การสูบบุหรี่กับโรคเบาหวาน: ภัยเงียบที่เพิ่มความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนอันตราย

การสูบบุหรี่ไม่ได้ทำลายแค่ปอดหรือหัวใจเท่านั้น แต่ยังมีความเชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญต่อการเกิดโรคเบาหวาน และการเพิ่มขึ้นของภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อาจอันตรายถึงขั้นสูญเสียอวัยวะ

สูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงโรคเบาหวานได้อย่างไร?

  • คนที่เคยสูบบุหรี่และผู้ที่ได้รับควันบุหรี่มือสองเป็นประจำมีความเสี่ยงสูงขึ้นที่จะเป็นเบาหวาน โดยผู้สูบบุหรี่มีโอกาสเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 มากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ 30-40%
  • ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นตามจำนวนที่สูบต่อวัน ยิ่งสูบมากยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นเบาหวานมากขึ้น
  • ผู้ที่เลิกสูบบุหรี่ใหม่ ๆ จะมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานสูงขึ้นในช่วง 3 ปีแรก แต่ความเสี่ยงนี้จะลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเวลาผ่านไป การเลิกสูบช่วยให้เซลล์ตอบสนองต่ออินซูลินดีขึ้นเรื่อย ๆ และหลังจากเลิกสูบบุหรี่ไปนานถึง 12 ปี ความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานจะลดลงจนเกือบเป็นศูนย์

ทำไมผู้ป่วยเบาหวานที่สูบบุหรี่ ถึงควบคุมน้ำตาลได้ยาก?

  • ผู้ป่วยเบาหวานที่ยังสูบบุหรี่จะควบคุมน้ำตาลได้ยาก เพราะนิโคตินและสารพิษในบุหรี่ทำให้เกิดการอักเสบในร่างกายและรบกวนสมดุลของกลูโคส ส่งผลให้การทำงานของอินซูลินลดลง นิโคตินยังทำให้เซลล์ดื้อต่ออินซูลิน ทำให้เซลล์ดึงน้ำตาลในเลือดไปใช้ได้น้อยลง และส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น

ภาวะแทรกซ้อนอันตรายในผู้ป่วยเบาหวานที่สูบบุหรี่

  • ผู้ป่วยเบาหวานที่ยังสูบบุหรี่มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคหัวใจ ไตเสื่อม และเบาหวานขึ้นจอประสาทตา การสูบบุหรี่ยังทำให้การไหลเวียนเลือดไปที่เท้าลดลง ซึ่งอาจนำไปสู่แผลติดเชื้อที่เท้า และเพิ่มโอกาสที่จะต้องถูกตัดขาเนื่องจากการขาดเลือดไปเลี้ยงเส้นประสาทส่วนปลาย ทำให้เกิดอาการชา
  • ภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานเพิ่มขึ้นในผู้สูบบุหรี่ เป็นผลจากสารในบุหรี่ เช่น นิโคติน ก่อให้เกิดการหลั่งสาร Epinephrine ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจเต้นเร็วขึ้น หลอดเลือดแดงหดตีบตัน เพิ่มไขมันในเส้นเลือด เกิดการทำลายของเยื่อบุชั้นในของหลอดเลือดทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ คาร์บอนไดซัลไฟล์ ทำให้ผนังเส้นเลือดแดงหนา และแข็งขึ้น
  • เบาหวานทำให้ภูมิต้านทานลดลงเป็นทุนอยู่แล้ว การสูบบุหรี่ยิ่งทำให้ภูมิต้านทานลดลงอีก ทำให้เกิดการติดเชื้อง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบทางเดินหายใจ

เลิกบุหรี่วันนี้ ฟื้นฟูร่างกายและลดความเสี่ยงเบาหวาน

  • การเลิกบุหรี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีขึ้น ป้องกันโรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน ความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคเส้นเลือดในสมอง และไตเสื่อมลดลงอย่างมาก
  • ผู้ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้ามีความเสี่ยงสูงขึ้น 22% ที่จะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ หรือเข้าสู่ภาวะก่อนเบาหวาน ซึ่งเพิ่มโอกาสเป็นโรคเบาหวานในอนาคต เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้ามักมีสารนิโคตินในปริมาณที่สูงกว่าบุหรี่ทั่วไป

ขอบคุณข้อมูลจาก นพ.ภาสกร จิตรรักไทย


Q&A การสูบบุหรี่กับโรคเบาหวาน

1. คนสูบบุหรี่เสี่ยงเป็นโรคเบาหวานมากกว่าคนทั่วไปจริงไหม?

ตอบ: จริง ผู้ที่สูบบุหรี่มีโอกาสเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 30-40% นอกจากนี้ คนที่เคยสูบหรือผู้ที่ได้รับควันบุหรี่มือสองเป็นประจำ ก็มีความเสี่ยงสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

2. จำนวนบุหรี่ที่สูบต่อวัน มีผลต่อความเสี่ยงโรคเบาหวานอย่างไร?

ตอบ: ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนบุหรี่ที่สูบต่อวัน ยิ่งสูบมากเท่าไหร่ ความเสี่ยงของการเป็นเบาหวานก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

3. บุหรี่ไฟฟ้าช่วยลดความเสี่ยงเบาหวานได้มากกว่าบุหรี่ธรรมดาไหม?

ตอบ: ไม่จริง ผู้ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้ามีความเสี่ยงสูงขึ้นถึง 22% ที่จะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติหรือเข้าสู่ภาวะก่อนเบาหวาน เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้ามักมีสารนิโคตินในปริมาณที่สูงกว่าบุหรี่ทั่วไป ซึ่งจะส่งผลเสียต่อร่างกายในอนาคต

4. ทำไมผู้ป่วยเบาหวานที่สูบบุหรี่ ถึงควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ยาก?

ตอบ: เพราะสารนิโคตินและสารพิษในบุหรี่ทำให้เกิดการอักเสบในร่างกายและรบกวนสมดุลของกลูโคส ส่งผลให้การทำงานของอินซูลินลดลง เซลล์เกิดอาการดื้อต่ออินซูลิน ทำให้ดึงน้ำตาลในเลือดไปใช้ได้น้อยลง ระดับน้ำตาลจึงสูงขึ้น

5. สารนิโคตินในบุหรี่ส่งผลกระทบอย่างไรต่อระบบหลอดเลือดและความดัน?

ตอบ: นิโคตินจะไปกระตุ้นการหลั่งสาร Epinephrine ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจเต้นเร็วขึ้น หลอดเลือดแดงหดตีบตัน เพิ่มไขมันในเส้นเลือด และทำลายเยื่อบุชั้นในของหลอดเลือด ส่วนสารคาร์บอนไดซัลไฟล์ในบุหรี่ก็จะทำให้ผนังเส้นเลือดแดงหนาและแข็งขึ้นด้วย

6. ผู้ป่วยเบาหวานที่สูบบุหรี่ เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนของโรคใดบ้าง?

ตอบ: มีความเสี่ยงสูงต่อโรคหลายชนิด ได้แก่ โรคหัวใจ, ไตเสื่อม, โรคหลอดเลือดหัวใจ และเบาหวานขึ้นจอประสาทตา

7. การสูบบุหรี่ส่งผลอย่างไรต่อ "แผลที่เท้า" ของผู้ป่วยเบาหวาน?

ตอบ: การสูบบุหรี่ทำให้การไหลเวียนเลือดไปที่เท้าลดลง และทำให้ขาดเลือดไปเลี้ยงเส้นประสาทส่วนปลายจนเกิดอาการชา ส่งผลให้เกิดแผลติดเชื้อได้ง่าย และเพิ่มโอกาสเสี่ยงที่จะต้องถูกตัดขาในที่สุด

8. ทำไมคนเป็นเบาหวานที่สูบบุหรี่ ถึงติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจได้ง่ายกว่าปกติ?

ตอบ: โดยปกติโรคเบาหวานจะทำให้ภูมิต้านทานร่างกายลดลงอยู่แล้ว เมื่อสูบบุหรี่เข้าไป สารพิษจะยิ่งซ้ำเติมให้ภูมิต้านทานลดต่ำลงอีก ร่างกายจึงติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจ

9. เพิ่งเลิกสูบบุหรี่ใหม่ ๆ ทำไมความเสี่ยงโรคเบาหวานถึงยังสูงอยู่?

ตอบ: ผู้ที่เลิกสูบบุหรี่ใหม่ ๆ จะมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานสูงขึ้นในช่วง 3 ปีแรก แต่ความเสี่ยงนี้จะค่อย ๆ ลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเวลาผ่านไป เพราะเซลล์จะเริ่มกลับมาตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ

10. ต้องเลิกบุหรี่นานกี่ปี ความเสี่ยงโรคเบาหวานถึงจะลดลงจนเกือบเป็นศูนย์?

ตอบ: ร่างกายต้องใช้เวลาฟื้นฟู โดยหลังจากเลิกสูบบุหรี่ไปนานถึง 12 ปี ความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานจึงจะลดลงจนเกือบเป็นศูนย์ การเลิกบุหรี่ช่วยให้คุมน้ำตาลได้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ สมอง และไตเสื่อมได้อย่างมาก

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ระบบการหายใจ ชั้น 3 โซน C

บทความที่เกี่ยวข้อง

 

 การสูบบุหรี่ไม่ได้ทำลายแค่ปอดหรือหัวใจเท่านั้น แต่ยังมีความเชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญต่อการเกิดโรคเบาหวาน และการเพิ่มขึ้นของภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อาจอันตรายถึงขั้นสูญเสียอวัยวะ

สูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงโรคเบาหวานได้อย่างไร?

  • คนที่เคยสูบบุหรี่และผู้ที่ได้รับควันบุหรี่มือสองเป็นประจำมีความเสี่ยงสูงขึ้นที่จะเป็นเบาหวาน โดยผู้สูบบุหรี่มีโอกาสเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 มากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ 30-40%
  • ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นตามจำนวนที่สูบต่อวัน ยิ่งสูบมากยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นเบาหวานมากขึ้น
  • ผู้ที่เลิกสูบบุหรี่ใหม่ ๆ จะมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานสูงขึ้นในช่วง 3 ปีแรก แต่ความเสี่ยงนี้จะลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเวลาผ่านไป การเลิกสูบช่วยให้เซลล์ตอบสนองต่ออินซูลินดีขึ้นเรื่อย ๆ และหลังจากเลิกสูบบุหรี่ไปนานถึง 12 ปี ความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานจะลดลงจนเกือบเป็นศูนย์

ทำไมผู้ป่วยเบาหวานที่สูบบุหรี่ ถึงควบคุมน้ำตาลได้ยาก?

  • ผู้ป่วยเบาหวานที่ยังสูบบุหรี่จะควบคุมน้ำตาลได้ยาก เพราะนิโคตินและสารพิษในบุหรี่ทำให้เกิดการอักเสบในร่างกายและรบกวนสมดุลของกลูโคส ส่งผลให้การทำงานของอินซูลินลดลง นิโคตินยังทำให้เซลล์ดื้อต่ออินซูลิน ทำให้เซลล์ดึงน้ำตาลในเลือดไปใช้ได้น้อยลง และส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น

ภาวะแทรกซ้อนอันตรายในผู้ป่วยเบาหวานที่สูบบุหรี่

  • ผู้ป่วยเบาหวานที่ยังสูบบุหรี่มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคหัวใจ ไตเสื่อม และเบาหวานขึ้นจอประสาทตา การสูบบุหรี่ยังทำให้การไหลเวียนเลือดไปที่เท้าลดลง ซึ่งอาจนำไปสู่แผลติดเชื้อที่เท้า และเพิ่มโอกาสที่จะต้องถูกตัดขาเนื่องจากการขาดเลือดไปเลี้ยงเส้นประสาทส่วนปลาย ทำให้เกิดอาการชา
  • ภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานเพิ่มขึ้นในผู้สูบบุหรี่ เป็นผลจากสารในบุหรี่ เช่น นิโคติน ก่อให้เกิดการหลั่งสาร Epinephrine ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจเต้นเร็วขึ้น หลอดเลือดแดงหดตีบตัน เพิ่มไขมันในเส้นเลือด เกิดการทำลายของเยื่อบุชั้นในของหลอดเลือดทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ คาร์บอนไดซัลไฟล์ ทำให้ผนังเส้นเลือดแดงหนา และแข็งขึ้น
  • เบาหวานทำให้ภูมิต้านทานลดลงเป็นทุนอยู่แล้ว การสูบบุหรี่ยิ่งทำให้ภูมิต้านทานลดลงอีก ทำให้เกิดการติดเชื้อง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบทางเดินหายใจ

เลิกบุหรี่วันนี้ ฟื้นฟูร่างกายและลดความเสี่ยงเบาหวาน

  • การเลิกบุหรี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีขึ้น ป้องกันโรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน ความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคเส้นเลือดในสมอง และไตเสื่อมลดลงอย่างมาก
  • ผู้ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้ามีความเสี่ยงสูงขึ้น 22% ที่จะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ หรือเข้าสู่ภาวะก่อนเบาหวาน ซึ่งเพิ่มโอกาสเป็นโรคเบาหวานในอนาคต เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้ามักมีสารนิโคตินในปริมาณที่สูงกว่าบุหรี่ทั่วไป

ขอบคุณข้อมูลจาก นพ.ภาสกร จิตรรักไทย


Q&A การสูบบุหรี่กับโรคเบาหวาน

1. คนสูบบุหรี่เสี่ยงเป็นโรคเบาหวานมากกว่าคนทั่วไปจริงไหม?

ตอบ: จริง ผู้ที่สูบบุหรี่มีโอกาสเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 30-40% นอกจากนี้ คนที่เคยสูบหรือผู้ที่ได้รับควันบุหรี่มือสองเป็นประจำ ก็มีความเสี่ยงสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

2. จำนวนบุหรี่ที่สูบต่อวัน มีผลต่อความเสี่ยงโรคเบาหวานอย่างไร?

ตอบ: ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนบุหรี่ที่สูบต่อวัน ยิ่งสูบมากเท่าไหร่ ความเสี่ยงของการเป็นเบาหวานก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

3. บุหรี่ไฟฟ้าช่วยลดความเสี่ยงเบาหวานได้มากกว่าบุหรี่ธรรมดาไหม?

ตอบ: ไม่จริง ผู้ที่สูบบุหรี่ไฟฟ้ามีความเสี่ยงสูงขึ้นถึง 22% ที่จะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติหรือเข้าสู่ภาวะก่อนเบาหวาน เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้ามักมีสารนิโคตินในปริมาณที่สูงกว่าบุหรี่ทั่วไป ซึ่งจะส่งผลเสียต่อร่างกายในอนาคต

4. ทำไมผู้ป่วยเบาหวานที่สูบบุหรี่ ถึงควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ยาก?

ตอบ: เพราะสารนิโคตินและสารพิษในบุหรี่ทำให้เกิดการอักเสบในร่างกายและรบกวนสมดุลของกลูโคส ส่งผลให้การทำงานของอินซูลินลดลง เซลล์เกิดอาการดื้อต่ออินซูลิน ทำให้ดึงน้ำตาลในเลือดไปใช้ได้น้อยลง ระดับน้ำตาลจึงสูงขึ้น

5. สารนิโคตินในบุหรี่ส่งผลกระทบอย่างไรต่อระบบหลอดเลือดและความดัน?

ตอบ: นิโคตินจะไปกระตุ้นการหลั่งสาร Epinephrine ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจเต้นเร็วขึ้น หลอดเลือดแดงหดตีบตัน เพิ่มไขมันในเส้นเลือด และทำลายเยื่อบุชั้นในของหลอดเลือด ส่วนสารคาร์บอนไดซัลไฟล์ในบุหรี่ก็จะทำให้ผนังเส้นเลือดแดงหนาและแข็งขึ้นด้วย

6. ผู้ป่วยเบาหวานที่สูบบุหรี่ เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนของโรคใดบ้าง?

ตอบ: มีความเสี่ยงสูงต่อโรคหลายชนิด ได้แก่ โรคหัวใจ, ไตเสื่อม, โรคหลอดเลือดหัวใจ และเบาหวานขึ้นจอประสาทตา

7. การสูบบุหรี่ส่งผลอย่างไรต่อ "แผลที่เท้า" ของผู้ป่วยเบาหวาน?

ตอบ: การสูบบุหรี่ทำให้การไหลเวียนเลือดไปที่เท้าลดลง และทำให้ขาดเลือดไปเลี้ยงเส้นประสาทส่วนปลายจนเกิดอาการชา ส่งผลให้เกิดแผลติดเชื้อได้ง่าย และเพิ่มโอกาสเสี่ยงที่จะต้องถูกตัดขาในที่สุด

8. ทำไมคนเป็นเบาหวานที่สูบบุหรี่ ถึงติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจได้ง่ายกว่าปกติ?

ตอบ: โดยปกติโรคเบาหวานจะทำให้ภูมิต้านทานร่างกายลดลงอยู่แล้ว เมื่อสูบบุหรี่เข้าไป สารพิษจะยิ่งซ้ำเติมให้ภูมิต้านทานลดต่ำลงอีก ร่างกายจึงติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจ

9. เพิ่งเลิกสูบบุหรี่ใหม่ ๆ ทำไมความเสี่ยงโรคเบาหวานถึงยังสูงอยู่?

ตอบ: ผู้ที่เลิกสูบบุหรี่ใหม่ ๆ จะมีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานสูงขึ้นในช่วง 3 ปีแรก แต่ความเสี่ยงนี้จะค่อย ๆ ลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเวลาผ่านไป เพราะเซลล์จะเริ่มกลับมาตอบสนองต่ออินซูลินได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ

10. ต้องเลิกบุหรี่นานกี่ปี ความเสี่ยงโรคเบาหวานถึงจะลดลงจนเกือบเป็นศูนย์?

ตอบ: ร่างกายต้องใช้เวลาฟื้นฟู โดยหลังจากเลิกสูบบุหรี่ไปนานถึง 12 ปี ความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานจึงจะลดลงจนเกือบเป็นศูนย์ การเลิกบุหรี่ช่วยให้คุมน้ำตาลได้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ สมอง และไตเสื่อมได้อย่างมาก

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ระบบการหายใจ ชั้น 3 โซน C

บทความที่เกี่ยวข้อง

 


ค้นหาแพทย์

สาระสุขภาพ

ศูนย์รักษาโรคเฉพาะทาง