4 โรคผิวหนังหน้าฝน ยอดฮิต! พร้อมวิธีรักษาและป้องกันไม่ให้ผิวพัง
หน้าฝนนำมาซึ่งความชุ่มชื้น แต่ความเปียกชื้นและอับชื้นที่เพิ่มขึ้นก็เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาผิวหนังหลายชนิดได้ เพื่อสุขภาพผิวที่ดีในช่วงฤดูฝน บทความนี้ได้รวบรวมโรคผิวหนังที่พบบ่อย พร้อมวิธีป้องกันและดูแลรักษาอย่างถูกวิธี
1. โรคเกลื้อน
เกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Pityrosporum อาศัยอยู่ในรูขุมขนของคน และกินไขมันในรูขุมขนเป็นอาหาร พบได้บ่อยบริเวณผิวหนังที่มีต่อมไขมัน เช่น หน้า ต้นคอ หน้าอก หลัง หากผู้ป่วยมีความต้านทานลดลง เหงื่อไคลหมักหมม หรือใส่เสื้อผ้าที่อับชื้น เชื้อราชนิดนี้จะเพิ่มจำนวนมากขึ้น จนก่อให้เกิดโรคเกลื้อนที่มีลักษณะเป็นดวงมีขุย ขนาดตั้งแต่ 1 มม. บริเวณรอบ ๆ รูขุมขนหรือรวมกันจนเป็นปื้นใหญ่ ผื่นนี้อาจเป็นวงสีขาว สีชมพู สีเทา หรือสีน้ำตาลก็เป็นได้
วิธีรักษาและดูแลตัวเองเมื่อเป็นเกลื้อน
- แนะนำให้ใช้ยาทา และยาฆ่าเชื้อราชนิดรับประทานภายใต้คำแนะนำของแพทย์
- เลือกสบู่ หรือแชมพูที่มีส่วนผสมของสารคีโตโคนาโซน หรือสารเซเลเนียมซัลไฟล์ โดยให้ผู้ป่วยอาบน้ำฟอกตัวให้สะอาดด้วยสบู่ตามปกติ เมื่อเสร็จแล้วอย่าเพิ่งเช็ดน้ำที่ติดบนผิวหนังออก แต่ใช้แชมพูยาลูบไปทั่วบริเวณที่เป็น ทิ้งไว้นาน 5 นาที แล้วจึงอาบน้ำล้างแชมพูออก อย่าปล่อยทิ้งแชมพูยาให้อยู่บนผิวหนังนาน เพราะอาจเกิดอาการระคายจากแชมพูยาได้
- รักษาสุขอนามัย เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ควรจะซักและนำออกผึ่งแดดให้แห้งก่อนนำมาใช้เสมอ
- ไม่ควรใช้ของร่วมกับผู้อื่น เช่น เสื้อผ้า หรือผ้าเช็ดตัว
- แนะนำให้อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดอยู่เสมอ อย่าปล่อยให้เหงื่อไคลหมักหมม
2. รังแค และหนังศีรษะอักเสบ
สาเหตุส่วนใหญ่ของการเกิดรังแคบนหนังศีรษะ คือ “เชื้อรา” ที่เจริญเติบโตได้ดีในอากาศเปียกชื้น โดยเฉพาะในหน้าฝนที่หนังศีรษะมีโอกาสเปียกฝนได้ทุกเมื่อ ทำให้หลายคนจำเป็นต้องสระผมบ่อยขึ้นเพื่อชะล้างเอาสิ่งสกปรกต่าง ๆ ที่มากับฝนออกไป แค่เช็ดผมให้แห้งหรือปล่อยให้ผมแห้งเองนั้นอาจไม่เพียงพอ เพราะนั่นอาจเป็นสาเหตุของการเกิดเชื้อรา รังแค และหนังศีรษะได้ ทำให้มีอาการคัน ในบางรายที่รุนแรงรังแคจะมีสีเหลืองเป็นไข เกร็ดใหญ่ขึ้น ซึ่งเกิดจากต่อมไขมันของหนังศีรษะอักเสบ
วิธีป้องกันรังแคในหน้าฝน
- หลีกเลี่ยงการนอนหลับขณะที่ผมยังเปียกชื้น เพราะอาจทำให้เกิดเชื้อราและรังแคบนหนังศีรษะ
- หลีกเลี่ยงการขยี้เส้นผมหรือเกาหนังศีรษะแรง ๆ ขณะสระผม เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อจนนำมาสู่ปัญหารังแคและผมร่วมได้
- หลีกเลี่ยงการใช้น้ำอุ่นสระผม เพราะจะทำให้น้ำมันธรรมชาติถูกชะล้างออกมากไป หนังศีรษะแห้ง และยังทำให้เส้นผมกระด้างด้วย
- หมั่นทำความสะอาดแปรงหรือหวีอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพราะสิ่งสกปรกและน้ำมันที่ตกค้างอยู่ตามหวีและแปรงอาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อโรคได้

3. โรคน้ำกัดเท้า
เกิดจากการระคายเคืองของผิวหนังเนื่องจากความเปียกชื้นและการสัมผัสสิ่งสกปรกต่าง ๆ ในน้ำท่วมขัง มักพบบ่อยในช่วงหน้าฝน เนื่องจากเท้ามีโอกาสเปียกชื้นสูง ทำให้เกิดผื่นผิวหนังอักเสบ ผิวหนังเปื่อยลอก โดยเฉพาะซอกนิ้วเท้าอาจมีผื่นแดง คันตามซอกนิ้วเท้า และผิวลอกออกเป็นขุยขาว ๆ ได้ ในบางรายอาจมีการติดเชื้อราที่มีชื่อว่า “Dermatophytes” ร่วมด้วย เนื่องจากเชื้อราเจริญเติบโตได้ดีในอากาศชื้น นอกจากนี้การหมักหมมของเหงื่อและการไม่รักษาความสะอาดก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยของการเกิดโรคน้ำกัดเท้าได้อีกด้วย
วิธีป้องกันโรคน้ำกัดเท้า
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำสกปรกโดยตรง หรือการแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานาน ๆ
- หากมีความจำเป็นต้องเดินลุยน้ำท่วมขัง ให้ใส่รองเท้าบู๊ทยาง
- หลังจากสัมผัสน้ำท่วมขัง ให้ล้างเท้าด้วยน้ำสะอาดและสบู่ทันที และเช็ดเท้าให้แห้ง โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้ว
- ใส่ถุงเท้าที่สะอาดและไม่เปียกชื้นอยู่เสมอ
- หากมีบาดแผลถลอกในบริเวณที่สัมผัสน้ำสกปรก ควรใช้น้ำยาฆ่าเชื้อชะล้างหลังการสัมผัสทันที
4. ปัญหาเท้าเหม็น
ปัญหาเท้าเหม็นพบบ่อยในคนที่มีเหงื่อออกมากและมีแบคทีเรียประจำกลิ่น ซึ่งแบคทีเรียชนิดนี้จะเปลี่ยนสารคัดหลั่งและเหงื่อบริเวณผิวหนังให้เป็นกลิ่นเท้า โดยเฉพาะในเพศชาย นักกีฬา นักวิ่ง คนในเครื่องแบบที่ต้องใส่รองเท้าเป็นเวลานาน ในรายที่มีอาการรุนแรงมากอาจพบว่าบริเวณฝ่าเท้ามีการเปื่อยยุ่ยหรือเป็นหลุม ถึงแม้ว่าปัญหาเท้าเหม็นจะไม่ใช่ปัญหาสุขภาพโดยตรง แต่ก็ทำให้เสียบุคลิกภาพที่ดี สูญเสียความมั่นใจกันได้
วิธีลดกลิ่นเท้าและแก้ปัญหาเท้าเหม็น
- หมั่นเปลี่ยนรองเท้าบ่อย ๆ และนำรองเท้าผึ่งลมผึ่งแดดบ้าง
- เปลี่ยนถุงเท้าทุกครั้ง ไม่ใส่ซ้ำ และเลือกใส่ถุงเท้าผ้าฝ้ายเพื่อความโปร่งสบาย
- ใช้สารดูดกลิ่นใส่ในรองเท้า หรือสเปรย์ฉีดรองเท้าเพื่อช่วยระงับกลิ่น
- การอาบน้ำถูสบู่ โรยแป้งฝุ่น การใช้ยา หรือการใช้สารระงับกลิ่นที่บริเวณเท้าสามารถช่วยระงับกลิ่นและทำลายแบคทีเรียที่อยู่บริเวณผิวหนังได้
บทความโดย: นพ.สิทธิโรจน์ อรุณขจรศักดิ์
Q&A โรคผิวหนังหน้าฝนและการดูแลตนเอง
1. ทำไมหน้าฝนจึงทำให้เกิดปัญหาผิวหนังได้ง่ายกว่าฤดูอื่น?
ตอบ: เพราะหน้าฝนมาพร้อมกับความเปียกชื้นและความอับชื้นที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ทำให้เชื้อราและแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี จนกลายเป็นสาเหตุของโรคผิวหนังหลายชนิด
2. โรคเกลื้อนมีสาเหตุมาจากอะไร และมักพบบบริเวณไหนของร่างกาย?
ตอบ: เกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า Pityrosporum ซึ่งอาศัยอยู่ในรูขุมขนและกินไขมันเป็นอาหาร มักพบได้บ่อยในบริเวณผิวหนังที่มีต่อมไขมันมาก เช่น ใบหน้า ต้นคอ หน้าอก และหลัง
3. ผื่นของโรคเกลื้อนมีลักษณะอย่างไร?
ตอบ: มีลักษณะเป็นดวงมีขุย ขนาดเริ่มต้นตั้งแต่ 1 มิลลิเมตรขึ้นไปรอบ ๆ รูขุมขน หรืออาจรวมกันจนเป็นปื้นใหญ่ โดยผื่นนี้มีโอกาสเป็นได้ทั้งสีขาว สีชมพู สีเทา หรือสีน้ำตาล
4. วิธีการใช้แชมพูยา (เช่น สารคีโตโคนาโซน) รักษาเกลื้อนที่ถูกต้องทำอย่างไร?
ตอบ: ให้ใช้อาบน้ำฟอกตัวด้วยสบู่ตามปกติก่อน จากนั้นไม่ต้องเช็ดน้ำออก แต่ให้ใช้แชมพูยาลูบไล้ให้ทั่วบริเวณที่เป็นเกลื้อน ทิ้งไว้ 5 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด (ห้ามทิ้งไว้นานเกินไปเพราะอาจระคายเคืองผิวได้)
5. ปัญหารังแคในหน้าฝนมีสาเหตุหลักมาจากอะไร?
ตอบ: สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจาก "เชื้อรา" ที่เติบโตได้ดีในอากาศชื้น ประกอบกับการที่หนังศีรษะเปียกฝนแล้วเช็ดผมไม่แห้งสนิท หรือปล่อยให้ผมแห้งเอง ทำให้ความชื้นสะสมจนเกิดเชื้อราและรังแคตามมา
6. รังแคในลักษณะใดที่เป็นสัญญาณของอาการต่อมไขมันหนังศีรษะอักเสบ?
ตอบ: ในรายที่มีอาการรุนแรง รังแคจะมีลักษณะสีเหลืองเป็นไข และมีเกล็ดขนาดใหญ่ขึ้นร่วมกับมีอาการคัน ซึ่งเป็นสัญญาณของต่อมไขมันหนังศีรษะอักเสบ
7. พฤติกรรมใดในการสระผมที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อป้องกันรังแค?
ตอบ: ควรหลีกเลี่ยง การนอนหลับขณะที่ผมยังเปียกชื้น, การขยี้เส้นผมหรือเกาหนังศีรษะแรง ๆ ขณะสระผม และ การใช้น้ำอุ่นสระผม เพราะจะทำให้หนังศีรษะแห้งจนเกิดรังแคและผมร่วงได้ง่ายขึ้น
8. โรคน้ำกัดเท้าเกิดจากอะไร และซอกนิ้วเท้าจะมีอาการอย่างไรบ้าง?
ตอบ: เกิดจากการระคายเคืองของผิวหนังเนื่องจากความเปียกชื้นและสัมผัสสิ่งสกปรกในน้ำท่วมขัง ทำให้ผิวหนังเปื่อยลอก เกิดผื่นผิวหนังอักเสบ โดยบริเวณซอกนิ้วเท้าจะมีผื่นแดง มีอาการคัน และผิวลอกออกเป็นขุยขาว ๆ
9. หากต้องเดินลุยน้ำท่วมขัง มีวิธีป้องกันโรคน้ำกัดเท้าอย่างไร?
ตอบ: ควรสวมรองเท้าบู๊ทยางเพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำสกปรกโดยตรง และหลังจากลุยน้ำเสร็จแล้ว ให้รีบล้างเท้าด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันที จากนั้นเช็ดเท้าให้แห้งสนิท โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้า
10. ปัญหาเท้าเหม็นเกิดจากอะไร และคนกลุ่มไหนมักพบบ่อยที่สุด?
ตอบ: เกิดจากแบคทีเรียประจำถิ่นเปลี่ยนสารคัดหลั่งและเหงื่อบริเวณฝ่าเท้าให้กลายเป็นกลิ่นเท้า มักพบได้บ่อยในคนที่มีเหงื่อออกมาก เช่น เพศชาย นักกีฬา นักวิ่ง หรือคนในเครื่องแบบที่ต้องสวมรองเท้าหุ้มส้นเป็นเวลานาน ๆ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ผิวหนังและศัลยกรรมตกแต่ง ชั้น 3 โซน A
บทความที่เกี่ยวข้อง
หน้าฝนนำมาซึ่งความชุ่มชื้น แต่ความเปียกชื้นและอับชื้นที่เพิ่มขึ้นก็เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาผิวหนังหลายชนิดได้ เพื่อสุขภาพผิวที่ดีในช่วงฤดูฝน บทความนี้ได้รวบรวมโรคผิวหนังที่พบบ่อย พร้อมวิธีป้องกันและดูแลรักษาอย่างถูกวิธี
1. โรคเกลื้อน
เกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Pityrosporum อาศัยอยู่ในรูขุมขนของคน และกินไขมันในรูขุมขนเป็นอาหาร พบได้บ่อยบริเวณผิวหนังที่มีต่อมไขมัน เช่น หน้า ต้นคอ หน้าอก หลัง หากผู้ป่วยมีความต้านทานลดลง เหงื่อไคลหมักหมม หรือใส่เสื้อผ้าที่อับชื้น เชื้อราชนิดนี้จะเพิ่มจำนวนมากขึ้น จนก่อให้เกิดโรคเกลื้อนที่มีลักษณะเป็นดวงมีขุย ขนาดตั้งแต่ 1 มม. บริเวณรอบ ๆ รูขุมขนหรือรวมกันจนเป็นปื้นใหญ่ ผื่นนี้อาจเป็นวงสีขาว สีชมพู สีเทา หรือสีน้ำตาลก็เป็นได้
วิธีรักษาและดูแลตัวเองเมื่อเป็นเกลื้อน
- แนะนำให้ใช้ยาทา และยาฆ่าเชื้อราชนิดรับประทานภายใต้คำแนะนำของแพทย์
- เลือกสบู่ หรือแชมพูที่มีส่วนผสมของสารคีโตโคนาโซน หรือสารเซเลเนียมซัลไฟล์ โดยให้ผู้ป่วยอาบน้ำฟอกตัวให้สะอาดด้วยสบู่ตามปกติ เมื่อเสร็จแล้วอย่าเพิ่งเช็ดน้ำที่ติดบนผิวหนังออก แต่ใช้แชมพูยาลูบไปทั่วบริเวณที่เป็น ทิ้งไว้นาน 5 นาที แล้วจึงอาบน้ำล้างแชมพูออก อย่าปล่อยทิ้งแชมพูยาให้อยู่บนผิวหนังนาน เพราะอาจเกิดอาการระคายจากแชมพูยาได้
- รักษาสุขอนามัย เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ควรจะซักและนำออกผึ่งแดดให้แห้งก่อนนำมาใช้เสมอ
- ไม่ควรใช้ของร่วมกับผู้อื่น เช่น เสื้อผ้า หรือผ้าเช็ดตัว
- แนะนำให้อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดอยู่เสมอ อย่าปล่อยให้เหงื่อไคลหมักหมม
2. รังแค และหนังศีรษะอักเสบ
สาเหตุส่วนใหญ่ของการเกิดรังแคบนหนังศีรษะ คือ “เชื้อรา” ที่เจริญเติบโตได้ดีในอากาศเปียกชื้น โดยเฉพาะในหน้าฝนที่หนังศีรษะมีโอกาสเปียกฝนได้ทุกเมื่อ ทำให้หลายคนจำเป็นต้องสระผมบ่อยขึ้นเพื่อชะล้างเอาสิ่งสกปรกต่าง ๆ ที่มากับฝนออกไป แค่เช็ดผมให้แห้งหรือปล่อยให้ผมแห้งเองนั้นอาจไม่เพียงพอ เพราะนั่นอาจเป็นสาเหตุของการเกิดเชื้อรา รังแค และหนังศีรษะได้ ทำให้มีอาการคัน ในบางรายที่รุนแรงรังแคจะมีสีเหลืองเป็นไข เกร็ดใหญ่ขึ้น ซึ่งเกิดจากต่อมไขมันของหนังศีรษะอักเสบ
วิธีป้องกันรังแคในหน้าฝน
- หลีกเลี่ยงการนอนหลับขณะที่ผมยังเปียกชื้น เพราะอาจทำให้เกิดเชื้อราและรังแคบนหนังศีรษะ
- หลีกเลี่ยงการขยี้เส้นผมหรือเกาหนังศีรษะแรง ๆ ขณะสระผม เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อจนนำมาสู่ปัญหารังแคและผมร่วมได้
- หลีกเลี่ยงการใช้น้ำอุ่นสระผม เพราะจะทำให้น้ำมันธรรมชาติถูกชะล้างออกมากไป หนังศีรษะแห้ง และยังทำให้เส้นผมกระด้างด้วย
- หมั่นทำความสะอาดแปรงหรือหวีอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพราะสิ่งสกปรกและน้ำมันที่ตกค้างอยู่ตามหวีและแปรงอาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อโรคได้

3. โรคน้ำกัดเท้า
เกิดจากการระคายเคืองของผิวหนังเนื่องจากความเปียกชื้นและการสัมผัสสิ่งสกปรกต่าง ๆ ในน้ำท่วมขัง มักพบบ่อยในช่วงหน้าฝน เนื่องจากเท้ามีโอกาสเปียกชื้นสูง ทำให้เกิดผื่นผิวหนังอักเสบ ผิวหนังเปื่อยลอก โดยเฉพาะซอกนิ้วเท้าอาจมีผื่นแดง คันตามซอกนิ้วเท้า และผิวลอกออกเป็นขุยขาว ๆ ได้ ในบางรายอาจมีการติดเชื้อราที่มีชื่อว่า “Dermatophytes” ร่วมด้วย เนื่องจากเชื้อราเจริญเติบโตได้ดีในอากาศชื้น นอกจากนี้การหมักหมมของเหงื่อและการไม่รักษาความสะอาดก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยของการเกิดโรคน้ำกัดเท้าได้อีกด้วย
วิธีป้องกันโรคน้ำกัดเท้า
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำสกปรกโดยตรง หรือการแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานาน ๆ
- หากมีความจำเป็นต้องเดินลุยน้ำท่วมขัง ให้ใส่รองเท้าบู๊ทยาง
- หลังจากสัมผัสน้ำท่วมขัง ให้ล้างเท้าด้วยน้ำสะอาดและสบู่ทันที และเช็ดเท้าให้แห้ง โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้ว
- ใส่ถุงเท้าที่สะอาดและไม่เปียกชื้นอยู่เสมอ
- หากมีบาดแผลถลอกในบริเวณที่สัมผัสน้ำสกปรก ควรใช้น้ำยาฆ่าเชื้อชะล้างหลังการสัมผัสทันที
4. ปัญหาเท้าเหม็น
ปัญหาเท้าเหม็นพบบ่อยในคนที่มีเหงื่อออกมากและมีแบคทีเรียประจำกลิ่น ซึ่งแบคทีเรียชนิดนี้จะเปลี่ยนสารคัดหลั่งและเหงื่อบริเวณผิวหนังให้เป็นกลิ่นเท้า โดยเฉพาะในเพศชาย นักกีฬา นักวิ่ง คนในเครื่องแบบที่ต้องใส่รองเท้าเป็นเวลานาน ในรายที่มีอาการรุนแรงมากอาจพบว่าบริเวณฝ่าเท้ามีการเปื่อยยุ่ยหรือเป็นหลุม ถึงแม้ว่าปัญหาเท้าเหม็นจะไม่ใช่ปัญหาสุขภาพโดยตรง แต่ก็ทำให้เสียบุคลิกภาพที่ดี สูญเสียความมั่นใจกันได้
วิธีลดกลิ่นเท้าและแก้ปัญหาเท้าเหม็น
- หมั่นเปลี่ยนรองเท้าบ่อย ๆ และนำรองเท้าผึ่งลมผึ่งแดดบ้าง
- เปลี่ยนถุงเท้าทุกครั้ง ไม่ใส่ซ้ำ และเลือกใส่ถุงเท้าผ้าฝ้ายเพื่อความโปร่งสบาย
- ใช้สารดูดกลิ่นใส่ในรองเท้า หรือสเปรย์ฉีดรองเท้าเพื่อช่วยระงับกลิ่น
- การอาบน้ำถูสบู่ โรยแป้งฝุ่น การใช้ยา หรือการใช้สารระงับกลิ่นที่บริเวณเท้าสามารถช่วยระงับกลิ่นและทำลายแบคทีเรียที่อยู่บริเวณผิวหนังได้
บทความโดย: นพ.สิทธิโรจน์ อรุณขจรศักดิ์
Q&A โรคผิวหนังหน้าฝนและการดูแลตนเอง
1. ทำไมหน้าฝนจึงทำให้เกิดปัญหาผิวหนังได้ง่ายกว่าฤดูอื่น?
ตอบ: เพราะหน้าฝนมาพร้อมกับความเปียกชื้นและความอับชื้นที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ทำให้เชื้อราและแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี จนกลายเป็นสาเหตุของโรคผิวหนังหลายชนิด
2. โรคเกลื้อนมีสาเหตุมาจากอะไร และมักพบบบริเวณไหนของร่างกาย?
ตอบ: เกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า Pityrosporum ซึ่งอาศัยอยู่ในรูขุมขนและกินไขมันเป็นอาหาร มักพบได้บ่อยในบริเวณผิวหนังที่มีต่อมไขมันมาก เช่น ใบหน้า ต้นคอ หน้าอก และหลัง
3. ผื่นของโรคเกลื้อนมีลักษณะอย่างไร?
ตอบ: มีลักษณะเป็นดวงมีขุย ขนาดเริ่มต้นตั้งแต่ 1 มิลลิเมตรขึ้นไปรอบ ๆ รูขุมขน หรืออาจรวมกันจนเป็นปื้นใหญ่ โดยผื่นนี้มีโอกาสเป็นได้ทั้งสีขาว สีชมพู สีเทา หรือสีน้ำตาล
4. วิธีการใช้แชมพูยา (เช่น สารคีโตโคนาโซน) รักษาเกลื้อนที่ถูกต้องทำอย่างไร?
ตอบ: ให้ใช้อาบน้ำฟอกตัวด้วยสบู่ตามปกติก่อน จากนั้นไม่ต้องเช็ดน้ำออก แต่ให้ใช้แชมพูยาลูบไล้ให้ทั่วบริเวณที่เป็นเกลื้อน ทิ้งไว้ 5 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด (ห้ามทิ้งไว้นานเกินไปเพราะอาจระคายเคืองผิวได้)
5. ปัญหารังแคในหน้าฝนมีสาเหตุหลักมาจากอะไร?
ตอบ: สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจาก "เชื้อรา" ที่เติบโตได้ดีในอากาศชื้น ประกอบกับการที่หนังศีรษะเปียกฝนแล้วเช็ดผมไม่แห้งสนิท หรือปล่อยให้ผมแห้งเอง ทำให้ความชื้นสะสมจนเกิดเชื้อราและรังแคตามมา
6. รังแคในลักษณะใดที่เป็นสัญญาณของอาการต่อมไขมันหนังศีรษะอักเสบ?
ตอบ: ในรายที่มีอาการรุนแรง รังแคจะมีลักษณะสีเหลืองเป็นไข และมีเกล็ดขนาดใหญ่ขึ้นร่วมกับมีอาการคัน ซึ่งเป็นสัญญาณของต่อมไขมันหนังศีรษะอักเสบ
7. พฤติกรรมใดในการสระผมที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อป้องกันรังแค?
ตอบ: ควรหลีกเลี่ยง การนอนหลับขณะที่ผมยังเปียกชื้น, การขยี้เส้นผมหรือเกาหนังศีรษะแรง ๆ ขณะสระผม และ การใช้น้ำอุ่นสระผม เพราะจะทำให้หนังศีรษะแห้งจนเกิดรังแคและผมร่วงได้ง่ายขึ้น
8. โรคน้ำกัดเท้าเกิดจากอะไร และซอกนิ้วเท้าจะมีอาการอย่างไรบ้าง?
ตอบ: เกิดจากการระคายเคืองของผิวหนังเนื่องจากความเปียกชื้นและสัมผัสสิ่งสกปรกในน้ำท่วมขัง ทำให้ผิวหนังเปื่อยลอก เกิดผื่นผิวหนังอักเสบ โดยบริเวณซอกนิ้วเท้าจะมีผื่นแดง มีอาการคัน และผิวลอกออกเป็นขุยขาว ๆ
9. หากต้องเดินลุยน้ำท่วมขัง มีวิธีป้องกันโรคน้ำกัดเท้าอย่างไร?
ตอบ: ควรสวมรองเท้าบู๊ทยางเพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำสกปรกโดยตรง และหลังจากลุยน้ำเสร็จแล้ว ให้รีบล้างเท้าด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันที จากนั้นเช็ดเท้าให้แห้งสนิท โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้า
10. ปัญหาเท้าเหม็นเกิดจากอะไร และคนกลุ่มไหนมักพบบ่อยที่สุด?
ตอบ: เกิดจากแบคทีเรียประจำถิ่นเปลี่ยนสารคัดหลั่งและเหงื่อบริเวณฝ่าเท้าให้กลายเป็นกลิ่นเท้า มักพบได้บ่อยในคนที่มีเหงื่อออกมาก เช่น เพศชาย นักกีฬา นักวิ่ง หรือคนในเครื่องแบบที่ต้องสวมรองเท้าหุ้มส้นเป็นเวลานาน ๆ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ผิวหนังและศัลยกรรมตกแต่ง ชั้น 3 โซน A
บทความที่เกี่ยวข้อง


