โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis)
โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatts) เป็นโรคผิวหนังอักเสบเป็น ๆ หาย ๆ พบได้ในทุกช่วงอายุ แต่พบได้บ่อยในวัยเด็ก มีลักษณะคือ มีอาการคันมาก ผิวหนังแห้งอักเสบ และมีการกำเริบเป็นระยะ ๆ ผู้เป็นส่วนใหญ่มักมีประวัติภูมิแพ้ในครอบครัว เช่น โรคหอบหืด จมูกอักเสบภูมิแพ้ ร่วมด้วย อย่างไรก็ตามผู้ที่ไม่มีประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัวเลยก็อาจเป็นโรคนี้ได้เพราะสามารถพบความผิดปกติทางพันธุกรรมซ่อนเร้นในครอบครัวผู้ป่วยได้โดยไม่เกิดอาการ
อาการและอาการแสดง
1. ลักษณะของผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง
- ระยะเฉียบพลัน คือ มีผื่นบวมแดงมากและคัน มีตุ่มแดง ตุ่มน้ำ บางรายอาจมีน้ำเหลืองไหลซึมออกมา
- ระยะกึ่งเฉียบพลัน คือ ผื่นแดงคัน ตุ่มแดง มีขุย อาจมีตุ่มน้ำบ้างแต่ไม่พบน้ำเหลืองไหลซึมบนผื่น
- ระยะเรื้อรัง คือ ผื่นจะไม่แดงมากแต่จะเป็นสีน้ำตาลแดง อาจนูนหนา คัน มีขุย และเห็นร่องผิวหนังชัดเจน
2. ตำแหน่งการกระจายของโรคพบตามวัย
- วัยทารก ผื่นผิวหนังอักเสบจะพบบ่อยบริเวณใบหน้า ซอกคอ และด้านนอกของแขนขา เนื่องจากเป็นบริเวณที่ถูไถกับหมอน ผ้าปูที่นอนเพราะคันมาก
- เด็กวัยเรียน และผู้ใหญ่ ผื่นผิวหนังอักเสบพบบ่อยบริเวณข้อพับแขน ข้อพับขา และคอ ในรายที่เป็นมาก ๆ ผื่นจะเกิดทั่วร่างกายได้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะภูมิแพ้ทางจมูก ตา หรือ หอบหืดร่วมด้วย
การวินิจฉัย
การวินิจฉัยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังอาศัยจากลักษณะทางคลินิกเป็นส่วนใหญ่ การทดสอบทางภูมิแพ้ ได้แก่ การทดสอบทางผิวหนัง การเจาะเลือดตรวจแอนติบอดีต่อสารก่อภูมิแพ้ชนิดต่าง ๆ หรือการทดสอบการแพ้อาหาร ไม่มีความจำเป็นสำหรับการวินิจฉัยโรค แต่ในกรณีที่ให้การรักษาอย่างถูกต้องและเหมาะสมแล้ว อาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการรุนแรงมากขึ้น แพทย์อาจพิจารณาทำการทดสอบเหล่านี้ หรือเลือกการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมตามความเหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อหาปัจจัยกระตุ้นที่อาจทำให้โรคกำเริบ
การรักษา
1. กรณีที่อาการไม่รุนแรง
- การใช้ยาทาสเตียรอยด์ที่มีฤทธิ์อ่อนหรือปานกลาง วันละ 2 ครั้ง เมื่อควบคุมอาการได้ ควรลดการใช้ยาลง หรือหยุดยา
- การใช้ยาทา ทาโครลิมัส (Tacrolimus) และพิเมโครลิมัส (Pimecrolimus) เหมาะกับบริเวณที่ควรหลีกเลี่ยงการทาสเตียรอยด์ เช่น ใบหน้า ซอกพับ หรือบริเวณอวัยวะเพศ เป็นต้น ซึ่งควบคุมอาการของโรคได้ดีพอควร แต่ยามีราคาสูง และการใช้ยานี้ควรได้รับคำแนะนำดูแลจากแพทย์
- การรับประทานยาต้านฮีสตามีน อาจช่วยลดอาการคันและช่วยให้ผู้ป่วยนอนหลับได้ดีขึ้น
- การใช้ยาปฏิชีวนะ เมื่อมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
2. กรณีที่มีอาการรุนแรง และไม่ตอบสนองต่อการรักษาทั่วไป
- แพทย์อาจพิจารณาการใช้ยากดภูมิระยะสั้นหรือระยะยาว หรือยาฉีดชีวภาพที่ช่วยลดผื่นภูมิแพ้ผิว ให้ดีขึ้น ทั้งนี้ผู้ป่วยควรได้รับการปรึกษาและดูแลจากแพทย์โดยใกล้ชิด
คำแนะนำในการปฏิบัติตัว
1. การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้ผื่นกำเริบ ได้แก่
- หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบที่อาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองได้ เช่น ผ้าขนสัตว์หรือผ้าใยสังเคราะห์เป็นต้น ผ้าที่เหมาะสม คือ ผ้าฝ้าย
- หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีอากาศร้อนจัดหรือหนาวจัด
- หลีกเลี่ยงการเกา หรือการสัมผัสต่อสารระคายเคือง
- หลีกเลี่ยงสารก่อให้เกิดอาการแพ้ เช่น ละอองเกสร ขนสัตว์ แมลง ไรฝุ่น เชื้อรา เป็นต้น
2. อาหาร
- อาหารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ได้บ่อย เช่น ไข่ นมวัว แป้งสาลี อาหารทะเล เป็นต้น การแนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้ ควรทำในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงและได้รับการตรวจยืนยันว่าแพ้อาหารชนิดนั้นแล้วจริง ๆ
- ยังไม่มีการศึกษาที่ยืนยันว่าอาหารเสริมต่าง ๆ เช่น น้ำมันปลา หรือสมุนไพรจีน จะช่วยรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง
3. การอาบน้ำ
- ควรใช้สบู่ที่ไม่ระคายเคือง
- ไม่ควรจะใช้เวลาอาบน้ำนานเกินไป เวลาที่เหมาะสม คือ ไม่เกิน 5-10 นาที
- แนะนำให้ใช้น้ำที่อุณหภูมิห้อง ไม่ควรใช้น้ำอุ่นจัดหรือน้ำร้อน
4. การทาสารเพิ่มความชุ่มชื้นผิวหนัง เป็นการรักษาขั้นแรกที่มีประสิทธิภาพ
- สารเพิ่มความชุ่มชื้นผิวหนังที่ดีไม่ควรมีส่วนประกอบของน้ำหอมและสารกันเสียที่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือระคายเคืองได้บ่อย
- แนะนำให้ทาครีมเพิ่มความชุ่มชื้นผิวหนังอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง และทาภายหลังการอาบน้ำทันทีเพื่อให้เก็บความชุ่มชื้นของผิวหนังได้มากที่สุด
5. ควรพักผ่อนให้เพียงพอ เนื่องจากความเครียด และการพักผ่อนไม่เพียงพอ อาจจะทำให้ผื่นกำเริบได้
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ผิวหนังและศัลยกรรมตกแต่ง ชั้น 3 โซน A
โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatts) เป็นโรคผิวหนังอักเสบเป็น ๆ หาย ๆ พบได้ในทุกช่วงอายุ แต่พบได้บ่อยในวัยเด็ก มีลักษณะคือ มีอาการคันมาก ผิวหนังแห้งอักเสบ และมีการกำเริบเป็นระยะ ๆ ผู้เป็นส่วนใหญ่มักมีประวัติภูมิแพ้ในครอบครัว เช่น โรคหอบหืด จมูกอักเสบภูมิแพ้ ร่วมด้วย อย่างไรก็ตามผู้ที่ไม่มีประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัวเลยก็อาจเป็นโรคนี้ได้เพราะสามารถพบความผิดปกติทางพันธุกรรมซ่อนเร้นในครอบครัวผู้ป่วยได้โดยไม่เกิดอาการ
อาการและอาการแสดง
1. ลักษณะของผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง
- ระยะเฉียบพลัน คือ มีผื่นบวมแดงมากและคัน มีตุ่มแดง ตุ่มน้ำ บางรายอาจมีน้ำเหลืองไหลซึมออกมา
- ระยะกึ่งเฉียบพลัน คือ ผื่นแดงคัน ตุ่มแดง มีขุย อาจมีตุ่มน้ำบ้างแต่ไม่พบน้ำเหลืองไหลซึมบนผื่น
- ระยะเรื้อรัง คือ ผื่นจะไม่แดงมากแต่จะเป็นสีน้ำตาลแดง อาจนูนหนา คัน มีขุย และเห็นร่องผิวหนังชัดเจน
2. ตำแหน่งการกระจายของโรคพบตามวัย
- วัยทารก ผื่นผิวหนังอักเสบจะพบบ่อยบริเวณใบหน้า ซอกคอ และด้านนอกของแขนขา เนื่องจากเป็นบริเวณที่ถูไถกับหมอน ผ้าปูที่นอนเพราะคันมาก
- เด็กวัยเรียน และผู้ใหญ่ ผื่นผิวหนังอักเสบพบบ่อยบริเวณข้อพับแขน ข้อพับขา และคอ ในรายที่เป็นมาก ๆ ผื่นจะเกิดทั่วร่างกายได้ ผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะภูมิแพ้ทางจมูก ตา หรือ หอบหืดร่วมด้วย
การวินิจฉัย
การวินิจฉัยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังอาศัยจากลักษณะทางคลินิกเป็นส่วนใหญ่ การทดสอบทางภูมิแพ้ ได้แก่ การทดสอบทางผิวหนัง การเจาะเลือดตรวจแอนติบอดีต่อสารก่อภูมิแพ้ชนิดต่าง ๆ หรือการทดสอบการแพ้อาหาร ไม่มีความจำเป็นสำหรับการวินิจฉัยโรค แต่ในกรณีที่ให้การรักษาอย่างถูกต้องและเหมาะสมแล้ว อาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการรุนแรงมากขึ้น แพทย์อาจพิจารณาทำการทดสอบเหล่านี้ หรือเลือกการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมตามความเหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อหาปัจจัยกระตุ้นที่อาจทำให้โรคกำเริบ
การรักษา
1. กรณีที่อาการไม่รุนแรง
- การใช้ยาทาสเตียรอยด์ที่มีฤทธิ์อ่อนหรือปานกลาง วันละ 2 ครั้ง เมื่อควบคุมอาการได้ ควรลดการใช้ยาลง หรือหยุดยา
- การใช้ยาทา ทาโครลิมัส (Tacrolimus) และพิเมโครลิมัส (Pimecrolimus) เหมาะกับบริเวณที่ควรหลีกเลี่ยงการทาสเตียรอยด์ เช่น ใบหน้า ซอกพับ หรือบริเวณอวัยวะเพศ เป็นต้น ซึ่งควบคุมอาการของโรคได้ดีพอควร แต่ยามีราคาสูง และการใช้ยานี้ควรได้รับคำแนะนำดูแลจากแพทย์
- การรับประทานยาต้านฮีสตามีน อาจช่วยลดอาการคันและช่วยให้ผู้ป่วยนอนหลับได้ดีขึ้น
- การใช้ยาปฏิชีวนะ เมื่อมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
2. กรณีที่มีอาการรุนแรง และไม่ตอบสนองต่อการรักษาทั่วไป
- แพทย์อาจพิจารณาการใช้ยากดภูมิระยะสั้นหรือระยะยาว หรือยาฉีดชีวภาพที่ช่วยลดผื่นภูมิแพ้ผิว ให้ดีขึ้น ทั้งนี้ผู้ป่วยควรได้รับการปรึกษาและดูแลจากแพทย์โดยใกล้ชิด
คำแนะนำในการปฏิบัติตัว
1. การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้ผื่นกำเริบ ได้แก่
- หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบที่อาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองได้ เช่น ผ้าขนสัตว์หรือผ้าใยสังเคราะห์เป็นต้น ผ้าที่เหมาะสม คือ ผ้าฝ้าย
- หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีอากาศร้อนจัดหรือหนาวจัด
- หลีกเลี่ยงการเกา หรือการสัมผัสต่อสารระคายเคือง
- หลีกเลี่ยงสารก่อให้เกิดอาการแพ้ เช่น ละอองเกสร ขนสัตว์ แมลง ไรฝุ่น เชื้อรา เป็นต้น
2. อาหาร
- อาหารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ได้บ่อย เช่น ไข่ นมวัว แป้งสาลี อาหารทะเล เป็นต้น การแนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้ ควรทำในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงและได้รับการตรวจยืนยันว่าแพ้อาหารชนิดนั้นแล้วจริง ๆ
- ยังไม่มีการศึกษาที่ยืนยันว่าอาหารเสริมต่าง ๆ เช่น น้ำมันปลา หรือสมุนไพรจีน จะช่วยรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง
3. การอาบน้ำ
- ควรใช้สบู่ที่ไม่ระคายเคือง
- ไม่ควรจะใช้เวลาอาบน้ำนานเกินไป เวลาที่เหมาะสม คือ ไม่เกิน 5-10 นาที
- แนะนำให้ใช้น้ำที่อุณหภูมิห้อง ไม่ควรใช้น้ำอุ่นจัดหรือน้ำร้อน
4. การทาสารเพิ่มความชุ่มชื้นผิวหนัง เป็นการรักษาขั้นแรกที่มีประสิทธิภาพ
- สารเพิ่มความชุ่มชื้นผิวหนังที่ดีไม่ควรมีส่วนประกอบของน้ำหอมและสารกันเสียที่ทำให้เกิดอาการแพ้หรือระคายเคืองได้บ่อย
- แนะนำให้ทาครีมเพิ่มความชุ่มชื้นผิวหนังอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง และทาภายหลังการอาบน้ำทันทีเพื่อให้เก็บความชุ่มชื้นของผิวหนังได้มากที่สุด
5. ควรพักผ่อนให้เพียงพอ เนื่องจากความเครียด และการพักผ่อนไม่เพียงพอ อาจจะทำให้ผื่นกำเริบได้
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ผิวหนังและศัลยกรรมตกแต่ง ชั้น 3 โซน A