ยีน คืออะไร?

ร่างกายมนุษย์มีเซลล์หลายล้านล้านเซลล์ ในนิวเคลียสของแต่ละเซลล์มี DNA (Deoxyribonucleic Acid) ที่ประกอบด้วยรหัส 4 ตัวอักษร ได้แก่ A, T, C และ G ลำดับของตัวอักษรเหล่านี้คือ “รหัสพันธุกรรม”

มนุษย์มียีนประมาณ 20,000–25,000 ยีน ถูกรวมกันเป็นโครงสร้างที่เรียกว่า โครโมโซม (Chromosome) ซึ่งมนุษย์มี 23 คู่ (รวม 46 แท่ง) ได้รับครึ่งหนึ่งจากพ่อและอีกครึ่งหนึ่งจากแม่

ยีน (Gene) คือ ช่วงหนึ่งของ DNA ที่มีคำสั่งสร้างโปรตีน โดยมีกระบวนการทำงาน ดังนี้

  1. Transcription DNA ถูกถอดรหัสเป็น mRNA
  2. Translation mRNA ถูกแปลรหัสเป็นโปรตีนที่ไรโบโซม

โปรตีนเหล่านี้ควบคุมการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น

  • การแบ่งตัวของเซลล์
  • การสื่อสารระหว่างเซลล์
  • การซ่อมแซม DNA
  • การตายของเซลล์ (Apoptosis)

ดังนั้น ยีน = ตัวควบคุมพฤติกรรมของเซลล์

 

การควบคุมการแบ่งตัวของเซลล์ (Cell Cycle Control)

เซลล์ปกติไม่ได้แบ่งตัวตลอดเวลา แต่จะผ่านขั้นตอนที่เรียกว่า cell cycle ได้แก่

  • G1 (เตรียมตัว)
  • S (จำลอง DNA)
  • G2 (ตรวจสอบความถูกต้อง)
  • M (แบ่งตัว)

ในแต่ละจุดจะมี “ด่านตรวจ” (Checkpoint) ถ้า DNA เสียหาย เซลล์จะหยุด ซ่อมหรือฆ่าตัวเอง การควบคุมนี้อาศัยโปรตีนจำนวนมากที่สร้างจากยีนเฉพาะ

 

มะเร็งเกิดขึ้นได้อย่างไร (กลไกระดับยีน)

มะเร็งไม่ใช่โรคที่เกิดจากการกลายพันธุ์ครั้งเดียว แต่เกิดจาก “การสะสมการกลายพันธุ์หลายครั้ง” จนระบบควบคุมพัง โดยมี 3 กลุ่มยีนสำคัญ ดังนี้

  1. ยีนกระตุ้นการเจริญเติบโต (Oncogenes) ช่วยกระตุ้นให้เซลล์แบ่งตัวเมื่อจำเป็น หากเกิดการกลายพันธุ์ จะกลายเป็น oncogene และส่งสัญญาณแบ่งตัวตลอดเวลาแม้ไม่จำเป็น

ตัวอย่างเช่น ยีน RAS (พบการกลายพันธุ์บ่อยในมะเร็งหลายชนิด)

ลักษณะสำคัญ แค่ “สำเนาเดียว” ผิดปกติก็ทำให้เกิดปัญหาได้ (ลักษณะเด่น)

  1. ยีนยับยั้งเนื้องอก (Tumor suppressor genes)

หน้าที่ปกติ:

  • หยุด cell cycle
  • ซ่อม DNA
  • สั่ง apoptosis

ตัวอย่างสำคัญ

TP53 ซึ่งสร้างโปรตีน p53 ถ้า p53 ตรวจพบ DNA เสียหาย

  • สั่งหยุดแบ่งตัว
  • ถ้าเสียหายหนัก สั่งให้เซลล์ตาย

“มะเร็งมากกว่า 50% มีความผิดปกติของ TP53”

อีกตัวอย่างคือ

BRCA1 และ BRCA2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการซ่อม DNA แบบละเอียด

ลักษณะสำคัญ

ต้องเสียทั้ง “2 สำเนา” ถึงจะเกิดผลรุนแรง (ลักษณะด้อย)

  1. ยีนซ่อมแซม DNA (DNA repair genes)

DNA เสียหายเกิดขึ้นทุกวันจาก:

  • แสง UV
  • สารเคมี
  • อนุมูลอิสระ
  • ความผิดพลาดระหว่างการจำลอง DNA

ถ้ายีนซ่อมแซมพัง ความผิดพลาดจะสะสมเร็วขึ้น โอกาสเกิดมะเร็งก็จะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ

 

ขั้นตอนการเกิดมะเร็ง (Multistep Carcinogenesis)

  1. เซลล์เริ่มมี mutation เล็กน้อย
  2. ได้เปรียบในการแบ่งตัว
  3. สะสม mutation เพิ่ม
  4. หลบเลี่ยง apoptosis
  5. กระตุ้นสร้างเส้นเลือดใหม่ (angiogenesis)
  6. สามารถบุกรุกและแพร่กระจาย (metastasis)

นี่คือเหตุผลที่มะเร็งมักใช้เวลาหลายปีหรือหลายสิบปีกว่าจะปรากฏ

 

ความแตกต่างระหว่าง “มะเร็งทางพันธุกรรม” กับ “มะเร็งที่เกิดภายหลัง”

แบบถ่ายทอดทางพันธุกรรม (Germline mutation)

  • ตั้งแต่เกิด
  • มีในทุกเซลล์ เช่น การกลายพันธุ์ของ BRCA1
  • เพิ่ม “ความเสี่ยง” แต่ไม่ได้แปลว่าจะเป็นแน่นอน

แบบเกิดภายหลัง (Somatic mutation)

  • เกิดในเซลล์ใดเซลล์หนึ่งระหว่างชีวิต
  • ไม่ถ่ายทอดสู่ลูก
  • พบในมะเร็งส่วนใหญ่

“มากกว่า 90% ของมะเร็งเป็นแบบ somatic”

 

มะเร็งคือโรคของ “การควบคุมยีน”

  • ยีนกระตุ้นการเจริญเติบโต (Oncogenes) ทำงานได้ตลอดเวลา
  • ยีนยับยั้งเนื้องอก (Tumor suppressor genes) ไม่สามารถทำงานได้
  • ยีนซ่อมแซม DNA (DNA repair genes) เสียหาย
  • สามารถหลบภูมิคุ้มกันได้
  • สร้างเส้นเลือดเลี้ยงตัวเองได้

เมื่อทั้งหมดนี้เกิดขึ้นร่วมกัน เซลล์จะมีคุณสมบัติของ “Cancer Cell”

 

Epigenetics กับมะเร็ง (ยีนไม่กลายพันธุ์ก็ปิดได้)

Epigenetics คือการควบคุมการเปิด-ปิดยีน โดย “ไม่เปลี่ยนลำดับ DNA” กลไกหลักมี 3 อย่าง ดังนี้

  1. DNA Methylation มีการเติมหมู่เมทิล (-CH3) ไปที่ DNA ทำให้ยีนถูก “ปิด”

ปัญหาในมะเร็ง :

  • ยีนยับยั้งเนื้องอกบางตัวถูก methylation มากเกินไป เหมือนเบรกถูกปิด
  1. Histone Modification DNA พันรอบโปรตีนที่เรียกว่า Histone ถ้าปรับโครงสร้างแน่นจะอ่านยีนไม่ได้ แต่ถ้าคลายตัว จะอ่านได้ มะเร็งมักมีการจัด Chromatin ผิดปกติ
  2. microRNA (miRNA) RNA ขนาดเล็กที่ควบคุมการแปลโปรตีน ถ้า miRNA ผิดปกติ โปรตีนบางชนิดถูกผลิตมากหรือน้อยเกินไป

ประเด็นสำคัญ:

  • บางครั้ง “ยีนไม่ได้กลายพันธุ์” แต่ถูกปิดด้วย epigenetic mechanism

 

การตรวจยีนมะเร็งด้วย NGS

เทคโนโลยีหลัก คือ Next-Generation Sequencing (NGS) สามารถอ่านลำดับ DNA หลายล้านตำแหน่งพร้อมกัน ใช้ตรวจได้ ดังนี้

  • Germline mutation (พันธุกรรม)
  • Somatic mutation (ในก้อนมะเร็ง)
  • การเพิ่มจำนวนยีน (gene amplification)
  • การสลับตำแหน่งยีน (gene fusion)

ตัวอย่าง:

  • ตรวจการกลายพันธุ์ใน EGFR
  • ตรวจการหลอมรวมของ ALK

NGS ช่วยให้แพทย์เลือกยาได้แม่นยำขึ้น เรียกว่า Precision Medicine

 

Targeted Therapy ยิงเฉพาะจุด

ต่างจากเคมีบำบัดแบบเดิมที่ทำลายเซลล์แบ่งตัวเร็วทั้งหมด Targeted Therapy ออกฤทธิ์เฉพาะโมเลกุลผิดปกติ

 

Immunotherapy ปลดล็อกภูมิคุ้มกัน

มะเร็งสามารถ “หลบ” ภูมิคุ้มกันได้โดยเปิดสวิตช์เบรกของ T-cell หนึ่งในสวิตช์ นั้นคือ โปรตีนที่มาจากยีน PDCD1 ซึ่งสร้าง PD-1 ซึ่งใช้ยา Nivolumab จะไปบล็อก PD-1 ทำให้ T-cell กลับมาฆ่ามะเร็งได้

ทำไมมะเร็งดื้อยา?

มะเร็งเป็นประชากรของเซลล์หลายสายพันธุ์ (Tumor Heterogeneity)

เมื่อให้ยา

  • เซลล์ส่วนใหญ่ตาย
  • แต่บางเซลล์ที่มี mutation ใหม่รอด
  • เซลล์รอดขยายตัว กลายเป็นดื้อยา

 

มะเร็งในมุมมองวิวัฒนาการ

มะเร็ง คือ กระบวนการคัดเลือกโดยธรรมชาติในระดับเซลล์

  • เซลล์ที่โตเร็วกว่า ได้เปรียบ
  • เซลล์ที่ทนยา รอด
  • เซลล์ที่หลบภูมิได้ แพร่กระจาย

การรักษาสมัยใหม่

  • ใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน
  • ปรับตาม mutation ล่าสุด
  • ตรวจ liquid biopsy เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลง

 

สรุประบบทั้งหมดแบบโครงสร้างใหญ่

มะเร็งเกิดจาก

  1. Genetic mutation
  2. Epigenetic dysregulation
  3. สูญเสียการควบคุม cell cycle
  4. หลบ apoptosis
  5. หลบภูมิคุ้มกัน
  6. สร้างเส้นเลือดใหม่

 

Hallmarks of Cancer (10 ข้อ)

แนวคิดนี้เสนอโดย Douglas Hanahan และ Robert Weinberg อธิบายว่ามะเร็งทุกชนิดต้องมี “คุณสมบัติหลัก” ร่วมกัน

  1. Sustaining Proliferative Signaling (กระตุ้นการแบ่งตัวตลอดเวลา) ปกติเซลล์ต้องรอสัญญาณ growth factor
  • มะเร็งสามารถสร้าง growth factor ได้เอง
  • เปิด receptor ค้างไว้
  • เปิด signaling pathway ภายในเซลล์ตลอดเวลา

ตัวอย่าง pathway สำคัญ:

  • RAS–RAF–MEK–ERK
  • PI3K–AKT–mTOR
  1. Evading Growth Suppressors (หลบเบรกของเซลล์) ปกติยีนอย่าง TP53 จะหยุด cell cycle หาก DNA เสียหาย
  • มะเร็งมักกลายพันธุ์ TP53
  • ปิดยีนผ่าน epigenetics
  • ทำให้โปรตีนควบคุม checkpoint เสีย
  1. Resisting Cell Death (ไม่ยอมตาย) เซลล์ปกติที่ผิดปกติจะเข้าสู่ apoptosis มะเร็งเพิ่มโปรตีนต้านการตาย เช่น BCL-2 หรือลดโปรตีนกระตุ้น apoptosis
  2. Enabling Replicative Immortality (แบ่งตัวไม่จำกัด) เซลล์ปกติแบ่งตัวได้จำกัดเพราะ telomere สั้นลง มะเร็งจึงมักเปิดเอนไซม์ telomerase ยืด telomere แบ่งตัวได้ไม่สิ้นสุด
  3. Inducing Angiogenesis (สร้างเส้นเลือดใหม่) ก้อนมะเร็งต้องการออกซิเจนจึงหลั่ง VEGF กระตุ้นเส้นเลือดใหม่งอกเข้าไป
  4. Activating Invasion and Metastasis (บุกรุกและแพร่กระจาย) เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงการยึดเกาะเซลล์ เช่น สูญเสีย E-cadherin
  5. Avoiding Immune Destruction (หลบภูมิคุ้มกัน) มะเร็งเพิ่มโปรตีนยับยั้ง T-cell เช่น ผ่านยีน PDCD1
  6. Genome Instability (จีโนมไม่เสถียร) ระบบซ่อม DNA พัง mutation เพิ่มเร็วขึ้น
  7. Tumor-Promoting Inflammation (การอักเสบเรื้อรังช่วยมะเร็ง) เซลล์ภูมิคุ้มกันบางชนิดปล่อย cytokine กระตุ้นการเติบโตของมะเร็ง
  8. Deregulating Cellular Metabolism (เปลี่ยนระบบเผาผลาญ) มะเร็งใช้พลังงานแบบ Warburg effect แม้มีออกซิเจนก็ใช้ glycolysis เป็นหลัก สร้างวัตถุดิบสำหรับการแบ่งตัวเร็ว

 

กลไก Metastasis เชิงโมเลกุล

Metastasis คือสาเหตุการเสียชีวิตหลักของผู้ป่วยมะเร็ง กระบวนการนี้ซับซ้อนมาก แบ่งเป็นขั้นตอนดังนี้

  1. EMT (Epithelial–Mesenchymal Transition) เซลล์เยื่อบุ (epithelial) ปกติยึดติดกันแน่น

เมื่อเกิด EMT

  • สูญเสีย E-cadherin
  • เพิ่ม N-cadherin
  • เพิ่มความสามารถเคลื่อนที่

เซลล์เปลี่ยนเป็นลักษณะคล้าย mesenchymal เคลื่อนที่ได้

  1. การย่อยสลาย Extracellular Matrix มะเร็งหลั่งเอนไซม์ เช่น MMPs ย่อย basement membranทะลุออกจากก้อนหลัก
  2. Intravasation เซลล์มะเร็งเข้าสู่หลอดเลือดหรือหลอดน้ำเหลือง
  3. การรอดในกระแสเลือด ในเลือดมีแรงเฉือนสูงและภูมิคุ้มกันเซลล์มะเร็งจะจับกับเกล็ดเลือด และสร้างเกราะป้องกันตัวเอง
  4. Extravasation ออกจากหลอดเลือดที่อวัยวะปลายทาง เช่น ปอด ตับ กระดูก สมอง
  5. Colonization (ยากที่สุด) แม้ไปถึงอวัยวะใหม่ เซลล์ส่วนใหญ่ “ตาย” เฉพาะเซลล์ที่:
  • ปรับตัวเข้ากับ microenvironment ได้
  • หลบภูมิได้
  • สร้างเส้นเลือดใหม่ได้

จึงสร้างก้อนมะเร็งใหม่ได้สำเร็จ


10 ข้อสงสัยเกี่ยวกับยีน

  1. ยีน (Gene) คืออะไร?

ตอบ ยีน คือ ส่วนหนึ่งของ DNA ที่ทำหน้าที่เป็นคำสั่งในการสร้างโปรตีน ซึ่งควบคุมการทำงานต่าง ๆ ของเซลล์ เช่น การแบ่งตัว การซ่อมแซม และการตายของเซลล์

  1. DNA กับยีนต่างกันอย่างไร?

ตอบ DNA คือสารพันธุกรรมทั้งหมดในเซลล์ ส่วนยีนคือช่วงหนึ่งของ DNA ที่มีหน้าที่เฉพาะในการสร้างโปรตีน

  1. ยีนมีหน้าที่อะไร?

ตอบ ยีนทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของเซลล์ เช่น การเจริญเติบโต การสื่อสาร และการซ่อมแซมความเสียหายของ DNA

  1. มนุษย์มียีนกี่ตัว?

ตอบ มนุษย์มียีนประมาณ 20,000–25,000 ยีน อยู่ในโครโมโซม 23 คู่ (รวม 46 แท่ง)

  1. ยีนเกี่ยวข้องกับมะเร็งอย่างไร?

ตอบ ยีนควบคุมการแบ่งตัวและการตายของเซลล์ หากยีนผิดปกติ เซลล์อาจแบ่งตัวต่อเนื่องและกลายเป็นมะเร็ง

  1. มะเร็งถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ไหม?

ตอบ ได้ในบางกรณี โดยเกิดจากการกลายพันธุ์ที่ถ่ายทอดจากพ่อแม่ แต่เป็นเพียงการเพิ่มความเสี่ยง ไม่ได้ แปลว่าจะเป็นแน่นอน

  1. ความต่างระหว่างมะเร็งพันธุกรรมกับมะเร็งทั่วไปคืออะไร?

ตอบ มะเร็งพันธุกรรมเกิดจากยีนที่ถ่ายทอดมา ส่วนมะเร็งทั่วไปเกิดจากการกลายพันธุ์สะสมในชีวิตและไม่ถ่ายทอดสู่ลูก

  1. การตรวจยีนมะเร็งแบบ NGS คืออะไร ตรวจอะไรได้บ้าง?

ตอบ NGS คือเทคโนโลยีที่อ่านลำดับ DNA ได้จำนวนมากพร้อมกัน ใช้ตรวจความผิดปกติของยีนที่เกี่ยวข้องกับมะเร็ง ทั้งการกลายพันธุ์ทางพันธุกรรม การกลายพันธุ์ในก้อนมะเร็ง การเพิ่มจำนวนยีน และการเชื่อมต่อยีนผิดปกติ

  1. ทำไมมะเร็งถึงดื้อยา?

ตอบ มะเร็งมีความหลากหลายของเซลล์ เมื่อให้ยา เซลล์บางส่วนอาจรอดและพัฒนาเป็นสายพันธุ์ที่ดื้อยา

  1. เซลล์มะเร็งทุกเซลล์แพร่กระจายได้หรือไม่?

ตอบ ไม่ได้ เซลล์ส่วนใหญ่ตายระหว่างทาง มีเพียงส่วนน้อยที่รอดและสร้างก้อนใหม่ได้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์พยาธิวิทยาดิจิทัล

บทความที่เกี่ยวข้อง

 

 ร่างกายมนุษย์มีเซลล์หลายล้านล้านเซลล์ ในนิวเคลียสของแต่ละเซลล์มี DNA (Deoxyribonucleic Acid) ที่ประกอบด้วยรหัส 4 ตัวอักษร ได้แก่ A, T, C และ G ลำดับของตัวอักษรเหล่านี้คือ “รหัสพันธุกรรม”

มนุษย์มียีนประมาณ 20,000–25,000 ยีน ถูกรวมกันเป็นโครงสร้างที่เรียกว่า โครโมโซม (Chromosome) ซึ่งมนุษย์มี 23 คู่ (รวม 46 แท่ง) ได้รับครึ่งหนึ่งจากพ่อและอีกครึ่งหนึ่งจากแม่

ยีน (Gene) คือ ช่วงหนึ่งของ DNA ที่มีคำสั่งสร้างโปรตีน โดยมีกระบวนการทำงาน ดังนี้

  1. Transcription DNA ถูกถอดรหัสเป็น mRNA
  2. Translation mRNA ถูกแปลรหัสเป็นโปรตีนที่ไรโบโซม

โปรตีนเหล่านี้ควบคุมการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น

  • การแบ่งตัวของเซลล์
  • การสื่อสารระหว่างเซลล์
  • การซ่อมแซม DNA
  • การตายของเซลล์ (Apoptosis)

ดังนั้น ยีน = ตัวควบคุมพฤติกรรมของเซลล์

 

การควบคุมการแบ่งตัวของเซลล์ (Cell Cycle Control)

เซลล์ปกติไม่ได้แบ่งตัวตลอดเวลา แต่จะผ่านขั้นตอนที่เรียกว่า cell cycle ได้แก่

  • G1 (เตรียมตัว)
  • S (จำลอง DNA)
  • G2 (ตรวจสอบความถูกต้อง)
  • M (แบ่งตัว)

ในแต่ละจุดจะมี “ด่านตรวจ” (Checkpoint) ถ้า DNA เสียหาย เซลล์จะหยุด ซ่อมหรือฆ่าตัวเอง การควบคุมนี้อาศัยโปรตีนจำนวนมากที่สร้างจากยีนเฉพาะ

 

มะเร็งเกิดขึ้นได้อย่างไร (กลไกระดับยีน)

มะเร็งไม่ใช่โรคที่เกิดจากการกลายพันธุ์ครั้งเดียว แต่เกิดจาก “การสะสมการกลายพันธุ์หลายครั้ง” จนระบบควบคุมพัง โดยมี 3 กลุ่มยีนสำคัญ ดังนี้

  1. ยีนกระตุ้นการเจริญเติบโต (Oncogenes) ช่วยกระตุ้นให้เซลล์แบ่งตัวเมื่อจำเป็น หากเกิดการกลายพันธุ์ จะกลายเป็น oncogene และส่งสัญญาณแบ่งตัวตลอดเวลาแม้ไม่จำเป็น

ตัวอย่างเช่น ยีน RAS (พบการกลายพันธุ์บ่อยในมะเร็งหลายชนิด)

ลักษณะสำคัญ แค่ “สำเนาเดียว” ผิดปกติก็ทำให้เกิดปัญหาได้ (ลักษณะเด่น)

  1. ยีนยับยั้งเนื้องอก (Tumor suppressor genes)

หน้าที่ปกติ:

  • หยุด cell cycle
  • ซ่อม DNA
  • สั่ง apoptosis

ตัวอย่างสำคัญ

TP53 ซึ่งสร้างโปรตีน p53 ถ้า p53 ตรวจพบ DNA เสียหาย

  • สั่งหยุดแบ่งตัว
  • ถ้าเสียหายหนัก สั่งให้เซลล์ตาย

“มะเร็งมากกว่า 50% มีความผิดปกติของ TP53”

อีกตัวอย่างคือ

BRCA1 และ BRCA2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการซ่อม DNA แบบละเอียด

ลักษณะสำคัญ

ต้องเสียทั้ง “2 สำเนา” ถึงจะเกิดผลรุนแรง (ลักษณะด้อย)

  1. ยีนซ่อมแซม DNA (DNA repair genes)

DNA เสียหายเกิดขึ้นทุกวันจาก:

  • แสง UV
  • สารเคมี
  • อนุมูลอิสระ
  • ความผิดพลาดระหว่างการจำลอง DNA

ถ้ายีนซ่อมแซมพัง ความผิดพลาดจะสะสมเร็วขึ้น โอกาสเกิดมะเร็งก็จะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ

 

ขั้นตอนการเกิดมะเร็ง (Multistep Carcinogenesis)

  1. เซลล์เริ่มมี mutation เล็กน้อย
  2. ได้เปรียบในการแบ่งตัว
  3. สะสม mutation เพิ่ม
  4. หลบเลี่ยง apoptosis
  5. กระตุ้นสร้างเส้นเลือดใหม่ (angiogenesis)
  6. สามารถบุกรุกและแพร่กระจาย (metastasis)

นี่คือเหตุผลที่มะเร็งมักใช้เวลาหลายปีหรือหลายสิบปีกว่าจะปรากฏ

 

ความแตกต่างระหว่าง “มะเร็งทางพันธุกรรม” กับ “มะเร็งที่เกิดภายหลัง”

แบบถ่ายทอดทางพันธุกรรม (Germline mutation)

  • ตั้งแต่เกิด
  • มีในทุกเซลล์ เช่น การกลายพันธุ์ของ BRCA1
  • เพิ่ม “ความเสี่ยง” แต่ไม่ได้แปลว่าจะเป็นแน่นอน

แบบเกิดภายหลัง (Somatic mutation)

  • เกิดในเซลล์ใดเซลล์หนึ่งระหว่างชีวิต
  • ไม่ถ่ายทอดสู่ลูก
  • พบในมะเร็งส่วนใหญ่

“มากกว่า 90% ของมะเร็งเป็นแบบ somatic”

 

มะเร็งคือโรคของ “การควบคุมยีน”

  • ยีนกระตุ้นการเจริญเติบโต (Oncogenes) ทำงานได้ตลอดเวลา
  • ยีนยับยั้งเนื้องอก (Tumor suppressor genes) ไม่สามารถทำงานได้
  • ยีนซ่อมแซม DNA (DNA repair genes) เสียหาย
  • สามารถหลบภูมิคุ้มกันได้
  • สร้างเส้นเลือดเลี้ยงตัวเองได้

เมื่อทั้งหมดนี้เกิดขึ้นร่วมกัน เซลล์จะมีคุณสมบัติของ “Cancer Cell”

 

Epigenetics กับมะเร็ง (ยีนไม่กลายพันธุ์ก็ปิดได้)

Epigenetics คือการควบคุมการเปิด-ปิดยีน โดย “ไม่เปลี่ยนลำดับ DNA” กลไกหลักมี 3 อย่าง ดังนี้

  1. DNA Methylation มีการเติมหมู่เมทิล (-CH3) ไปที่ DNA ทำให้ยีนถูก “ปิด”

ปัญหาในมะเร็ง :

  • ยีนยับยั้งเนื้องอกบางตัวถูก methylation มากเกินไป เหมือนเบรกถูกปิด
  1. Histone Modification DNA พันรอบโปรตีนที่เรียกว่า Histone ถ้าปรับโครงสร้างแน่นจะอ่านยีนไม่ได้ แต่ถ้าคลายตัว จะอ่านได้ มะเร็งมักมีการจัด Chromatin ผิดปกติ
  2. microRNA (miRNA) RNA ขนาดเล็กที่ควบคุมการแปลโปรตีน ถ้า miRNA ผิดปกติ โปรตีนบางชนิดถูกผลิตมากหรือน้อยเกินไป

ประเด็นสำคัญ:

  • บางครั้ง “ยีนไม่ได้กลายพันธุ์” แต่ถูกปิดด้วย epigenetic mechanism

 

การตรวจยีนมะเร็งด้วย NGS

เทคโนโลยีหลัก คือ Next-Generation Sequencing (NGS) สามารถอ่านลำดับ DNA หลายล้านตำแหน่งพร้อมกัน ใช้ตรวจได้ ดังนี้

  • Germline mutation (พันธุกรรม)
  • Somatic mutation (ในก้อนมะเร็ง)
  • การเพิ่มจำนวนยีน (gene amplification)
  • การสลับตำแหน่งยีน (gene fusion)

ตัวอย่าง:

  • ตรวจการกลายพันธุ์ใน EGFR
  • ตรวจการหลอมรวมของ ALK

NGS ช่วยให้แพทย์เลือกยาได้แม่นยำขึ้น เรียกว่า Precision Medicine

 

Targeted Therapy ยิงเฉพาะจุด

ต่างจากเคมีบำบัดแบบเดิมที่ทำลายเซลล์แบ่งตัวเร็วทั้งหมด Targeted Therapy ออกฤทธิ์เฉพาะโมเลกุลผิดปกติ

 

Immunotherapy ปลดล็อกภูมิคุ้มกัน

มะเร็งสามารถ “หลบ” ภูมิคุ้มกันได้โดยเปิดสวิตช์เบรกของ T-cell หนึ่งในสวิตช์ นั้นคือ โปรตีนที่มาจากยีน PDCD1 ซึ่งสร้าง PD-1 ซึ่งใช้ยา Nivolumab จะไปบล็อก PD-1 ทำให้ T-cell กลับมาฆ่ามะเร็งได้

ทำไมมะเร็งดื้อยา?

มะเร็งเป็นประชากรของเซลล์หลายสายพันธุ์ (Tumor Heterogeneity)

เมื่อให้ยา

  • เซลล์ส่วนใหญ่ตาย
  • แต่บางเซลล์ที่มี mutation ใหม่รอด
  • เซลล์รอดขยายตัว กลายเป็นดื้อยา

 

มะเร็งในมุมมองวิวัฒนาการ

มะเร็ง คือ กระบวนการคัดเลือกโดยธรรมชาติในระดับเซลล์

  • เซลล์ที่โตเร็วกว่า ได้เปรียบ
  • เซลล์ที่ทนยา รอด
  • เซลล์ที่หลบภูมิได้ แพร่กระจาย

การรักษาสมัยใหม่

  • ใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน
  • ปรับตาม mutation ล่าสุด
  • ตรวจ liquid biopsy เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลง

 

สรุประบบทั้งหมดแบบโครงสร้างใหญ่

มะเร็งเกิดจาก

  1. Genetic mutation
  2. Epigenetic dysregulation
  3. สูญเสียการควบคุม cell cycle
  4. หลบ apoptosis
  5. หลบภูมิคุ้มกัน
  6. สร้างเส้นเลือดใหม่

 

Hallmarks of Cancer (10 ข้อ)

แนวคิดนี้เสนอโดย Douglas Hanahan และ Robert Weinberg อธิบายว่ามะเร็งทุกชนิดต้องมี “คุณสมบัติหลัก” ร่วมกัน

  1. Sustaining Proliferative Signaling (กระตุ้นการแบ่งตัวตลอดเวลา) ปกติเซลล์ต้องรอสัญญาณ growth factor
  • มะเร็งสามารถสร้าง growth factor ได้เอง
  • เปิด receptor ค้างไว้
  • เปิด signaling pathway ภายในเซลล์ตลอดเวลา

ตัวอย่าง pathway สำคัญ:

  • RAS–RAF–MEK–ERK
  • PI3K–AKT–mTOR
  1. Evading Growth Suppressors (หลบเบรกของเซลล์) ปกติยีนอย่าง TP53 จะหยุด cell cycle หาก DNA เสียหาย
  • มะเร็งมักกลายพันธุ์ TP53
  • ปิดยีนผ่าน epigenetics
  • ทำให้โปรตีนควบคุม checkpoint เสีย
  1. Resisting Cell Death (ไม่ยอมตาย) เซลล์ปกติที่ผิดปกติจะเข้าสู่ apoptosis มะเร็งเพิ่มโปรตีนต้านการตาย เช่น BCL-2 หรือลดโปรตีนกระตุ้น apoptosis
  2. Enabling Replicative Immortality (แบ่งตัวไม่จำกัด) เซลล์ปกติแบ่งตัวได้จำกัดเพราะ telomere สั้นลง มะเร็งจึงมักเปิดเอนไซม์ telomerase ยืด telomere แบ่งตัวได้ไม่สิ้นสุด
  3. Inducing Angiogenesis (สร้างเส้นเลือดใหม่) ก้อนมะเร็งต้องการออกซิเจนจึงหลั่ง VEGF กระตุ้นเส้นเลือดใหม่งอกเข้าไป
  4. Activating Invasion and Metastasis (บุกรุกและแพร่กระจาย) เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงการยึดเกาะเซลล์ เช่น สูญเสีย E-cadherin
  5. Avoiding Immune Destruction (หลบภูมิคุ้มกัน) มะเร็งเพิ่มโปรตีนยับยั้ง T-cell เช่น ผ่านยีน PDCD1
  6. Genome Instability (จีโนมไม่เสถียร) ระบบซ่อม DNA พัง mutation เพิ่มเร็วขึ้น
  7. Tumor-Promoting Inflammation (การอักเสบเรื้อรังช่วยมะเร็ง) เซลล์ภูมิคุ้มกันบางชนิดปล่อย cytokine กระตุ้นการเติบโตของมะเร็ง
  8. Deregulating Cellular Metabolism (เปลี่ยนระบบเผาผลาญ) มะเร็งใช้พลังงานแบบ Warburg effect แม้มีออกซิเจนก็ใช้ glycolysis เป็นหลัก สร้างวัตถุดิบสำหรับการแบ่งตัวเร็ว

 

กลไก Metastasis เชิงโมเลกุล

Metastasis คือสาเหตุการเสียชีวิตหลักของผู้ป่วยมะเร็ง กระบวนการนี้ซับซ้อนมาก แบ่งเป็นขั้นตอนดังนี้

  1. EMT (Epithelial–Mesenchymal Transition) เซลล์เยื่อบุ (epithelial) ปกติยึดติดกันแน่น

เมื่อเกิด EMT

  • สูญเสีย E-cadherin
  • เพิ่ม N-cadherin
  • เพิ่มความสามารถเคลื่อนที่

เซลล์เปลี่ยนเป็นลักษณะคล้าย mesenchymal เคลื่อนที่ได้

  1. การย่อยสลาย Extracellular Matrix มะเร็งหลั่งเอนไซม์ เช่น MMPs ย่อย basement membranทะลุออกจากก้อนหลัก
  2. Intravasation เซลล์มะเร็งเข้าสู่หลอดเลือดหรือหลอดน้ำเหลือง
  3. การรอดในกระแสเลือด ในเลือดมีแรงเฉือนสูงและภูมิคุ้มกันเซลล์มะเร็งจะจับกับเกล็ดเลือด และสร้างเกราะป้องกันตัวเอง
  4. Extravasation ออกจากหลอดเลือดที่อวัยวะปลายทาง เช่น ปอด ตับ กระดูก สมอง
  5. Colonization (ยากที่สุด) แม้ไปถึงอวัยวะใหม่ เซลล์ส่วนใหญ่ “ตาย” เฉพาะเซลล์ที่:
  • ปรับตัวเข้ากับ microenvironment ได้
  • หลบภูมิได้
  • สร้างเส้นเลือดใหม่ได้

จึงสร้างก้อนมะเร็งใหม่ได้สำเร็จ


10 ข้อสงสัยเกี่ยวกับยีน

  1. ยีน (Gene) คืออะไร?

ตอบ ยีน คือ ส่วนหนึ่งของ DNA ที่ทำหน้าที่เป็นคำสั่งในการสร้างโปรตีน ซึ่งควบคุมการทำงานต่าง ๆ ของเซลล์ เช่น การแบ่งตัว การซ่อมแซม และการตายของเซลล์

  1. DNA กับยีนต่างกันอย่างไร?

ตอบ DNA คือสารพันธุกรรมทั้งหมดในเซลล์ ส่วนยีนคือช่วงหนึ่งของ DNA ที่มีหน้าที่เฉพาะในการสร้างโปรตีน

  1. ยีนมีหน้าที่อะไร?

ตอบ ยีนทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของเซลล์ เช่น การเจริญเติบโต การสื่อสาร และการซ่อมแซมความเสียหายของ DNA

  1. มนุษย์มียีนกี่ตัว?

ตอบ มนุษย์มียีนประมาณ 20,000–25,000 ยีน อยู่ในโครโมโซม 23 คู่ (รวม 46 แท่ง)

  1. ยีนเกี่ยวข้องกับมะเร็งอย่างไร?

ตอบ ยีนควบคุมการแบ่งตัวและการตายของเซลล์ หากยีนผิดปกติ เซลล์อาจแบ่งตัวต่อเนื่องและกลายเป็นมะเร็ง

  1. มะเร็งถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ไหม?

ตอบ ได้ในบางกรณี โดยเกิดจากการกลายพันธุ์ที่ถ่ายทอดจากพ่อแม่ แต่เป็นเพียงการเพิ่มความเสี่ยง ไม่ได้ แปลว่าจะเป็นแน่นอน

  1. ความต่างระหว่างมะเร็งพันธุกรรมกับมะเร็งทั่วไปคืออะไร?

ตอบ มะเร็งพันธุกรรมเกิดจากยีนที่ถ่ายทอดมา ส่วนมะเร็งทั่วไปเกิดจากการกลายพันธุ์สะสมในชีวิตและไม่ถ่ายทอดสู่ลูก

  1. การตรวจยีนมะเร็งแบบ NGS คืออะไร ตรวจอะไรได้บ้าง?

ตอบ NGS คือเทคโนโลยีที่อ่านลำดับ DNA ได้จำนวนมากพร้อมกัน ใช้ตรวจความผิดปกติของยีนที่เกี่ยวข้องกับมะเร็ง ทั้งการกลายพันธุ์ทางพันธุกรรม การกลายพันธุ์ในก้อนมะเร็ง การเพิ่มจำนวนยีน และการเชื่อมต่อยีนผิดปกติ

  1. ทำไมมะเร็งถึงดื้อยา?

ตอบ มะเร็งมีความหลากหลายของเซลล์ เมื่อให้ยา เซลล์บางส่วนอาจรอดและพัฒนาเป็นสายพันธุ์ที่ดื้อยา

  1. เซลล์มะเร็งทุกเซลล์แพร่กระจายได้หรือไม่?

ตอบ ไม่ได้ เซลล์ส่วนใหญ่ตายระหว่างทาง มีเพียงส่วนน้อยที่รอดและสร้างก้อนใหม่ได้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์พยาธิวิทยาดิจิทัล

บทความที่เกี่ยวข้อง

 


ค้นหาแพทย์

สาระสุขภาพ

ศูนย์รักษาโรคเฉพาะทาง