
การเตรียมตัวและขั้นตอนการรักษาภาวะสายตาผิดปกติด้วย ReLEx Pro
การเตรียมตัวก่อนทำการรักษา
1.งดใส่คอนแทคเลนส์ ก่อนวันตรวจสภาพตา สามารถใส่แว่นสายตาแทนในระหว่างที่ไม่ได้ใส่คอนแทคเลนส์
- คอนแทคเลนส์ชนิดนิ่ม (Soft Lens): งดใส่คอนแทคเลนส์อย่างน้อย 4-7 วัน ก่อนวันตรวจสภาพตา
- คอนแทคเลนส์ชนิดแข็ง (Hard Lens) หรือชนิดกึ่งแข็งกึ่งนิ่ม (Semi Hard Lens): งดใส่คอนแทคเลนส์อย่างน้อย 14 วัน ก่อนวันตรวจสภาพตา
2.การหยุดยาบางประเภท
- หยุดยารักษาสิวในกลุ่ม Isotretinoin เช่น Roaccutane, Acnotin, Isotret ก่อนวันตรวจสภาพตาและก่อนผ่าตัด อย่างน้อย 1 เดือน เนื่องจากยาชนิดนี้ส่งผลให้เยื่อบุตาแห้งกว่าปกติ รวมถึงผิวกระจกตาด้วย
- หากใช้ยารักษาโรคประจำตัวอื่นๆ ต้องแจ้งให้จักษุแพทย์ทราบในวันตรวจ เช่น ยาเบาหวาน, ยาลดความดัน, ยาลดไขมัน, ยาไทรอยด์ และยานอนหลับทุกประเภท แต่ยังคงใช้ยาได้ตามปกติ ไม่ต้องหยุดยา ก่อนวันตรวจและในวันตรวจ
ขั้นตอนการประเมินค่าสายตาและตรวจสุขภาพตาก่อนการรักษา
ก่อนเข้ารับการผ่าตัดรักษาภาวะสายตาผิดปกติด้วยวิธี ReLEx Pro จะต้องมีการตรวจประเมินสภาพสายตา โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ดังนี้
- ตรวจวัดค่าสายตาด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ (Automated Refractometer) เป็นการตรวจประเมินค่าสายตาเบื้องต้น ค่าสายตาจะได้มาจากการสะท้อนของแสงจากลูกตาสามารถคำนวณหาค่าสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง และองศาได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งมีความสะดวก รวดเร็ว
- การทดสอบการมองเห็น (Visual Acuity) จะถูกประเมินโดยการให้มองและอ่านแผ่นวัดสายตาตามเงื่อนไขที่กำหนด ตัวอักษรหรือตัวเลขบนแผ่นวัดสายตาจะมีขนาดเล็กลงไปเรื่อยๆในแต่ละบรรทัด เพื่อดูประสิทธิภาพการมองเห็นว่ายังมีความชัดเจนอยู่มากน้อยเพียงใด
- การวัดความดันลูกตา (Intraocular Pressure) เป็นการวัดระดับความดันภายในลูกตาว่าอยู่ในระดับปกติหรือไม่ อีกทั้งยังดูเรื่องของแนวโน้มการเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับดวงตาอีกด้วย
- การตรวจและวัดค่าสายตา (Manifest Refraction) การตรวจและวัดค่าสายตาโดยละเอียด เพื่อให้ได้ค่าสายตาทีคมชัดที่สุด
- การตรวจสุขภาพตาโดยจักษุแพทย์ (Slit-lamp Examination) เป็นการตรวจสภาพตาว่าเหมาะสมกับการแก้ไขภาวะสายตาผิดปกติหรือไม่ หรือมีภาวะแทรกซ้อนที่ต้องรักษาเพื่อให้ดวงตากลับสู่สภาพปกติให้เหมาะสมก่อนการผ่าตัด เช่นตาแดง เยื่อบุตาอักเสบจากการใส่คอนแทคเลนส์
- การถ่ายภาพพื้นผิวกระจกตาและวัดความหนาของกระจกตา (Corneal Topography And Pachymetry) คือ การถ่ายภาพเพื่อนำไปคำนวณและแปลผลข้อมูลมาใช้ในการรักษาของแต่ละบุคคล ซึ่งสามารถดูได้ทั้งในเรื่องของ รูปร่างกระจกตา ภาวะสายตาเอียง และระดับความหนาหรือความบางของกระจกตา
- การหยอดยาขยายม่านตาและวัดสายตา (Cycloplegic Refraction) การหยอดยาขยายม่านตา จะช่วยให้รูม่านตากว้างขึ้น เพื่อตรวจภายในลูกตาได้ละเอียด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแก้วตา น้ำวุ้นตา หรือจอตา เป็นต้น และวัดค่าสายตาได้แม่นยำยิ่งขึ้น เนื่องจากยาจะช่วยลดการเพ่งของตา ที่ในบางรายอาจเพ่งในการตรวจโดยไม่รู้ตัว
- การตรวจสภาพจอประสาทตาอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์ (Fundus Examination) หลังจากที่มีการหยอดยาขยายม่านตา จักษุแพทย์จะทำการตรวจจอประสาทตา เส้นประสาทตา จุดรับภาพ ความหนาของชั้นจอประสาทตา และความผิดปกติอื่นๆที่อาจเกิดขึ้นอย่างละเอียด เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และสรุปแนวทางการรักษาต่อไป
การตรวจและสรุปผลวิเคราะห์สภาพตา
- กรณีสุขภาพตามีความสมบูรณ์สามารถเข้ารับการรักษาด้วย ReLEx Pro ได้
- กรณีไม่สามารถรักษาด้วย ReLEx Pro ได้ เนื่องจากสุขภาพตาไม่เหมาะสมหรือเหตุผลอื่นๆ ซึ่งทางจักษุแพทย์จะเป็นผู้ให้คำแนะนำทางเลือกในการรักษาที่เหมาะสมอื่นๆ เช่น วิธี PRK , LASIK ,การผ่าตัดใส่เลนส์เสริม (ICL) เป็นต้น
- กรณีสามารถรักษาด้วยวิธี ReLEx Pro ได้ แต่มีภาวะที่ต้องรักษา เช่นตาแดง เยื่อบุตาอักเสบจากการใส่คอนแทคเลนส์ เพื่อให้ดวงตากลับสู่สภาพปกติก่อนเข้ารับการรักษาด้วย ReLEx Pro เป็นต้น
ชมคลิปเพิ่มเติม
ข้อมูลจาก : พญ. บัณฑิตา เลิศสุวรรณโรจน์
สอบถามข้อมูลได้ที่ ศูนย์เลเซอร์แก้ไขสายตา “The SiGHT by SiPH” ศูนย์ตา ชั้น 4 โซน A
การเตรียมตัวก่อนทำการรักษา
1.งดใส่คอนแทคเลนส์ ก่อนวันตรวจสภาพตา สามารถใส่แว่นสายตาแทนในระหว่างที่ไม่ได้ใส่คอนแทคเลนส์
- คอนแทคเลนส์ชนิดนิ่ม (Soft Lens): งดใส่คอนแทคเลนส์อย่างน้อย 4-7 วัน ก่อนวันตรวจสภาพตา
- คอนแทคเลนส์ชนิดแข็ง (Hard Lens) หรือชนิดกึ่งแข็งกึ่งนิ่ม (Semi Hard Lens): งดใส่คอนแทคเลนส์อย่างน้อย 14 วัน ก่อนวันตรวจสภาพตา
2.การหยุดยาบางประเภท
- หยุดยารักษาสิวในกลุ่ม Isotretinoin เช่น Roaccutane, Acnotin, Isotret ก่อนวันตรวจสภาพตาและก่อนผ่าตัด อย่างน้อย 1 เดือน เนื่องจากยาชนิดนี้ส่งผลให้เยื่อบุตาแห้งกว่าปกติ รวมถึงผิวกระจกตาด้วย
- หากใช้ยารักษาโรคประจำตัวอื่นๆ ต้องแจ้งให้จักษุแพทย์ทราบในวันตรวจ เช่น ยาเบาหวาน, ยาลดความดัน, ยาลดไขมัน, ยาไทรอยด์ และยานอนหลับทุกประเภท แต่ยังคงใช้ยาได้ตามปกติ ไม่ต้องหยุดยา ก่อนวันตรวจและในวันตรวจ
ขั้นตอนการประเมินค่าสายตาและตรวจสุขภาพตาก่อนการรักษา
ก่อนเข้ารับการผ่าตัดรักษาภาวะสายตาผิดปกติด้วยวิธี ReLEx Pro จะต้องมีการตรวจประเมินสภาพสายตา โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ดังนี้
- ตรวจวัดค่าสายตาด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ (Automated Refractometer) เป็นการตรวจประเมินค่าสายตาเบื้องต้น ค่าสายตาจะได้มาจากการสะท้อนของแสงจากลูกตาสามารถคำนวณหาค่าสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง และองศาได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งมีความสะดวก รวดเร็ว
- การทดสอบการมองเห็น (Visual Acuity) จะถูกประเมินโดยการให้มองและอ่านแผ่นวัดสายตาตามเงื่อนไขที่กำหนด ตัวอักษรหรือตัวเลขบนแผ่นวัดสายตาจะมีขนาดเล็กลงไปเรื่อยๆในแต่ละบรรทัด เพื่อดูประสิทธิภาพการมองเห็นว่ายังมีความชัดเจนอยู่มากน้อยเพียงใด
- การวัดความดันลูกตา (Intraocular Pressure) เป็นการวัดระดับความดันภายในลูกตาว่าอยู่ในระดับปกติหรือไม่ อีกทั้งยังดูเรื่องของแนวโน้มการเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับดวงตาอีกด้วย
- การตรวจและวัดค่าสายตา (Manifest Refraction) การตรวจและวัดค่าสายตาโดยละเอียด เพื่อให้ได้ค่าสายตาทีคมชัดที่สุด
- การตรวจสุขภาพตาโดยจักษุแพทย์ (Slit-lamp Examination) เป็นการตรวจสภาพตาว่าเหมาะสมกับการแก้ไขภาวะสายตาผิดปกติหรือไม่ หรือมีภาวะแทรกซ้อนที่ต้องรักษาเพื่อให้ดวงตากลับสู่สภาพปกติให้เหมาะสมก่อนการผ่าตัด เช่นตาแดง เยื่อบุตาอักเสบจากการใส่คอนแทคเลนส์
- การถ่ายภาพพื้นผิวกระจกตาและวัดความหนาของกระจกตา (Corneal Topography And Pachymetry) คือ การถ่ายภาพเพื่อนำไปคำนวณและแปลผลข้อมูลมาใช้ในการรักษาของแต่ละบุคคล ซึ่งสามารถดูได้ทั้งในเรื่องของ รูปร่างกระจกตา ภาวะสายตาเอียง และระดับความหนาหรือความบางของกระจกตา
- การหยอดยาขยายม่านตาและวัดสายตา (Cycloplegic Refraction) การหยอดยาขยายม่านตา จะช่วยให้รูม่านตากว้างขึ้น เพื่อตรวจภายในลูกตาได้ละเอียด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแก้วตา น้ำวุ้นตา หรือจอตา เป็นต้น และวัดค่าสายตาได้แม่นยำยิ่งขึ้น เนื่องจากยาจะช่วยลดการเพ่งของตา ที่ในบางรายอาจเพ่งในการตรวจโดยไม่รู้ตัว
- การตรวจสภาพจอประสาทตาอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์ (Fundus Examination) หลังจากที่มีการหยอดยาขยายม่านตา จักษุแพทย์จะทำการตรวจจอประสาทตา เส้นประสาทตา จุดรับภาพ ความหนาของชั้นจอประสาทตา และความผิดปกติอื่นๆที่อาจเกิดขึ้นอย่างละเอียด เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และสรุปแนวทางการรักษาต่อไป
การตรวจและสรุปผลวิเคราะห์สภาพตา
- กรณีสุขภาพตามีความสมบูรณ์สามารถเข้ารับการรักษาด้วย ReLEx Pro ได้
- กรณีไม่สามารถรักษาด้วย ReLEx Pro ได้ เนื่องจากสุขภาพตาไม่เหมาะสมหรือเหตุผลอื่นๆ ซึ่งทางจักษุแพทย์จะเป็นผู้ให้คำแนะนำทางเลือกในการรักษาที่เหมาะสมอื่นๆ เช่น วิธี PRK , LASIK ,การผ่าตัดใส่เลนส์เสริม (ICL) เป็นต้น
- กรณีสามารถรักษาด้วยวิธี ReLEx Pro ได้ แต่มีภาวะที่ต้องรักษา เช่นตาแดง เยื่อบุตาอักเสบจากการใส่คอนแทคเลนส์ เพื่อให้ดวงตากลับสู่สภาพปกติก่อนเข้ารับการรักษาด้วย ReLEx Pro เป็นต้น
ชมคลิปเพิ่มเติม
ข้อมูลจาก : พญ. บัณฑิตา เลิศสุวรรณโรจน์
สอบถามข้อมูลได้ที่ ศูนย์เลเซอร์แก้ไขสายตา “The SiGHT by SiPH” ศูนย์ตา ชั้น 4 โซน A