ไวรัส RSV คืออะไร? อาการ วิธีรักษา และวิธีป้องกันในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ
ไวรัส RSV มักทำให้เกิดโรคหลอดลมฝอยอักเสบในเด็กเล็กที่มีอายุน้อยกว่า 5 ปี และแพร่ระบาดได้รวดเร็วทำให้เด็กป่วยพร้อมกันเป็นจำนวนมาก โรคนี้มักมีความรุนแรงกว่าไข้หวัดทั่วไป ทำให้เด็กมีอาการหอบเหนื่อยหรือมีภาวะปอดอักเสบร่วมด้วยมักพบในฤดูฝนและฤดูหนาว
ไวรัส RSV คืออะไร? และใครคือกลุ่มเสี่ยง?
ไวรัส RSV เป็นไวรัสชนิดที่มีเปลือกหุ้ม มีชื่อเต็มว่า Respiratory syncytial virus เป็นการติดเชื้อทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง สาเหตุมาจากไข้หวัด หลอดลมอักเสบ ซึ่งพบได้บ่อยในเด็ก ส่วนมากอาการไม่รุนแรง มักหายป่วยภายใน 1 – 2 สัปดาห์ แต่อาจจะพบว่ามีอาการรุนแรงได้ในเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี เด็กคลอดก่อนกำหนด เด็กที่เป็นโรคหัวใจ หรือโรคปอดร่วมด้วย นอกจากนี้การติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีในผู้สูงอายุ อาจทำให้เกิดอาการรุนแรงเช่นเดียวกับเด็กเล็กได้
อาการไวรัส RSV สังเกตอย่างไร?
ผู้ป่วยมักจะมีอาการ 4 - 6 วันหลังได้รับเชื้อ อาการโดยทั่วไปอาจเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา แต่อาการจำเพาะของเชื้อนี้ที่มักพบในเด็กเล็กคือ หลอดลมฝอยอักเสบ ซึ่งจะทำให้เด็กมีอาการคล้ายหอบหืด อาการที่พบมีดังนี้
- มีไข้ ไอ จาม และน้ำมูก
- รับประทานอาหารได้น้อยลง
- หายใจหอบเหนื่อย อกบุ๋ม ได้ยินเสียงปอดผิดปกติ เสียงหายใจดังวี้ด
- อาจจะพบอาการร้องกวน ซึมลง ในเด็กทารก
การแพร่กระจายและวิธีติดเชื้อ RSV
ไวรัสอาร์เอสวีติดต่อจากการไอจาม โดยการสัมผัสน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย เชื้อไวรัสอาร์เอสวีเข้าผ่านทางจมูก ปาก และเยื่อบุตาทำให้เกิดโรค นอกจากนี้ยังสามารถได้รับเชื้อจากการสัมผัสสิ่งของ เช่น ของเล่น ภาชนะ เฟอร์นิเจอร์ที่เปื้อนน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย โดยเชื้อไวรัสอาร์เอสวีสามารถอาศัยอยู่บนพื้นผิวของสิ่งของได้นานเป็นวันถ้าไม่มีการทำความสะอาด และบนมือได้นานอย่างน้อย 30 นาที
ผู้ที่ติดเชื้อไวรัส RSV สามารถแพร่กระจายเชื้อได้นาน 3 - 8 วัน เด็กทั่วไปสามารถรับเชื้อได้จากนอกบ้าน เช่น โรงเรียน ศูนย์เลี้ยงเด็ก และยังสามารถแพร่เชื้อต่อให้กับบุคคลอื่นในบ้านได้ ผู้ที่เลี้ยงดูเด็กจำนวนมาก สามารถส่งผ่านเชื้อได้หากไม่ล้างมือหลังสัมผัสน้ำมูก น้ำลายของเด็กที่ติดเชื้อ เด็กที่ใช้ของเล่นร่วมกัน หรือเล่นในพื้นที่เดียวกัน อาจส่งต่อเชื้อไปให้เด็กอื่นที่เลี้ยงร่วมกัน หรือร่วมชั้นเรียน รวมถึงผู้สูงอายุในบ้านได้
วิธีสังเกตอาการว่าติดเชื้อไวรัส RSV
เนื่องจากอาการของโรคจากเชื้อไวรัส RSV อาจแยกไม่ได้จากไวรัสระบบทางเดินหายใจตัวอื่นๆ แต่มักรุนแรงกว่า แพทย์จะสงสัยโรคนี้ในเด็กเล็กที่มีอาการหลอดลมฝอยอักเสบ โดยเฉพาะในช่วงฤดูที่มีการระบาด แต่การวินิจฉัยให้รู้แน่ต้องใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติการ การตรวจเพื่อให้รู้เชื้อไม่มีความจำเป็นในผู้ที่อาการไม่หนัก เพราะการรักษาไม่แตกต่างจากไวรัสระบบทางเดินหายใจตัวอื่น ๆ แพทย์มักจะตรวจหาเชื้อโดยการป้ายโพรงจมูกไปตรวจในกรณีที่มีอาการหนัก นอกจากนี้อาจจะต้องมีการเอกซเรย์ปอด หากสงสัยว่าการติดเชื้อนั้นลุกลามจนเกิดภาวะปอดอักเสบ
วิธีรักษาไวรัส RSV
ในขณะนี้ยังไม่มีการรักษาสำหรับการติดไวรัส RSV จะเน้นการรักษาตามอาการ เช่น การทานยาลดไข้ ยาแก้ไอละลายเสมหะ การดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อป้องกันภาวะการขาดน้ำและรักษาร่างกายให้อบอุ่น ผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรงไม่จำเป็นต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล สามารถทานยาและพักผ่อนที่บ้านได้
ผู้ป่วยเด็กเล็ก ผู้ที่มีโรคอื่นๆร่วม และผู้สูงอายุจัดว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจจะมีอาการรุนแรงได้ มักจะมีอาการไข้สูง ซึมลง มีภาวะหายใจหอบเหนื่อยหรือภาวะการขาดน้ำ แนะนำให้พามาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล การรักษาในโรงพยาบาลจะเน้นรักษาตามอาการ เช่น มีการให้ออกซิเจนในรายที่มีอาการหอบเหนื่อย การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำในรายที่มีภาวะการขาดน้ำและอาจมีการพ่นยาขยายหลอดลม เป็นต้น
5 วิธีป้องกันไวรัส RSV สำหรับครอบครัว
เราสามารถป้องกัน การติดเชื้อไวรัส RSV ได้ดังนี้
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการป่วย
- ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด ควรสอนให้เด็กๆล้างมืออย่างถูกต้อง และรักษาสุขอนามัย
- หลีกเลี่ยงการไปสถานที่ที่แออัด ไม่ควรพาเด็กไปเล่นในที่ ๆ มีเด็กเล่นอยู่ด้วยกันจำนวนมาก
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสควันบุหรี่ เนื่องจากอาจทำให้เกิดอาการรุนแรงในขณะที่มีการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีได้
- ผู้ป่วยควรงดการออกนอกบ้านช่วงที่ไม่สบายเพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อไปยังผู้อื่น และควรปิดปากปิดจมูกเวลาไอจาม
ขอบคุณข้อมูลจาก พญ.กรณษา จันทร์แก้ว
Q&A เกี่ยวกับไวรัส RSV
1. ไวรัส RSV คืออะไร?
ตอบ: ไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus) คือเชื้อไวรัสชนิดมีเปลือกหุ้มที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง เป็นสาเหตุหลักของโรคไข้หวัด หลอดลมอักเสบ และโรคหลอดลมฝอยอักเสบในเด็กเล็ก
2. ไวรัส RSV มักระบาดในช่วงไหน และพบมากในกลุ่มใด?
ตอบ: มักระบาดหนักในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว โดยพบมากในเด็กเล็กที่มีอายุน้อยกว่า 5 ปี และสามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วในสถานที่ที่มีเด็กอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก เช่น โรงเรียน หรือศูนย์เลี้ยงเด็ก
3. ใครบ้างที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจมีอาการรุนแรงเมื่อติดเชื้อ RSV?
ตอบ: กลุ่มเสี่ยงที่อาจมีอาการรุนแรง ได้แก่ เด็กเล็ก (โดยเฉพาะอายุน้อยกว่า 1 ปี), เด็กคลอดก่อนกำหนด, ผู้ที่มีโรคประจำตัวร่วมด้วย เช่น โรคหัวใจ หรือโรคปอด และผู้สูงอายุ
4. อาการทั่วไปของการติดเชื้อไวรัส RSV มีอะไรบ้าง?
ตอบ: หลังจากได้รับเชื้อประมาณ 4 - 6 วัน ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา ได้แก่ มีไข้, ไอ, จาม, มีน้ำมูก และรับประทานอาหารได้น้อยลง
5. อาการรุนแรงของ RSV ในเด็กเล็กที่ผู้ปกครองต้องสังเกตมีอะไรบ้าง?
ตอบ: อาการจำเพาะที่บ่งบอกถึงภาวะหลอดลมฝอยอักเสบหรือปอดอักเสบ คือ หายใจหอบเหนื่อย, อกบุ๋ม, มีเสียงหายใจดังวี้ด, ได้ยินเสียงปอดผิดปกติ รวมถึงมีอาการร้องกวน หรือซึมลงในเด็กทารก
6. ไวรัส RSV แพร่กระจายและติดต่อกันได้อย่างไร?
ตอบ: ติดต่อผ่านการไอจาม สัมผัสน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยเข้าทางจมูก ปาก และเยื่อบุตา รวมถึงการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น ของเล่น หรือเฟอร์นิเจอร์
7. เชื้อไวรัส RSV สามารถอยู่บนพื้นผิวและบนมือได้นานแค่ไหน?
ตอบ: หากไม่มีการทำความสะอาด เชื้อไวรัส RSV สามารถอาศัยอยู่บนพื้นผิวของสิ่งของต่าง ๆ ได้นานเป็นวัน และสามารถอยู่บนมือมนุษย์ได้นานอย่างน้อย 30 นาที
8. แพทย์มีวิธีวินิจฉัยโรคติดเชื้อไวรัส RSV อย่างไร?
ตอบ: ในรายที่อาการไม่หนักแพทย์จะรักษาตามอาการโดยไม่จำเป็นต้องตรวจเช็กเชื้อ แต่หากมีอาการหนัก แพทย์จะวินิจฉัยโดยการป้ายโพรงจมูกไปตรวจในห้องปฏิบัติการ และอาจมีการเอกซเรย์ปอดเพิ่มเติมหากสงสัยว่ามีภาวะปอดอักเสบร่วมด้วย
9. วิธีรักษาไวรัส RSV ทำอย่างไร มียารักษาเฉพาะเจาะจงหรือไม่?
ตอบ: ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาเฉพาะเจาะจงสำหรับไวรัส RSV แพทย์จะเน้นรักษาตามอาการ เช่น ทานยาลดไข้ ยาแก้ไอละลายเสมหะ และดื่มน้ำให้เพียงพอ แต่ถ้ามีอาการรุนแรง (เช่น หอบเหนื่อย หรือขาดน้ำ) ต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อให้ออกซิเจน พ่นยาขยายหลอดลม หรือให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ
10. จะป้องกันเด็ก ๆ และครอบครัวให้ปลอดภัยจากไวรัส RSV ได้อย่างไร?
ตอบ: ป้องกันได้โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย, ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด, หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปสถานที่แออัด, หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ และหากผู้ป่วยมีอาการไม่สบายควรงดออกนอกบ้านพร้อมปิดปากปิดจมูกเวลาไอจาม
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์เด็ก ชั้น 3 โซน E
บทความที่เกี่ยวข้อง
ไวรัส RSV มักทำให้เกิดโรคหลอดลมฝอยอักเสบในเด็กเล็กที่มีอายุน้อยกว่า 5 ปี และแพร่ระบาดได้รวดเร็วทำให้เด็กป่วยพร้อมกันเป็นจำนวนมาก โรคนี้มักมีความรุนแรงกว่าไข้หวัดทั่วไป ทำให้เด็กมีอาการหอบเหนื่อยหรือมีภาวะปอดอักเสบร่วมด้วยมักพบในฤดูฝนและฤดูหนาว
ไวรัส RSV คืออะไร? และใครคือกลุ่มเสี่ยง?
ไวรัส RSV เป็นไวรัสชนิดที่มีเปลือกหุ้ม มีชื่อเต็มว่า Respiratory syncytial virus เป็นการติดเชื้อทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง สาเหตุมาจากไข้หวัด หลอดลมอักเสบ ซึ่งพบได้บ่อยในเด็ก ส่วนมากอาการไม่รุนแรง มักหายป่วยภายใน 1 – 2 สัปดาห์ แต่อาจจะพบว่ามีอาการรุนแรงได้ในเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี เด็กคลอดก่อนกำหนด เด็กที่เป็นโรคหัวใจ หรือโรคปอดร่วมด้วย นอกจากนี้การติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีในผู้สูงอายุ อาจทำให้เกิดอาการรุนแรงเช่นเดียวกับเด็กเล็กได้
อาการไวรัส RSV สังเกตอย่างไร?
ผู้ป่วยมักจะมีอาการ 4 - 6 วันหลังได้รับเชื้อ อาการโดยทั่วไปอาจเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา แต่อาการจำเพาะของเชื้อนี้ที่มักพบในเด็กเล็กคือ หลอดลมฝอยอักเสบ ซึ่งจะทำให้เด็กมีอาการคล้ายหอบหืด อาการที่พบมีดังนี้
- มีไข้ ไอ จาม และน้ำมูก
- รับประทานอาหารได้น้อยลง
- หายใจหอบเหนื่อย อกบุ๋ม ได้ยินเสียงปอดผิดปกติ เสียงหายใจดังวี้ด
- อาจจะพบอาการร้องกวน ซึมลง ในเด็กทารก
การแพร่กระจายและวิธีติดเชื้อ RSV
ไวรัสอาร์เอสวีติดต่อจากการไอจาม โดยการสัมผัสน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย เชื้อไวรัสอาร์เอสวีเข้าผ่านทางจมูก ปาก และเยื่อบุตาทำให้เกิดโรค นอกจากนี้ยังสามารถได้รับเชื้อจากการสัมผัสสิ่งของ เช่น ของเล่น ภาชนะ เฟอร์นิเจอร์ที่เปื้อนน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย โดยเชื้อไวรัสอาร์เอสวีสามารถอาศัยอยู่บนพื้นผิวของสิ่งของได้นานเป็นวันถ้าไม่มีการทำความสะอาด และบนมือได้นานอย่างน้อย 30 นาที
ผู้ที่ติดเชื้อไวรัส RSV สามารถแพร่กระจายเชื้อได้นาน 3 - 8 วัน เด็กทั่วไปสามารถรับเชื้อได้จากนอกบ้าน เช่น โรงเรียน ศูนย์เลี้ยงเด็ก และยังสามารถแพร่เชื้อต่อให้กับบุคคลอื่นในบ้านได้ ผู้ที่เลี้ยงดูเด็กจำนวนมาก สามารถส่งผ่านเชื้อได้หากไม่ล้างมือหลังสัมผัสน้ำมูก น้ำลายของเด็กที่ติดเชื้อ เด็กที่ใช้ของเล่นร่วมกัน หรือเล่นในพื้นที่เดียวกัน อาจส่งต่อเชื้อไปให้เด็กอื่นที่เลี้ยงร่วมกัน หรือร่วมชั้นเรียน รวมถึงผู้สูงอายุในบ้านได้
วิธีสังเกตอาการว่าติดเชื้อไวรัส RSV
เนื่องจากอาการของโรคจากเชื้อไวรัส RSV อาจแยกไม่ได้จากไวรัสระบบทางเดินหายใจตัวอื่นๆ แต่มักรุนแรงกว่า แพทย์จะสงสัยโรคนี้ในเด็กเล็กที่มีอาการหลอดลมฝอยอักเสบ โดยเฉพาะในช่วงฤดูที่มีการระบาด แต่การวินิจฉัยให้รู้แน่ต้องใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติการ การตรวจเพื่อให้รู้เชื้อไม่มีความจำเป็นในผู้ที่อาการไม่หนัก เพราะการรักษาไม่แตกต่างจากไวรัสระบบทางเดินหายใจตัวอื่น ๆ แพทย์มักจะตรวจหาเชื้อโดยการป้ายโพรงจมูกไปตรวจในกรณีที่มีอาการหนัก นอกจากนี้อาจจะต้องมีการเอกซเรย์ปอด หากสงสัยว่าการติดเชื้อนั้นลุกลามจนเกิดภาวะปอดอักเสบ
วิธีรักษาไวรัส RSV
ในขณะนี้ยังไม่มีการรักษาสำหรับการติดไวรัส RSV จะเน้นการรักษาตามอาการ เช่น การทานยาลดไข้ ยาแก้ไอละลายเสมหะ การดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อป้องกันภาวะการขาดน้ำและรักษาร่างกายให้อบอุ่น ผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรงไม่จำเป็นต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล สามารถทานยาและพักผ่อนที่บ้านได้
ผู้ป่วยเด็กเล็ก ผู้ที่มีโรคอื่นๆร่วม และผู้สูงอายุจัดว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจจะมีอาการรุนแรงได้ มักจะมีอาการไข้สูง ซึมลง มีภาวะหายใจหอบเหนื่อยหรือภาวะการขาดน้ำ แนะนำให้พามาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล การรักษาในโรงพยาบาลจะเน้นรักษาตามอาการ เช่น มีการให้ออกซิเจนในรายที่มีอาการหอบเหนื่อย การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำในรายที่มีภาวะการขาดน้ำและอาจมีการพ่นยาขยายหลอดลม เป็นต้น
5 วิธีป้องกันไวรัส RSV สำหรับครอบครัว
เราสามารถป้องกัน การติดเชื้อไวรัส RSV ได้ดังนี้
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการป่วย
- ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด ควรสอนให้เด็กๆล้างมืออย่างถูกต้อง และรักษาสุขอนามัย
- หลีกเลี่ยงการไปสถานที่ที่แออัด ไม่ควรพาเด็กไปเล่นในที่ ๆ มีเด็กเล่นอยู่ด้วยกันจำนวนมาก
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสควันบุหรี่ เนื่องจากอาจทำให้เกิดอาการรุนแรงในขณะที่มีการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีได้
- ผู้ป่วยควรงดการออกนอกบ้านช่วงที่ไม่สบายเพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อไปยังผู้อื่น และควรปิดปากปิดจมูกเวลาไอจาม
ขอบคุณข้อมูลจาก พญ.กรณษา จันทร์แก้ว
Q&A เกี่ยวกับไวรัส RSV
1. ไวรัส RSV คืออะไร?
ตอบ: ไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus) คือเชื้อไวรัสชนิดมีเปลือกหุ้มที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง เป็นสาเหตุหลักของโรคไข้หวัด หลอดลมอักเสบ และโรคหลอดลมฝอยอักเสบในเด็กเล็ก
2. ไวรัส RSV มักระบาดในช่วงไหน และพบมากในกลุ่มใด?
ตอบ: มักระบาดหนักในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว โดยพบมากในเด็กเล็กที่มีอายุน้อยกว่า 5 ปี และสามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วในสถานที่ที่มีเด็กอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก เช่น โรงเรียน หรือศูนย์เลี้ยงเด็ก
3. ใครบ้างที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจมีอาการรุนแรงเมื่อติดเชื้อ RSV?
ตอบ: กลุ่มเสี่ยงที่อาจมีอาการรุนแรง ได้แก่ เด็กเล็ก (โดยเฉพาะอายุน้อยกว่า 1 ปี), เด็กคลอดก่อนกำหนด, ผู้ที่มีโรคประจำตัวร่วมด้วย เช่น โรคหัวใจ หรือโรคปอด และผู้สูงอายุ
4. อาการทั่วไปของการติดเชื้อไวรัส RSV มีอะไรบ้าง?
ตอบ: หลังจากได้รับเชื้อประมาณ 4 - 6 วัน ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา ได้แก่ มีไข้, ไอ, จาม, มีน้ำมูก และรับประทานอาหารได้น้อยลง
5. อาการรุนแรงของ RSV ในเด็กเล็กที่ผู้ปกครองต้องสังเกตมีอะไรบ้าง?
ตอบ: อาการจำเพาะที่บ่งบอกถึงภาวะหลอดลมฝอยอักเสบหรือปอดอักเสบ คือ หายใจหอบเหนื่อย, อกบุ๋ม, มีเสียงหายใจดังวี้ด, ได้ยินเสียงปอดผิดปกติ รวมถึงมีอาการร้องกวน หรือซึมลงในเด็กทารก
6. ไวรัส RSV แพร่กระจายและติดต่อกันได้อย่างไร?
ตอบ: ติดต่อผ่านการไอจาม สัมผัสน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยเข้าทางจมูก ปาก และเยื่อบุตา รวมถึงการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น ของเล่น หรือเฟอร์นิเจอร์
7. เชื้อไวรัส RSV สามารถอยู่บนพื้นผิวและบนมือได้นานแค่ไหน?
ตอบ: หากไม่มีการทำความสะอาด เชื้อไวรัส RSV สามารถอาศัยอยู่บนพื้นผิวของสิ่งของต่าง ๆ ได้นานเป็นวัน และสามารถอยู่บนมือมนุษย์ได้นานอย่างน้อย 30 นาที
8. แพทย์มีวิธีวินิจฉัยโรคติดเชื้อไวรัส RSV อย่างไร?
ตอบ: ในรายที่อาการไม่หนักแพทย์จะรักษาตามอาการโดยไม่จำเป็นต้องตรวจเช็กเชื้อ แต่หากมีอาการหนัก แพทย์จะวินิจฉัยโดยการป้ายโพรงจมูกไปตรวจในห้องปฏิบัติการ และอาจมีการเอกซเรย์ปอดเพิ่มเติมหากสงสัยว่ามีภาวะปอดอักเสบร่วมด้วย
9. วิธีรักษาไวรัส RSV ทำอย่างไร มียารักษาเฉพาะเจาะจงหรือไม่?
ตอบ: ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาเฉพาะเจาะจงสำหรับไวรัส RSV แพทย์จะเน้นรักษาตามอาการ เช่น ทานยาลดไข้ ยาแก้ไอละลายเสมหะ และดื่มน้ำให้เพียงพอ แต่ถ้ามีอาการรุนแรง (เช่น หอบเหนื่อย หรือขาดน้ำ) ต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อให้ออกซิเจน พ่นยาขยายหลอดลม หรือให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ
10. จะป้องกันเด็ก ๆ และครอบครัวให้ปลอดภัยจากไวรัส RSV ได้อย่างไร?
ตอบ: ป้องกันได้โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย, ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด, หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปสถานที่แออัด, หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ และหากผู้ป่วยมีอาการไม่สบายควรงดออกนอกบ้านพร้อมปิดปากปิดจมูกเวลาไอจาม
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์เด็ก ชั้น 3 โซน E
บทความที่เกี่ยวข้อง


