โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital heart disease)

#ศูนย์หัวใจ #โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ #โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด #ภาวะหัวใจล้มเหลว #ต้นเหตุโรคหัวใจ #โรคหัวใจพิการแต่กําเนิดชนิดเขียว #โรคหัวใจพิการแต่กําเนิด ชนิดไม่เขียว #โรคหัวใจพิการแต่กําเนิด ชนิดไม่เขียว #congenital heart disease

   โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด คือภาวะหัวใจล้มเหลวเป็นภาวะที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื้อต่างๆ ของร่างกายได้อย่างเพียงพอ ทำให้เกิดอาการเหนื่อย หายใจเร็ว น้ำหนักตัวขึ้นช้า หรือตัวเล็กกว่าเด็กในวัยเดียวกัน ในบางรายนั้นก็สามารถเกิดขึ้นในภายหลังได้ เด็กเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับยาเพื่อช่วยการทำงานของหัวใจ การรักษาต้องทำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการรับประทานอาหาร บิดามารดาหรือผู้ปกครองควรให้ความร่วมมือกับแพทย์ในการรักษาบุตรหลานอย่างจริงจัง

ต้นเหตุของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

   ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่ความผิดปกติเกิดในขั้นตอนการสร้างอวัยวะตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์มารดา ซึ่งอาจสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัสในช่วง 3 เดือนแรกหรือเกิดจากกรรมพันธุ์

โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดมีกี่ชนิด

 1. ชนิดเขียว หรือ มีออกซิเจนในเลือดต่ำ

   เกิดจากความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือด หรืออย่างใดอย่างหนึ่งที่ทำให้เลือดดำปนกับเลือดแดงที่ไปเลี้ยงร่างกาย ทำให้เด็กเกิดภาวะขาดออกซิเจนผิวจึงมีสีเขียวคล้ำม่วง ซึ่งจะเห็นได้ขัดเจนขณะร้องหรือดูดนม และอาจมีความผิดปกติอื่นๆ ที่ค่อนข้างรุนแรง

 2. ชนิดไม่เขียว

   เกิดจากความผิดปกติในโครงสร้างของระบบหลอดเลือดและหัวใจ หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ไม่มีการผสมกันของเลือดดำและเลือดแดง โดยความผิดปกติอาจเกิดที่ผนังกั้นหัวใจมีรูลิ้นหัวใจปิดไม่สนิท (รั่ว) หรือไม่กว้างเท่าปกติ (ตีบ)

สัญญาณเตือนโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดไม่เขียว

  • ไม่มีอาการผิดปกติ แต่ตรวจพบเสียงหัวใจเต้นผิดจังหวะโดยบังเอิญ ได้แก่ เสียงฟู่ของหัวใจ
  • มีอาการหัวใจวาย จากการที่หัวใจต้องทำงานหนักมากขึ้น จนเกิดความดันเลือดในห้องหัวใจสูง หรือกล้ามเนื้อหัวใจลดลง อาการที่พบ ได้แก่ เหนื่อยง่ายเวลาออกกำลังกาย เด็กเล็กมักดูดนมได้ครั้งละน้อยๆ หายใจเร็ว น้ำหนักตัวขึ้นช้า เป็นต้น
  • เป็นลมหมดสติ มักพบในรายที่มีอาการตีบแคบอย่างรุนแรงของหลอดเลือดแดงในส่วนลิ้นหัวใจ ทำให้เลือดไปเลี้ยงร่างกายและสมองไม่เพียงพอ

คุณหมอจะทราบได้อย่างไร…ว่าหนูเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

คุณหมอจะตรวจสอบจากประวัติและอาการที่แสดงออกมา ร่วมจากผลการตรวจจากห้องปฏิบัติการ เช่น การถ่ายภาพทรวงอกและหัวใจ การตรวจสวนหัวใจ เป็นต้น 

การรักษาโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

•  รักษาด้วยยา เพื่อประคับประคองอาการในรายที่หัวใจมีความผิดปกติไม่มากและมีโอกาสหายได้เอง
•  รักษาด้วยการสวนหัวใจ ในผู้ป่วยที่สามารถใส่อุปกรณ์สายสวนหัวใจได้ เช่น ภาวะผนังกั้นหัวใจห้องบนหรือห้องล่างรั่ว หรือทำบอลลูนในรายที่มีอาการตีบของลิ้นหัวใจ
•  รักษาด้วยการผ่าตัด ในผู้ป่วยที่รักษาด้วยยาไม่ได้ผล ซึ่งการผ่าตัดส่วนใหญ่มักได้ผลดี แต่อย่างไรก็ตามความเสี่ยงของการผ่าตัดขึ้นอยู่กับความผิดปกติของหัวใจ รวมทั้งสภาวะร่างกายของผู้ป่วยแต่ละคนด้วย 

คำแนะนำ

•  ระมัดระวังในการใช้ยา ไม่ลดหรือเพิ่มยา ถ้ายาหมดก่อนเวลานัดหมายต้องมาพบแพทย์เพื่อรับยาก่อน
•  ให้รับประทานอาหารที่เหมาะสมกับพัฒนาการ และความรุนแรงของโรค

สำหรับเด็กอายุแรกเกิด ถึง 1 ปี 

•  นม ในบางรายจำเป็นต้องจำกัดปริมาณนม และไม่สามารถรับนมแม่ได้
•  อาหารเสริม ควรหลีกเลี่ยงอาหารเสริมที่มีรสเค็ม

สำหรับเด็กที่มีอายุมากกว่า 1 ปี 

•  ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และให้พลังงานสูง
•  การได้รับภูมิคุ้มกัน ควรได้รับภูมิคุ้มกันเหมือนเด็กปกติและวัคซีนเสริมบางชนิด
•  หมั่นดูแลสุขภาพช่องปากและฟัน เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ หมั่นพบทันตแพทย์ตรวจฟันทุก 6 เดือน และต้องแจ้งให้แพททย์ทราบว่าป่วยเป็นโรคหัวใจ
•  งดออกกำลังกายที่หักโหม
•  ป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจ โดยหลีกเลี่ยงการพาผู้ป่วยไปในที่ชุมชน
•  ควรพาผู้ป่วยมาพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง
•  ดูแลเรื่องการขับถ่าย โดยฝึกการขับถ่ายให้เป็นนิสัย 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คลิก!! ศูนย์หัวใจ ชั้น 4 โซน C

#ศูนย์หัวใจ #โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ #โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด #ภาวะหัวใจล้มเหลว #ต้นเหตุโรคหัวใจ #โรคหัวใจพิการแต่กําเนิดชนิดเขียว #โรคหัวใจพิการแต่กําเนิด ชนิดไม่เขียว #โรคหัวใจพิการแต่กําเนิด ชนิดไม่เขียว #congenital heart disease

   โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด คือภาวะหัวใจล้มเหลวเป็นภาวะที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื้อต่างๆ ของร่างกายได้อย่างเพียงพอ ทำให้เกิดอาการเหนื่อย หายใจเร็ว น้ำหนักตัวขึ้นช้า หรือตัวเล็กกว่าเด็กในวัยเดียวกัน ในบางรายนั้นก็สามารถเกิดขึ้นในภายหลังได้ เด็กเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับยาเพื่อช่วยการทำงานของหัวใจ การรักษาต้องทำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการรับประทานอาหาร บิดามารดาหรือผู้ปกครองควรให้ความร่วมมือกับแพทย์ในการรักษาบุตรหลานอย่างจริงจัง

ต้นเหตุของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

   ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่ความผิดปกติเกิดในขั้นตอนการสร้างอวัยวะตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์มารดา ซึ่งอาจสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัสในช่วง 3 เดือนแรกหรือเกิดจากกรรมพันธุ์

โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดมีกี่ชนิด

 1. ชนิดเขียว หรือ มีออกซิเจนในเลือดต่ำ

   เกิดจากความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือด หรืออย่างใดอย่างหนึ่งที่ทำให้เลือดดำปนกับเลือดแดงที่ไปเลี้ยงร่างกาย ทำให้เด็กเกิดภาวะขาดออกซิเจนผิวจึงมีสีเขียวคล้ำม่วง ซึ่งจะเห็นได้ขัดเจนขณะร้องหรือดูดนม และอาจมีความผิดปกติอื่นๆ ที่ค่อนข้างรุนแรง

 2. ชนิดไม่เขียว

   เกิดจากความผิดปกติในโครงสร้างของระบบหลอดเลือดและหัวใจ หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ไม่มีการผสมกันของเลือดดำและเลือดแดง โดยความผิดปกติอาจเกิดที่ผนังกั้นหัวใจมีรูลิ้นหัวใจปิดไม่สนิท (รั่ว) หรือไม่กว้างเท่าปกติ (ตีบ)

สัญญาณเตือนโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดไม่เขียว

  • ไม่มีอาการผิดปกติ แต่ตรวจพบเสียงหัวใจเต้นผิดจังหวะโดยบังเอิญ ได้แก่ เสียงฟู่ของหัวใจ
  • มีอาการหัวใจวาย จากการที่หัวใจต้องทำงานหนักมากขึ้น จนเกิดความดันเลือดในห้องหัวใจสูง หรือกล้ามเนื้อหัวใจลดลง อาการที่พบ ได้แก่ เหนื่อยง่ายเวลาออกกำลังกาย เด็กเล็กมักดูดนมได้ครั้งละน้อยๆ หายใจเร็ว น้ำหนักตัวขึ้นช้า เป็นต้น
  • เป็นลมหมดสติ มักพบในรายที่มีอาการตีบแคบอย่างรุนแรงของหลอดเลือดแดงในส่วนลิ้นหัวใจ ทำให้เลือดไปเลี้ยงร่างกายและสมองไม่เพียงพอ

คุณหมอจะทราบได้อย่างไร…ว่าหนูเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

คุณหมอจะตรวจสอบจากประวัติและอาการที่แสดงออกมา ร่วมจากผลการตรวจจากห้องปฏิบัติการ เช่น การถ่ายภาพทรวงอกและหัวใจ การตรวจสวนหัวใจ เป็นต้น 

การรักษาโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

•  รักษาด้วยยา เพื่อประคับประคองอาการในรายที่หัวใจมีความผิดปกติไม่มากและมีโอกาสหายได้เอง
•  รักษาด้วยการสวนหัวใจ ในผู้ป่วยที่สามารถใส่อุปกรณ์สายสวนหัวใจได้ เช่น ภาวะผนังกั้นหัวใจห้องบนหรือห้องล่างรั่ว หรือทำบอลลูนในรายที่มีอาการตีบของลิ้นหัวใจ
•  รักษาด้วยการผ่าตัด ในผู้ป่วยที่รักษาด้วยยาไม่ได้ผล ซึ่งการผ่าตัดส่วนใหญ่มักได้ผลดี แต่อย่างไรก็ตามความเสี่ยงของการผ่าตัดขึ้นอยู่กับความผิดปกติของหัวใจ รวมทั้งสภาวะร่างกายของผู้ป่วยแต่ละคนด้วย 

คำแนะนำ

•  ระมัดระวังในการใช้ยา ไม่ลดหรือเพิ่มยา ถ้ายาหมดก่อนเวลานัดหมายต้องมาพบแพทย์เพื่อรับยาก่อน
•  ให้รับประทานอาหารที่เหมาะสมกับพัฒนาการ และความรุนแรงของโรค

สำหรับเด็กอายุแรกเกิด ถึง 1 ปี 

•  นม ในบางรายจำเป็นต้องจำกัดปริมาณนม และไม่สามารถรับนมแม่ได้
•  อาหารเสริม ควรหลีกเลี่ยงอาหารเสริมที่มีรสเค็ม

สำหรับเด็กที่มีอายุมากกว่า 1 ปี 

•  ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และให้พลังงานสูง
•  การได้รับภูมิคุ้มกัน ควรได้รับภูมิคุ้มกันเหมือนเด็กปกติและวัคซีนเสริมบางชนิด
•  หมั่นดูแลสุขภาพช่องปากและฟัน เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ หมั่นพบทันตแพทย์ตรวจฟันทุก 6 เดือน และต้องแจ้งให้แพททย์ทราบว่าป่วยเป็นโรคหัวใจ
•  งดออกกำลังกายที่หักโหม
•  ป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจ โดยหลีกเลี่ยงการพาผู้ป่วยไปในที่ชุมชน
•  ควรพาผู้ป่วยมาพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง
•  ดูแลเรื่องการขับถ่าย โดยฝึกการขับถ่ายให้เป็นนิสัย 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คลิก!! ศูนย์หัวใจ ชั้น 4 โซน C


ค้นหาแพทย์

สาระสุขภาพ

ศูนย์รักษาโรคเฉพาะทาง