ความดันโลหิตสูง อาการ วิธีรักษา และวิธีวัดความดันที่บ้านอย่างถูกต้อง
ความดันโลหิตสูง ภาวะที่ตรวจพบว่ามีความดันโลหิตอยู่ในระดับสูงผิดปกติ เป็นสาเหตุของภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ
ความดันโลหิตคืออะไร?
ความดันโลหิต เป็นแรงดันเลือดที่เกิดจากหัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย ซึ่งวัดได้ 2 ค่า ได้แก่
- ความดันโลหิตค่าบน คือ แรงดันโลหิตขณะที่หัวใจบีบตัวเต็มที่
- ความดันโลหิตค่าล่าง คือ แรงดันโลหิตขณะที่หัวใจคลายตัวเต็มที่
ความดันโลหิตสูงคืออะไร? และค่าเท่าไหร่ถึงอันตราย?
ความดันโลหิตสูง (Hypertension) เป็นภาวะที่ตรวจพบว่ามีความดันโลหิตอยู่ในระดับสูงผิดปกติ คือมากกว่าหรือเท่ากับ 140/90 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งอาจไม่แสดงอาการแต่จะเป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง เส้นเลือดแดงใหญ่โป่งพอง ไตวาย เป็นต้น หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและเหมาะสม อาจทำให้ผู้ป่วยทุพพลภาพหรือเสียชีวิตได้
ตารางแสดงค่าความดันโลหิต
จุดมุ่งหมายในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง
เพื่อลดอัตราการเกิดทุพพลภาพและเสียชีวิตของผู้ป่วยที่เกิดจากภาวะแทรกซ้อนต่างๆ โดยค่าความดันโลหิตเป้าหมายในการรักษา คือ
- ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงทั่วไป ควรมีค่าความดันโลหิตต่ำกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท
ตัวบน 120 – 130 มิลลิเมตรปรอท ตัวล่าง 70 – 79 มิลลิเมตรปรอท - ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่มีเบาหวานหรือไตเสื่อมร่วมด้วย ควรมีค่าความดันโลหิตต่ำกว่า 130/80 มิลลิเมตรปรอท
5 ขั้นตอนการวัดความดันโลหิตที่บ้านให้แม่นยำ
- ไม่ดื่มชา กาแฟ สูบบุหรี่ หรือออกกำลังกายก่อนทำการวัด 30 นาที
- ก่อนทำการวัดควรถ่ายปัสสาวะให้เรียบร้อย
- นั่งเก้าอี้โดยให้หลังพิงพนักเพื่อไม่ให้หลังเกร็งเท้าทั้ง 2 ข้างวางราบกับพื้น เพื่อให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลายเป็นเวลา 5 นาที ก่อนวัดความดันโลหิต
- วัดความดันโลหิตในแขนข้างที่ไม่ถนัด หรือข้างที่มีความดันโลหิตสูงกว่า โดยวางแขนให้อยู่ในระดับเดียวกับหัวใจ
- ขณะวัดความดันโลหิตไม่กำมือ ไม่พูดคุย หรือขยับตัว
ในการวัดค่าความดันโลหิตแต่ละครั้งควรใช้วิธีการวัดให้ถูกต้อง พร้อมจดบันทึกตัวเลขค่าความดันโลหิตตัวบนและตัวล่างรวมทั้งอัตราการเต้นของหัวใจในสมุดประจำตัวผู้ป่วยความดันโลหิตสูง โดยวัดค่าความดันโลหิตอย่างน้อยวันละ 2 ช่วงเวลา ได้แก่
- ช่วงเช้า วัดความดันโลหิตอย่างน้อย 2 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 1 - 2 นาที ภายใน 2 ชั่วโมงหลังตื่นนอน และก่อนรับประทานยาลดความดันโลหิต
- ช่วงก่อนเย็น วัดความดันโลหิตอย่างน้อย 2 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 1 - 2 นาที
อาการของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง
ผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการ แต่บางรายพบว่ามีอาการปวดหัว เวียนหัว มึนงง และเหนื่อยง่ายผิดปกติ ซึ่งหากมีภาวะความดันโลหิตสูงนานๆ แต่ไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้อวัยวะสำคัญต่าง ๆ ในร่างกายถูกทำลาย ได้แก่ หัวใจ สมอง ไต หลอดเลือด และตา เนื่องจากภาวะความดันโลหิตสูงจะทำให้ผนังหลอดเลือดแดงหนาตัวขึ้นและรูเล็กลง ทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ได้น้อยลง ส่งผลให้อวัยวะเหล่านั้นทำงานไม่เป็นปกติ และหากถูกทำลายอย่างรุนแรงอาจส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้
การปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง
- ลดน้ำหนัก ในผู้ป่วยที่มีน้ำหนักเกิน
- หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควรจำกัดปริมาณให้น้อยกว่าวันละ 1 แก้ว
- งดสูบบุหรี่
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
การเกิดภาวะแทรกซ้อนแบ่งได้ 2 กรณี คือ
1. ภาวะแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูงโดยตรง เช่น หัวใจวาย
2. ภาวะแทรกซ้อนจากหลอดเลือดตีบหรือตัน
- หากเกิดบริเวณหลอดเลือดหัวใจ จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเรื้อรังหรือเฉียบพลัน ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้
- หากเกิดที่บริเวณหลอดเลือดในสมอง จะทำให้หลอดเลือดในสมองตีบหรืออุดตัน และอาจทำให้เป็นอัมพาต
- หากเกิดบริเวณไต อาจทำให้ไตวายได้
อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง
การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตทั้งเรื่องการรับประทานอาหารตามหลักโภชนาการ การออกกำลังกาย และการปรับพฤติกรรมให้มีสุขภาพดี เช่น งดสูบบุหรี่ งดแอลกอฮอล์ เป็นต้น สามารถช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง และช่วยลดความดันโลหิตได้
ข้อควรปฏิบัติเพื่อป้องกันโรคความดันโลหิตสูง
1. ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือใกล้เคียงปกติ
โดยค่าดัชนีมวลกาย (Body mass index; BMI) ที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 18.5 – 22.9 กิโลกรัมต่อเมตรกำลังสอง หรือรักษาระดับเส้นรอบเอวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (ในผู้ชายน้อยกว่า 90 เซนติเมตรหรือ 36 นิ้ว ส่วนผู้หญิงน้อยกว่า 80 เซนติเมตรหรือ 32 นิ้ว หรือวิธีการคำนวณอย่างง่ายไม่เกินส่วนสูง (เซนติเมตร) หารสอง)
ตัวอย่างการคำนวณ เช่น ผู้ป่วยน้ำหนัก 65 กิโลกรัม ส่วนสูง 155 เซนติเมตร
คำนวณดัชนีมวลกาย = 65 ÷ (1.55 x 1.55) = 27.05 กิโลกรัมต่อตารางเมตร
คำนวณเส้นรอบเอวที่เหมาะสม = 155 ÷ 2 = 77.5 เซนติเมตร
ในกรณีที่มีน้ำหนักตัวเกิน การลดน้ำหนักลงร้อยละ 5 ของน้ำหนักตั้งต้นขึ้นไปจะส่งผลให้ความดันโลหิตลดลงเทียบเท่ากับยาลดความดันโลหิต 1 ชนิด
2. การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ (Healthy diet)
ควรรับประทานอาหารให้หลากหลายครบ 5 หมู่ โดยใช้หลักการ อาหารจานสุขภาพ (Plate method) หรือ ทฤษฎี 2:1:1 “ผัก 2 ส่วน : ข้าว 1 ส่วน : เนื้อสัตว์ 1 ส่วน” การรับประทานผักผลไม้ในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยให้ร่างกายได้รับโพแทสเซียม แมกนีเซียม แคลเซียม และใยอาหารที่ช่วยลดความดันโลหิตสูงได้

- ผัก 2 ส่วน หรือครึ่งจาน เลือกรับประทานผักชนิดใดก็ได้ ทั้งผักสดหรือผักสุก ควรรับประทานให้หลากหลาย และล้างให้สะอาดก่อนรับประทาน
- ข้าวแป้ง 1 ส่วน หรือ 1/4¼ ของจาน เช่น ข้าว เส้นก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง ธัญพืช (ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำ ลูกเดือย) ฟักทอง เผือก มัน แนะนำให้เลือกแบบไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง เส้นหมี่กล้อง เพราะมีใยอาหารสูง
- เนื้อสัตว์ 1 ส่วน หรือ 1/4¼ ของจาน เลือกรับประทานเนื้อสัตว์ไม่ติดหนัง ไม่ติดมัน เลี่ยงอาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม หมูยอ เบคอน กุนเชียง แหนม เป็นต้น
- ผลไม้ 4 จานเล็กต่อวัน แบ่งทาน 4 มื้อ เช่น ผลไม้ผลใหญ่กว่ากำปั้น½ ผล หรือผลไม้เป็นผลขนาดกลาง 1 ผล หรือผลไม้เป็นผลขนาดเล็ก 2 - 4 ผล หรือผลไม้หั่นพอดีคำประมาณ 6 - 8 ชิ้น หรือปริมาณผลไม้ที่วางเรียงชั้นเดียวบนจานรองกาแฟได้พอดี 1 จาน
- นม และผลิตภัณฑ์จากนมไขมันต่ำ หรือปราศจากไขมัน 1 - 2 แก้วต่อวัน หรือโยเกิร์ตรสธรรมชาติไขมันต่ำ หรือปราศจากไขมัน 1 - 2 ถ้วยต่อวัน หรือนมถั่วเหลืองหวานน้อย 1 - 2 แก้วต่อวัน
- น้ำตาล น้ำมัน เกลือ ให้ใช้แต่น้อย
ไม่แนะนำให้ทานสมุนไพรใด ๆ รวมถึงโพแทสเซียม และ/หรือแมกนีเซียม ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อหวังผลในการลดความดันโลหิต ยกเว้นเป็นไปตามคำแนะนำของแพทย์
3. จำกัดโซเดียมในอาหารน้อยกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน (โซเดียม 2,000 มิลลิกรัม เทียบเท่าเกลือแกง 1 ช้อนชา)
โซเดียม คือ เกลือแร่ชนิดหนึ่งที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย โดยโซเดียมจะทำหน้าที่ควบคุมความสมดุลของเหลวในร่างกาย รักษาความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ (รวมถึงกล้ามเนื้อหัวใจด้วย) ตลอดจนมีส่วนช่วยในการดูดซึมสารอาหารบางอย่างที่ไตและลำไส้เล็ก หากรับประทานโซเดียมมากเกินไปอาจทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ดังนั้น การจำกัดโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน สามารถช่วยลดความดันโลหิตได้
โดยในอาหารที่ไม่ได้ปรุงแต่งจะมีโซเดียมประมาณ 800 มิลลิกรัมต่อวัน และสามารถปรุงแต่งอาหารเพิ่มจากเครื่องปรุงอื่นๆ ได้อีกไม่เกิน 1,200 มิลลิกรัม เช่น ซีอิ๊ว หรือน้ำปลา 3 ช้อนชาต่อวัน ไม่แนะนำเครื่องปรุงประเภทลดโซเดียม เพราะเครื่องปรุงเหล่านี้มีส่วนผสมของเกลือโพแทสเซียม อาจส่งผลเสียต่อผู้มีโรคไต และโรคหัวใจได้
ตัวอย่างอาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูง
- เครื่องปรุงรส เช่น เกลือ น้ำปลา ซอสปรุงรส ซีอิ๊ว ซอสหอยนางรม น้ำบูดู น้ำปลาร้า ผงหรือก้อนปรุงรส ผงชูรส ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก เป็นต้น
- สารปรุงแต่งอาหารที่ไม่มีรสเค็ม เช่น ผงฟูที่ใช้ทำเบเกอรี่ แป้งที่ใช้ชุบเนื้อ หรือผักทอด สารกันบูด สารกันเชื้อราในขนมปัง เป็นต้น
- ขนมปัง/เบเกอรี่ เช่น ขนมเค้ก โดนัท ครัวซองค์ แคกเกอร์ คุกกี้ เป็นต้น
- อาหารหมักดอง อาหารแปรรูป เช่น ผักกาดดอง ตั้งฉ่าย ลูกบ๊วยเค็ม ลูกบ๊วยหวาน ฝรั่งดอง ลูกสมอดอง มะม่วงดอง ปลาเค็ม เนื้อสวรรค์ หมูแผ่น เต้าเจี้ยว เป็นต้น
- น้ำจิ้ม/เครื่องจิ้มชนิดต่าง ๆ น้ำพริกต่าง ๆ เช่น น้ำจิ้มสุกี้ น้ำจิ้มไก่ น้ำปลาหวาน พริกเกลือ เป็นต้น
- อาหารประเภทขนม เช่น ขนมกรุบกรอบ มันฝรั่งทอด สาหร่ายปรุงรส ปลาเส้น ข้าวเกรียบ ข้าวตังเสวย ขนมครองแครง ขนมที่ใส่กะทิ รวมทั้งขนมหรืออาหารแปรรูปอื่นๆ เป็นต้น
- อาหารกึ่งสำเร็จรูป เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊กกึ่งสำเร็จรูป อาหารกล่องแช่แข็ง เป็นต้น
เคล็ดลับการจำกัดโซเดียม
- ชิมอาหารก่อนปรุง เพราะบางร้านค้าปรุงอาหารรสจัดอยู่แล้ว
- ใช้เครื่องเทศในการปรุงรสอาหาร เช่น มะนาว กระเทียม กะเพรา พริก ยี่หร่า ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด เพราะอาหารรสชาติอ่อนเค็มก็สามารถทำให้อร่อยได้ โดยอาจใช้รสเปรี้ยวหรือเผ็ดนำ
- หากต้องการรับประทานขนมขบเคี้ยว ควรเลือกที่มีส่วนประกอบของโซเดียมน้อยที่สุด โดยอ่านฉลากโภชนาการก่อนซื้อ
- หากรับประทานอาหารที่มีน้ำซุปเค็มมาก ควรรินน้ำซุปออกบางส่วน แล้วเติมน้ำเปล่าแทน จะช่วยลดปริมาณโซเดียม หรือกินแต่เนื้อเหลือน้ำเอาไว้ก็ได้
ข้อแนะนำ
หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน อาจส่งผลให้ระดับความดันโลหิตสูงกว่าปกติได้ชั่วคราว หากสงสัยแนะนำให้สอบถามแพทย์เพิ่มเติม
การออกกำลังกายในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง
การออกกำลังกายเป็นวิธีในการลดน้ำหนักที่เหมาะสม ควรปฏิบัติอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 30 นาที ไม่จำเป็นต้องวิ่ง แนะนำให้ออกกำลังกายโดยการว่ายน้ำหรือการเดินก็เพียงพอ
ข้อควรระวังในระหว่างออกกำลังกาย
ในระหว่างออกกำลังกาย หากเกิดอาการดังต่อไปนี้ควรหยุดออกกำลังกายทันที
- เหนื่อยมากผิดปกติ เช่น ไม่สามารถพูดในระหว่างออกกำลังกายเนื่องจากหายใจเร็วและลึก
- เวียนศีรษะ ตามัว
- หายใจไม่ออก หายใจไม่ทัน เจ็บแน่นหน้าอก
- ชีพจรเต้นผิดปกติ ไม่สม่ำเสมอ
- หน้ามืด เป็นลม หมดสติ หรือคลื่นไส้หลังออกกำลังกาย
- พูดไม่ชัด ตะกุกตะกัก
- เหงื่อออก ตัวเย็นผิดปกติ
- แขน ขาไม่มีแรง ควบคุมการเคลื่อนไหวไม่ได้
- ความดันโลหิตมากกว่า 160/110 มม.ปรอท ควรได้รับยาควบคุมความดันโลหิตก่อนออกกำลังกาย
หมายเหตุ: ไม่ควรออกกำลังกายหากความดันโลหิตขณะพักมากกว่า 180/110 มม.ปรอท และแนะนำให้รีบปรึกษาแพทย์
สัญญาณเตือนอันตรายควรรีบมาพบแพทย์
- เจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง คล้ายมีอะไรมาบีบรัดบริเวณตรงกลางหน้าอก อาจร้าวไปถึงขากรรไกรและแขนซ้าย อาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น เหงื่อออก คลื่นไส้ หายใจลำบาก หน้ามืดคล้ายจะเป็นลมจนถึงหมดสติ
- เจ็บบริเวณหน้าอกหรือท้องอย่างเฉียบพลันและรุนแรง มีอาการร้าวไปถึงหลัง
- เหนื่อยง่ายผิดปกติ
- ใจสั่น ชีพจรเต้นไม่เป็นจังหวะ
- ปวดศีรษะเฉียบพลัน ร่วมกับอาการปวดตึงบริเวณท้ายทอยและอาเจียนร่วมด้วย
ถาม-ตอบ เรื่องโรคความดันโลหิตสูง
1. ความดันโลหิตสูงคืออะไร และต้องมีค่าเท่าไหร่จึงจะถือว่าเป็นโรค?
ตอบ: ความดันโลหิตสูงคือภาวะที่มีแรงดันเลือดในร่างกายสูงผิดปกติ โดยเกณฑ์การวินิจฉัยคือมีค่าความดันโลหิตมากกว่าหรือเท่ากับ 140/90 มิลลิเมตรปรอท
2. ค่าความดันโลหิตตัวบนและตัวล่างแตกต่างกันอย่างไร?
ตอบ: ค่าบน คือแรงดันขณะหัวใจบีบตัวเต็มที่ ส่วนค่าล่าง คือแรงดันขณะหัวใจคลายตัวเต็มที่ ซึ่งความดันปกติควรอยู่ที่ประมาณ 120-129 / 80-84 มิลลิเมตรปรอท
3. ทำไมโรคความดันโลหิตสูงถึงถูกเรียกว่า "เพชฌฆาตเงียบ"?
ตอบ: เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการผิดปกติ แต่หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา แรงดันที่สูงจะทำลายอวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ สมอง ไต และหลอดเลือด จนนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงหรือเสียชีวิตได้
4. ก่อนวัดความดันโลหิตที่บ้าน มีข้อควรระวังอย่างไรบ้าง?
ตอบ: ควรปัสสาวะให้เรียบร้อย และงดดื่มชา กาแฟ สูบบุหรี่ หรือออกกำลังกายก่อนทำการวัดอย่างน้อย 30 นาที
5. ท่านั่งที่ถูกต้องในการวัดความดันโลหิตคือท่าไหน?
ตอบ: ควรนั่งเก้าอี้หลังพิงพนัก เท้าทั้ง 2 ข้างวางราบกับพื้น ไม่เกร็งหลัง วางแขนให้อยู่ในระดับเดียวกับหัวใจ และไม่พูดคุยหรือขยับตัวขณะวัด
6. ควรวัดความดันโลหิตบ่อยแค่ไหน และช่วงเวลาใดดีที่สุด?
ตอบ: แนะนำให้วัดอย่างน้อยวันละ 2 ช่วง คือ ช่วงเช้า (ภายใน 2 ชม. หลังตื่นนอนและก่อนทานยา) และ ช่วงก่อนเย็น โดยแต่ละช่วงควรวัดอย่างน้อย 2 ครั้ง ห่างกัน 1-2 นาที
7. การรับประทานอาหารสูตร 2:1:1 ช่วยลดความดันได้อย่างไร?
ตอบ: สูตร 2:1:1 คือการแบ่งจานอาหารเป็น ผัก 2 ส่วน : ข้าว 1 ส่วน : เนื้อสัตว์ 1 ส่วน ซึ่งเน้นการเพิ่มใยอาหารและแร่ธาตุ (โพแทสเซียม แมกนีเซียม แคลเซียม) จากผักผลไม้ที่มีส่วนช่วยลดความดันโลหิต
8. ปริมาณโซเดียมที่เหมาะสมต่อวันสำหรับผู้ป่วยความดันสูงคือเท่าไหร่?
ตอบ: ควรจำกัดโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เทียบเท่าเกลือแกงประมาณ 1 ช้อนชา หรือน้ำปลา/ซีอิ๊วไม่เกิน 3 ช้อนชาต่อวัน
9. ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงสามารถออกกำลังกายได้หรือไม่?
ตอบ: ออกกำลังกายได้ และควรทำสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 30 นาที เช่น การเดินหรือว่ายน้ำ แต่หากความดันสูงเกิน 180/110 มม.ปรอท ขณะพัก ไม่ควรออกกำลังกายและควรปรึกษาแพทย์ทันที
10. อาการผิดปกติแบบไหนที่ต้องรีบมาพบแพทย์ทันที?
ตอบ: หากมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกรุนแรง, ปวดศีรษะเฉียบพลันร่วมกับอาเจียน, เหนื่อยง่ายผิดปกติ, แขนขาไม่มีแรง หรือพูดไม่ชัด ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน
ดาวนโหลด คู่มือโรคความดันโลหิตสูง >>คลิก<<
ดาวน์โหลด สมุดประจำตัวผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง >>คลิก<<
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์อายุรกรรม ชั้น 2 โซน D
บทความที่เกี่ยวข้อง
ความดันโลหิตสูง ภาวะที่ตรวจพบว่ามีความดันโลหิตอยู่ในระดับสูงผิดปกติ เป็นสาเหตุของภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ
ความดันโลหิตคืออะไร?
ความดันโลหิต เป็นแรงดันเลือดที่เกิดจากหัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย ซึ่งวัดได้ 2 ค่า ได้แก่
- ความดันโลหิตค่าบน คือ แรงดันโลหิตขณะที่หัวใจบีบตัวเต็มที่
- ความดันโลหิตค่าล่าง คือ แรงดันโลหิตขณะที่หัวใจคลายตัวเต็มที่
ความดันโลหิตสูงคืออะไร? และค่าเท่าไหร่ถึงอันตราย?
ความดันโลหิตสูง (Hypertension) เป็นภาวะที่ตรวจพบว่ามีความดันโลหิตอยู่ในระดับสูงผิดปกติ คือมากกว่าหรือเท่ากับ 140/90 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งอาจไม่แสดงอาการแต่จะเป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง เส้นเลือดแดงใหญ่โป่งพอง ไตวาย เป็นต้น หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและเหมาะสม อาจทำให้ผู้ป่วยทุพพลภาพหรือเสียชีวิตได้
ตารางแสดงค่าความดันโลหิต
จุดมุ่งหมายในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง
เพื่อลดอัตราการเกิดทุพพลภาพและเสียชีวิตของผู้ป่วยที่เกิดจากภาวะแทรกซ้อนต่างๆ โดยค่าความดันโลหิตเป้าหมายในการรักษา คือ
- ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงทั่วไป ควรมีค่าความดันโลหิตต่ำกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท
ตัวบน 120 – 130 มิลลิเมตรปรอท ตัวล่าง 70 – 79 มิลลิเมตรปรอท - ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่มีเบาหวานหรือไตเสื่อมร่วมด้วย ควรมีค่าความดันโลหิตต่ำกว่า 130/80 มิลลิเมตรปรอท
5 ขั้นตอนการวัดความดันโลหิตที่บ้านให้แม่นยำ
- ไม่ดื่มชา กาแฟ สูบบุหรี่ หรือออกกำลังกายก่อนทำการวัด 30 นาที
- ก่อนทำการวัดควรถ่ายปัสสาวะให้เรียบร้อย
- นั่งเก้าอี้โดยให้หลังพิงพนักเพื่อไม่ให้หลังเกร็งเท้าทั้ง 2 ข้างวางราบกับพื้น เพื่อให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลายเป็นเวลา 5 นาที ก่อนวัดความดันโลหิต
- วัดความดันโลหิตในแขนข้างที่ไม่ถนัด หรือข้างที่มีความดันโลหิตสูงกว่า โดยวางแขนให้อยู่ในระดับเดียวกับหัวใจ
- ขณะวัดความดันโลหิตไม่กำมือ ไม่พูดคุย หรือขยับตัว
ในการวัดค่าความดันโลหิตแต่ละครั้งควรใช้วิธีการวัดให้ถูกต้อง พร้อมจดบันทึกตัวเลขค่าความดันโลหิตตัวบนและตัวล่างรวมทั้งอัตราการเต้นของหัวใจในสมุดประจำตัวผู้ป่วยความดันโลหิตสูง โดยวัดค่าความดันโลหิตอย่างน้อยวันละ 2 ช่วงเวลา ได้แก่
- ช่วงเช้า วัดความดันโลหิตอย่างน้อย 2 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 1 - 2 นาที ภายใน 2 ชั่วโมงหลังตื่นนอน และก่อนรับประทานยาลดความดันโลหิต
- ช่วงก่อนเย็น วัดความดันโลหิตอย่างน้อย 2 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 1 - 2 นาที
อาการของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง
ผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการ แต่บางรายพบว่ามีอาการปวดหัว เวียนหัว มึนงง และเหนื่อยง่ายผิดปกติ ซึ่งหากมีภาวะความดันโลหิตสูงนานๆ แต่ไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้อวัยวะสำคัญต่าง ๆ ในร่างกายถูกทำลาย ได้แก่ หัวใจ สมอง ไต หลอดเลือด และตา เนื่องจากภาวะความดันโลหิตสูงจะทำให้ผนังหลอดเลือดแดงหนาตัวขึ้นและรูเล็กลง ทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ได้น้อยลง ส่งผลให้อวัยวะเหล่านั้นทำงานไม่เป็นปกติ และหากถูกทำลายอย่างรุนแรงอาจส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้
การปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง
- ลดน้ำหนัก ในผู้ป่วยที่มีน้ำหนักเกิน
- หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควรจำกัดปริมาณให้น้อยกว่าวันละ 1 แก้ว
- งดสูบบุหรี่
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
การเกิดภาวะแทรกซ้อนแบ่งได้ 2 กรณี คือ
1. ภาวะแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูงโดยตรง เช่น หัวใจวาย
2. ภาวะแทรกซ้อนจากหลอดเลือดตีบหรือตัน
- หากเกิดบริเวณหลอดเลือดหัวใจ จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเรื้อรังหรือเฉียบพลัน ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้
- หากเกิดที่บริเวณหลอดเลือดในสมอง จะทำให้หลอดเลือดในสมองตีบหรืออุดตัน และอาจทำให้เป็นอัมพาต
- หากเกิดบริเวณไต อาจทำให้ไตวายได้
อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง
การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตทั้งเรื่องการรับประทานอาหารตามหลักโภชนาการ การออกกำลังกาย และการปรับพฤติกรรมให้มีสุขภาพดี เช่น งดสูบบุหรี่ งดแอลกอฮอล์ เป็นต้น สามารถช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง และช่วยลดความดันโลหิตได้
ข้อควรปฏิบัติเพื่อป้องกันโรคความดันโลหิตสูง
1. ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือใกล้เคียงปกติ
โดยค่าดัชนีมวลกาย (Body mass index; BMI) ที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 18.5 – 22.9 กิโลกรัมต่อเมตรกำลังสอง หรือรักษาระดับเส้นรอบเอวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (ในผู้ชายน้อยกว่า 90 เซนติเมตรหรือ 36 นิ้ว ส่วนผู้หญิงน้อยกว่า 80 เซนติเมตรหรือ 32 นิ้ว หรือวิธีการคำนวณอย่างง่ายไม่เกินส่วนสูง (เซนติเมตร) หารสอง)
ตัวอย่างการคำนวณ เช่น ผู้ป่วยน้ำหนัก 65 กิโลกรัม ส่วนสูง 155 เซนติเมตร
คำนวณดัชนีมวลกาย = 65 ÷ (1.55 x 1.55) = 27.05 กิโลกรัมต่อตารางเมตร
คำนวณเส้นรอบเอวที่เหมาะสม = 155 ÷ 2 = 77.5 เซนติเมตร
ในกรณีที่มีน้ำหนักตัวเกิน การลดน้ำหนักลงร้อยละ 5 ของน้ำหนักตั้งต้นขึ้นไปจะส่งผลให้ความดันโลหิตลดลงเทียบเท่ากับยาลดความดันโลหิต 1 ชนิด
2. การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ (Healthy diet)
ควรรับประทานอาหารให้หลากหลายครบ 5 หมู่ โดยใช้หลักการ อาหารจานสุขภาพ (Plate method) หรือ ทฤษฎี 2:1:1 “ผัก 2 ส่วน : ข้าว 1 ส่วน : เนื้อสัตว์ 1 ส่วน” การรับประทานผักผลไม้ในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยให้ร่างกายได้รับโพแทสเซียม แมกนีเซียม แคลเซียม และใยอาหารที่ช่วยลดความดันโลหิตสูงได้

- ผัก 2 ส่วน หรือครึ่งจาน เลือกรับประทานผักชนิดใดก็ได้ ทั้งผักสดหรือผักสุก ควรรับประทานให้หลากหลาย และล้างให้สะอาดก่อนรับประทาน
- ข้าวแป้ง 1 ส่วน หรือ 1/4¼ ของจาน เช่น ข้าว เส้นก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง ธัญพืช (ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำ ลูกเดือย) ฟักทอง เผือก มัน แนะนำให้เลือกแบบไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง เส้นหมี่กล้อง เพราะมีใยอาหารสูง
- เนื้อสัตว์ 1 ส่วน หรือ 1/4¼ ของจาน เลือกรับประทานเนื้อสัตว์ไม่ติดหนัง ไม่ติดมัน เลี่ยงอาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม หมูยอ เบคอน กุนเชียง แหนม เป็นต้น
- ผลไม้ 4 จานเล็กต่อวัน แบ่งทาน 4 มื้อ เช่น ผลไม้ผลใหญ่กว่ากำปั้น½ ผล หรือผลไม้เป็นผลขนาดกลาง 1 ผล หรือผลไม้เป็นผลขนาดเล็ก 2 - 4 ผล หรือผลไม้หั่นพอดีคำประมาณ 6 - 8 ชิ้น หรือปริมาณผลไม้ที่วางเรียงชั้นเดียวบนจานรองกาแฟได้พอดี 1 จาน
- นม และผลิตภัณฑ์จากนมไขมันต่ำ หรือปราศจากไขมัน 1 - 2 แก้วต่อวัน หรือโยเกิร์ตรสธรรมชาติไขมันต่ำ หรือปราศจากไขมัน 1 - 2 ถ้วยต่อวัน หรือนมถั่วเหลืองหวานน้อย 1 - 2 แก้วต่อวัน
- น้ำตาล น้ำมัน เกลือ ให้ใช้แต่น้อย
ไม่แนะนำให้ทานสมุนไพรใด ๆ รวมถึงโพแทสเซียม และ/หรือแมกนีเซียม ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อหวังผลในการลดความดันโลหิต ยกเว้นเป็นไปตามคำแนะนำของแพทย์
3. จำกัดโซเดียมในอาหารน้อยกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน (โซเดียม 2,000 มิลลิกรัม เทียบเท่าเกลือแกง 1 ช้อนชา)
โซเดียม คือ เกลือแร่ชนิดหนึ่งที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย โดยโซเดียมจะทำหน้าที่ควบคุมความสมดุลของเหลวในร่างกาย รักษาความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ (รวมถึงกล้ามเนื้อหัวใจด้วย) ตลอดจนมีส่วนช่วยในการดูดซึมสารอาหารบางอย่างที่ไตและลำไส้เล็ก หากรับประทานโซเดียมมากเกินไปอาจทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ดังนั้น การจำกัดโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน สามารถช่วยลดความดันโลหิตได้
โดยในอาหารที่ไม่ได้ปรุงแต่งจะมีโซเดียมประมาณ 800 มิลลิกรัมต่อวัน และสามารถปรุงแต่งอาหารเพิ่มจากเครื่องปรุงอื่นๆ ได้อีกไม่เกิน 1,200 มิลลิกรัม เช่น ซีอิ๊ว หรือน้ำปลา 3 ช้อนชาต่อวัน ไม่แนะนำเครื่องปรุงประเภทลดโซเดียม เพราะเครื่องปรุงเหล่านี้มีส่วนผสมของเกลือโพแทสเซียม อาจส่งผลเสียต่อผู้มีโรคไต และโรคหัวใจได้
ตัวอย่างอาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูง
- เครื่องปรุงรส เช่น เกลือ น้ำปลา ซอสปรุงรส ซีอิ๊ว ซอสหอยนางรม น้ำบูดู น้ำปลาร้า ผงหรือก้อนปรุงรส ผงชูรส ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก เป็นต้น
- สารปรุงแต่งอาหารที่ไม่มีรสเค็ม เช่น ผงฟูที่ใช้ทำเบเกอรี่ แป้งที่ใช้ชุบเนื้อ หรือผักทอด สารกันบูด สารกันเชื้อราในขนมปัง เป็นต้น
- ขนมปัง/เบเกอรี่ เช่น ขนมเค้ก โดนัท ครัวซองค์ แคกเกอร์ คุกกี้ เป็นต้น
- อาหารหมักดอง อาหารแปรรูป เช่น ผักกาดดอง ตั้งฉ่าย ลูกบ๊วยเค็ม ลูกบ๊วยหวาน ฝรั่งดอง ลูกสมอดอง มะม่วงดอง ปลาเค็ม เนื้อสวรรค์ หมูแผ่น เต้าเจี้ยว เป็นต้น
- น้ำจิ้ม/เครื่องจิ้มชนิดต่าง ๆ น้ำพริกต่าง ๆ เช่น น้ำจิ้มสุกี้ น้ำจิ้มไก่ น้ำปลาหวาน พริกเกลือ เป็นต้น
- อาหารประเภทขนม เช่น ขนมกรุบกรอบ มันฝรั่งทอด สาหร่ายปรุงรส ปลาเส้น ข้าวเกรียบ ข้าวตังเสวย ขนมครองแครง ขนมที่ใส่กะทิ รวมทั้งขนมหรืออาหารแปรรูปอื่นๆ เป็นต้น
- อาหารกึ่งสำเร็จรูป เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊กกึ่งสำเร็จรูป อาหารกล่องแช่แข็ง เป็นต้น
เคล็ดลับการจำกัดโซเดียม
- ชิมอาหารก่อนปรุง เพราะบางร้านค้าปรุงอาหารรสจัดอยู่แล้ว
- ใช้เครื่องเทศในการปรุงรสอาหาร เช่น มะนาว กระเทียม กะเพรา พริก ยี่หร่า ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด เพราะอาหารรสชาติอ่อนเค็มก็สามารถทำให้อร่อยได้ โดยอาจใช้รสเปรี้ยวหรือเผ็ดนำ
- หากต้องการรับประทานขนมขบเคี้ยว ควรเลือกที่มีส่วนประกอบของโซเดียมน้อยที่สุด โดยอ่านฉลากโภชนาการก่อนซื้อ
- หากรับประทานอาหารที่มีน้ำซุปเค็มมาก ควรรินน้ำซุปออกบางส่วน แล้วเติมน้ำเปล่าแทน จะช่วยลดปริมาณโซเดียม หรือกินแต่เนื้อเหลือน้ำเอาไว้ก็ได้
ข้อแนะนำ
หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน อาจส่งผลให้ระดับความดันโลหิตสูงกว่าปกติได้ชั่วคราว หากสงสัยแนะนำให้สอบถามแพทย์เพิ่มเติม
การออกกำลังกายในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง
การออกกำลังกายเป็นวิธีในการลดน้ำหนักที่เหมาะสม ควรปฏิบัติอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 30 นาที ไม่จำเป็นต้องวิ่ง แนะนำให้ออกกำลังกายโดยการว่ายน้ำหรือการเดินก็เพียงพอ
ข้อควรระวังในระหว่างออกกำลังกาย
ในระหว่างออกกำลังกาย หากเกิดอาการดังต่อไปนี้ควรหยุดออกกำลังกายทันที
- เหนื่อยมากผิดปกติ เช่น ไม่สามารถพูดในระหว่างออกกำลังกายเนื่องจากหายใจเร็วและลึก
- เวียนศีรษะ ตามัว
- หายใจไม่ออก หายใจไม่ทัน เจ็บแน่นหน้าอก
- ชีพจรเต้นผิดปกติ ไม่สม่ำเสมอ
- หน้ามืด เป็นลม หมดสติ หรือคลื่นไส้หลังออกกำลังกาย
- พูดไม่ชัด ตะกุกตะกัก
- เหงื่อออก ตัวเย็นผิดปกติ
- แขน ขาไม่มีแรง ควบคุมการเคลื่อนไหวไม่ได้
- ความดันโลหิตมากกว่า 160/110 มม.ปรอท ควรได้รับยาควบคุมความดันโลหิตก่อนออกกำลังกาย
หมายเหตุ: ไม่ควรออกกำลังกายหากความดันโลหิตขณะพักมากกว่า 180/110 มม.ปรอท และแนะนำให้รีบปรึกษาแพทย์
สัญญาณเตือนอันตรายควรรีบมาพบแพทย์
- เจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง คล้ายมีอะไรมาบีบรัดบริเวณตรงกลางหน้าอก อาจร้าวไปถึงขากรรไกรและแขนซ้าย อาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น เหงื่อออก คลื่นไส้ หายใจลำบาก หน้ามืดคล้ายจะเป็นลมจนถึงหมดสติ
- เจ็บบริเวณหน้าอกหรือท้องอย่างเฉียบพลันและรุนแรง มีอาการร้าวไปถึงหลัง
- เหนื่อยง่ายผิดปกติ
- ใจสั่น ชีพจรเต้นไม่เป็นจังหวะ
- ปวดศีรษะเฉียบพลัน ร่วมกับอาการปวดตึงบริเวณท้ายทอยและอาเจียนร่วมด้วย
ถาม-ตอบ เรื่องโรคความดันโลหิตสูง
1. ความดันโลหิตสูงคืออะไร และต้องมีค่าเท่าไหร่จึงจะถือว่าเป็นโรค?
ตอบ: ความดันโลหิตสูงคือภาวะที่มีแรงดันเลือดในร่างกายสูงผิดปกติ โดยเกณฑ์การวินิจฉัยคือมีค่าความดันโลหิตมากกว่าหรือเท่ากับ 140/90 มิลลิเมตรปรอท
2. ค่าความดันโลหิตตัวบนและตัวล่างแตกต่างกันอย่างไร?
ตอบ: ค่าบน คือแรงดันขณะหัวใจบีบตัวเต็มที่ ส่วนค่าล่าง คือแรงดันขณะหัวใจคลายตัวเต็มที่ ซึ่งความดันปกติควรอยู่ที่ประมาณ 120-129 / 80-84 มิลลิเมตรปรอท
3. ทำไมโรคความดันโลหิตสูงถึงถูกเรียกว่า "เพชฌฆาตเงียบ"?
ตอบ: เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการผิดปกติ แต่หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา แรงดันที่สูงจะทำลายอวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ สมอง ไต และหลอดเลือด จนนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงหรือเสียชีวิตได้
4. ก่อนวัดความดันโลหิตที่บ้าน มีข้อควรระวังอย่างไรบ้าง?
ตอบ: ควรปัสสาวะให้เรียบร้อย และงดดื่มชา กาแฟ สูบบุหรี่ หรือออกกำลังกายก่อนทำการวัดอย่างน้อย 30 นาที
5. ท่านั่งที่ถูกต้องในการวัดความดันโลหิตคือท่าไหน?
ตอบ: ควรนั่งเก้าอี้หลังพิงพนัก เท้าทั้ง 2 ข้างวางราบกับพื้น ไม่เกร็งหลัง วางแขนให้อยู่ในระดับเดียวกับหัวใจ และไม่พูดคุยหรือขยับตัวขณะวัด
6. ควรวัดความดันโลหิตบ่อยแค่ไหน และช่วงเวลาใดดีที่สุด?
ตอบ: แนะนำให้วัดอย่างน้อยวันละ 2 ช่วง คือ ช่วงเช้า (ภายใน 2 ชม. หลังตื่นนอนและก่อนทานยา) และ ช่วงก่อนเย็น โดยแต่ละช่วงควรวัดอย่างน้อย 2 ครั้ง ห่างกัน 1-2 นาที
7. การรับประทานอาหารสูตร 2:1:1 ช่วยลดความดันได้อย่างไร?
ตอบ: สูตร 2:1:1 คือการแบ่งจานอาหารเป็น ผัก 2 ส่วน : ข้าว 1 ส่วน : เนื้อสัตว์ 1 ส่วน ซึ่งเน้นการเพิ่มใยอาหารและแร่ธาตุ (โพแทสเซียม แมกนีเซียม แคลเซียม) จากผักผลไม้ที่มีส่วนช่วยลดความดันโลหิต
8. ปริมาณโซเดียมที่เหมาะสมต่อวันสำหรับผู้ป่วยความดันสูงคือเท่าไหร่?
ตอบ: ควรจำกัดโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เทียบเท่าเกลือแกงประมาณ 1 ช้อนชา หรือน้ำปลา/ซีอิ๊วไม่เกิน 3 ช้อนชาต่อวัน
9. ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงสามารถออกกำลังกายได้หรือไม่?
ตอบ: ออกกำลังกายได้ และควรทำสม่ำเสมออย่างน้อยวันละ 30 นาที เช่น การเดินหรือว่ายน้ำ แต่หากความดันสูงเกิน 180/110 มม.ปรอท ขณะพัก ไม่ควรออกกำลังกายและควรปรึกษาแพทย์ทันที
10. อาการผิดปกติแบบไหนที่ต้องรีบมาพบแพทย์ทันที?
ตอบ: หากมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกรุนแรง, ปวดศีรษะเฉียบพลันร่วมกับอาเจียน, เหนื่อยง่ายผิดปกติ, แขนขาไม่มีแรง หรือพูดไม่ชัด ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน
ดาวนโหลด คู่มือโรคความดันโลหิตสูง >>คลิก<<
ดาวน์โหลด สมุดประจำตัวผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง >>คลิก<<
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์อายุรกรรม ชั้น 2 โซน D
บทความที่เกี่ยวข้อง


