โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD) อาการคล้ายโรคลำไส้แปรปรวน (IBS) แต่อันตรายกว่า

โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง หรือ IBD (Inflammatory Bowel Disease) เป็นกลุ่มโรคที่มีการอักเสบบริเวณทางเดินอาหาร พบได้ทั้งในเพศชายและหญิงในสัดส่วนใกล้เคียงกัน โดยมักเริ่มมีอาการตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเฉพาะในช่วงอายุ 15–40 ปี แต่สามารถพบได้ในทุกช่วงอายุ  

สาเหตุของโรคเกิดจากการที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปรกติคิดว่าลำไส้เป็นสิ่งแปลกปลอมจึงพยายามจะทำลาย ก่อให้เกิดการอักเสบของลำไส้ หรือเรียกว่าโรคลำไส้แพ้ภูมิตัวเองนั่นเอง อุบัติการณ์ของ IBD สูงในประเทศทางตะวันตก เช่น ยุโรป อเมริกาเหนือ ในเอเชียอุบัติการณ์มีแนวโน้มสูงขึ้นในหลายประเทศโดยเฉพาะในแถบเอเชียตะวันออกเช่น ญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทย พบว่าอัตราผู้ป่วย IBD เริ่มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เชื่อว่าเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต อาหารการกิน และสิ่งแวดล้อมที่ใกล้เคียงกับประเทศทางตะวันตกมากขึ้น โดยเฉพาะอาหารกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปต่างๆ

โรค IBD มีความรุนแรงได้หลากหลายผู้ป่วยที่เป็นระยะแรกอาจมีอาการน้อย เรามักไม่ได้เอะใจเวลามีอาการปวดท้อง ท้องเสีย และเผลอคิดว่าตัวเองแค่เป็นคนท้องเสียง่ายเกินไป เป็นแค่ลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome, IBS) หรือบางครั้งถ่ายอุจจาระมีเลือดปนคิดว่าเป็นแค่ริดสีดวงทวารหนัก แต่อย่าชะล่าใจไป เพราะแท้จริงแล้วเราอาจเข้าข่ายผู้ป่วยโรค ‘IBD’ อย่างไม่รู้ตัว ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้ให้โรคมีความรุนแรงขึ้น อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ลำไส้ตีบอุดตัน ลำไส้แตกรั่วทะลุ ต้องรักษาโดยการตัดลำไส้ออก นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็งลำไส้มากขึ้นอีกด้วย

 

โรค IBD สามารถจำแนกออกได้เป็น 2 โรค ได้แก่

  1. โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง (Ulcerative Colitis – UC) เกิดการอักเสบเฉพาะบริเวณลำไส้ใหญ่ โดยจะเริ่มมีการอักเสบจากลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (ไส้ตรง) และกระจายไปทั้งลำไส้ใหญ่ได้ โดยมีอาการที่พบบ่อย ได้แก่
    • ถ่ายเหลวหรือถ่ายมีเลือดปน โดยมักมีมูกปนเลือด โดยระยะแรกจะถ่ายเหลวปริมาณไม่มาก แต่จะมากขึ้นเมื่อโรคเป็นรุนแรงมากขึ้น
    • ถ่ายบ่อย ถ่ายไม่สุด หรือรู้สึกปวดเบ่งเวลาถ่าย (tenesmus) หรืออาจปวดบริเวณท้องน้อย
    • ผู้ป่วยบางรายมีอาการรุนแรงมาก อาจมีภาวะลำไส้ใหญ่อักเสบโป่งพอง (toxic megacolon) เกิดลำไส้ใหญ่แตกรั่วซึม ตามมาด้วยการติดเชื้อรุนแรง เป็นอันตรายถึงชีวิตได้
    • หากปล่อยให้การอักเสบเป็นเรื้อรังเป็นเวลานาน จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่
       
  2. โรคโครห์น (Crohn’s Disease – CD) เป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังที่เกิดได้ทั่วทุกส่วนของระบบทางเดินอาหาร ตั้งแต่ปากไปจนถึงทวารหนัก และการอักเสบเกิดได้ตลอดทั้งผนังความหนาของลำไส้เกิดภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ ลำไส้ตีบ ลำไส้รั่วทะลุมีทางเชื่อมไปสู่อวัยวะข้างเคียงได้ อาการของผู้ป่วยจึงมีความหลากหลาย ขึ้นกับตำแหน่งที่เกิดโรค ความรุนแรง และการเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 90 การอักเสบจะเกิดบริเวณลำไส้เล็กส่วนปลายและลำไส้ใหญ่ มีอาการที่พบบ่อยได้แก่
  • อาการจากลำไส้อักเสบได้แก่
    • ปวดท้องเรื้อรังซึ่งอาจปวดได้ทั้งกลางท้องหรือท้องน้อย 
    • ถ่ายเหลวเรื้อรังโดยอาจถ่ายเป็นน้ำ หรือบางครั้งอาจถ่ายมีเลือดปนร่วมด้วยได้ 
    • โลหิตจางจากการเลือดออกในทางเดินอาหาร ซึ่งหากการอักเสบอยู่ในส่วนลึกของลำไส้อาจไม่เห็นเลือดออกในอุจจาระ แต่จะตรวจพบว่ามีภาวะโลหิตจาง
    • ภาวะทุพลโภชนาการ ขาดสารอาหาร หากมีการอักเสบของลำไส้เล็กเป็นบริเวณกว้าง เนื่องจากลำไส้เล็กทำหน้าที่ย่อยและดูดซึมสารอาหาร
  • อาการจากภาวะแทรกซ้อนได้แก่
    • ลำไส้ตีบ จะมีอาการปวดท้องบีบเกร็ง รู้สึกเหมือนคลื่นวิ่งในท้อง บางครั้งสังเกตท้องโป่งพองขึ้น โดยอาการมักเป็นหลังทานอาหารกากใยสูง
    • ลำไส้รั่วทะลุ อาจมีอุจจาระออกมาทางผนังหน้าท้อง
    • ฝีคัณฑสูตร มีรูทะลุจากลำไส้ใหญ่ส่วนปลายออกมาผิวหนังรอบรูทวารหนัก ซึ่งผู้ป่วยบางรายจะมีอาการนี้นำมาก่อนหน้าลำไส้อักเสบ

ความเสี่ยงโรค IBD

การศึกษาในทวีปเอเชีย พบปัจจัยบางอย่างที่สัมพันธ์กับการเกิดโรค เช่น การไม่ได้เลี้ยงด้วยนมแม่แต่แรกเกิด การใช้ยาปฏิชีวนะในวัยเด็ก การสูบบุหรี่ การที่ไม่ได้มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการรับประทานอาหารแปรรูป

การตรวจวินิจฉัยโรค IBD

หากท่านมีอาการเข้าข่ายสงสัยโรค IBD แพทย์อาจทำการตรวจค้นเพิ่มเติม โดยการตรวจเลือด หรือ อุจจาระ เพื่อตรวจดูว่ามีการอักเสบที่ผิดปรกติที่เกิดขึ้นในร่างกายหรือไม่ หากพบว่ามีความผิดปรกติจะตรวจค้นเพิ่มเติมโดยการส่องกล้องทางเดินอาหารเพื่อตรวจว่ามีการอักเสบหรือบาดแผลในลำไส้หรือไม่ และทำการสะกิดชิ้นเนื้อตรวจ หรือแพทย์อาจพิจารณาตรวจส่องกล้องทางเดินอาหารตั้งแต่แรกหากมีอาการผิดปรกติชัดเจน หรือหากสงสัยภาวะแทรกซ้อนของโรคอาจทำการส่งตรวจเอ๊กซเรย์คอมพิวเตอร์

โดยโรค IBD จำเป็นต้องแยกจากโรคอื่นๆ ที่ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของลำไส้ โดยเฉพาะการติดเชื้อเรื้อรังของลำไส้ หรือแม้แต่โรคมะเร็งระบบทางเดินอาหารบางชนิด ซึ่งการวินิจฉัยจำเป็นต้องใช้ทั้ง แพทย์ระบบทางเดินอาหาร พยาธิแพทย์ รังสีแพทย์ ที่มีความเชี่ยวชาญ และการตรวจทางห้องปฏิบัติการบางอย่างที่ช่วยในการวินิจฉัยโรคให้ถูกต้อง

การรักษาผู้ป่วยโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD)

เนื่องจากโรค IBD เกิดจากการทำงานของภูมิคุ้มกันที่มากเกินไป ดังนั้นการรักษาหลักจะเป็นการให้ยาควบคุมการทำงานของภูมิคุ้มกัน โดยการรักษาผู้ป่วยแต่ละคนจะใช้ยาที่เหมาะสมกับโรคและความรุนแรงของโรคของผู้ป่วยแต่ละราย โดยยาหลักๆ ได้แก่

  • Mesalamine เป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรค ulcerative colitis ระดับความรุนแรงน้อยถึงปานกลางเป็นหลัก
  • ยากลุ่มสเตียรอยด์ เป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรคที่มีการอักเสบรุนแรงปานกลางถึงมากในระยะแรก
  • ยากลุ่มกดภูมิคุ้มกันทั่วไป ยา azathioprine เป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรคที่มีการอักเสบรุนแรงปานกลางถึงมากในระยะยาว
  • ยากลุ่มชีววัตถุ (biologics) หรือยาโมเลกุลเล็ก (small molecules) เป็นยากลุ่มที่ออกฤทธิ์กดการทำงานของภูมิคุ้มกันเฉพาะจุด ใช้ในการรักษาโรคที่มีการอักเสบรุนแรงปานกลางถึงมาก ซึ่งยาในกลุ่มนี้มีหลายชนิด เช่นยา infliximab, adalimumab, vedolizumab, ustekinumab, guselkumab, tofacitinib, upadacitinib ซึ่งยาแต่ละชนิดจะออกฤทธิ์ต่างกันไป

นอกจากนี้หากโรคมีความรุนแรงมาก หรือเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ลำไส้ตีบหรือแตกทะลุ ก็อาจต้องรักษาโดยการผ่าตัด หลังจากนั้นก็มีความจำเป็นต้องได้รับการตรวจติดตาม หรือรักษาโรคด้วยยาอย่างถูกต้องต่อไป

โรค IBD เมื่อเรื้อรังแล้วไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่หากผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง เรียนรู้ที่จะอยู่กับโรค และได้รับการเยียวยาทางสภาพจิตใจ ก็จะสามารถทำให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างคนปกติอีกครั้ง การวินิจฉัยที่แม่นยำ ทำให้ตรวจพบได้เร็วและรักษาได้ตรงจุด

 

 

บทความโดย: รศ.นพ.จุลจักร ลิ่มศรีวิไล

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ ชั้น 4 โซน A

โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง หรือ IBD (Inflammatory Bowel Disease) เป็นกลุ่มโรคที่มีการอักเสบบริเวณทางเดินอาหาร พบได้ทั้งในเพศชายและหญิงในสัดส่วนใกล้เคียงกัน โดยมักเริ่มมีอาการตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเฉพาะในช่วงอายุ 15–40 ปี แต่สามารถพบได้ในทุกช่วงอายุ  

สาเหตุของโรคเกิดจากการที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปรกติคิดว่าลำไส้เป็นสิ่งแปลกปลอมจึงพยายามจะทำลาย ก่อให้เกิดการอักเสบของลำไส้ หรือเรียกว่าโรคลำไส้แพ้ภูมิตัวเองนั่นเอง อุบัติการณ์ของ IBD สูงในประเทศทางตะวันตก เช่น ยุโรป อเมริกาเหนือ ในเอเชียอุบัติการณ์มีแนวโน้มสูงขึ้นในหลายประเทศโดยเฉพาะในแถบเอเชียตะวันออกเช่น ญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทย พบว่าอัตราผู้ป่วย IBD เริ่มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เชื่อว่าเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต อาหารการกิน และสิ่งแวดล้อมที่ใกล้เคียงกับประเทศทางตะวันตกมากขึ้น โดยเฉพาะอาหารกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปต่างๆ

โรค IBD มีความรุนแรงได้หลากหลายผู้ป่วยที่เป็นระยะแรกอาจมีอาการน้อย เรามักไม่ได้เอะใจเวลามีอาการปวดท้อง ท้องเสีย และเผลอคิดว่าตัวเองแค่เป็นคนท้องเสียง่ายเกินไป เป็นแค่ลำไส้แปรปรวน (Irritable Bowel Syndrome, IBS) หรือบางครั้งถ่ายอุจจาระมีเลือดปนคิดว่าเป็นแค่ริดสีดวงทวารหนัก แต่อย่าชะล่าใจไป เพราะแท้จริงแล้วเราอาจเข้าข่ายผู้ป่วยโรค ‘IBD’ อย่างไม่รู้ตัว ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้ให้โรคมีความรุนแรงขึ้น อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ลำไส้ตีบอุดตัน ลำไส้แตกรั่วทะลุ ต้องรักษาโดยการตัดลำไส้ออก นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็งลำไส้มากขึ้นอีกด้วย

 

โรค IBD สามารถจำแนกออกได้เป็น 2 โรค ได้แก่

  1. โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง (Ulcerative Colitis – UC) เกิดการอักเสบเฉพาะบริเวณลำไส้ใหญ่ โดยจะเริ่มมีการอักเสบจากลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย (ไส้ตรง) และกระจายไปทั้งลำไส้ใหญ่ได้ โดยมีอาการที่พบบ่อย ได้แก่
    • ถ่ายเหลวหรือถ่ายมีเลือดปน โดยมักมีมูกปนเลือด โดยระยะแรกจะถ่ายเหลวปริมาณไม่มาก แต่จะมากขึ้นเมื่อโรคเป็นรุนแรงมากขึ้น
    • ถ่ายบ่อย ถ่ายไม่สุด หรือรู้สึกปวดเบ่งเวลาถ่าย (tenesmus) หรืออาจปวดบริเวณท้องน้อย
    • ผู้ป่วยบางรายมีอาการรุนแรงมาก อาจมีภาวะลำไส้ใหญ่อักเสบโป่งพอง (toxic megacolon) เกิดลำไส้ใหญ่แตกรั่วซึม ตามมาด้วยการติดเชื้อรุนแรง เป็นอันตรายถึงชีวิตได้
    • หากปล่อยให้การอักเสบเป็นเรื้อรังเป็นเวลานาน จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่
       
  2. โรคโครห์น (Crohn’s Disease – CD) เป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังที่เกิดได้ทั่วทุกส่วนของระบบทางเดินอาหาร ตั้งแต่ปากไปจนถึงทวารหนัก และการอักเสบเกิดได้ตลอดทั้งผนังความหนาของลำไส้เกิดภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ ลำไส้ตีบ ลำไส้รั่วทะลุมีทางเชื่อมไปสู่อวัยวะข้างเคียงได้ อาการของผู้ป่วยจึงมีความหลากหลาย ขึ้นกับตำแหน่งที่เกิดโรค ความรุนแรง และการเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 90 การอักเสบจะเกิดบริเวณลำไส้เล็กส่วนปลายและลำไส้ใหญ่ มีอาการที่พบบ่อยได้แก่
  • อาการจากลำไส้อักเสบได้แก่
    • ปวดท้องเรื้อรังซึ่งอาจปวดได้ทั้งกลางท้องหรือท้องน้อย 
    • ถ่ายเหลวเรื้อรังโดยอาจถ่ายเป็นน้ำ หรือบางครั้งอาจถ่ายมีเลือดปนร่วมด้วยได้ 
    • โลหิตจางจากการเลือดออกในทางเดินอาหาร ซึ่งหากการอักเสบอยู่ในส่วนลึกของลำไส้อาจไม่เห็นเลือดออกในอุจจาระ แต่จะตรวจพบว่ามีภาวะโลหิตจาง
    • ภาวะทุพลโภชนาการ ขาดสารอาหาร หากมีการอักเสบของลำไส้เล็กเป็นบริเวณกว้าง เนื่องจากลำไส้เล็กทำหน้าที่ย่อยและดูดซึมสารอาหาร
  • อาการจากภาวะแทรกซ้อนได้แก่
    • ลำไส้ตีบ จะมีอาการปวดท้องบีบเกร็ง รู้สึกเหมือนคลื่นวิ่งในท้อง บางครั้งสังเกตท้องโป่งพองขึ้น โดยอาการมักเป็นหลังทานอาหารกากใยสูง
    • ลำไส้รั่วทะลุ อาจมีอุจจาระออกมาทางผนังหน้าท้อง
    • ฝีคัณฑสูตร มีรูทะลุจากลำไส้ใหญ่ส่วนปลายออกมาผิวหนังรอบรูทวารหนัก ซึ่งผู้ป่วยบางรายจะมีอาการนี้นำมาก่อนหน้าลำไส้อักเสบ

ความเสี่ยงโรค IBD

การศึกษาในทวีปเอเชีย พบปัจจัยบางอย่างที่สัมพันธ์กับการเกิดโรค เช่น การไม่ได้เลี้ยงด้วยนมแม่แต่แรกเกิด การใช้ยาปฏิชีวนะในวัยเด็ก การสูบบุหรี่ การที่ไม่ได้มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการรับประทานอาหารแปรรูป

การตรวจวินิจฉัยโรค IBD

หากท่านมีอาการเข้าข่ายสงสัยโรค IBD แพทย์อาจทำการตรวจค้นเพิ่มเติม โดยการตรวจเลือด หรือ อุจจาระ เพื่อตรวจดูว่ามีการอักเสบที่ผิดปรกติที่เกิดขึ้นในร่างกายหรือไม่ หากพบว่ามีความผิดปรกติจะตรวจค้นเพิ่มเติมโดยการส่องกล้องทางเดินอาหารเพื่อตรวจว่ามีการอักเสบหรือบาดแผลในลำไส้หรือไม่ และทำการสะกิดชิ้นเนื้อตรวจ หรือแพทย์อาจพิจารณาตรวจส่องกล้องทางเดินอาหารตั้งแต่แรกหากมีอาการผิดปรกติชัดเจน หรือหากสงสัยภาวะแทรกซ้อนของโรคอาจทำการส่งตรวจเอ๊กซเรย์คอมพิวเตอร์

โดยโรค IBD จำเป็นต้องแยกจากโรคอื่นๆ ที่ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของลำไส้ โดยเฉพาะการติดเชื้อเรื้อรังของลำไส้ หรือแม้แต่โรคมะเร็งระบบทางเดินอาหารบางชนิด ซึ่งการวินิจฉัยจำเป็นต้องใช้ทั้ง แพทย์ระบบทางเดินอาหาร พยาธิแพทย์ รังสีแพทย์ ที่มีความเชี่ยวชาญ และการตรวจทางห้องปฏิบัติการบางอย่างที่ช่วยในการวินิจฉัยโรคให้ถูกต้อง

การรักษาผู้ป่วยโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD)

เนื่องจากโรค IBD เกิดจากการทำงานของภูมิคุ้มกันที่มากเกินไป ดังนั้นการรักษาหลักจะเป็นการให้ยาควบคุมการทำงานของภูมิคุ้มกัน โดยการรักษาผู้ป่วยแต่ละคนจะใช้ยาที่เหมาะสมกับโรคและความรุนแรงของโรคของผู้ป่วยแต่ละราย โดยยาหลักๆ ได้แก่

  • Mesalamine เป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรค ulcerative colitis ระดับความรุนแรงน้อยถึงปานกลางเป็นหลัก
  • ยากลุ่มสเตียรอยด์ เป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรคที่มีการอักเสบรุนแรงปานกลางถึงมากในระยะแรก
  • ยากลุ่มกดภูมิคุ้มกันทั่วไป ยา azathioprine เป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรคที่มีการอักเสบรุนแรงปานกลางถึงมากในระยะยาว
  • ยากลุ่มชีววัตถุ (biologics) หรือยาโมเลกุลเล็ก (small molecules) เป็นยากลุ่มที่ออกฤทธิ์กดการทำงานของภูมิคุ้มกันเฉพาะจุด ใช้ในการรักษาโรคที่มีการอักเสบรุนแรงปานกลางถึงมาก ซึ่งยาในกลุ่มนี้มีหลายชนิด เช่นยา infliximab, adalimumab, vedolizumab, ustekinumab, guselkumab, tofacitinib, upadacitinib ซึ่งยาแต่ละชนิดจะออกฤทธิ์ต่างกันไป

นอกจากนี้หากโรคมีความรุนแรงมาก หรือเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ลำไส้ตีบหรือแตกทะลุ ก็อาจต้องรักษาโดยการผ่าตัด หลังจากนั้นก็มีความจำเป็นต้องได้รับการตรวจติดตาม หรือรักษาโรคด้วยยาอย่างถูกต้องต่อไป

โรค IBD เมื่อเรื้อรังแล้วไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่หากผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง เรียนรู้ที่จะอยู่กับโรค และได้รับการเยียวยาทางสภาพจิตใจ ก็จะสามารถทำให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างคนปกติอีกครั้ง การวินิจฉัยที่แม่นยำ ทำให้ตรวจพบได้เร็วและรักษาได้ตรงจุด

 

 

บทความโดย: รศ.นพ.จุลจักร ลิ่มศรีวิไล

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ ชั้น 4 โซน A


ค้นหาแพทย์

สาระสุขภาพ

ศูนย์รักษาโรคเฉพาะทาง