มะเร็งปากมดลูก ป้องกันได้ด้วยวัคซีน (HPV Vaccine)

#ศูนย์นรีเวช #โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ #มะเร็งปากมดลูก #สาเหตุมะเร็งปากมดลูก #HPV #เชื้อเอชพีวี #ป้องกันมะเร็งปากมดลูก #วัคซีนมะเร็งปากมดลูก #ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก #ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก #HPV vaccine

    มะเร็งปากมดลูก ในสตรีทั่วโลกและสตรีไทยพบมะเร็งปากมดลูกมากเป็นอันดับสองรองจากมะเร็งเต้านม และพบมากเป็นอันดับหนึ่งของมะเร็งในระบบสืบพันธุ์สตรี จากรายงานปีล่าสุด พบผู้ป่วยใหม่ 9,999 คน คิดเฉลี่ยต่อวันมีสตรีไทยได้รับการวินิจฉัยมะเร็งปากมดลูก 27 คน และเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกถึงวันละ 14 คน

สาเหตุ

    เกิดจากการติดเชื้อฮิวแมนแพปพิลโลมา ไวรัสหรือเชื้อเอชพีวีกลุ่มความเสี่ยงสูง (high-risk  human papillomavirus, high-risk HPV) ได้แก่ สายพันธุ์ 16, 18, 31, 33, 35, 39, 41, 42, 45, 52, 55, 58, 66 และ 68 ซึ่งสายพันธุ์ที่ดุร้ายที่สุดคือ 16 และ 18 พบเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกถึงร้อยละ 70-80 การที่ร่างกายจะติดเชื้อเอชพีวีได้ต้องมีบาดแผลเล็กๆ บริเวณเยื่อบุผิวที่ปากมดลูก ปากช่องคลอด รอบทวารหนัก หรือปลายองคชาติ  โดยผู้ที่ติดเชื้อเอชพีวีจะไม่มีอาการใดๆ

    ผู้ที่ร่างกายแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันดีจะสามารถกำจัดเชื้อเอชพีวีได้เอง ร้อยละ 10 ของผู้ที่ติดเชื้อเอชพีวีกลุ่มความเสี่ยงสูงที่เชื้อจะอาศัยอยู่ในเซลล์ปากมดลูกแบบฝังแน่นนานกว่า 6 เดือน มีเพียงร้อยละ 1 ที่เชื้อเอชพีวีกลุ่มความเสี่ยงสูงทำให้เซลล์ปากมดลูกเปลี่ยนเป็นเซลล์ผิดปกติระยะก่อนเป็นมะเร็ง (cervical intraepithelial neoplasia, CIN) และมีเพียง 1 ใน 1,000 ของผู้ที่ติดเชื้อ

เอชพีวีกลุ่มความเสี่ยงสูงเท่านั้นที่เชื้อเอชพีวีจะสามารถทำให้เซลล์ปากมดลูกกลายเป็นมะเร็งได้หากมีการติดเชื้อแบบฝังแน่นเป็นเวลานาน 10-15 ปี

การป้องกัน

เป็นความโชคดีของสตรีทั่วโลกที่มะเร็งปากมดลูกสามารถป้องกันได้โดย

1.  ฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชพีวี ร่วมกับใช้ถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์

2. หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร คู่นอนหลายคน สูบบุหรี่ โรคติดเชื้อเอชไอวี (human immunodeficiency virus, HIV)

3. ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก อย่างสม่ำเสมอเพราะมะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มแรกนั้นไม่มีอาการแต่สามารถตรวจพบได้ด้วยการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกพร้อมการตรวจภายในประจำปี

4. เมื่อพบเซลล์ผิดปกติ หรือตรวจพบรอยโรคก่อนเป็นมะเร็งต้องรับการรักษาและตรวจติดตามอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดมะเร็งปากมดลูกในอนาคต

วัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชพีวี

  แนะนำให้ฉีดในหญิงและชายที่ยังไม่มีเพศสัมพันธ์ อายุ 9 ถึง 26 ปี จะได้ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีสูงที่สุด  สำหรับสตรีที่อายุมากกว่านี้วัคซีนสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้สูงเช่นกัน

  สตรีที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว ควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยเซลล์วิทยาแบบดั้งเดิมหรือที่เรียกว่า แพปสเมียร์ (Pap smear) หรือแบบอิงสารเหลว (liquid-based cytology) ควบคู่ไปกับการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชพีวี และไม่มีความจำเป็นต้องตรวจหาเชื้อเอชพีวีก่อนรับวัคซีน

  วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก  ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 ขณะนี้ในประเทศไทยมีให้เลือกใช้ 2 ชนิด คือ 2 สายพันธุ์ (Cervarix ®) และ 4 สายพันธุ์ (Gardasil ®) ในอนาคตจะมีชนิด 9 สายพันธุ์(Gardasil ® -9) มาทดแทนแบบ 4 สายพันธุ์

  • ชนิด 2 สายพันธุ์สามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกที่เกิดจากเชื้อเอชพีวี สายพันธุ์ 16, 18 ฉีดเข้ากล้ามเนื้อบริเวณต้นแขน โดยจะฉีดทั้งหมด 3 เข็ม (เข็มที่ 1 ฉีดทันที, เข็มที่ 2 ฉีดหลังจากเข็มแรก 1 เดือนและเข็มที่ 3 ฉีดหลังจากเข็มแรก 6 เดือน)
  • ชนิด 4 สายพันธุ์ สามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกที่เกิดจากเชื้อเอชพีวี สายพันธุ์ 16, 18 และป้องกันหูดหงอนไก่ที่เกิดจากเชื้อเอชพีวี สายพันธุ์ 6, 11 ฉีดเข้ากล้ามเนื้อบริเวณต้นแขน โดยจะฉีดทั้งหมด 3 เข็ม (เข็มที่ 1 ฉีดทันที,  เข็มที่ 2 ฉีดหลังจากเข็มแรก 2 เดือนและเข็มที่ 3 ฉีดหลังจากเข็มแรก 6 เดือน)
  • ชนิด 9 สายพันธุ์ สามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกที่เกิดจากเชื้อเอชพีวี สายพันธุ์ 16, 18, 31, 33, 45, 52, 58 และป้องกันหูดหงอนไก่ที่เกิดจากเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ 6, 11 ฉีดเข้ากล้ามเนื้อบริเวณต้นแขน โดยจะฉีดทั้งหมด 3 เข็ม (เข็มที่ 1 ฉีดทันที,  เข็มที่ 2 ฉีดหลังจากเข็มแรก 2 เดือนและเข็มที่ 3 ฉีดหลังจากเข็มแรก 6 เดือน)

*ผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน เจ็บบริเวณฉีด มีไข้ พบได้น้อย

#ศูนย์นรีเวช #โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ #มะเร็งปากมดลูก #มะเร็งปากมดลูก ป้องกัน #มะเร็งปากมดลูก วัคซีน #วัคซีน HPV

คำถามที่พบบ่อย

Q: วัคซีนยี่ห้อใดดีที่สุด

A: ประสิทธิภาพในการป้องกันมะเร็งปากมดลูกของวัคซีนทั้ง 2 ชนิดนั้นดีเท่ากัน

 

Q: เริ่มฉีดเข็มแรกชนิด 2 สายพันธุ์ แต่หลังจากทราบข้อมูลเรื่องหูดหงอนไก่ จึงต้องการเปลี่ยนมาฉีดแบบ 4 สายพันธุ์ด้วย

A: เมื่อเริ่มต้นด้วยการฉีดวัคซีนยี่ห้อใดแล้ว ก็ควรฉีดยี่ห้อนั้นให้ครบ 3 เข็ม ปัจจุบันไม่มีข้อมูลประสิทธิภาพ หรือผลข้างเคียงของคนที่ได้รับวัคซีนทั้ง 2 ชนิดร่วมกัน

 

Q: ต้องมารับการฉีดกระตุ้นเหมือนกับวัคซีนป้องกันบาดทะยักหรือไม่

A: ข้อมูลปัจจุบัน 10 ปีภายหลังฉีดวัคซีน ยังคงมีภูมิคุ้นกันที่สูงพอที่จะป้องกันโรคได้และคำนวณด้วยวิธีทางภูมิคุ้มกันวิทยาแล้ว พบว่าระดับภูมิคุ้มกันอาจอยู่ได้ตลอดชีวิตโดยไม่ต้องฉีดกระตุ้น อย่างไรก็ตามต้องติดตามข้อมูลจากหลักฐานทางการแพทย์ ที่แน่ชัดต่อไป

 

Q: ข้อห้ามในการรับวัคซีน

A: 1. สตรีที่แพ้สารประกอบในวัคซีน

    2. สตรีมีครรภ์

***ช่วงเวลาที่ได้รับวัคซีน ต้องคุมกำเนิดอย่างเคร่งครัด***

***ภายหลังจากฉีดวัคซีนยังคงต้องตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก เพราะมะเร็งปากมดลูกยังอาจเกิดได้จากเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์อื่นๆ ที่ไม่ได้บรรจุอยู่ในวัคซีน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คลิก!! ศูนย์นรีเวช ชั้น 2 โซน E

#ศูนย์นรีเวช #โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ #มะเร็งปากมดลูก #สาเหตุมะเร็งปากมดลูก #HPV #เชื้อเอชพีวี #ป้องกันมะเร็งปากมดลูก #วัคซีนมะเร็งปากมดลูก #ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก #ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก #HPV vaccine

    มะเร็งปากมดลูก ในสตรีทั่วโลกและสตรีไทยพบมะเร็งปากมดลูกมากเป็นอันดับสองรองจากมะเร็งเต้านม และพบมากเป็นอันดับหนึ่งของมะเร็งในระบบสืบพันธุ์สตรี จากรายงานปีล่าสุด พบผู้ป่วยใหม่ 9,999 คน คิดเฉลี่ยต่อวันมีสตรีไทยได้รับการวินิจฉัยมะเร็งปากมดลูก 27 คน และเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกถึงวันละ 14 คน

สาเหตุ

    เกิดจากการติดเชื้อฮิวแมนแพปพิลโลมา ไวรัสหรือเชื้อเอชพีวีกลุ่มความเสี่ยงสูง (high-risk  human papillomavirus, high-risk HPV) ได้แก่ สายพันธุ์ 16, 18, 31, 33, 35, 39, 41, 42, 45, 52, 55, 58, 66 และ 68 ซึ่งสายพันธุ์ที่ดุร้ายที่สุดคือ 16 และ 18 พบเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกถึงร้อยละ 70-80 การที่ร่างกายจะติดเชื้อเอชพีวีได้ต้องมีบาดแผลเล็กๆ บริเวณเยื่อบุผิวที่ปากมดลูก ปากช่องคลอด รอบทวารหนัก หรือปลายองคชาติ  โดยผู้ที่ติดเชื้อเอชพีวีจะไม่มีอาการใดๆ

    ผู้ที่ร่างกายแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันดีจะสามารถกำจัดเชื้อเอชพีวีได้เอง ร้อยละ 10 ของผู้ที่ติดเชื้อเอชพีวีกลุ่มความเสี่ยงสูงที่เชื้อจะอาศัยอยู่ในเซลล์ปากมดลูกแบบฝังแน่นนานกว่า 6 เดือน มีเพียงร้อยละ 1 ที่เชื้อเอชพีวีกลุ่มความเสี่ยงสูงทำให้เซลล์ปากมดลูกเปลี่ยนเป็นเซลล์ผิดปกติระยะก่อนเป็นมะเร็ง (cervical intraepithelial neoplasia, CIN) และมีเพียง 1 ใน 1,000 ของผู้ที่ติดเชื้อ

เอชพีวีกลุ่มความเสี่ยงสูงเท่านั้นที่เชื้อเอชพีวีจะสามารถทำให้เซลล์ปากมดลูกกลายเป็นมะเร็งได้หากมีการติดเชื้อแบบฝังแน่นเป็นเวลานาน 10-15 ปี

การป้องกัน

เป็นความโชคดีของสตรีทั่วโลกที่มะเร็งปากมดลูกสามารถป้องกันได้โดย

1.  ฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชพีวี ร่วมกับใช้ถุงยางอนามัยขณะมีเพศสัมพันธ์

2. หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร คู่นอนหลายคน สูบบุหรี่ โรคติดเชื้อเอชไอวี (human immunodeficiency virus, HIV)

3. ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก อย่างสม่ำเสมอเพราะมะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มแรกนั้นไม่มีอาการแต่สามารถตรวจพบได้ด้วยการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกพร้อมการตรวจภายในประจำปี

4. เมื่อพบเซลล์ผิดปกติ หรือตรวจพบรอยโรคก่อนเป็นมะเร็งต้องรับการรักษาและตรวจติดตามอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดมะเร็งปากมดลูกในอนาคต

วัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชพีวี

  แนะนำให้ฉีดในหญิงและชายที่ยังไม่มีเพศสัมพันธ์ อายุ 9 ถึง 26 ปี จะได้ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีสูงที่สุด  สำหรับสตรีที่อายุมากกว่านี้วัคซีนสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้สูงเช่นกัน

  สตรีที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว ควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยเซลล์วิทยาแบบดั้งเดิมหรือที่เรียกว่า แพปสเมียร์ (Pap smear) หรือแบบอิงสารเหลว (liquid-based cytology) ควบคู่ไปกับการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อเอชพีวี และไม่มีความจำเป็นต้องตรวจหาเชื้อเอชพีวีก่อนรับวัคซีน

  วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก  ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 ขณะนี้ในประเทศไทยมีให้เลือกใช้ 2 ชนิด คือ 2 สายพันธุ์ (Cervarix ®) และ 4 สายพันธุ์ (Gardasil ®) ในอนาคตจะมีชนิด 9 สายพันธุ์(Gardasil ® -9) มาทดแทนแบบ 4 สายพันธุ์

  • ชนิด 2 สายพันธุ์สามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกที่เกิดจากเชื้อเอชพีวี สายพันธุ์ 16, 18 ฉีดเข้ากล้ามเนื้อบริเวณต้นแขน โดยจะฉีดทั้งหมด 3 เข็ม (เข็มที่ 1 ฉีดทันที, เข็มที่ 2 ฉีดหลังจากเข็มแรก 1 เดือนและเข็มที่ 3 ฉีดหลังจากเข็มแรก 6 เดือน)
  • ชนิด 4 สายพันธุ์ สามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกที่เกิดจากเชื้อเอชพีวี สายพันธุ์ 16, 18 และป้องกันหูดหงอนไก่ที่เกิดจากเชื้อเอชพีวี สายพันธุ์ 6, 11 ฉีดเข้ากล้ามเนื้อบริเวณต้นแขน โดยจะฉีดทั้งหมด 3 เข็ม (เข็มที่ 1 ฉีดทันที,  เข็มที่ 2 ฉีดหลังจากเข็มแรก 2 เดือนและเข็มที่ 3 ฉีดหลังจากเข็มแรก 6 เดือน)
  • ชนิด 9 สายพันธุ์ สามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกที่เกิดจากเชื้อเอชพีวี สายพันธุ์ 16, 18, 31, 33, 45, 52, 58 และป้องกันหูดหงอนไก่ที่เกิดจากเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์ 6, 11 ฉีดเข้ากล้ามเนื้อบริเวณต้นแขน โดยจะฉีดทั้งหมด 3 เข็ม (เข็มที่ 1 ฉีดทันที,  เข็มที่ 2 ฉีดหลังจากเข็มแรก 2 เดือนและเข็มที่ 3 ฉีดหลังจากเข็มแรก 6 เดือน)

*ผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน เจ็บบริเวณฉีด มีไข้ พบได้น้อย

#ศูนย์นรีเวช #โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ #มะเร็งปากมดลูก #มะเร็งปากมดลูก ป้องกัน #มะเร็งปากมดลูก วัคซีน #วัคซีน HPV

คำถามที่พบบ่อย

Q: วัคซีนยี่ห้อใดดีที่สุด

A: ประสิทธิภาพในการป้องกันมะเร็งปากมดลูกของวัคซีนทั้ง 2 ชนิดนั้นดีเท่ากัน

 

Q: เริ่มฉีดเข็มแรกชนิด 2 สายพันธุ์ แต่หลังจากทราบข้อมูลเรื่องหูดหงอนไก่ จึงต้องการเปลี่ยนมาฉีดแบบ 4 สายพันธุ์ด้วย

A: เมื่อเริ่มต้นด้วยการฉีดวัคซีนยี่ห้อใดแล้ว ก็ควรฉีดยี่ห้อนั้นให้ครบ 3 เข็ม ปัจจุบันไม่มีข้อมูลประสิทธิภาพ หรือผลข้างเคียงของคนที่ได้รับวัคซีนทั้ง 2 ชนิดร่วมกัน

 

Q: ต้องมารับการฉีดกระตุ้นเหมือนกับวัคซีนป้องกันบาดทะยักหรือไม่

A: ข้อมูลปัจจุบัน 10 ปีภายหลังฉีดวัคซีน ยังคงมีภูมิคุ้นกันที่สูงพอที่จะป้องกันโรคได้และคำนวณด้วยวิธีทางภูมิคุ้มกันวิทยาแล้ว พบว่าระดับภูมิคุ้มกันอาจอยู่ได้ตลอดชีวิตโดยไม่ต้องฉีดกระตุ้น อย่างไรก็ตามต้องติดตามข้อมูลจากหลักฐานทางการแพทย์ ที่แน่ชัดต่อไป

 

Q: ข้อห้ามในการรับวัคซีน

A: 1. สตรีที่แพ้สารประกอบในวัคซีน

    2. สตรีมีครรภ์

***ช่วงเวลาที่ได้รับวัคซีน ต้องคุมกำเนิดอย่างเคร่งครัด***

***ภายหลังจากฉีดวัคซีนยังคงต้องตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก เพราะมะเร็งปากมดลูกยังอาจเกิดได้จากเชื้อเอชพีวีสายพันธุ์อื่นๆ ที่ไม่ได้บรรจุอยู่ในวัคซีน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คลิก!! ศูนย์นรีเวช ชั้น 2 โซน E


ค้นหาแพทย์

สาระสุขภาพ

ศูนย์รักษาโรคเฉพาะทาง