที่ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองวัดมวลกระดูก?
ตอบ: แนะนำให้ผู้ชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และผู้หญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ควรมีการตรวจวัดมวลกระดูกเป็นประจำเพื่อคัดกรองและป้องกันโรคกระดูกพรุนตั้งแต่ระยะเริ่มแรก
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ออร์โธปิดิกส์ ชั้น 2 โซน A
บทความที่เกี่ยวข้อง


