ไอโอดีน ขาดก็ไม่ได้ เกินก็ไม่ดี สรุปปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน

ไอโอดีน (Iodine) คือแร่ธาตุที่มีความจำเป็นต่อร่างกายช่วยในการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ ทำหน้าที่ควบคุมอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ควบคุมการเผาผลาญสารอาหารในร่างกาย มีส่วนช่วยในการเจริญและเติบโตของระบบประสาทและสมอง ไอโอดีนหากได้รับมากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษได้ หรือหากขาดสารไอโอดีน มีผลทำให้เกิดโรคคอพอกและกลุ่มอาการอื่น ๆ ตามมาได้ กลุ่มที่อยู่ในภาวะเสี่ยง เช่น ทารกในครรภ์มารดา เด็กก่อนวัยเรียน เด็กวัยเรียน และเด็กวัยรุ่น เป็นต้น

ผลกระทบเมื่อร่างกาย "ขาดไอโอดีน" หรือ "ได้รับมากเกินไป"

1. ผลจากการขาดไอโอดีน (Iodine Deficiency)

  • โรคคอพอก (Goiter) เกิดจากการได้รับไอโอดีนไม่เพียงพออย่างต่อเนื่อง เซลล์ของต่อมไทรอยด์ทำงานมากขึ้น เกิดการเพิ่มจำนวนเซลล์ (Hyperplasia) ต่อมไทรอยด์ใหญ่ขึ้นกว่าปกติ และเกิดภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ (hypothyroidism) ทำให้อัตราการเผาผลาญของร่างกายต่ำ ผู้ป่วยมีอัตราการเต้นของหัวใจช้าลง ความดันโลหิตตัวล่าง (diastolic blood pressure) สูง เชื่องช้า ง่วงนอน ท้องผูก ผิวหนังและผมแห้ง ถ้าเป็นเด็กจะรูปร่างเตี้ย
  • ด้านการเจริญเติบโตและการพัฒนาการของร่างกาย โดยเฉพาะในกลุ่มที่กำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว การขาดไอโอดีนในแต่ละวัยมีอาการที่คล้ายและต่างกัน ดังนี้
    • ทารกในครรภ์ ทารกในครรภ์มารดาที่มีภาวะขาดไอโอดีน อาจจะแท้งหรือตายระหว่างคลอดได้ ถ้ารอดจะมีผลต่อการเจริญเติบโตและมีอาการผิดปกติของสมอง มีการพัฒนาด้านระบบประสาทที่บกพร่อง (Neurologic cretinism) หรือที่เรียกว่าโรคเอ๋อ มีลักษณะตัวเตี้ย แคระแกร็น
    • ทารกแรกคลอด หากมีภาวะขาดไอโอดีน จะมีอาการต่อมไทรอยด์โต ทำให้เป็นโรคคอพอกและมีภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ (Hypothyroidism)
    • เด็กก่อนวัยเรียน เด็กวัยเรียน เด็กวัยรุ่น และผู้ใหญ่ หากมีภาวะขาดไอโอดีน ทำให้เป็นคอพอก มีภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ (Hypothyroidism) และมีความบกพร่องด้านอารมณ์และจิตใจ เป็นคนเซื่องซึม เฉื่อยชา

2. ผลจากการได้รับไอโอดีนมากเกินไป (Iodine Excess)

การได้รับไอโอดีนในปริมาณสูง อาจทำให้เกิดอาการเดียวกับการขาดไอโอดีน เช่น โรคคอพอก หรือภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroidism) เป็นภาวะที่ต่อมไทรอยด์สังเคราะห์และหลั่งฮอร์โมนไทรอยด์มากเกินไปซึ่งมีสาเหตุจากความผิดปกติทางพันธุกรรม ที่ทำให้ต่อมไทรอยด์จับสารไอโอดีนมากทำให้เกิดการผลิตและหลั่งฮอร์โมนไทรอยด์มากเกินไป การได้รับไอโอดีนในปริมาณที่มากเกินเรื้อรังอาจทำให้เกิดต่อมไทรอยด์อักเสบและเป็นโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ได้ อาการผิดปกติเช่น ทางระบบประสาท อัตราการเต้นของหัวใจสูง นอนไม่พอ อ่อนเพลีย เหงื่อออกง่าย น้ำหนักลดทั้งที่กินมาก อาการเป็นพิษเฉียบพลัน ได้แก่ แสบปากคอและท้อง ไข้ อาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง ชีพจรเต้นช้า

 

 

คำแนะนำในการบริโภคไอโอดีน

สำนักงานคณะกรรมการ อาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ได้ออก ประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ อาหารที่ต้องเสริมสารไอโอดีน ได้แก่ น้ำปลา ผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีน ของถั่วเหลือง ต้องมีไอโอดีน ไม่น้อยกว่า 2 และไม่เกิน 3 มิลลิกรัมต่อผลิตภัณฑ์ 1 ลิตร ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขตามประกาศฯ ฉบับปรับปรุงลงวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2554 โดยแนะนำให้ประชาชนทั่วไป ใช้เกลือเสริมไอโอดีนที่มีคุณภาพ วันละไม่เกิน 1 ช้อนชา (เกลือ 1 ช้อนชา เท่ากับ 5 กรัม มีไอโอดีน ประมาณ 150 ไมโครกรัม โดยเกลือ 1 กรัม มีไอโอดีน ประมาณ 30 ไมโครกรัม) หรือผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสที่เสริมไอโอดีนตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับการกินอาหารที่มีไอโอดีนตามธรรมชาติ เช่น อาหารทะเล

ในหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งมีความต้องการไอโอดีนมากกว่าปกติ จำเป็นต้องกินยาเม็ดเสริมไอโอดีน วันละ 1 เม็ด ทุกวัน ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ จนถึงหลังคลอดให้นมบุตร 6 เดือน (ประกอบด้วย ไอโอดีน 150 ไมโครกรัม ธาตุเหล็ก 60 มิลลิกรัม และกรดโฟลิก 400 ไมโครกรัม) เพิ่มจากอาหารหลัก

ร่างกายต้องการไอโอดีนวันละเท่าไหร่? (แบ่งตามช่วงวัย)

ปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย พ.ศ. 2563 ข้อมูลจากสำนักโภชนาการ กรมอนามัย

  1. หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร ควรได้รับสารไอโอดีนวันละ 200 ไมโครกรัม
  2. ทารกแรกเกิดจนถึงก่อนอายุครบ 6 เดือนได้รับสารไอโอดีนจากน้ำนมแม่
  3. ทารกอายุ 6-11 เดือนควรได้รับสารไอโอดีนวันละ 70 ไมโครกรัม
  4. เด็กอายุ 1-8 ปี ควรได้รับสารไอโอดีนวันละ 90 ไมโครกรัม
  5. เด็กวัยรุ่นอายุ 9-12 ปี ควรได้รับสารไอโอดีนวันละ 120 ไมโครกรัม
  6. เด็กวัยรุ่นอายุ 13-18 ปี ควรได้รับสารไอโอดีนวันละ 130 ไมโครกรัม
  7. ผู้ใหญ่ ควรได้รับสารไอโอดีนวันละ 150 ไมโครกรัม

แหล่งอาหารไอโอดีนตามธรรมชาติและคำแนะนำการบริโภค

อาหารที่มีสารไอโอดีนตามธรรมชาติพบมากใน พืชและสัตว์ทะเลเช่น ปลาทะเล กุ้งทะเล สาหร่ายทะเล ในปลาทะเล 100 กรัม มีสารไอโอดีนประมาณ 25-70 ไมโครกรัม สาหร่ายทะเลแห้ง 100 กรัม มีสารไอโอดีน 200-400 ไมโครกรัม นอกจากนี้ยังมีใน กุ้ง หอย ปู ปลา เกลือเสริมไอโอดีน น้ำปลาเสริมไอโอดีน ผัก เช่น ผักโขม ผักกาดเขียว บร็อคโคลี่ ผลไม้ เช่น สตรอว์เบอร์รี่ ผลิตภัณฑ์นม เช่น โยเกิร์ต นม ชีส รวมถึงสามารถพบในน้ำนมแม่ และนมสูตรสำหรับทารก

หมายเหตุ: เกลือทะเลและเกลือสินเธาว์ ไม่มีไอโอดีน เพราะไอโอดีนระเหยออกไปตอนตากน้ำทะเลให้เป็นเกลือ

การป้องกันการขาดไอโอดีน ทำอย่างไรบ้าง?

  1. ใช้เกลือบริโภคเสริมไอโอดีนในการประกอบอาหารทุกวัน โดยตรวจดูฉลากบนซองเกลือที่ระบุว่า มีการเสริมไอโอดีน มีที่อยู่ของผู้ผลิตชัดเจน และมีเลข อย.
  2. รับประทานอาหารทะเลเป็นประจำ เช่น ปลาทู หอย กุ้ง ปู เป็นต้น
  3. นอกจากบริโภคเกลือเสริมไอโอดีน และบริโภคอาหารทะเลเป็นประจำแล้ว ยังสามารถเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์ เสริมไอโอดีนอื่น ๆ เช่น น้ำปลา ซอส ซีอิ๊ว เสริมไอโอดีน เป็นต้น

อาหารไอโอดีนต่ำ (Low Iodine Diet) คือ การรับประทานอาหารที่มีไอโอดีนน้อยกว่า 50 ไมโครกรัมต่อวัน เหมาะกับผู้ป่วยที่จะได้รับการรักษาด้วยไอโอดีนกัมมันตภาพรังสี ในกรณีส่วนใหญ่แนะนำให้รับประทานอาหารที่มีไอโอดีนต่ำเป็นระยะเวลา 1 - 2 สัปดาห์ก่อนการรักษา โดยจะต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์

ข้อมูลจาก นักกำหนดอาหาร แผนกโภชนาการ


Q&A สรุปประเด็นสำคัญเรื่องไอโอดีน

1. ไอโอดีนคืออะไร มีหน้าที่สำคัญอย่างไรต่อร่างกาย?

ตอบ: ไอโอดีนคือแร่ธาตุที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ทำหน้าที่สำคัญในการช่วยสร้างฮอร์โมนไทรอยด์เพื่อควบคุมการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ควบคุมการเผาผลาญสารอาหาร และช่วยในการเจริญเติบโตของระบบประสาทและสมอง

2. กลุ่มเสี่ยงใดบ้างที่มีโอกาสเกิดภาวะขาดสารไอโอดีน?

ตอบ: กลุ่มที่อยู่ในภาวะเสี่ยงสูง ได้แก่ ทารกในครรภ์มารดา เด็กก่อนวัยเรียน เด็กวัยเรียน และเด็กวัยรุ่น

3. โรคคอพอก (Goiter) เกิดจากอะไร และส่งผลต่อร่างกายอย่างไร?

ตอบ: เกิดจากการที่ร่างกายได้รับไอโอดีนไม่เพียงพออย่างต่อเนื่อง ทำให้เซลล์ของต่อมไทรอยด์ทำงานมากขึ้นและขยายใหญ่ขึ้นผิดปกติ ส่งผลให้เกิดภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ อัตราการเผาผลาญต่ำ หัวใจเต้นช้า เชื่องช้า ง่วงนอน ท้องผูก และผิวผมแห้ง

4. หากหญิงตั้งครรภ์ขาดไอโอดีน จะส่งผลเสียต่อทารกในครรภ์อย่างไร?

ตอบ: มารดาที่ขาดไอโอดีนเสี่ยงต่อการแท้งหรือทารกตายระหว่างคลอด หากทารกรอดชีวิตจะมีผลต่อการเจริญเติบโต มีความบกพร่องด้านระบบประสาทและสมอง หรือเรียกว่า "โรคเอ๋อ" และมีลักษณะตัวเตี้ยแคระแกร็น

5. การได้รับไอโอดีน "มากเกินไป" ส่งผลเสียเฉียบพลันและเรื้อรังอย่างไรบ้าง?

ตอบ: อาการเฉียบพลัน ได้แก่ แสบปากคอและท้อง ไข้ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง และชีพจรเต้นช้า ส่วนอาการเรื้อรัง อาจทำให้เกิดต่อมไทรอยด์อักเสบ ภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษ (หัวใจเต้นเร็ว นอนไม่หลับ น้ำหนักลด) และเสี่ยงต่อโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์

6. ผู้ใหญ่และหญิงตั้งครรภ์ ควรได้รับไอโอดีนวันละเท่าไหร่?

ตอบ: ผู้ใหญ่ทั่วไปควรได้รับไอโอดีนวันละ 150 ไมโครกรัม ส่วนหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร มีความต้องการมากกว่าปกติ ควรได้รับวันละ 200 ไมโครกรัม

7. หญิงตั้งครรภ์จำเป็นต้องกินยาเม็ดเสริมไอโอดีนอย่างไร?

ตอบ: จำเป็นต้องกินยาเม็ดเสริมไอโอดีนเพิ่มจากอาหารหลักวันละ 1 เม็ดทุกวัน โดยเริ่มตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ ไปจนถึงหลังคลอดและให้นมบุตรเป็นเวลา 6 เดือน

8. ในชีวิตประจำวัน ควรบริโภคเกลือเสริมไอโอดีนปริมาณเท่าใดจึงจะเหมาะสม?

ตอบ: แนะนำให้บริโภคเกลือเสริมไอโอดีนวันละไม่เกิน 1 ช้อนชา (เกลือ 5 กรัม) ซึ่งจะให้ปริมาณไอโอดีนประมาณ 150 ไมโครกรัม ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการของผู้ใหญ่ในแต่ละวัน

9. เกลือทะเลตามธรรมชาติ มีสารไอโอดีนหรือไม่?

ตอบ: ไม่มี เนื่องจากไอโอดีนได้ระเหยออกไปหมดแล้วในขั้นตอนการตากน้ำทะเลให้กลายเป็นเกลือ ดังนั้นในการปรุงอาหารจึงควรเลือกใช้เกลือที่ระบุบนฉลากชัดเจนว่ามีการ "เสริมไอโอดีน"

10. อาหารไอโอดีนต่ำ (Low Iodine Diet) คืออะไร และเหมาะกับใคร?

ตอบ: คือการรับประทานอาหารที่มีไอโอดีนน้อยกว่า 50 ไมโครกรัมต่อวัน เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่กำลังจะเข้ารับการรักษาด้วยไอโอดีนกัมมันตภาพรังสี โดยมักจะให้รับประทานล่วงหน้าเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ภายใต้คำแนะนำของแพทย์

ข้อมูลจาก นักกำหนดอาหาร แผนกโภชนาการ

บทความที่เกี่ยวข้อง

 

 

ไอโอดีน (Iodine) คือแร่ธาตุที่มีความจำเป็นต่อร่างกายช่วยในการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ ทำหน้าที่ควบคุมอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ควบคุมการเผาผลาญสารอาหารในร่างกาย มีส่วนช่วยในการเจริญและเติบโตของระบบประสาทและสมอง ไอโอดีนหากได้รับมากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษได้ หรือหากขาดสารไอโอดีน มีผลทำให้เกิดโรคคอพอกและกลุ่มอาการอื่น ๆ ตามมาได้ กลุ่มที่อยู่ในภาวะเสี่ยง เช่น ทารกในครรภ์มารดา เด็กก่อนวัยเรียน เด็กวัยเรียน และเด็กวัยรุ่น เป็นต้น

ผลกระทบเมื่อร่างกาย "ขาดไอโอดีน" หรือ "ได้รับมากเกินไป"

1. ผลจากการขาดไอโอดีน (Iodine Deficiency)

  • โรคคอพอก (Goiter) เกิดจากการได้รับไอโอดีนไม่เพียงพออย่างต่อเนื่อง เซลล์ของต่อมไทรอยด์ทำงานมากขึ้น เกิดการเพิ่มจำนวนเซลล์ (Hyperplasia) ต่อมไทรอยด์ใหญ่ขึ้นกว่าปกติ และเกิดภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ (hypothyroidism) ทำให้อัตราการเผาผลาญของร่างกายต่ำ ผู้ป่วยมีอัตราการเต้นของหัวใจช้าลง ความดันโลหิตตัวล่าง (diastolic blood pressure) สูง เชื่องช้า ง่วงนอน ท้องผูก ผิวหนังและผมแห้ง ถ้าเป็นเด็กจะรูปร่างเตี้ย
  • ด้านการเจริญเติบโตและการพัฒนาการของร่างกาย โดยเฉพาะในกลุ่มที่กำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว การขาดไอโอดีนในแต่ละวัยมีอาการที่คล้ายและต่างกัน ดังนี้
    • ทารกในครรภ์ ทารกในครรภ์มารดาที่มีภาวะขาดไอโอดีน อาจจะแท้งหรือตายระหว่างคลอดได้ ถ้ารอดจะมีผลต่อการเจริญเติบโตและมีอาการผิดปกติของสมอง มีการพัฒนาด้านระบบประสาทที่บกพร่อง (Neurologic cretinism) หรือที่เรียกว่าโรคเอ๋อ มีลักษณะตัวเตี้ย แคระแกร็น
    • ทารกแรกคลอด หากมีภาวะขาดไอโอดีน จะมีอาการต่อมไทรอยด์โต ทำให้เป็นโรคคอพอกและมีภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ (Hypothyroidism)
    • เด็กก่อนวัยเรียน เด็กวัยเรียน เด็กวัยรุ่น และผู้ใหญ่ หากมีภาวะขาดไอโอดีน ทำให้เป็นคอพอก มีภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ (Hypothyroidism) และมีความบกพร่องด้านอารมณ์และจิตใจ เป็นคนเซื่องซึม เฉื่อยชา

2. ผลจากการได้รับไอโอดีนมากเกินไป (Iodine Excess)

การได้รับไอโอดีนในปริมาณสูง อาจทำให้เกิดอาการเดียวกับการขาดไอโอดีน เช่น โรคคอพอก หรือภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroidism) เป็นภาวะที่ต่อมไทรอยด์สังเคราะห์และหลั่งฮอร์โมนไทรอยด์มากเกินไปซึ่งมีสาเหตุจากความผิดปกติทางพันธุกรรม ที่ทำให้ต่อมไทรอยด์จับสารไอโอดีนมากทำให้เกิดการผลิตและหลั่งฮอร์โมนไทรอยด์มากเกินไป การได้รับไอโอดีนในปริมาณที่มากเกินเรื้อรังอาจทำให้เกิดต่อมไทรอยด์อักเสบและเป็นโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์ได้ อาการผิดปกติเช่น ทางระบบประสาท อัตราการเต้นของหัวใจสูง นอนไม่พอ อ่อนเพลีย เหงื่อออกง่าย น้ำหนักลดทั้งที่กินมาก อาการเป็นพิษเฉียบพลัน ได้แก่ แสบปากคอและท้อง ไข้ อาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง ชีพจรเต้นช้า

 

 

คำแนะนำในการบริโภคไอโอดีน

สำนักงานคณะกรรมการ อาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ได้ออก ประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ อาหารที่ต้องเสริมสารไอโอดีน ได้แก่ น้ำปลา ผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีน ของถั่วเหลือง ต้องมีไอโอดีน ไม่น้อยกว่า 2 และไม่เกิน 3 มิลลิกรัมต่อผลิตภัณฑ์ 1 ลิตร ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขตามประกาศฯ ฉบับปรับปรุงลงวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2554 โดยแนะนำให้ประชาชนทั่วไป ใช้เกลือเสริมไอโอดีนที่มีคุณภาพ วันละไม่เกิน 1 ช้อนชา (เกลือ 1 ช้อนชา เท่ากับ 5 กรัม มีไอโอดีน ประมาณ 150 ไมโครกรัม โดยเกลือ 1 กรัม มีไอโอดีน ประมาณ 30 ไมโครกรัม) หรือผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสที่เสริมไอโอดีนตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับการกินอาหารที่มีไอโอดีนตามธรรมชาติ เช่น อาหารทะเล

ในหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งมีความต้องการไอโอดีนมากกว่าปกติ จำเป็นต้องกินยาเม็ดเสริมไอโอดีน วันละ 1 เม็ด ทุกวัน ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ จนถึงหลังคลอดให้นมบุตร 6 เดือน (ประกอบด้วย ไอโอดีน 150 ไมโครกรัม ธาตุเหล็ก 60 มิลลิกรัม และกรดโฟลิก 400 ไมโครกรัม) เพิ่มจากอาหารหลัก

ร่างกายต้องการไอโอดีนวันละเท่าไหร่? (แบ่งตามช่วงวัย)

ปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย พ.ศ. 2563 ข้อมูลจากสำนักโภชนาการ กรมอนามัย

  1. หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร ควรได้รับสารไอโอดีนวันละ 200 ไมโครกรัม
  2. ทารกแรกเกิดจนถึงก่อนอายุครบ 6 เดือนได้รับสารไอโอดีนจากน้ำนมแม่
  3. ทารกอายุ 6-11 เดือนควรได้รับสารไอโอดีนวันละ 70 ไมโครกรัม
  4. เด็กอายุ 1-8 ปี ควรได้รับสารไอโอดีนวันละ 90 ไมโครกรัม
  5. เด็กวัยรุ่นอายุ 9-12 ปี ควรได้รับสารไอโอดีนวันละ 120 ไมโครกรัม
  6. เด็กวัยรุ่นอายุ 13-18 ปี ควรได้รับสารไอโอดีนวันละ 130 ไมโครกรัม
  7. ผู้ใหญ่ ควรได้รับสารไอโอดีนวันละ 150 ไมโครกรัม

แหล่งอาหารไอโอดีนตามธรรมชาติและคำแนะนำการบริโภค

อาหารที่มีสารไอโอดีนตามธรรมชาติพบมากใน พืชและสัตว์ทะเลเช่น ปลาทะเล กุ้งทะเล สาหร่ายทะเล ในปลาทะเล 100 กรัม มีสารไอโอดีนประมาณ 25-70 ไมโครกรัม สาหร่ายทะเลแห้ง 100 กรัม มีสารไอโอดีน 200-400 ไมโครกรัม นอกจากนี้ยังมีใน กุ้ง หอย ปู ปลา เกลือเสริมไอโอดีน น้ำปลาเสริมไอโอดีน ผัก เช่น ผักโขม ผักกาดเขียว บร็อคโคลี่ ผลไม้ เช่น สตรอว์เบอร์รี่ ผลิตภัณฑ์นม เช่น โยเกิร์ต นม ชีส รวมถึงสามารถพบในน้ำนมแม่ และนมสูตรสำหรับทารก

หมายเหตุ: เกลือทะเลและเกลือสินเธาว์ ไม่มีไอโอดีน เพราะไอโอดีนระเหยออกไปตอนตากน้ำทะเลให้เป็นเกลือ

การป้องกันการขาดไอโอดีน ทำอย่างไรบ้าง?

  1. ใช้เกลือบริโภคเสริมไอโอดีนในการประกอบอาหารทุกวัน โดยตรวจดูฉลากบนซองเกลือที่ระบุว่า มีการเสริมไอโอดีน มีที่อยู่ของผู้ผลิตชัดเจน และมีเลข อย.
  2. รับประทานอาหารทะเลเป็นประจำ เช่น ปลาทู หอย กุ้ง ปู เป็นต้น
  3. นอกจากบริโภคเกลือเสริมไอโอดีน และบริโภคอาหารทะเลเป็นประจำแล้ว ยังสามารถเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์ เสริมไอโอดีนอื่น ๆ เช่น น้ำปลา ซอส ซีอิ๊ว เสริมไอโอดีน เป็นต้น

อาหารไอโอดีนต่ำ (Low Iodine Diet) คือ การรับประทานอาหารที่มีไอโอดีนน้อยกว่า 50 ไมโครกรัมต่อวัน เหมาะกับผู้ป่วยที่จะได้รับการรักษาด้วยไอโอดีนกัมมันตภาพรังสี ในกรณีส่วนใหญ่แนะนำให้รับประทานอาหารที่มีไอโอดีนต่ำเป็นระยะเวลา 1 - 2 สัปดาห์ก่อนการรักษา โดยจะต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์

ข้อมูลจาก นักกำหนดอาหาร แผนกโภชนาการ


Q&A สรุปประเด็นสำคัญเรื่องไอโอดีน

1. ไอโอดีนคืออะไร มีหน้าที่สำคัญอย่างไรต่อร่างกาย?

ตอบ: ไอโอดีนคือแร่ธาตุที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ทำหน้าที่สำคัญในการช่วยสร้างฮอร์โมนไทรอยด์เพื่อควบคุมการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ควบคุมการเผาผลาญสารอาหาร และช่วยในการเจริญเติบโตของระบบประสาทและสมอง

2. กลุ่มเสี่ยงใดบ้างที่มีโอกาสเกิดภาวะขาดสารไอโอดีน?

ตอบ: กลุ่มที่อยู่ในภาวะเสี่ยงสูง ได้แก่ ทารกในครรภ์มารดา เด็กก่อนวัยเรียน เด็กวัยเรียน และเด็กวัยรุ่น

3. โรคคอพอก (Goiter) เกิดจากอะไร และส่งผลต่อร่างกายอย่างไร?

ตอบ: เกิดจากการที่ร่างกายได้รับไอโอดีนไม่เพียงพออย่างต่อเนื่อง ทำให้เซลล์ของต่อมไทรอยด์ทำงานมากขึ้นและขยายใหญ่ขึ้นผิดปกติ ส่งผลให้เกิดภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ อัตราการเผาผลาญต่ำ หัวใจเต้นช้า เชื่องช้า ง่วงนอน ท้องผูก และผิวผมแห้ง

4. หากหญิงตั้งครรภ์ขาดไอโอดีน จะส่งผลเสียต่อทารกในครรภ์อย่างไร?

ตอบ: มารดาที่ขาดไอโอดีนเสี่ยงต่อการแท้งหรือทารกตายระหว่างคลอด หากทารกรอดชีวิตจะมีผลต่อการเจริญเติบโต มีความบกพร่องด้านระบบประสาทและสมอง หรือเรียกว่า "โรคเอ๋อ" และมีลักษณะตัวเตี้ยแคระแกร็น

5. การได้รับไอโอดีน "มากเกินไป" ส่งผลเสียเฉียบพลันและเรื้อรังอย่างไรบ้าง?

ตอบ: อาการเฉียบพลัน ได้แก่ แสบปากคอและท้อง ไข้ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง และชีพจรเต้นช้า ส่วนอาการเรื้อรัง อาจทำให้เกิดต่อมไทรอยด์อักเสบ ภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษ (หัวใจเต้นเร็ว นอนไม่หลับ น้ำหนักลด) และเสี่ยงต่อโรคมะเร็งต่อมไทรอยด์

6. ผู้ใหญ่และหญิงตั้งครรภ์ ควรได้รับไอโอดีนวันละเท่าไหร่?

ตอบ: ผู้ใหญ่ทั่วไปควรได้รับไอโอดีนวันละ 150 ไมโครกรัม ส่วนหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร มีความต้องการมากกว่าปกติ ควรได้รับวันละ 200 ไมโครกรัม

7. หญิงตั้งครรภ์จำเป็นต้องกินยาเม็ดเสริมไอโอดีนอย่างไร?

ตอบ: จำเป็นต้องกินยาเม็ดเสริมไอโอดีนเพิ่มจากอาหารหลักวันละ 1 เม็ดทุกวัน โดยเริ่มตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ ไปจนถึงหลังคลอดและให้นมบุตรเป็นเวลา 6 เดือน

8. ในชีวิตประจำวัน ควรบริโภคเกลือเสริมไอโอดีนปริมาณเท่าใดจึงจะเหมาะสม?

ตอบ: แนะนำให้บริโภคเกลือเสริมไอโอดีนวันละไม่เกิน 1 ช้อนชา (เกลือ 5 กรัม) ซึ่งจะให้ปริมาณไอโอดีนประมาณ 150 ไมโครกรัม ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการของผู้ใหญ่ในแต่ละวัน

9. เกลือทะเลตามธรรมชาติ มีสารไอโอดีนหรือไม่?

ตอบ: ไม่มี เนื่องจากไอโอดีนได้ระเหยออกไปหมดแล้วในขั้นตอนการตากน้ำทะเลให้กลายเป็นเกลือ ดังนั้นในการปรุงอาหารจึงควรเลือกใช้เกลือที่ระบุบนฉลากชัดเจนว่ามีการ "เสริมไอโอดีน"

10. อาหารไอโอดีนต่ำ (Low Iodine Diet) คืออะไร และเหมาะกับใคร?

ตอบ: คือการรับประทานอาหารที่มีไอโอดีนน้อยกว่า 50 ไมโครกรัมต่อวัน เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่กำลังจะเข้ารับการรักษาด้วยไอโอดีนกัมมันตภาพรังสี โดยมักจะให้รับประทานล่วงหน้าเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ภายใต้คำแนะนำของแพทย์

ข้อมูลจาก นักกำหนดอาหาร แผนกโภชนาการ

บทความที่เกี่ยวข้อง