โรคภูมิแพ้ รับมืออย่างไรเมื่ออาการรุนแรง? (Anaphylaxis)

คำถาม - คำตอบ จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ  

1. การแพ้รุนแรงหรืออนาฟัยแลกซิส (anaphylaxis) คืออะไร? 
คือ อาการแพ้เฉียบพลันที่เกิดขึ้นมากกว่า 1 ระบบของร่างกายในเวลาเดียวกันหรือเวลาไล่เลี่ยกัน และมีอาการรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ที่ว่าเฉียบพลันคือ อาการจะเกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่นาทีส่วนใหญ่ไม่เกิน 2 ชั่วโมงหลังจากได้รับยา อาหาร หรือสาร
ที่ทำให้เกิดอาการแพ้ ระบบของร่างกายที่แสดงอาการแพ้หลักๆ มี 4 ระบบ คือ 
- ระบบผิวหนังและเยื่อบุ มีอาการผื่นคัน ตัวแดง ลมพิษ มีอาการบวมที่ตา ปาก ใบหน้า
- ระบบทางเดินหายใจ มีอาการหายใจลำบาก แน่นในลำคอ แน่นหน้าอก เสียงแหบเฉียบพลัน
- ระบบทางเดินอาหาร มีอาการปวดท้อง อาเจียน ท้องเสีย
- ระบบหัวใจและหลอดเลือด มีอาการหน้ามืด เป็นลม หมดสติ ช็อก ความดันต่ำ 
การเกิดอนาฟัยแลกซิสอาจเป็นที่ 2 ระบบใดๆ ก็ได้ หรือเป็นทุกระบบ อาจมีกรณีที่เป็นรุนแรงเฉพาะระบบหัวใจและหลอดเลือดคือ มีภาวะความดันเลือดต่ำ ช็อก หรือหมดสติ ผู้ที่มีอาการอาจเสียชีวิตได้จากภาวะช็อก หรือขาดอากาศหายใจจากการมีกล่องเสียงและหลอดลมบวมตีบ

2. อนาฟัยแลกซิสต่างจากอาการแพ้แบบอื่นอย่างไร?
การแพ้แบบทั่วๆ ไปมักเกิดที่ระบบใดระบบหนึ่งและอาการมักจะไม่รุนแรง ไม่อันตรายถึงแก่ชีวิต แต่การแพ้แบบอนาฟัยแลกซิสจะเกิดอาการมากกว่า 1 ระบบและมีโอกาสเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต

3. อนาฟัยแลกซิสเกิดขึ้นได้อย่างไร? 
ภาวะนี้เกิดจากการแพ้รุนแรง คือ มีการกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวบางชนิดที่ผิวหนังเยื่อบุและตามอวัยวะภายในต่างๆ รวมถึงภายในหลอดเลือดปล่อยสารฮีสตามีน (histamine) ออกมาและทำให้เกิดอาการตามส่วนต่างๆของร่างกาย สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ เกิดจากการแพ้อาหาร รองลงไปคือการแพ้ยา นอกจากนี้ ยังอาจเกิดจากการแพ้พิษต่อแมลงบางชนิด เช่น ผึ้ง ต่อ แตน มดคันไฟ บางคนแพ้ถุงมือยางหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทำจากยางลาเท็กซ์ และมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่หาสาเหตุไม่พบ

4.ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้อาการแพ้รุนแรงเป็นอันตรายและรักษายาก
- อายุ เช่น ทารก เนื่องจากไม่สามารถสื่อสารไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้จึงต้องอาศัยการสังเกตอาการเพียงอย่างเดียว     การวินิจฉัยจึงอาจล่าช้า หรือผู้สูงวัยมีความเสี่ยงที่จะแพ้ยาหรือแพ้พิษจากแมลงต่อยจนเกิดอันตราย
- โรคประจำตัว เช่น โรคหืดและโรคหัวใจ ส่งผลทำให้อาการรุนแรง
- ยาที่ใช้ประจำ เช่น ยาลดความดันโลหิตทำให้การรักษาการแพ้รุนแรงยากขึ้นเพราะยาต้านฤทธิ์กัน ส่วนแอลกอฮอล์และยานอนหลับทำให้ผู้ป่วยมีความสามารถในการระมัดระวังตัวลดลง อาจได้รับสารที่แพ้โดยประมาท นอกจากนี้ยังทำให้การสังเกตอาการและการขอความช่วยเหลือยากขึ้น

5. ปัจจัยใดบ้างที่ส่งเสริมให้เกิดอาการแพ้รุนแรง?
เช่น การออกกำลังกาย เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAID ทำให้มีการดูดซึมสารที่แพ้เพิ่มขึ้นและเร็วขึ้น  ส่วนการติดเชื้อ การเดินทางไกล และความเครียดล้วนมีผลต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน นำไปสู่การเกิดปฏิกิริยาการแพ้ได้

#ศูนย์โรคภูมิแพ้ #โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ #โรคภูมิแพ้ #แพ้รุนแรง #การปฐมพยาบาล #ช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน #แพ้อาหาร #แพ้ยา #หายใจไม่ออก #ลิ้นบวม #ผื่นขึ้นเต็มตัว #อาเจียน #ท้องเสีย #หน้ามืด #เป็นลม #แน่นหน้าอก #Anaphylaxis

6. วิธีการปฐมพยาบาลหรือการดูแลตนเองเบื้องต้น 
หากเกิดอาการเวียนศีรษะหรือหน้ามืดให้นอนราบลง ห้ามลุกยืนเร็วๆ ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือหรือรีบบอกคนที่อยู่รอบข้าง ถ้าหายใจไม่สะดวกให้นั่งเอนตั้งศีรษะสูง หญิงตั้งครรภ์ควรนอนตะแคงลงทางด้านซ้ายหนุนขาสูง หากมียาแก้แพ้อยู่กับตัวสามารถกินยาแก้แพ้ได้ แต่ยาแก้แพ้ชนิดรับประทานจะไม่สามารถแก้อาการแพ้รุนแรงได้ ผู้ที่มียาฉีดอะดรีนาลินหรือ Epipen สามารถฉีดยาให้กับตนเองได้ แล้วรีบไปพบแพทย์เพื่อการรักษาต่อไป ผู้ป่วยต้องระลึกไว้เสมอว่าการฉีดอะดรีนาลินหรือ Epipen ให้กับตนเองไม่ได้ทดแทนการที่ต้องไปพบแพทย์เมื่อเกิดการแพ้รุนแรงเพราะอาการอาจแย่ลงได้อีกอย่างรวดเร็วหรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่นเกิดขึ้น

7. การรักษาโดยแพทย์ในภาวะฉุกเฉินเป็นอย่างไร? 
หลังจากทำการประเมินผู้ป่วยแล้วแพทย์จะฉีดยารักษาการแพ้รุนแรง คือ อะดรีนาลิน (adrenaline) เข้ากล้ามเนื้อต้นขา และอาจต้องฉีดยาอื่นๆ เข้าทางหลอดเลือด หากมีอาการหอบเหนื่อยจะได้รับการพ่นยาขยายหลอดลม ในรายที่ความดันเลือดต่ำจำเป็นต้องให้น้ำเกลือเร็วๆ เข้าทางหลอดเลือด หากอาการยังไม่ดีขึ้นแพทย์อาจต้องฉีดอะดรีนาลินซ้ำอีกหลายครั้ง หรือให้การรักษาอื่นๆ ตาม     ความเหมาะสม ภายหลังการฉีดอะดรีนาลินผู้ป่วยอาจมีอาการปวดเกร็งบริเวณกล้ามเนื้อที่ถูกฉีดยา อาจมีอาการตัวสั่นรุนแรงทั้งตัว หรือรู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วและแรง ผู้ป่วยไม่ต้องตกใจเพราะอาการเหล่านี้เกิดจากฤทธิ์ของอะดรีนาลินและอาการเหล่านี้จะค่อยๆ หมดไป

8. เมื่อใดควรมาพบหมอภูมิแพ้?
หลังจากผ่านเหตุการณ์ฉุกเฉินเมื่อเกิดการแพ้รุนแรงไปแล้ว ผู้ป่วยอาจถูกส่งตัวมาปรึกษาต่อกับหมอภูมิแพ้เพื่อช่วยในการวิเคราะห์      หาสาเหตุของการแพ้ และหาแนวทางในการป้องกันการเกิดซ้ำ ตลอดจนวางแผนรับมือช่วยเหลือดูแลตนเองหากเกิดอาการซ้ำในครั้งถัดไป

9. แล้วคุณหมอภูมิแพ้จะมีวิธีการวินิจฉัย/รักษา/ป้องกันอย่างไร?
เมื่อมาพบหมอภูมิแพ้แล้วจะต้องทำการซักประวัติโดยละเอียด เช่น ยาหรืออาหารที่ได้รับเข้าไปก่อนเกิดอาการภายใน 2 ชั่วโมง สถานที่และกิจกรรมที่ทำก่อนเกิดอาการ เพื่อนำไปประกอบการวินิจฉัยโรค การทดสอบเพื่อหาสารก่อภูมิแพ้อาจทำได้ทั้งการทดสอบทางผิวหนังและการตรวจเลือด การทดสอบทางผิวหนังจะทำได้หลังจากมีอาการแพ้รุนแรงไปแล้วเกิน 1 เดือน และไม่ได้รับประทานยาที่กดการทดสอบทางผิวหนัง เช่น ยาแก้แพ้ การตรวจเลือดสามารถทำ    ได้ทันทีและไม่ต้องหยุดยาแก้แพ้ ในบางกรณีแพทย์อาจต้องใช้ทั้ง 2 วิธีเพื่อยืนยันการวินิจฉัย ผู้ป่วยและญาติจะได้รับเอกสารคำแนะนำเกี่ยวกับการสังเกตอาการ การตัดสินใจฉีดยาแก้แพ้ให้ตนเอง และสอนวิธีการฉีดยา ผู้ป่วยควรได้รับบัตรแพ้ยา หากเป็นการแพ้อาหารผู้ป่วยและญาติจะได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้

10. มีโอกาสเกิดอนาฟัยแลกซิสซ้ำอีกไหม?
โอกาสเกิดซ้ำมีได้ 21-43% และอย่างน้อย 1 ใน 3 จะเกิดซ้ำจากการแพ้สารเดิม

11. ผู้ป่วยและญาติจะมีแนวทางในการดูแลตนเองอย่างไร?
หากทราบว่าแพ้อาหารหรือยาชนิดใดควรหลีกเลี่ยงโดยเคร่งครัดเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ ผู้ป่วยควรได้รับบัตรแพ้ยาและต้องแจ้งต่อแพทย์หรือบุคลากรที่เกี่ยวข้องทุกครั้ง หากเป็นการแพ้อาหารผู้ป่วยและญาติควรสอบถามทางร้านอาหารหากสงสัยในส่วนผสมของอาหาร และควรอ่านฉลากบนอาหารเครื่องดื่มสำเร็จรูปและเครื่องปรุงต่างๆ ผู้ปกครองควรแจ้งกับทางโรงเรียนเพื่อการหลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้และวางแผนในการรักษาเบื้องต้นหากเกิดอาการในโรงเรียน ผู้ป่วยบางรายอาจเลือกที่จะสวมใส่สร้อยหรือสายรัดข้อมือเพื่อระบุสิ่งที่ตนเองแพ้ในกรณีที่อยู่ตามลำพังและหมดสติ

12. โรงเรียนต้องเตรียมตัวอย่างไร หากมีเด็กนักเรียนที่มีภาวะอนาฟัยแลกซิส?
ทางโรงเรียนควรมีนโยบายเกี่ยวกับการดูแลเด็กที่แพ้อาหารทั้งในแง่การป้องกันและการให้การรักษาเบื้องต้น เช่น การสื่อสารและวางแผนร่วมกันกับผู้ปกครองของเด็กที่แพ้อาหารรุนแรง มีที่จัดเก็บยาฉีดอะดรีนาลินภายในห้องพยาบาล และมีบุคลากรที่พร้อมจะฉีดยาอะดรีนาลินหรือ Epipen ให้กับเด็ก มีนโยบายการไม่แชร์อาหารในเด็กเล็กระหว่างเพื่อนด้วยกันและผู้ปกครอง การอบรมให้ครูและบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับเด็กควรมีความรู้ความเข้าใจและทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับการแพ้อาหารรุนแรง
 

สอบถามช้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คลิก!! ศูนย์โรคภูมิแพ้ ชั้น 3 โซน D

คำถาม - คำตอบ จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ  

1. การแพ้รุนแรงหรืออนาฟัยแลกซิส (anaphylaxis) คืออะไร? 
คือ อาการแพ้เฉียบพลันที่เกิดขึ้นมากกว่า 1 ระบบของร่างกายในเวลาเดียวกันหรือเวลาไล่เลี่ยกัน และมีอาการรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ที่ว่าเฉียบพลันคือ อาการจะเกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่นาทีส่วนใหญ่ไม่เกิน 2 ชั่วโมงหลังจากได้รับยา อาหาร หรือสาร
ที่ทำให้เกิดอาการแพ้ ระบบของร่างกายที่แสดงอาการแพ้หลักๆ มี 4 ระบบ คือ 
- ระบบผิวหนังและเยื่อบุ มีอาการผื่นคัน ตัวแดง ลมพิษ มีอาการบวมที่ตา ปาก ใบหน้า
- ระบบทางเดินหายใจ มีอาการหายใจลำบาก แน่นในลำคอ แน่นหน้าอก เสียงแหบเฉียบพลัน
- ระบบทางเดินอาหาร มีอาการปวดท้อง อาเจียน ท้องเสีย
- ระบบหัวใจและหลอดเลือด มีอาการหน้ามืด เป็นลม หมดสติ ช็อก ความดันต่ำ 
การเกิดอนาฟัยแลกซิสอาจเป็นที่ 2 ระบบใดๆ ก็ได้ หรือเป็นทุกระบบ อาจมีกรณีที่เป็นรุนแรงเฉพาะระบบหัวใจและหลอดเลือดคือ มีภาวะความดันเลือดต่ำ ช็อก หรือหมดสติ ผู้ที่มีอาการอาจเสียชีวิตได้จากภาวะช็อก หรือขาดอากาศหายใจจากการมีกล่องเสียงและหลอดลมบวมตีบ

2. อนาฟัยแลกซิสต่างจากอาการแพ้แบบอื่นอย่างไร?
การแพ้แบบทั่วๆ ไปมักเกิดที่ระบบใดระบบหนึ่งและอาการมักจะไม่รุนแรง ไม่อันตรายถึงแก่ชีวิต แต่การแพ้แบบอนาฟัยแลกซิสจะเกิดอาการมากกว่า 1 ระบบและมีโอกาสเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต

3. อนาฟัยแลกซิสเกิดขึ้นได้อย่างไร? 
ภาวะนี้เกิดจากการแพ้รุนแรง คือ มีการกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวบางชนิดที่ผิวหนังเยื่อบุและตามอวัยวะภายในต่างๆ รวมถึงภายในหลอดเลือดปล่อยสารฮีสตามีน (histamine) ออกมาและทำให้เกิดอาการตามส่วนต่างๆของร่างกาย สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ เกิดจากการแพ้อาหาร รองลงไปคือการแพ้ยา นอกจากนี้ ยังอาจเกิดจากการแพ้พิษต่อแมลงบางชนิด เช่น ผึ้ง ต่อ แตน มดคันไฟ บางคนแพ้ถุงมือยางหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทำจากยางลาเท็กซ์ และมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่หาสาเหตุไม่พบ

4.ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้อาการแพ้รุนแรงเป็นอันตรายและรักษายาก
- อายุ เช่น ทารก เนื่องจากไม่สามารถสื่อสารไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้จึงต้องอาศัยการสังเกตอาการเพียงอย่างเดียว     การวินิจฉัยจึงอาจล่าช้า หรือผู้สูงวัยมีความเสี่ยงที่จะแพ้ยาหรือแพ้พิษจากแมลงต่อยจนเกิดอันตราย
- โรคประจำตัว เช่น โรคหืดและโรคหัวใจ ส่งผลทำให้อาการรุนแรง
- ยาที่ใช้ประจำ เช่น ยาลดความดันโลหิตทำให้การรักษาการแพ้รุนแรงยากขึ้นเพราะยาต้านฤทธิ์กัน ส่วนแอลกอฮอล์และยานอนหลับทำให้ผู้ป่วยมีความสามารถในการระมัดระวังตัวลดลง อาจได้รับสารที่แพ้โดยประมาท นอกจากนี้ยังทำให้การสังเกตอาการและการขอความช่วยเหลือยากขึ้น

5. ปัจจัยใดบ้างที่ส่งเสริมให้เกิดอาการแพ้รุนแรง?
เช่น การออกกำลังกาย เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAID ทำให้มีการดูดซึมสารที่แพ้เพิ่มขึ้นและเร็วขึ้น  ส่วนการติดเชื้อ การเดินทางไกล และความเครียดล้วนมีผลต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน นำไปสู่การเกิดปฏิกิริยาการแพ้ได้

#ศูนย์โรคภูมิแพ้ #โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ #โรคภูมิแพ้ #แพ้รุนแรง #การปฐมพยาบาล #ช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน #แพ้อาหาร #แพ้ยา #หายใจไม่ออก #ลิ้นบวม #ผื่นขึ้นเต็มตัว #อาเจียน #ท้องเสีย #หน้ามืด #เป็นลม #แน่นหน้าอก #Anaphylaxis

6. วิธีการปฐมพยาบาลหรือการดูแลตนเองเบื้องต้น 
หากเกิดอาการเวียนศีรษะหรือหน้ามืดให้นอนราบลง ห้ามลุกยืนเร็วๆ ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือหรือรีบบอกคนที่อยู่รอบข้าง ถ้าหายใจไม่สะดวกให้นั่งเอนตั้งศีรษะสูง หญิงตั้งครรภ์ควรนอนตะแคงลงทางด้านซ้ายหนุนขาสูง หากมียาแก้แพ้อยู่กับตัวสามารถกินยาแก้แพ้ได้ แต่ยาแก้แพ้ชนิดรับประทานจะไม่สามารถแก้อาการแพ้รุนแรงได้ ผู้ที่มียาฉีดอะดรีนาลินหรือ Epipen สามารถฉีดยาให้กับตนเองได้ แล้วรีบไปพบแพทย์เพื่อการรักษาต่อไป ผู้ป่วยต้องระลึกไว้เสมอว่าการฉีดอะดรีนาลินหรือ Epipen ให้กับตนเองไม่ได้ทดแทนการที่ต้องไปพบแพทย์เมื่อเกิดการแพ้รุนแรงเพราะอาการอาจแย่ลงได้อีกอย่างรวดเร็วหรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่นเกิดขึ้น

7. การรักษาโดยแพทย์ในภาวะฉุกเฉินเป็นอย่างไร? 
หลังจากทำการประเมินผู้ป่วยแล้วแพทย์จะฉีดยารักษาการแพ้รุนแรง คือ อะดรีนาลิน (adrenaline) เข้ากล้ามเนื้อต้นขา และอาจต้องฉีดยาอื่นๆ เข้าทางหลอดเลือด หากมีอาการหอบเหนื่อยจะได้รับการพ่นยาขยายหลอดลม ในรายที่ความดันเลือดต่ำจำเป็นต้องให้น้ำเกลือเร็วๆ เข้าทางหลอดเลือด หากอาการยังไม่ดีขึ้นแพทย์อาจต้องฉีดอะดรีนาลินซ้ำอีกหลายครั้ง หรือให้การรักษาอื่นๆ ตาม     ความเหมาะสม ภายหลังการฉีดอะดรีนาลินผู้ป่วยอาจมีอาการปวดเกร็งบริเวณกล้ามเนื้อที่ถูกฉีดยา อาจมีอาการตัวสั่นรุนแรงทั้งตัว หรือรู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วและแรง ผู้ป่วยไม่ต้องตกใจเพราะอาการเหล่านี้เกิดจากฤทธิ์ของอะดรีนาลินและอาการเหล่านี้จะค่อยๆ หมดไป

8. เมื่อใดควรมาพบหมอภูมิแพ้?
หลังจากผ่านเหตุการณ์ฉุกเฉินเมื่อเกิดการแพ้รุนแรงไปแล้ว ผู้ป่วยอาจถูกส่งตัวมาปรึกษาต่อกับหมอภูมิแพ้เพื่อช่วยในการวิเคราะห์      หาสาเหตุของการแพ้ และหาแนวทางในการป้องกันการเกิดซ้ำ ตลอดจนวางแผนรับมือช่วยเหลือดูแลตนเองหากเกิดอาการซ้ำในครั้งถัดไป

9. แล้วคุณหมอภูมิแพ้จะมีวิธีการวินิจฉัย/รักษา/ป้องกันอย่างไร?
เมื่อมาพบหมอภูมิแพ้แล้วจะต้องทำการซักประวัติโดยละเอียด เช่น ยาหรืออาหารที่ได้รับเข้าไปก่อนเกิดอาการภายใน 2 ชั่วโมง สถานที่และกิจกรรมที่ทำก่อนเกิดอาการ เพื่อนำไปประกอบการวินิจฉัยโรค การทดสอบเพื่อหาสารก่อภูมิแพ้อาจทำได้ทั้งการทดสอบทางผิวหนังและการตรวจเลือด การทดสอบทางผิวหนังจะทำได้หลังจากมีอาการแพ้รุนแรงไปแล้วเกิน 1 เดือน และไม่ได้รับประทานยาที่กดการทดสอบทางผิวหนัง เช่น ยาแก้แพ้ การตรวจเลือดสามารถทำ    ได้ทันทีและไม่ต้องหยุดยาแก้แพ้ ในบางกรณีแพทย์อาจต้องใช้ทั้ง 2 วิธีเพื่อยืนยันการวินิจฉัย ผู้ป่วยและญาติจะได้รับเอกสารคำแนะนำเกี่ยวกับการสังเกตอาการ การตัดสินใจฉีดยาแก้แพ้ให้ตนเอง และสอนวิธีการฉีดยา ผู้ป่วยควรได้รับบัตรแพ้ยา หากเป็นการแพ้อาหารผู้ป่วยและญาติจะได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้

10. มีโอกาสเกิดอนาฟัยแลกซิสซ้ำอีกไหม?
โอกาสเกิดซ้ำมีได้ 21-43% และอย่างน้อย 1 ใน 3 จะเกิดซ้ำจากการแพ้สารเดิม

11. ผู้ป่วยและญาติจะมีแนวทางในการดูแลตนเองอย่างไร?
หากทราบว่าแพ้อาหารหรือยาชนิดใดควรหลีกเลี่ยงโดยเคร่งครัดเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ ผู้ป่วยควรได้รับบัตรแพ้ยาและต้องแจ้งต่อแพทย์หรือบุคลากรที่เกี่ยวข้องทุกครั้ง หากเป็นการแพ้อาหารผู้ป่วยและญาติควรสอบถามทางร้านอาหารหากสงสัยในส่วนผสมของอาหาร และควรอ่านฉลากบนอาหารเครื่องดื่มสำเร็จรูปและเครื่องปรุงต่างๆ ผู้ปกครองควรแจ้งกับทางโรงเรียนเพื่อการหลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้และวางแผนในการรักษาเบื้องต้นหากเกิดอาการในโรงเรียน ผู้ป่วยบางรายอาจเลือกที่จะสวมใส่สร้อยหรือสายรัดข้อมือเพื่อระบุสิ่งที่ตนเองแพ้ในกรณีที่อยู่ตามลำพังและหมดสติ

12. โรงเรียนต้องเตรียมตัวอย่างไร หากมีเด็กนักเรียนที่มีภาวะอนาฟัยแลกซิส?
ทางโรงเรียนควรมีนโยบายเกี่ยวกับการดูแลเด็กที่แพ้อาหารทั้งในแง่การป้องกันและการให้การรักษาเบื้องต้น เช่น การสื่อสารและวางแผนร่วมกันกับผู้ปกครองของเด็กที่แพ้อาหารรุนแรง มีที่จัดเก็บยาฉีดอะดรีนาลินภายในห้องพยาบาล และมีบุคลากรที่พร้อมจะฉีดยาอะดรีนาลินหรือ Epipen ให้กับเด็ก มีนโยบายการไม่แชร์อาหารในเด็กเล็กระหว่างเพื่อนด้วยกันและผู้ปกครอง การอบรมให้ครูและบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับเด็กควรมีความรู้ความเข้าใจและทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับการแพ้อาหารรุนแรง
 

สอบถามช้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คลิก!! ศูนย์โรคภูมิแพ้ ชั้น 3 โซน D


ค้นหาแพทย์

สาระสุขภาพ

ศูนย์รักษาโรคเฉพาะทาง