กินยาเยอะ เสี่ยงมะเร็งตับจริงไหม? รวมยาอันตรายที่ต้องระวัง

ตับ เป็นอวัยวะที่มีหน้าที่สำคัญต่อร่างกายหลายอย่าง เช่น เป็นแหล่งสะสมอาหาร ช่วยขจัดสารพิษหรือยาออกจากเลือด นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงยาบางชนิดให้เกิดการออกฤทธิ์ดีขึ้น หากตับเกิดการอักเสบอาจส่งผลให้การทำงานของตับบกพร่อง และเกิดผลเสียต่อร่างกาย ในบางกรณีภาวะตับอักเสบอาจกลายเป็นมะเร็งตับได้ หากผู้ป่วยไม่ทำการรักษาหรือไม่ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

4 สาเหตุหลักที่ทำให้คนไทยเสี่ยงโรคตับ

โรคตับ เป็นปัญหาด้านสุขภาพที่สำคัญของคนไทย ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่

  • เกิดจากการติดเชื้อ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ
  • เกิดจากพฤติกรรมด้านสุขภาพ เช่น การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน
  • เกิดจากอาหาร เช่น การรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษอะฟลาทอกซิน
  • เกิดจากการใช้ยา เช่น ได้รับสูตรยาที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากการซื้อยารับประทานเองจากร้านขายยาที่ไม่มีเภสัชกรปฏิบัติหน้าที่ การได้รับปริมาณยาเกินขนาด สาเหตุอาจเกิดได้ทั้งจากการไม่ตั้งใจหรือได้รับยาซ้ำซ้อน ขาดการติดตามการใช้ยาอย่างเหมาะสม

3 กลุ่มยาอันตราย เสี่ยงตับพังหากใช้ไม่ถูกวิธี

1. คีโตโคนาโซล (ketoconazole)

เป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อจากเชื้อรา มักจะถูกใช้ในกรณีที่ใช้ยารักษาเชื้อราตัวอื่นไม่ได้ผลแล้ว ไม่ให้ใช้คีโตโคนาโซลชนิดรับประทานสำหรับการติดเชื้อที่เล็บหรือผิวหนัง ห้ามใช้ในผู้ป่วยตับอักเสบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง ควรติดตามการทำงานของตับอย่างเหมาะสมในระหว่างที่ได้รับยานี้

2. พาราเซตามอล (paracetamol)

เป็นยาแก้ปวด ลดไข้ ที่ปลอดภัยที่สุดหากใช้อย่างถูกต้อง โดยทั่วไปยานี้ถูกใช้เป็นยารักษาตามอาการ เช่น เวลาปวด มีไข้ หลังจากยาเข้าสู่ร่างกายจะมีกระบวนการทำลายยาที่ตับ ในบางกรณีการรับประทานยาพาราเซตามอลในขนาดที่สูงเกินขนาดที่แนะนำ ตับอาจทำลายยาไม่ทัน และบางครั้งอาจก่อให้เกิดพิษต่อตับได้ ในบางกรณีหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจส่งผลให้เกิดตับวายจนถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้

กรณีตัวอย่างของการรับประทานยาพาราเซตามอลที่อาจส่งผลต่อตับ

  • ผู้ที่ใช้ยาพร่ำเพรื่อ ผู้ป่วยบางรายอาจรับประทานยาทั้ง ๆ ที่ไม่มีอาการ เช่น รับประทานยาดักไว้ก่อนเพื่อป้องกันการเกิดไข้ทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีอาการ หรือรับประทานยาพาราเซตามอลติดต่อกันเป็นระยะเวลานานโดยไม่มีความจำเป็น
  • ผู้ที่รับประทานยาพาราเซตามอลเกินขนาด โดยไม่ได้ตั้งใจหรือได้รับยาซ้ำซ้อน เช่น การรับประทานยาพาราเซตามอลร่วมกับยาอื่นที่มีส่วนผสมของพาราเซตามอลในเวลาเดียวกัน โดยไม่ทราบว่ามียาพาราเซตามอลผสมอยู่ด้วย หรือบางรายน้ำหนักตัวน้อยแต่รับประทานยาเกินขนาดที่เหมาะสม
  • ผู้ที่ใช้ยาพาราเซตามอลร่วมกับการดื่มแอลกอฮอล์ เช่น บางรายดื่มแอลกอฮอล์แล้วเกิดอาการปวดศีรษะจึงรับประทานยาพาราเซตามอลแก้ปวด กรณีนี้เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดตับอักเสบได้

3. ยาสมุนไพร

ยาสมุนไพรบางชนิดที่ควรระมัดระวัง เช่น ฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด ขี้เหล็ก เห็ดเผาะ หากรับประทานไม่ถูกวิธีก็อาจจะเสี่ยงเป็นโรคตับอักเสบได้เช่นกัน

สัญญาณเตือน! อาการเมื่อได้รับยาเกินขนาด

อาการที่เกิดขึ้น มักพบหลังจากได้รับยาเกินขนาดไปแล้ว ส่วนใหญ่ในระยะแรกๆ มักไม่ค่อยพบอาการ ไม่มีอาการบ่งชี้ชัดเจน แต่ในบางรายอาจพบอาการคลื่นไส้ เบื่ออาหาร สำหรับในรายที่มีอาการรุนแรง อาจพบอาการแทรกซ้อนของตับวาย เช่น ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ฯลฯ

สิ่งที่ทำได้เพื่อเป็นการปกป้องตับ คือ ไม่รับประทานยาเกินขนาด ไม่รับประทานยาต่อเนื่องเป็นเวลานาน หากไม่ทราบว่ารับประทานยาเกินขนาดหรือไม่ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่น แพทย์ เภสัชกร เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง

ข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลยา ฝ่ายวิชาการเภสัชสนเทศ


Q&A เรื่องยากับความเสี่ยงมะเร็งตับ

1. กินยาเยอะ เสี่ยงเป็นมะเร็งตับจริงไหม?

ตอบ: มีส่วนเสี่ยง เนื่องจากตับมีหน้าที่ขับสารพิษและยาออกจากร่างกาย หากเราใช้ยาไม่เหมาะสม กินยาเกินขนาด หรือซื้อยากินเองโดยไม่มีข้อบ่งชี้ อาจทำให้ตับเกิดการอักเสบ ซึ่งหากปล่อยไว้จนกลายเป็นภาวะตับอักเสบเรื้อรังและไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ก็อาจพัฒนาไปเป็นโรคมะเร็งตับได้ในที่สุด

2. นอกจากการใช้ยาแล้ว มีปัจจัยอะไรอีกบ้างที่ทำให้เป็นโรคตับ?

ตอบ: โรคตับในคนไทยเกิดได้จาก 3 สาเหตุหลักเพิ่มเติม ดังนี้

  • การติดเชื้อ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ
  • พฤติกรรมสุขภาพ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน
  • อาหารการกิน การรับประทานอาหารที่มีสารพิษอะฟลาทอกซินปนเปื้อน

3. พฤติกรรมการใช้ยาแบบไหนที่เสี่ยงทำให้ตับพัง?

ตอบ: พฤติกรรมเสี่ยง มีดังนี้

  • การซื้อยารับประทานเองจากร้านขายยาที่ไม่มีเภสัชกรปฏิบัติหน้าที่
  • การได้รับปริมาณยาเกินขนาด ทั้งจากความไม่ตั้งใจหรือการได้รับยาซ้ำซ้อน
  • ขาดการติดตามผลและการใช้ยาอย่างเหมาะสม

4. ยาพาราเซตามอลส่งผลเสียต่อตับได้อย่างไร?

ตอบ: โดยปกติพาราเซตามอลจะถูกทำลายที่ตับ แต่หากเราได้รับยาในปริมาณที่สูงเกินไป ตับจะทำลายยาไม่ทัน ส่งผลให้เกิดการสะสมและก่อให้เกิดพิษต่อตับ ซึ่งหากรุนแรงและรักษาไม่ทันท่วงที อาจทำให้เกิดภาวะตับวายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

5. การกินยาพาราเซตามอล "ดักไว้ก่อน" มีอันตรายอย่างไร?

ตอบ: เป็นพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อตับมาก การรับประทานยาทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีอาการ (เช่น กินดักเพราะกลัวเป็นไข้) หรือกินติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่มีความจำเป็น ถือเป็นการใช้ยาพร่ำเพรื่อที่ทำให้ตับต้องทำงานหนักโดยไม่จำเป็น

6. ทำไมการกินยาแก้ปวดร่วมกับการดื่มเหล้าถึงอันตราย?

ตอบ: หลายคนดื่มแอลกอฮอล์แล้วปวดหัว จึงหยิบพาราเซตามอลมากินแก้ปวด การใช้ยาพาราเซตามอลร่วมกับการดื่มแอลกอฮอล์แบบนี้ จะเป็นการเข้าไปเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะตับอักเสบโดยตรง

7. ยาฆ่าเชื้อรา "คีโตโคนาโซล" มีข้อควรระวังต่อตับอย่างไร?

ตอบ: ยาคีโตโคนาโซล (Ketoconazole) ชนิดรับประทาน ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะตับอักเสบเฉียบพลันหรือเรื้อรังเด็ดขาด และไม่ควรใช้ยานี้สำหรับการติดเชื้อราที่เล็บหรือผิวหนังกาย นอกจากนี้ในระหว่างใช้ยาต้องมีการตรวจติดตามการทำงานของตับอย่างเหมาะสม

8. ยาสมุนไพรไทยชนิดไหนบ้างที่ต้องระวังเพราะอาจทำให้ตับอักเสบ?

ตอบ: สมุนไพรที่ควรระมัดระวังในการรับประทาน ได้แก่ ฟ้าทะลายโจร, บอระเพ็ด, ขี้เหล็ก และเห็ดเผาะ หากรับประทานไม่ถูกวิธี หรือทานในปริมาณและระยะเวลาที่ไม่เหมาะสม ก็เสี่ยงต่อการเป็นโรคตับอักเสบได้เช่นกัน

9. อาการเตือนเมื่อตับเริ่มพังจากการได้รับยาเกินขนาดมีอะไรบ้าง?

ตอบ: ในระยะแรกส่วนใหญ่ มักไม่มีอาการบ่งชี้ที่ชัดเจน แต่บางรายอาจมีอาการเริ่มต้น เช่น คลื่นไส้ เบื่ออาหาร หากอาการรุนแรงจนเกิดภาวะแทรกซ้อนของตับวาย จะพบระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ และการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ

10. เราจะปกป้องตับจากการใช้ยาได้อย่างไร?

ตอบ: สิ่งที่ทุกคนทำได้เพื่อความปลอดภัยของตับ มี 3 ข้อหลักๆ

  1. ไม่รับประทานยาเกินขนาดที่แนะนำ
  2. ไม่รับประทานยาต่อเนื่องเป็นเวลานานเกินความจำเป็น
  3. หากไม่มั่นใจว่าตนเองได้รับยาเกินขนาดหรือซ้ำซ้อนหรือไม่ ให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่น แพทย์ หรือเภสัชกรทันที

บทความที่เกี่ยวข้อง

 

 ตับ เป็นอวัยวะที่มีหน้าที่สำคัญต่อร่างกายหลายอย่าง เช่น เป็นแหล่งสะสมอาหาร ช่วยขจัดสารพิษหรือยาออกจากเลือด นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงยาบางชนิดให้เกิดการออกฤทธิ์ดีขึ้น หากตับเกิดการอักเสบอาจส่งผลให้การทำงานของตับบกพร่อง และเกิดผลเสียต่อร่างกาย ในบางกรณีภาวะตับอักเสบอาจกลายเป็นมะเร็งตับได้ หากผู้ป่วยไม่ทำการรักษาหรือไม่ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

4 สาเหตุหลักที่ทำให้คนไทยเสี่ยงโรคตับ

โรคตับ เป็นปัญหาด้านสุขภาพที่สำคัญของคนไทย ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่

  • เกิดจากการติดเชื้อ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ
  • เกิดจากพฤติกรรมด้านสุขภาพ เช่น การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน
  • เกิดจากอาหาร เช่น การรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษอะฟลาทอกซิน
  • เกิดจากการใช้ยา เช่น ได้รับสูตรยาที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากการซื้อยารับประทานเองจากร้านขายยาที่ไม่มีเภสัชกรปฏิบัติหน้าที่ การได้รับปริมาณยาเกินขนาด สาเหตุอาจเกิดได้ทั้งจากการไม่ตั้งใจหรือได้รับยาซ้ำซ้อน ขาดการติดตามการใช้ยาอย่างเหมาะสม

3 กลุ่มยาอันตราย เสี่ยงตับพังหากใช้ไม่ถูกวิธี

1. คีโตโคนาโซล (ketoconazole)

เป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อจากเชื้อรา มักจะถูกใช้ในกรณีที่ใช้ยารักษาเชื้อราตัวอื่นไม่ได้ผลแล้ว ไม่ให้ใช้คีโตโคนาโซลชนิดรับประทานสำหรับการติดเชื้อที่เล็บหรือผิวหนัง ห้ามใช้ในผู้ป่วยตับอักเสบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง ควรติดตามการทำงานของตับอย่างเหมาะสมในระหว่างที่ได้รับยานี้

2. พาราเซตามอล (paracetamol)

เป็นยาแก้ปวด ลดไข้ ที่ปลอดภัยที่สุดหากใช้อย่างถูกต้อง โดยทั่วไปยานี้ถูกใช้เป็นยารักษาตามอาการ เช่น เวลาปวด มีไข้ หลังจากยาเข้าสู่ร่างกายจะมีกระบวนการทำลายยาที่ตับ ในบางกรณีการรับประทานยาพาราเซตามอลในขนาดที่สูงเกินขนาดที่แนะนำ ตับอาจทำลายยาไม่ทัน และบางครั้งอาจก่อให้เกิดพิษต่อตับได้ ในบางกรณีหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจส่งผลให้เกิดตับวายจนถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้

กรณีตัวอย่างของการรับประทานยาพาราเซตามอลที่อาจส่งผลต่อตับ

  • ผู้ที่ใช้ยาพร่ำเพรื่อ ผู้ป่วยบางรายอาจรับประทานยาทั้ง ๆ ที่ไม่มีอาการ เช่น รับประทานยาดักไว้ก่อนเพื่อป้องกันการเกิดไข้ทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีอาการ หรือรับประทานยาพาราเซตามอลติดต่อกันเป็นระยะเวลานานโดยไม่มีความจำเป็น
  • ผู้ที่รับประทานยาพาราเซตามอลเกินขนาด โดยไม่ได้ตั้งใจหรือได้รับยาซ้ำซ้อน เช่น การรับประทานยาพาราเซตามอลร่วมกับยาอื่นที่มีส่วนผสมของพาราเซตามอลในเวลาเดียวกัน โดยไม่ทราบว่ามียาพาราเซตามอลผสมอยู่ด้วย หรือบางรายน้ำหนักตัวน้อยแต่รับประทานยาเกินขนาดที่เหมาะสม
  • ผู้ที่ใช้ยาพาราเซตามอลร่วมกับการดื่มแอลกอฮอล์ เช่น บางรายดื่มแอลกอฮอล์แล้วเกิดอาการปวดศีรษะจึงรับประทานยาพาราเซตามอลแก้ปวด กรณีนี้เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดตับอักเสบได้

3. ยาสมุนไพร

ยาสมุนไพรบางชนิดที่ควรระมัดระวัง เช่น ฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด ขี้เหล็ก เห็ดเผาะ หากรับประทานไม่ถูกวิธีก็อาจจะเสี่ยงเป็นโรคตับอักเสบได้เช่นกัน

สัญญาณเตือน! อาการเมื่อได้รับยาเกินขนาด

อาการที่เกิดขึ้น มักพบหลังจากได้รับยาเกินขนาดไปแล้ว ส่วนใหญ่ในระยะแรกๆ มักไม่ค่อยพบอาการ ไม่มีอาการบ่งชี้ชัดเจน แต่ในบางรายอาจพบอาการคลื่นไส้ เบื่ออาหาร สำหรับในรายที่มีอาการรุนแรง อาจพบอาการแทรกซ้อนของตับวาย เช่น ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ฯลฯ

สิ่งที่ทำได้เพื่อเป็นการปกป้องตับ คือ ไม่รับประทานยาเกินขนาด ไม่รับประทานยาต่อเนื่องเป็นเวลานาน หากไม่ทราบว่ารับประทานยาเกินขนาดหรือไม่ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่น แพทย์ เภสัชกร เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง

ข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลยา ฝ่ายวิชาการเภสัชสนเทศ


Q&A เรื่องยากับความเสี่ยงมะเร็งตับ

1. กินยาเยอะ เสี่ยงเป็นมะเร็งตับจริงไหม?

ตอบ: มีส่วนเสี่ยง เนื่องจากตับมีหน้าที่ขับสารพิษและยาออกจากร่างกาย หากเราใช้ยาไม่เหมาะสม กินยาเกินขนาด หรือซื้อยากินเองโดยไม่มีข้อบ่งชี้ อาจทำให้ตับเกิดการอักเสบ ซึ่งหากปล่อยไว้จนกลายเป็นภาวะตับอักเสบเรื้อรังและไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ก็อาจพัฒนาไปเป็นโรคมะเร็งตับได้ในที่สุด

2. นอกจากการใช้ยาแล้ว มีปัจจัยอะไรอีกบ้างที่ทำให้เป็นโรคตับ?

ตอบ: โรคตับในคนไทยเกิดได้จาก 3 สาเหตุหลักเพิ่มเติม ดังนี้

  • การติดเชื้อ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ
  • พฤติกรรมสุขภาพ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน
  • อาหารการกิน การรับประทานอาหารที่มีสารพิษอะฟลาทอกซินปนเปื้อน

3. พฤติกรรมการใช้ยาแบบไหนที่เสี่ยงทำให้ตับพัง?

ตอบ: พฤติกรรมเสี่ยง มีดังนี้

  • การซื้อยารับประทานเองจากร้านขายยาที่ไม่มีเภสัชกรปฏิบัติหน้าที่
  • การได้รับปริมาณยาเกินขนาด ทั้งจากความไม่ตั้งใจหรือการได้รับยาซ้ำซ้อน
  • ขาดการติดตามผลและการใช้ยาอย่างเหมาะสม

4. ยาพาราเซตามอลส่งผลเสียต่อตับได้อย่างไร?

ตอบ: โดยปกติพาราเซตามอลจะถูกทำลายที่ตับ แต่หากเราได้รับยาในปริมาณที่สูงเกินไป ตับจะทำลายยาไม่ทัน ส่งผลให้เกิดการสะสมและก่อให้เกิดพิษต่อตับ ซึ่งหากรุนแรงและรักษาไม่ทันท่วงที อาจทำให้เกิดภาวะตับวายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

5. การกินยาพาราเซตามอล "ดักไว้ก่อน" มีอันตรายอย่างไร?

ตอบ: เป็นพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อตับมาก การรับประทานยาทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีอาการ (เช่น กินดักเพราะกลัวเป็นไข้) หรือกินติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่มีความจำเป็น ถือเป็นการใช้ยาพร่ำเพรื่อที่ทำให้ตับต้องทำงานหนักโดยไม่จำเป็น

6. ทำไมการกินยาแก้ปวดร่วมกับการดื่มเหล้าถึงอันตราย?

ตอบ: หลายคนดื่มแอลกอฮอล์แล้วปวดหัว จึงหยิบพาราเซตามอลมากินแก้ปวด การใช้ยาพาราเซตามอลร่วมกับการดื่มแอลกอฮอล์แบบนี้ จะเป็นการเข้าไปเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะตับอักเสบโดยตรง

7. ยาฆ่าเชื้อรา "คีโตโคนาโซล" มีข้อควรระวังต่อตับอย่างไร?

ตอบ: ยาคีโตโคนาโซล (Ketoconazole) ชนิดรับประทาน ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะตับอักเสบเฉียบพลันหรือเรื้อรังเด็ดขาด และไม่ควรใช้ยานี้สำหรับการติดเชื้อราที่เล็บหรือผิวหนังกาย นอกจากนี้ในระหว่างใช้ยาต้องมีการตรวจติดตามการทำงานของตับอย่างเหมาะสม

8. ยาสมุนไพรไทยชนิดไหนบ้างที่ต้องระวังเพราะอาจทำให้ตับอักเสบ?

ตอบ: สมุนไพรที่ควรระมัดระวังในการรับประทาน ได้แก่ ฟ้าทะลายโจร, บอระเพ็ด, ขี้เหล็ก และเห็ดเผาะ หากรับประทานไม่ถูกวิธี หรือทานในปริมาณและระยะเวลาที่ไม่เหมาะสม ก็เสี่ยงต่อการเป็นโรคตับอักเสบได้เช่นกัน

9. อาการเตือนเมื่อตับเริ่มพังจากการได้รับยาเกินขนาดมีอะไรบ้าง?

ตอบ: ในระยะแรกส่วนใหญ่ มักไม่มีอาการบ่งชี้ที่ชัดเจน แต่บางรายอาจมีอาการเริ่มต้น เช่น คลื่นไส้ เบื่ออาหาร หากอาการรุนแรงจนเกิดภาวะแทรกซ้อนของตับวาย จะพบระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ และการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ

10. เราจะปกป้องตับจากการใช้ยาได้อย่างไร?

ตอบ: สิ่งที่ทุกคนทำได้เพื่อความปลอดภัยของตับ มี 3 ข้อหลักๆ

  1. ไม่รับประทานยาเกินขนาดที่แนะนำ
  2. ไม่รับประทานยาต่อเนื่องเป็นเวลานานเกินความจำเป็น
  3. หากไม่มั่นใจว่าตนเองได้รับยาเกินขนาดหรือซ้ำซ้อนหรือไม่ ให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่น แพทย์ หรือเภสัชกรทันที

บทความที่เกี่ยวข้อง

 


ค้นหาแพทย์

สาระสุขภาพ

ศูนย์รักษาโรคเฉพาะทาง