กินยาเยอะ เสี่ยงมะเร็งตับหรือเปล่า?

     ตับ เป็นอวัยวะที่มีหน้าที่สำคัญต่อร่างกายหลายอย่าง เช่น เป็นแหล่งสะสมอาหาร ช่วยขจัดสารพิษหรือยาออกจากเลือด นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงยาบางชนิดให้เกิดการออกฤทธิ์ดีขึ้น หากตับเกิดการอักเสบอาจส่งผลให้การทำงานของตับบกพร่อง และเกิดผลเสียต่อร่างกาย ในบางกรณีภาวะตับอักเสบอาจกลายเป็นมะเร็งตับได้ หากผู้ป่วยไม่ทำการรักษาหรือไม่ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

     โรคตับ เป็นปัญหาด้านสุขภาพที่สำคัญของคนไทย ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่

  • เกิดจากการติดเชื้อ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ
  • เกิดจากพฤติกรรมด้านสุขภาพ เช่น การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน
  • เกิดจากอาหาร เช่น การรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษอะฟลาทอกซิน
  • เกิดจากการใช้ยา เช่น ได้รับสูตรยาที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากการซื้อยารับประทานเองจากร้านขายยาที่ไม่มีเภสัชกรปฏิบัติหน้าที่ การได้รับปริมาณยาเกินขนาด สาเหตุอาจเกิดได้ทั้งจากการไม่ตั้งใจหรือได้รับยาซ้ำซ้อน ขาดการติดตามการใช้ยาอย่างเหมาะสม

ตัวอย่างยาที่มีผลต่อตับหากใช้ไม่ถูกวิธี

     1. คีโตโคนาโซล (ketoconazole)

     เป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อจากเขื้อรา มักจะถูกใช้ในกรณีที่ใช้ยารักษาเชื้อราตัวอื่นไม่ได้ผลแล้ว ไม่ให้ใช้คีโตโคนาโซลชนิดรับประทานสำหรับการติดเชื้อที่เล็บหรือผิวหนัง ห้ามใช้ในผู้ป่วยตับอักเสบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง ควรติดตามการทำงานของตับอย่างเหมาะสมในระหว่างที่ได้รับยานี้

     2. พาราเซตามอล (paracetamol)

     เป็นยาแก้ปวด ลดไข้ ที่ปลอดภัยที่สุดหากใช้อย่างถูกต้อง โดยทั่วไปยานี้ถูกใช้เป็นยารักษาตามอาการ เช่น เวลาปวด มีไข้ หลังจากยาเข้าสู่ร่างกายจะมีกระบวนการทำลายยาที่ตับ ในบางกรณีการรับประทานยาพาราเซตามอลในขนาดที่สูงเกินขนาดที่แนะนำ ตับอาจทำลายยาไม่ทัน และบางครั้งอาจก่อให้เกิดพิษต่อตับได้ ในบางกรณีหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจส่งผลให้เกิดตับวายจนถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้

     กรณีตัวอย่างของการรับประทานยาพาราเซตามอลที่อาจส่งผลต่อตับ

     - ผู้ที่ใช้ยาพร่ำเพรื่อ ผู้ป่วยบางรายอาจรับประทานยาทั้งๆ ที่ไม่มีอาการ เช่น รับประทานยาดักไว้ก่อนเพื่อป้องกันการเกิดไข้ทั้งๆ ที่ยังไม่มีอาการ หรือรับประทานยาพาราเซตามอลติดต่อกันเป็นระยะเวลานานโดยไม่มีความจำเป็น

     - ผู้ที่รับประทานยาพาราเซตามอลเกินขนาด โดยไม่ได้ตั้งใจหรือได้รับยาซ้ำซ้อน เช่น การรับประทานยาพาราเซตามอลร่วมกับยาอื่นที่มีส่วนผสมของพาราเซตามอลในเวลาเดียวกัน โดยไม่ทราบว่ามียาพาราเซตามอลผสมอยู่ด้วย หรือบางรายน้ำหนักตัวน้อยแต่รับประทานยาเกินขนาดที่เหมาะสม

     - ผู้ที่ใช้ยาพาราเซตามอลร่วมกับการดื่มแอลกอฮอล์ เช่น บางรายดื่มแอลกอฮอล์แล้วเกิดอาการปวดศีรษะจึงรับประทานยาพาราเซตามอลแก้ปวด กรณีนี้เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดตับอักเสบได้

     3. ยาสมุนไพร

     ยาสมุนไพรบางชนิดที่ควรระมัดระวัง เช่น ฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด ขี้เหล็ก เห็ดเผาะ หากรับประทานไม่ถูกวิธีก็อาจจะเสี่ยงเป็นโรคตับอักเสบได้เช่นกัน

การได้รับยาเกินขนาด

     อาการที่เกิดขึ้น มักพบหลังจากได้รับยาเกินขนาดไปแล้ว ส่วนใหญ่ในระยะแรกๆ มักไม่ค่อยพบอาการ ไม่มีอาการบ่งชี้ชัดเจน แต่ในบางรายอาจพบอาการคลื่นไส้ เบื่ออาหาร สำหรับในรายที่มีอาการรุนแรง อาจพบอาการแทรกซ้อนของตับวาย เช่น ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ฯลฯ

     สิ่งที่ทำได้เพื่อเป็นการปกป้องตับ คือ ไม่รับประทานยาเกินขนาด ไม่รับประทานยาต่อเนื่องเป็นเวลานาน หากไม่ทราบว่ารับประทานยาเกินขนาดหรือไม่ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่น แพทย์ เภสัชกร เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ข้อมูลยา โทร.02-419-2222 เปิดบริการทุกวัน เวลา 8:00-21:00 น.

     ตับ เป็นอวัยวะที่มีหน้าที่สำคัญต่อร่างกายหลายอย่าง เช่น เป็นแหล่งสะสมอาหาร ช่วยขจัดสารพิษหรือยาออกจากเลือด นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงยาบางชนิดให้เกิดการออกฤทธิ์ดีขึ้น หากตับเกิดการอักเสบอาจส่งผลให้การทำงานของตับบกพร่อง และเกิดผลเสียต่อร่างกาย ในบางกรณีภาวะตับอักเสบอาจกลายเป็นมะเร็งตับได้ หากผู้ป่วยไม่ทำการรักษาหรือไม่ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

     โรคตับ เป็นปัญหาด้านสุขภาพที่สำคัญของคนไทย ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่

  • เกิดจากการติดเชื้อ เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ
  • เกิดจากพฤติกรรมด้านสุขภาพ เช่น การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน
  • เกิดจากอาหาร เช่น การรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษอะฟลาทอกซิน
  • เกิดจากการใช้ยา เช่น ได้รับสูตรยาที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากการซื้อยารับประทานเองจากร้านขายยาที่ไม่มีเภสัชกรปฏิบัติหน้าที่ การได้รับปริมาณยาเกินขนาด สาเหตุอาจเกิดได้ทั้งจากการไม่ตั้งใจหรือได้รับยาซ้ำซ้อน ขาดการติดตามการใช้ยาอย่างเหมาะสม

ตัวอย่างยาที่มีผลต่อตับหากใช้ไม่ถูกวิธี

     1. คีโตโคนาโซล (ketoconazole)

     เป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อจากเขื้อรา มักจะถูกใช้ในกรณีที่ใช้ยารักษาเชื้อราตัวอื่นไม่ได้ผลแล้ว ไม่ให้ใช้คีโตโคนาโซลชนิดรับประทานสำหรับการติดเชื้อที่เล็บหรือผิวหนัง ห้ามใช้ในผู้ป่วยตับอักเสบเฉียบพลันหรือเรื้อรัง ควรติดตามการทำงานของตับอย่างเหมาะสมในระหว่างที่ได้รับยานี้

     2. พาราเซตามอล (paracetamol)

     เป็นยาแก้ปวด ลดไข้ ที่ปลอดภัยที่สุดหากใช้อย่างถูกต้อง โดยทั่วไปยานี้ถูกใช้เป็นยารักษาตามอาการ เช่น เวลาปวด มีไข้ หลังจากยาเข้าสู่ร่างกายจะมีกระบวนการทำลายยาที่ตับ ในบางกรณีการรับประทานยาพาราเซตามอลในขนาดที่สูงเกินขนาดที่แนะนำ ตับอาจทำลายยาไม่ทัน และบางครั้งอาจก่อให้เกิดพิษต่อตับได้ ในบางกรณีหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจส่งผลให้เกิดตับวายจนถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้

     กรณีตัวอย่างของการรับประทานยาพาราเซตามอลที่อาจส่งผลต่อตับ

     - ผู้ที่ใช้ยาพร่ำเพรื่อ ผู้ป่วยบางรายอาจรับประทานยาทั้งๆ ที่ไม่มีอาการ เช่น รับประทานยาดักไว้ก่อนเพื่อป้องกันการเกิดไข้ทั้งๆ ที่ยังไม่มีอาการ หรือรับประทานยาพาราเซตามอลติดต่อกันเป็นระยะเวลานานโดยไม่มีความจำเป็น

     - ผู้ที่รับประทานยาพาราเซตามอลเกินขนาด โดยไม่ได้ตั้งใจหรือได้รับยาซ้ำซ้อน เช่น การรับประทานยาพาราเซตามอลร่วมกับยาอื่นที่มีส่วนผสมของพาราเซตามอลในเวลาเดียวกัน โดยไม่ทราบว่ามียาพาราเซตามอลผสมอยู่ด้วย หรือบางรายน้ำหนักตัวน้อยแต่รับประทานยาเกินขนาดที่เหมาะสม

     - ผู้ที่ใช้ยาพาราเซตามอลร่วมกับการดื่มแอลกอฮอล์ เช่น บางรายดื่มแอลกอฮอล์แล้วเกิดอาการปวดศีรษะจึงรับประทานยาพาราเซตามอลแก้ปวด กรณีนี้เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดตับอักเสบได้

     3. ยาสมุนไพร

     ยาสมุนไพรบางชนิดที่ควรระมัดระวัง เช่น ฟ้าทะลายโจร บอระเพ็ด ขี้เหล็ก เห็ดเผาะ หากรับประทานไม่ถูกวิธีก็อาจจะเสี่ยงเป็นโรคตับอักเสบได้เช่นกัน

การได้รับยาเกินขนาด

     อาการที่เกิดขึ้น มักพบหลังจากได้รับยาเกินขนาดไปแล้ว ส่วนใหญ่ในระยะแรกๆ มักไม่ค่อยพบอาการ ไม่มีอาการบ่งชี้ชัดเจน แต่ในบางรายอาจพบอาการคลื่นไส้ เบื่ออาหาร สำหรับในรายที่มีอาการรุนแรง อาจพบอาการแทรกซ้อนของตับวาย เช่น ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ฯลฯ

     สิ่งที่ทำได้เพื่อเป็นการปกป้องตับ คือ ไม่รับประทานยาเกินขนาด ไม่รับประทานยาต่อเนื่องเป็นเวลานาน หากไม่ทราบว่ารับประทานยาเกินขนาดหรือไม่ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่น แพทย์ เภสัชกร เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ข้อมูลยา โทร.02-419-2222 เปิดบริการทุกวัน เวลา 8:00-21:00 น.


ค้นหาแพทย์

สาระสุขภาพ

ศูนย์รักษาโรคเฉพาะทาง