logo
ไข้เลือดออกในเด็ก อันตรายใกล้ตัว: อาการ วิธีดูแล และการฉีดวัคซีนป้องกัน

ไข้เลือดออกในเด็ก อันตรายใกล้ตัว: อาการ วิธีดูแล และการฉีดวัคซีนป้องกัน

โรคไข้เลือดออกเป็นภัยเงียบที่พบมากในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะ ไข้เลือดออกในเด็ก ที่อาจมีความรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ การมีความรู้ความเข้าใจเรื่องอาการของโรค การดูแลรักษาที่ถูกต้อง และแนวทางการป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรละเลย

สาเหตุของโรคไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออก เกิดจากติดเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue virus) ไวรัสเดงกีมี  4 สายพันธุ์ ได้แก่  DEN-1, DEN- 2,  DEN-3 และ DEN-4 โดยมียุงลายเพศเมียเป็นพาหะนำโรค ยุงลายมักเพาะพันธุ์ตามแหล่งน้ำขัง พบมากในช่วงฤดูฝน อาการมีตั้งแต่ไม่มีอาการ หรืออาการน้อยไปถึงรุนแรงจนเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะไข้เลือดออกในเด็ก

ยุงลาย พาหะไข้เลือดออก

ไข้เลือดออกในเด็ก มีโอกาสเป็นซ้ำได้หรือไม่?
ในแต่ละปีจะมีการระบาดของสายพันธุ์ต่าง ๆ สลับกันไป การติดเชื้อไข้เลือดออกสายพันธุ์หนึ่งจะทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์นั้นตลอดชีวิต ดังนั้นจึงสามารถติดเชื้อซ้ำได้อีกจากสายพันธุ์ที่แตกต่างกัน โดยการติดเชื้อซ้ำครั้งที่ 2 มักมีอาการรุนแรงกว่าครั้งแรก

กลุ่มเสี่ยงที่อาจมีอาการรุนแรง

อาการไข้เลือดออกในเด็กที่พบได้บ่อย

  • ไข้สูงลอยเฉียบพลัน 2 - 7 วัน ร่วมกับอาการปวดศีรษะ
  • ปวดศีรษะ ปวดรอบกระบอกตา
  • ปวดกระดูก ปวดกล้ามเนื้อ
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ปวดท้อง หรือท้องเสียโดยเฉพาะในเด็กเล็ก
  • อาจมีจุดเลือดออกบริเวณผิวหนัง
  • หน้าแดง ตัวแดง

สัญญาณอันตราย! ควรรีบพบแพทย์ทันที

  • ไข้ลงแล้วแต่อาการแย่ลง
  • อ่อนเพลียมาก ไม่สามารถรับประทานอาหารและน้ำดื่มได้
  • มีเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหล อาเจียนเป็นเลือด อุจจาระหรือปัสสาวะเป็นสีแดง สีดำ หรือสีโค้ก
  • อาเจียนมาก ปวดท้องมาก
  • ชีพจรเบาเร็ว
  • ตัวเย็นชื้น เหงื่อออก ตัวลาย กระสับกระส่าย และริมฝีปากเขียวคล้ำ
  • ปัสสาวะน้อยลง หรือไม่ปัสสาวะเลยเป็นเวลา 4 - 6 ชั่วโมง
  • มีอาการเปลี่ยนแปลงของความรู้สึกตัว เช่น ซึมลง กระสับกระส่าย เอะอะโวยวาย พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง เช่น พูดไม่รู้เรื่อง ร้องกวนมากในเด็กเล็ก

การดูแลรักษาไข้เลือดออกในเด็กอย่างถูกวิธี

ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพดีในการรักษาโรคไข้เลือดออก การรักษาโรคไข้เลือดออกเป็นการรักษาตามอาการ และการเฝ้าระวังติดตามอาการของโรคอย่างใกล้ชิด

  • การลดไข้ ควรเช็ดตัวร่วมกับรับประทานยาลดไข้ (เฉพาะพาราเซตามอลเท่านั้น) ห้ามรับประทานยาแอสไพรินหรือยาลดไข้ไอบูโพรเฟน เพราะอาจทำให้เลือดออกผิดปกติ
  • ควรรับประทานอาหาร และน้ำดื่มอย่างเพียงพอ หากรับประทานอาหารได้น้อย แนะนำให้ดื่มน้ำเกลือแร่ นม น้ำผลไม้ เลือกรับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสีดำหรือแดง เช่น น้ำแดง น้ำแตงโม ช็อกโกแลต เป็นต้น  เพราะหากมีอาการอาเจียนอาจทำให้สับสนว่ามีเลือดได้
  • ควรติดตามอาการตามที่แพทย์นัดอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในระยะวิกฤต คือช่วงที่ไข้ลดซึ่งมักตรงกับวันที่ 3 - 5 หลังจากเริ่มมีไข้ หากพบผู้ป่วยมีอาการ อาเจียนมาก ปวดท้องมาก ไข้ลดลงอย่างรวดเร็วแต่อาการไม่ดีขึ้น เพลีย กระสับกระส่าย หน้ามืดจะเป็นลม มือเท้าเย็น ซีมลง ไม่ปัสสาวะนานกว่า 4-6 ชั่วโมง เลือดออกผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

แนวทางการป้องกันโรคไข้เลือดออก

  • การป้องกันยุงกัด ได้แก่ ทายากันยุง นอนในมุ้ง ใส่เสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว
  • การทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายบริเวณบ้าน เช่น ปิดฝาภาชนะที่มีน้ำขัง หมั่นเปลี่ยนน้ำในภาชนะทุกสัปดาห์ คว่ำภาชนะที่ไม่ใช้ไม่ให้น้ำขังได้  ปล่อยปลากินลูกน้ำ เช่น ปลาหางนกยูงในอ่างบัว
  • การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออก

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนไข้เลือดออกในเด็ก

  • ผู้ที่เคยและไม่เคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อน ไม่จำเป็นต้องตรวจเลือดก่อนการฉีดวัคซีน
  • สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 4 ปีขึ้นไป
  • ฉีดทั้งหมด 2 เข็ม ห่างกัน 3 เดือน
  • สำหรับผู้ที่เคยเป็นไข้เลือดออกแล้ว ให้ฉีดวัคซีนหลังจากเป็นไข้เลือดออกแล้วอย่างน้อย 6 เดือน

ข้อมูลจาก : พญ.วรพร พุ่มเล็ก


Q&A เรื่องไข้เลือดออกในเด็ก

1. โรคไข้เลือดออกเกิดจากอะไร และมีกี่สายพันธุ์?

ตอบ: เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue virus) โดยมียุงลายเพศเมียที่มักเพาะพันธุ์ตามแหล่งน้ำขังเป็นพาหะนำโรค ซึ่งไวรัสเดงกีนี้มีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ ได้แก่ DEN-1, DEN-2, DEN-3 และ DEN-4

2. เคยเป็นไข้เลือดออกแล้ว มีโอกาสเป็นซ้ำได้อีกไหม?

ตอบ: เป็นซ้ำได้ เนื่องจากโรคนี้มีถึง 4 สายพันธุ์ การเป็นครั้งหนึ่งจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์นั้นไปตลอดชีวิต แต่ยังสามารถติดเชื้อสายพันธุ์ที่เหลือที่แตกต่างกันได้ และที่สำคัญ การติดเชื้อซ้ำครั้งที่ 2 มักจะมีอาการรุนแรงกว่าครั้งแรก

3. ใครบ้างที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะมีอาการไข้เลือดออกรุนแรง?

ตอบ: กลุ่มเสี่ยงสูงที่มีโอกาสเกิดภาวะรุนแรง ได้แก่ เด็กทารก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะอ้วน หญิงตั้งครรภ์หรือผู้หญิงที่อยู่ระหว่างมีประจำเดือน ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ธาลัสซีเมีย, โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด, โรคตับแข็ง, โรคไตวาย, โรคเบาหวาน และโรคแผลในกระเพาะอาหาร ผู้ที่รับประทานยา Corticosteroid หรือยาในกลุ่ม NSAIDs

4. อาการไข้เลือดออกในเด็กที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง?

ตอบ: อาการเด่นที่พบได้บ่อย ได้แก่ มีไข้สูงลอยเฉียบพลัน 2 - 7 วัน ปวดศีรษะ ปวดรอบกระบอกตา หน้าแดง ตัวแดง ปวดกระดูกและปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือท้องเสีย (โดยเฉพาะในเด็กเล็ก) อาจมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง

5. ช่วงไหนคือ "ระยะวิกฤต" ของโรคไข้เลือดออก?

ตอบ: ระยะวิกฤตมักจะตรงกับช่วงที่ไข้ลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงวันที่ 3 - 5 หลังจากเริ่มมีไข้ เป็นช่วงที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิดที่สุด เพราะหากอาการแย่ลงอาจเกิดภาวะช็อกได้

6. สัญญาณอันตรายอะไรบ้างที่บอกว่าควรรีบพาลูกไปพบแพทย์ทันที?

ตอบ: หากไข้ลดลงแล้วแต่อาการแย่ลง ร่วมกับมีอาการเหล่านี้ ควรรีบไปโรงพยาบาลโดยด่วนที่สุด

  • อ่อนเพลียมาก ซึมลง กระสับกระส่าย หรือร้องกวนมากในเด็กเล็ก
  • อาเจียนมาก ปวดท้องมาก หรือทานอาหารและน้ำไม่ได้เลย
  • ตัวเย็นชื้น เหงื่อออก มือเท้าเย็น ผิวตัวลาย หรือริมฝีปากเขียวคล้ำ
  • ชีพจรเบาเร็ว หรือหน้ามืดจะเป็นลม
  • ปัสสาวะน้อยลง หรือไม่ปัสสาวะเลยนาน 4 - 6 ชั่วโมง
  • มีเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหล อาเจียนเป็นเลือด อุจจาระ/ปัสสาวะมีสีแดงหรือดำ

7. ปัจจุบันมียาต้านไวรัสรักษาโรคไข้เลือดออกโดยตรงไหม?

ตอบ: ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพดีในการรักษาโรคไข้เลือดออกโดยเฉพาะ การรักษาในตอนนี้จึงเน้นการรักษาตามอาการ และการเฝ้าระวังติดตามอาการของผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด

8. ยาลดไข้ชนิดใดที่ "ห้ามใช้" กับผู้ป่วยไข้เลือดออกเด็ดขาด?

ตอบ: ห้ามรับประทานยาแอสไพริน (Aspirin) และยาลดไข้กลุ่มไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เด็ดขาด เพราะยาเหล่านี้จะทำให้เลือดออกผิดปกติและเกิดอันตรายรุนแรงได้ แนะนำให้เช็ดตัวร่วมกับรับประทานยาพาราเซตามอลเท่านั้น

9. ทำไมผู้ป่วยไข้เลือดออกจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารหรือเครื่องดื่มสีแดงและดำ?

ตอบ: เพราะหากผู้ป่วยมีอาการอาเจียน สีของอาหารเหล่านี้อาจทำให้คุณพ่อคุณแม่หรือแพทย์สับสนและแยกไม่ออกว่าเป็นสีของอาหารหรือเป็นเลือดที่ออกในทางเดินอาหารกันแน่

10. วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก มีเกณฑ์และเงื่อนไขการฉีดอย่างไรบ้าง?

ตอบ: เกณฑ์และเงื่อนไขการฉีดวัคซีนไข้เลือดออก มีดังนี้

  • อายุที่ฉีดได้ สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 4 ปีขึ้นไป
  • การเตรียมตัว ฉีดได้ทั้งผู้ที่เคยและไม่เคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อน โดยไม่จำเป็นต้องตรวจเลือดก่อนฉีด
  • จำนวนเข็ม ฉีดทั้งหมด 2 เข็ม ห่างกัน 3 เดือน
  • กรณีเคยเป็นแล้ว หากเคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อน แนะนำให้เว้นระยะและมาฉีดหลังจากหายแล้วอย่างน้อย 6 เดือน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์เด็ก ชั้น 3 โซน E

บทความที่เกี่ยวข้อง

 

 โรคไข้เลือดออกเป็นภัยเงียบที่พบมากในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะ ไข้เลือดออกในเด็ก ที่อาจมีความรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ การมีความรู้ความเข้าใจเรื่องอาการของโรค การดูแลรักษาที่ถูกต้อง และแนวทางการป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรละเลย

สาเหตุของโรคไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออก เกิดจากติดเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue virus) ไวรัสเดงกีมี  4 สายพันธุ์ ได้แก่  DEN-1, DEN- 2,  DEN-3 และ DEN-4 โดยมียุงลายเพศเมียเป็นพาหะนำโรค ยุงลายมักเพาะพันธุ์ตามแหล่งน้ำขัง พบมากในช่วงฤดูฝน อาการมีตั้งแต่ไม่มีอาการ หรืออาการน้อยไปถึงรุนแรงจนเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะไข้เลือดออกในเด็ก

ยุงลาย พาหะไข้เลือดออก

ไข้เลือดออกในเด็ก มีโอกาสเป็นซ้ำได้หรือไม่?
ในแต่ละปีจะมีการระบาดของสายพันธุ์ต่าง ๆ สลับกันไป การติดเชื้อไข้เลือดออกสายพันธุ์หนึ่งจะทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์นั้นตลอดชีวิต ดังนั้นจึงสามารถติดเชื้อซ้ำได้อีกจากสายพันธุ์ที่แตกต่างกัน โดยการติดเชื้อซ้ำครั้งที่ 2 มักมีอาการรุนแรงกว่าครั้งแรก

กลุ่มเสี่ยงที่อาจมีอาการรุนแรง

อาการไข้เลือดออกในเด็กที่พบได้บ่อย

  • ไข้สูงลอยเฉียบพลัน 2 - 7 วัน ร่วมกับอาการปวดศีรษะ
  • ปวดศีรษะ ปวดรอบกระบอกตา
  • ปวดกระดูก ปวดกล้ามเนื้อ
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ปวดท้อง หรือท้องเสียโดยเฉพาะในเด็กเล็ก
  • อาจมีจุดเลือดออกบริเวณผิวหนัง
  • หน้าแดง ตัวแดง

สัญญาณอันตราย! ควรรีบพบแพทย์ทันที

  • ไข้ลงแล้วแต่อาการแย่ลง
  • อ่อนเพลียมาก ไม่สามารถรับประทานอาหารและน้ำดื่มได้
  • มีเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหล อาเจียนเป็นเลือด อุจจาระหรือปัสสาวะเป็นสีแดง สีดำ หรือสีโค้ก
  • อาเจียนมาก ปวดท้องมาก
  • ชีพจรเบาเร็ว
  • ตัวเย็นชื้น เหงื่อออก ตัวลาย กระสับกระส่าย และริมฝีปากเขียวคล้ำ
  • ปัสสาวะน้อยลง หรือไม่ปัสสาวะเลยเป็นเวลา 4 - 6 ชั่วโมง
  • มีอาการเปลี่ยนแปลงของความรู้สึกตัว เช่น ซึมลง กระสับกระส่าย เอะอะโวยวาย พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง เช่น พูดไม่รู้เรื่อง ร้องกวนมากในเด็กเล็ก

การดูแลรักษาไข้เลือดออกในเด็กอย่างถูกวิธี

ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพดีในการรักษาโรคไข้เลือดออก การรักษาโรคไข้เลือดออกเป็นการรักษาตามอาการ และการเฝ้าระวังติดตามอาการของโรคอย่างใกล้ชิด

  • การลดไข้ ควรเช็ดตัวร่วมกับรับประทานยาลดไข้ (เฉพาะพาราเซตามอลเท่านั้น) ห้ามรับประทานยาแอสไพรินหรือยาลดไข้ไอบูโพรเฟน เพราะอาจทำให้เลือดออกผิดปกติ
  • ควรรับประทานอาหาร และน้ำดื่มอย่างเพียงพอ หากรับประทานอาหารได้น้อย แนะนำให้ดื่มน้ำเกลือแร่ นม น้ำผลไม้ เลือกรับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสีดำหรือแดง เช่น น้ำแดง น้ำแตงโม ช็อกโกแลต เป็นต้น  เพราะหากมีอาการอาเจียนอาจทำให้สับสนว่ามีเลือดได้
  • ควรติดตามอาการตามที่แพทย์นัดอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในระยะวิกฤต คือช่วงที่ไข้ลดซึ่งมักตรงกับวันที่ 3 - 5 หลังจากเริ่มมีไข้ หากพบผู้ป่วยมีอาการ อาเจียนมาก ปวดท้องมาก ไข้ลดลงอย่างรวดเร็วแต่อาการไม่ดีขึ้น เพลีย กระสับกระส่าย หน้ามืดจะเป็นลม มือเท้าเย็น ซีมลง ไม่ปัสสาวะนานกว่า 4-6 ชั่วโมง เลือดออกผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

แนวทางการป้องกันโรคไข้เลือดออก

  • การป้องกันยุงกัด ได้แก่ ทายากันยุง นอนในมุ้ง ใส่เสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว
  • การทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายบริเวณบ้าน เช่น ปิดฝาภาชนะที่มีน้ำขัง หมั่นเปลี่ยนน้ำในภาชนะทุกสัปดาห์ คว่ำภาชนะที่ไม่ใช้ไม่ให้น้ำขังได้  ปล่อยปลากินลูกน้ำ เช่น ปลาหางนกยูงในอ่างบัว
  • การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออก

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนไข้เลือดออกในเด็ก

  • ผู้ที่เคยและไม่เคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อน ไม่จำเป็นต้องตรวจเลือดก่อนการฉีดวัคซีน
  • สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 4 ปีขึ้นไป
  • ฉีดทั้งหมด 2 เข็ม ห่างกัน 3 เดือน
  • สำหรับผู้ที่เคยเป็นไข้เลือดออกแล้ว ให้ฉีดวัคซีนหลังจากเป็นไข้เลือดออกแล้วอย่างน้อย 6 เดือน

ข้อมูลจาก : พญ.วรพร พุ่มเล็ก


Q&A เรื่องไข้เลือดออกในเด็ก

1. โรคไข้เลือดออกเกิดจากอะไร และมีกี่สายพันธุ์?

ตอบ: เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue virus) โดยมียุงลายเพศเมียที่มักเพาะพันธุ์ตามแหล่งน้ำขังเป็นพาหะนำโรค ซึ่งไวรัสเดงกีนี้มีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ ได้แก่ DEN-1, DEN-2, DEN-3 และ DEN-4

2. เคยเป็นไข้เลือดออกแล้ว มีโอกาสเป็นซ้ำได้อีกไหม?

ตอบ: เป็นซ้ำได้ เนื่องจากโรคนี้มีถึง 4 สายพันธุ์ การเป็นครั้งหนึ่งจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์นั้นไปตลอดชีวิต แต่ยังสามารถติดเชื้อสายพันธุ์ที่เหลือที่แตกต่างกันได้ และที่สำคัญ การติดเชื้อซ้ำครั้งที่ 2 มักจะมีอาการรุนแรงกว่าครั้งแรก

3. ใครบ้างที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะมีอาการไข้เลือดออกรุนแรง?

ตอบ: กลุ่มเสี่ยงสูงที่มีโอกาสเกิดภาวะรุนแรง ได้แก่ เด็กทารก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภาวะอ้วน หญิงตั้งครรภ์หรือผู้หญิงที่อยู่ระหว่างมีประจำเดือน ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ธาลัสซีเมีย, โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด, โรคตับแข็ง, โรคไตวาย, โรคเบาหวาน และโรคแผลในกระเพาะอาหาร ผู้ที่รับประทานยา Corticosteroid หรือยาในกลุ่ม NSAIDs

4. อาการไข้เลือดออกในเด็กที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง?

ตอบ: อาการเด่นที่พบได้บ่อย ได้แก่ มีไข้สูงลอยเฉียบพลัน 2 - 7 วัน ปวดศีรษะ ปวดรอบกระบอกตา หน้าแดง ตัวแดง ปวดกระดูกและปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือท้องเสีย (โดยเฉพาะในเด็กเล็ก) อาจมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง

5. ช่วงไหนคือ "ระยะวิกฤต" ของโรคไข้เลือดออก?

ตอบ: ระยะวิกฤตมักจะตรงกับช่วงที่ไข้ลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงวันที่ 3 - 5 หลังจากเริ่มมีไข้ เป็นช่วงที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิดที่สุด เพราะหากอาการแย่ลงอาจเกิดภาวะช็อกได้

6. สัญญาณอันตรายอะไรบ้างที่บอกว่าควรรีบพาลูกไปพบแพทย์ทันที?

ตอบ: หากไข้ลดลงแล้วแต่อาการแย่ลง ร่วมกับมีอาการเหล่านี้ ควรรีบไปโรงพยาบาลโดยด่วนที่สุด

  • อ่อนเพลียมาก ซึมลง กระสับกระส่าย หรือร้องกวนมากในเด็กเล็ก
  • อาเจียนมาก ปวดท้องมาก หรือทานอาหารและน้ำไม่ได้เลย
  • ตัวเย็นชื้น เหงื่อออก มือเท้าเย็น ผิวตัวลาย หรือริมฝีปากเขียวคล้ำ
  • ชีพจรเบาเร็ว หรือหน้ามืดจะเป็นลม
  • ปัสสาวะน้อยลง หรือไม่ปัสสาวะเลยนาน 4 - 6 ชั่วโมง
  • มีเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหล อาเจียนเป็นเลือด อุจจาระ/ปัสสาวะมีสีแดงหรือดำ

7. ปัจจุบันมียาต้านไวรัสรักษาโรคไข้เลือดออกโดยตรงไหม?

ตอบ: ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพดีในการรักษาโรคไข้เลือดออกโดยเฉพาะ การรักษาในตอนนี้จึงเน้นการรักษาตามอาการ และการเฝ้าระวังติดตามอาการของผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด

8. ยาลดไข้ชนิดใดที่ "ห้ามใช้" กับผู้ป่วยไข้เลือดออกเด็ดขาด?

ตอบ: ห้ามรับประทานยาแอสไพริน (Aspirin) และยาลดไข้กลุ่มไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เด็ดขาด เพราะยาเหล่านี้จะทำให้เลือดออกผิดปกติและเกิดอันตรายรุนแรงได้ แนะนำให้เช็ดตัวร่วมกับรับประทานยาพาราเซตามอลเท่านั้น

9. ทำไมผู้ป่วยไข้เลือดออกจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารหรือเครื่องดื่มสีแดงและดำ?

ตอบ: เพราะหากผู้ป่วยมีอาการอาเจียน สีของอาหารเหล่านี้อาจทำให้คุณพ่อคุณแม่หรือแพทย์สับสนและแยกไม่ออกว่าเป็นสีของอาหารหรือเป็นเลือดที่ออกในทางเดินอาหารกันแน่

10. วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก มีเกณฑ์และเงื่อนไขการฉีดอย่างไรบ้าง?

ตอบ: เกณฑ์และเงื่อนไขการฉีดวัคซีนไข้เลือดออก มีดังนี้

  • อายุที่ฉีดได้ สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 4 ปีขึ้นไป
  • การเตรียมตัว ฉีดได้ทั้งผู้ที่เคยและไม่เคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อน โดยไม่จำเป็นต้องตรวจเลือดก่อนฉีด
  • จำนวนเข็ม ฉีดทั้งหมด 2 เข็ม ห่างกัน 3 เดือน
  • กรณีเคยเป็นแล้ว หากเคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อน แนะนำให้เว้นระยะและมาฉีดหลังจากหายแล้วอย่างน้อย 6 เดือน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์เด็ก ชั้น 3 โซน E

บทความที่เกี่ยวข้อง