logo
ยาต้านการแข็งตัวของเลือด NOACs สำหรับผู้เป็นโรคหัวใจ: วิธีใช้และข้อควรระวังที่ต้องรู้

ยาต้านการแข็งตัวของเลือด NOACs สำหรับผู้เป็นโรคหัวใจ: วิธีใช้และข้อควรระวังที่ต้องรู้

ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ชนิดรับประทานตัวแรกที่มีประสิทธิภาพและมีการใช้อย่างแพร่หลายคือ warfarinซึ่งยังมีข้อจำกัดในการใช้กับผู้ป่วยบางกลุ่ม แต่ในปัจจุบันมีการพัฒนายาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทานกลุ่มใหม่ขึ้นมา โดยใช้ชื่อว่า Non-vitamin K antagonist oral anticoagulants (NOACs) หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทานที่ไม่ได้ออกฤทธิ์ต้านวิตามินเค เพื่อให้ผู้ป่วยมีทางเลือกในการรักษามากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีข้อจำกัดในการใช้ยา warfarinรายละเอียดยาเบื้องต้นที่ควรทราบมีดังนี้

กลไกการออกฤทธิ์ของ NOACs แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม

  1. ออกฤทธิ์ต้าน thrombin โดยตรง ซึ่ง thrombin ทำให้เกิดกระบวนการแข็งตัวของเลือด ยาในกลุ่มนี้ได้แก่ Dabigatran
  2. ออกฤทธิ์ยับยั้ง factor Xa ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ช่วยให้เลือดแข็งตัว ยาในกลุ่มนี้ได้แก่ Rivaroxaban, Apixaban และ Edoxaban

ข้อบ่งใช้สำคัญของยา NOACs

  1. ใช้ในผู้ป่วยโรคหัวใจห้องบนสั่นพริ้วที่ไม่มีโรคลิ้นหัวใจร่วมด้วย เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน
  2. ใช้รักษาภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำในปอด แขน หรือขา
  3. ใช้ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกหรือข้อเข่า

วิธีรับประทานยา NOACs ให้ปลอดภัย

ควรรับประทานตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เนื่องจากการรับประทานยาไม่สม่ำเสมอสามารถเพิ่มทั้งความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันและความเสี่ยงในการเกิดเลือดออกผิดปกติได้

อาการหรือสิ่งผิดปกติที่ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบทันที

  1. อาการเลือดออกผิดปกติ เช่น มีจ้ำเลือดหรือรอยฟกช้ำตามผิวหนังและขยายขนาดมากขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ เมื่อเกิดบาดแผลแล้วเลือดไหลไม่หยุด เลือดกำเดาไหลไม่หยุด เลือดออกตามไรฟันมากผิดปกติ มีเลือดประจำเดือนหรือเลือดออกมาทางช่องคลอดปริมาณมากผิดปกติปัสสาวะสีแดงหรือน้ำตาลแดง มีเลือดปนมากับอุจจาระหรืออุจจาระมีสีดำ หรืออาจเกิดภาวะเลือดออกในสมองซึ่งอาจแสดงออกโดยมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง เดินเซ อาเจียน ชัก ซึม หมดสติ เป็นต้น
  2. อาการลิ่มเลือดอุดตัน เช่น อาการแขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว พูดไม่ออก พูดไม่ชัดหรือมองเห็นภาพซ้อน
  3. การหกล้มศีรษะกระแทก หรือถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง

ข้อควรระวัง

1. ยาบางชนิด ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ยาสมุนไพร ยาหม้อ ยาลูกกลอน ยาชุด ยาต้ม หรือยาแผนโบราณอื่น อาจมีผลต่อการออกฤทธิ์ของยาในกลุ่มนี้ได้เช่นกัน ดังนั้นควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทราบทุกครั้งก่อนรับประทานยาเหล่านั้น

  • ตัวอย่างยาที่เพิ่มฤทธิ์ของยากลุ่มโนแอค ยาฆ่าเชื้อ เช่น Clarithromycin, Ketoconazole, Itraconazole
  • ตัวอย่างยาที่ลดฤทธิ์ของยากลุ่มโนแอค ยากันชัก เช่น Carbamazepine, Phynetoin ยาฆ่าเชื้อ เช่น Rifampin

2. ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง ที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุหรือเกิดภาวะเลือดออกได้ รวมถึงควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

3. ข้อมูลการใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรยังมีไม่เพียงพอ ดังนั้นหากท่านตั้งครรภ์หรือต้องการมีบุตรควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา

4. ถ้าเกิดอุบัติเหตุมีบาดแผลเลือดจะแข็งตัวได้ช้า วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นคือ ใช้มือหรือผ้าสะอาดกดบริเวณบาดแผลให้แน่น เพื่อลดการสูญเสียเลือด หากเลือดไม่หยุดไหลให้รีบไปโรงพยาบาลใกล้บ้านทันที และแจ้งให้แพทย์ทราบว่าท่านรับประทานยาในกลุ่มนี้อยู่

5. หากไปพบทันตแพทย์หรือแพทย์อื่น ควรแจ้งให้ทราบว่ารับประทานยากลุ่มนี้อยู่ โดยเฉพาะกรณีผ่าตัด หรือถอนฟัน

คำแนะนำสำหรับติดตามการรักษา

ยาในกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องเจาะเลือดเพื่อติดตามค่าการแข็งตัวของเลือดเป็นประจำ แต่อย่างไรก็ตาม บางกรณีแพทย์อาจพิจารณาเจาะเลือดเพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยา เรียกว่า Anti-Factor Xa นอกจากนี้ยาในกลุ่ม NOACs ส่วนใหญ่ถูกกำจัดออกทางไตเป็นหลัก ดังนั้นจึงควรติดตามค่าการทำงานของไตเพื่อใช้ในการปรับขนาดยาให้เหมาะสม

ทำอย่างไรหากลืมรับประทานยา?

1. กรณีรับประทานยาวันละ 1 ครั้ง

  • หากลืมไม่เกิน 12 ชั่วโมง นับจากเวลาเดิมที่เคยรับประทาน ให้รับประทานทันทีที่นึกได้ในขนาดเดิม
  • หากลืมเกิน 12 ชั่วโมง นับจากเวลาเดิมที่เคยรับประทาน ให้ข้ามยามื้อนั้นไป แล้วกินยามื้อถัดไปในขนาดเดิม

2. กรณีรับประทานยาวันละ 2 ครั้ง

  • หากลืมไม่เกิน 6 ชั่วโมง นับจากเวลาเดิมที่เคยรับประทาน ให้รับประทานทันทีที่นึกได้ในขนาดเดิม
  • หากลืมเกิน 6 ชั่วโมงไปแล้ว นับจากเวลาเดิมที่เคยรับประทาน ให้ข้ามยามื้อนั้นไป แล้วกินยามื้อถัดไปในขนาดเดิม

การเก็บรักษายา

  • เก็บยาให้พ้นแสงและความชื้น
  • เก็บไว้ในแผงบรรจุจนกว่าจะถึงเวลารับประทาน

Q&A เกี่ยวกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด

1. ยา NOACs คืออะไร?

ตอบ: ยา NOACs (Non-vitamin K antagonist oral anticoagulants) คือกลุ่มยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทานรุ่นใหม่ ที่ออกฤทธิ์โดยไม่อาศัยยาวิตามินเค ใช้สำหรับป้องกันลิ่มเลือดอุดตันในผู้ป่วยโรคหัวใจ

2. ยา NOACs มีตัวยาอะไรบ้างและออกฤทธิ์อย่างไร?

ตอบ: แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มต้าน Thrombin โดยตรง (เช่น Dabigatran) และกลุ่มยับยั้ง Factor Xa (เช่น Rivaroxaban, Apixaban และ Edoxaban)

3. ใครบ้างที่ต้องใช้ยา NOACs?

ตอบ: ผู้ป่วยโรคหัวใจห้องบนสั่นพริ้วที่ไม่มีโรคลิ้นหัวใจร่วมด้วย ผู้ที่มีภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำในปอด แขน หรือขา และผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกหรือข้อเข่า

4. ยา NOACs ต่างจากยาวาร์ฟารินอย่างไร?

ตอบ: ยา NOACs ไม่จำเป็นต้องเจาะเลือดเพื่อติดตามค่าการแข็งตัวของเลือดเป็นประจำเหมือนกับ warfarin และมีโอกาสเกิดปฏิกิริยากับอาหารน้อยกว่า

5. หากลืมกินยา NOACs แบบวันละ 1 ครั้ง ต้องทำอย่างไร?

ตอบ: หากลืมไม่เกิน 12 ชั่วโมง ให้กินยาทันทีในขนาดเดิม แต่ถ้าเกิน 12 ชั่วโมง ให้ข้ามไปกินมื้อถัดไปตามปกติ 

6. หากลืมกินยา NOACs แบบวันละ 2 ครั้ง ต้องทำอย่างไร?

ตอบ: หากลืมไม่เกิน 6 ชั่วโมง ให้กินยาทันทีในขนาดเดิม แต่ถ้าเกิน 6 ชั่วโมง ให้ข้ามมื้อนั้นไปแล้วรอรับประทานมื้อถัดไปตามเวลาปกติ

7. ยา NOACs มีผลต่อการทำงานของไตหรือไม่?

ตอบ: มี เนื่องจากยา NOACs ส่วนใหญ่ถูกกำจัดออกทางไตเป็นหลัก แพทย์จึงอาจพิจารณาตรวจติดตามค่าการทำงานของไตเพื่อปรับขนาดยาให้เหมาะสม

8. อาการเลือดออกผิดปกติแบบไหนที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที?

ตอบ: เช่น มีรอยฟกช้ำขยายขนาดใหญ่ขึ้นเอง เลือดกำเดาไหลไม่หยุด ปัสสาวะเป็นสีแดงหรือน้ำตาล อุจจาระดำ อาเจียนเป็นเลือด หรือมีอาการปวดศีรษะรุนแรงร่วมกับเดินเซ

9. ก่อนทำฟันหรือผ่าตัด ต้องหยุดยา NOACs หรือไม่?

ตอบ: ต้องแจ้งทันตแพทย์หรือแพทย์ผู้ทำการรักษาล่วงหน้าทุกครั้งว่ากำลังรับประทานยากลุ่มนี้อยู่ เพื่อประเมินความเสี่ยงและพิจารณาหยุดยาตามคำแนะนำของแพทย์

10. หากเกิดอุบัติเหตุมีบาดแผลขณะกินยา NOACs ต้องปฏิบัติอย่างไร?

ตอบ: เลือดจะแข็งตัวได้ช้า วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นคือใช้ผ้าสะอาดกดบริเวณบาดแผลให้แน่น หากเลือดยังไม่หยุดไหลให้รีบไปโรงพยาบาลทันที

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์หัวใจ ชั้น 4 โซน C

บทความที่เกี่ยวข้อง

ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ชนิดรับประทานตัวแรกที่มีประสิทธิภาพและมีการใช้อย่างแพร่หลายคือ warfarinซึ่งยังมีข้อจำกัดในการใช้กับผู้ป่วยบางกลุ่ม แต่ในปัจจุบันมีการพัฒนายาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทานกลุ่มใหม่ขึ้นมา โดยใช้ชื่อว่า Non-vitamin K antagonist oral anticoagulants (NOACs) หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทานที่ไม่ได้ออกฤทธิ์ต้านวิตามินเค เพื่อให้ผู้ป่วยมีทางเลือกในการรักษามากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีข้อจำกัดในการใช้ยา warfarinรายละเอียดยาเบื้องต้นที่ควรทราบมีดังนี้

กลไกการออกฤทธิ์ของ NOACs แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม

  1. ออกฤทธิ์ต้าน thrombin โดยตรง ซึ่ง thrombin ทำให้เกิดกระบวนการแข็งตัวของเลือด ยาในกลุ่มนี้ได้แก่ Dabigatran
  2. ออกฤทธิ์ยับยั้ง factor Xa ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ช่วยให้เลือดแข็งตัว ยาในกลุ่มนี้ได้แก่ Rivaroxaban, Apixaban และ Edoxaban

ข้อบ่งใช้สำคัญของยา NOACs

  1. ใช้ในผู้ป่วยโรคหัวใจห้องบนสั่นพริ้วที่ไม่มีโรคลิ้นหัวใจร่วมด้วย เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน
  2. ใช้รักษาภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำในปอด แขน หรือขา
  3. ใช้ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกหรือข้อเข่า

วิธีรับประทานยา NOACs ให้ปลอดภัย

ควรรับประทานตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เนื่องจากการรับประทานยาไม่สม่ำเสมอสามารถเพิ่มทั้งความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันและความเสี่ยงในการเกิดเลือดออกผิดปกติได้

อาการหรือสิ่งผิดปกติที่ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบทันที

  1. อาการเลือดออกผิดปกติ เช่น มีจ้ำเลือดหรือรอยฟกช้ำตามผิวหนังและขยายขนาดมากขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ เมื่อเกิดบาดแผลแล้วเลือดไหลไม่หยุด เลือดกำเดาไหลไม่หยุด เลือดออกตามไรฟันมากผิดปกติ มีเลือดประจำเดือนหรือเลือดออกมาทางช่องคลอดปริมาณมากผิดปกติปัสสาวะสีแดงหรือน้ำตาลแดง มีเลือดปนมากับอุจจาระหรืออุจจาระมีสีดำ หรืออาจเกิดภาวะเลือดออกในสมองซึ่งอาจแสดงออกโดยมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง เดินเซ อาเจียน ชัก ซึม หมดสติ เป็นต้น
  2. อาการลิ่มเลือดอุดตัน เช่น อาการแขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว พูดไม่ออก พูดไม่ชัดหรือมองเห็นภาพซ้อน
  3. การหกล้มศีรษะกระแทก หรือถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง

ข้อควรระวัง

1. ยาบางชนิด ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ยาสมุนไพร ยาหม้อ ยาลูกกลอน ยาชุด ยาต้ม หรือยาแผนโบราณอื่น อาจมีผลต่อการออกฤทธิ์ของยาในกลุ่มนี้ได้เช่นกัน ดังนั้นควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรทราบทุกครั้งก่อนรับประทานยาเหล่านั้น

  • ตัวอย่างยาที่เพิ่มฤทธิ์ของยากลุ่มโนแอค ยาฆ่าเชื้อ เช่น Clarithromycin, Ketoconazole, Itraconazole
  • ตัวอย่างยาที่ลดฤทธิ์ของยากลุ่มโนแอค ยากันชัก เช่น Carbamazepine, Phynetoin ยาฆ่าเชื้อ เช่น Rifampin

2. ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง ที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุหรือเกิดภาวะเลือดออกได้ รวมถึงควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

3. ข้อมูลการใช้ยาในหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรยังมีไม่เพียงพอ ดังนั้นหากท่านตั้งครรภ์หรือต้องการมีบุตรควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา

4. ถ้าเกิดอุบัติเหตุมีบาดแผลเลือดจะแข็งตัวได้ช้า วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นคือ ใช้มือหรือผ้าสะอาดกดบริเวณบาดแผลให้แน่น เพื่อลดการสูญเสียเลือด หากเลือดไม่หยุดไหลให้รีบไปโรงพยาบาลใกล้บ้านทันที และแจ้งให้แพทย์ทราบว่าท่านรับประทานยาในกลุ่มนี้อยู่

5. หากไปพบทันตแพทย์หรือแพทย์อื่น ควรแจ้งให้ทราบว่ารับประทานยากลุ่มนี้อยู่ โดยเฉพาะกรณีผ่าตัด หรือถอนฟัน

คำแนะนำสำหรับติดตามการรักษา

ยาในกลุ่มนี้ไม่จำเป็นต้องเจาะเลือดเพื่อติดตามค่าการแข็งตัวของเลือดเป็นประจำ แต่อย่างไรก็ตาม บางกรณีแพทย์อาจพิจารณาเจาะเลือดเพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยา เรียกว่า Anti-Factor Xa นอกจากนี้ยาในกลุ่ม NOACs ส่วนใหญ่ถูกกำจัดออกทางไตเป็นหลัก ดังนั้นจึงควรติดตามค่าการทำงานของไตเพื่อใช้ในการปรับขนาดยาให้เหมาะสม

ทำอย่างไรหากลืมรับประทานยา?

1. กรณีรับประทานยาวันละ 1 ครั้ง

  • หากลืมไม่เกิน 12 ชั่วโมง นับจากเวลาเดิมที่เคยรับประทาน ให้รับประทานทันทีที่นึกได้ในขนาดเดิม
  • หากลืมเกิน 12 ชั่วโมง นับจากเวลาเดิมที่เคยรับประทาน ให้ข้ามยามื้อนั้นไป แล้วกินยามื้อถัดไปในขนาดเดิม

2. กรณีรับประทานยาวันละ 2 ครั้ง

  • หากลืมไม่เกิน 6 ชั่วโมง นับจากเวลาเดิมที่เคยรับประทาน ให้รับประทานทันทีที่นึกได้ในขนาดเดิม
  • หากลืมเกิน 6 ชั่วโมงไปแล้ว นับจากเวลาเดิมที่เคยรับประทาน ให้ข้ามยามื้อนั้นไป แล้วกินยามื้อถัดไปในขนาดเดิม

การเก็บรักษายา

  • เก็บยาให้พ้นแสงและความชื้น
  • เก็บไว้ในแผงบรรจุจนกว่าจะถึงเวลารับประทาน

Q&A เกี่ยวกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด

1. ยา NOACs คืออะไร?

ตอบ: ยา NOACs (Non-vitamin K antagonist oral anticoagulants) คือกลุ่มยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทานรุ่นใหม่ ที่ออกฤทธิ์โดยไม่อาศัยยาวิตามินเค ใช้สำหรับป้องกันลิ่มเลือดอุดตันในผู้ป่วยโรคหัวใจ

2. ยา NOACs มีตัวยาอะไรบ้างและออกฤทธิ์อย่างไร?

ตอบ: แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มต้าน Thrombin โดยตรง (เช่น Dabigatran) และกลุ่มยับยั้ง Factor Xa (เช่น Rivaroxaban, Apixaban และ Edoxaban)

3. ใครบ้างที่ต้องใช้ยา NOACs?

ตอบ: ผู้ป่วยโรคหัวใจห้องบนสั่นพริ้วที่ไม่มีโรคลิ้นหัวใจร่วมด้วย ผู้ที่มีภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำในปอด แขน หรือขา และผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกหรือข้อเข่า

4. ยา NOACs ต่างจากยาวาร์ฟารินอย่างไร?

ตอบ: ยา NOACs ไม่จำเป็นต้องเจาะเลือดเพื่อติดตามค่าการแข็งตัวของเลือดเป็นประจำเหมือนกับ warfarin และมีโอกาสเกิดปฏิกิริยากับอาหารน้อยกว่า

5. หากลืมกินยา NOACs แบบวันละ 1 ครั้ง ต้องทำอย่างไร?

ตอบ: หากลืมไม่เกิน 12 ชั่วโมง ให้กินยาทันทีในขนาดเดิม แต่ถ้าเกิน 12 ชั่วโมง ให้ข้ามไปกินมื้อถัดไปตามปกติ 

6. หากลืมกินยา NOACs แบบวันละ 2 ครั้ง ต้องทำอย่างไร?

ตอบ: หากลืมไม่เกิน 6 ชั่วโมง ให้กินยาทันทีในขนาดเดิม แต่ถ้าเกิน 6 ชั่วโมง ให้ข้ามมื้อนั้นไปแล้วรอรับประทานมื้อถัดไปตามเวลาปกติ

7. ยา NOACs มีผลต่อการทำงานของไตหรือไม่?

ตอบ: มี เนื่องจากยา NOACs ส่วนใหญ่ถูกกำจัดออกทางไตเป็นหลัก แพทย์จึงอาจพิจารณาตรวจติดตามค่าการทำงานของไตเพื่อปรับขนาดยาให้เหมาะสม

8. อาการเลือดออกผิดปกติแบบไหนที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที?

ตอบ: เช่น มีรอยฟกช้ำขยายขนาดใหญ่ขึ้นเอง เลือดกำเดาไหลไม่หยุด ปัสสาวะเป็นสีแดงหรือน้ำตาล อุจจาระดำ อาเจียนเป็นเลือด หรือมีอาการปวดศีรษะรุนแรงร่วมกับเดินเซ

9. ก่อนทำฟันหรือผ่าตัด ต้องหยุดยา NOACs หรือไม่?

ตอบ: ต้องแจ้งทันตแพทย์หรือแพทย์ผู้ทำการรักษาล่วงหน้าทุกครั้งว่ากำลังรับประทานยากลุ่มนี้อยู่ เพื่อประเมินความเสี่ยงและพิจารณาหยุดยาตามคำแนะนำของแพทย์

10. หากเกิดอุบัติเหตุมีบาดแผลขณะกินยา NOACs ต้องปฏิบัติอย่างไร?

ตอบ: เลือดจะแข็งตัวได้ช้า วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นคือใช้ผ้าสะอาดกดบริเวณบาดแผลให้แน่น หากเลือดยังไม่หยุดไหลให้รีบไปโรงพยาบาลทันที

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
ศูนย์หัวใจ ชั้น 4 โซน C

บทความที่เกี่ยวข้อง