เครื่องฉายรังสีเร่งอนุภาค “Rapid Arc” ละเอียดแม่นยำตรงจุด

#ศูนย์มะเร็ง #โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ #การรักษามะเร็ง #ศูนย์รักษามะเร็ง #โรคมะเร็ง #มะเร็ง #Rapicarc #การฉายรังสี #เทคโนโลยรักษามะเร็ง #นวัตกรรมการรักษาโรคมะเร็ง #Rapid Arc

   เครื่องฉายรังสีเร่งอนุภาค Rapid Arc เป็นเครื่องฉายรังสีชนิดเร่งอนุภาคพลังงานสูง จากบริษัทแวเรียนประเทศสหรัฐอเมริกา ที่สามารถทำการฉายรังสีด้วยเทคนิคการฉายแบบหมุนรอบตัวผู้ป่วยหรือที่เรียกว่า Volumetric Modulated Arc Therapy และเรียกสั้นๆ ว่า “Rapid Arc” มีความพิเศษสุดตรงที่เป็นเทคนิคใหม่ซึ่งพัฒนามากขึ้นกว่าการฉายรังสีแปรความเข้มสามมิติธรรมดา ด้วยวิธีการฉายรังสีแปรความเข้มหมุนรอบตัว ทำให้เนื้องอกได้รับปริมาณรังสีในปริมาณสูง และช่วยลดปริมาณรังสีให้กับอวัยวะข้างเคียงและเนื้อเยื่อปกติ เหมาะสำหรับโรคมะเร็งที่มีความซับซ้อน เช่น มะเร็งหลังโพรงจมูก มะเร็งบริเวณศีรษะและลำคอ มะเร็งปอด มะเร็งต่อมลูกหมาก หรือสำหรับอวัยวะทุกส่วนของร่างกายก็สามารถรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน 

   นอกจากนั้น เครื่องฉายรังสีเร่งอนุภาค Rapid Arc ยังสามารถรองรับการฉายรังสีเทคนิค 2 มิติ 3 มิติ (3D-CRT) แปรความเข้ม 3 มิติ (IMRT) และเทคนิคการฉายแบบ 4 มิติได้อีกด้วย

ประสิทธิภาพที่ดีขึ้นจากเครื่องฉายรังสีเร่งอนุภาค Rapid Arc

1. ผู้รับบริการได้รับความสะดวก สบาย รวดเร็วยิ่งขึ้น

ด้วยความที่การฉายรังสีแบบ Rapid Arc นี้เป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด พัฒนาขึ้นมาเพื่อลดเวลาในการฉายรังสีลงโดยคุณภาพในการรักษาดีขึ้นเครื่องฉายจะหมุนรอบตัวผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องในหนึ่งรอบการหมุนจะมีการปรับรูปร่างของลำรังสี ปรับปริมาณรังสีไปพร้อมกับการปรับความเร็วของการหมุนของเครื่องฉาย เทคนิคนี้จะช่วยลดเวลาในการฉายรังสีให้เร็วขึ้นได้มากกว่าเทคนิคแปรความเข้มสามมิติถึง 8-10 เท่า แปลง่ายๆ ว่าผู้ป่วยจะใช้เวลาในการฉายรังสีเพียง 2-5 นาที จากเดิมใช้เวลา 15-20 นาที ผู้ป่วยจะได้รับความสะดวกสบายในการรักษา ลดอาการปวดเมื่อยจากการกดทับเมื่อมีการนอนรักษาเป็นเวลานาน และสามารถใช้ชีวิตตามปกติได้อย่างรวดเร็ว

รูปแผนการรักษา Rapid Arc &IMRT
Rapid Arc 627 MU IMRT 2612 MU
Rapid Arc 627 MU IMRT 2612 MU

ภาพแสดงการกระจายรังสี (บริเวณที่มีสี) ของภาพตัดขวางบริเวณอุ้งเชิงกรานด้วยเทคนิค Rapid Arc จะมีการครอบคลุมของรังสีบริเวณที่ต้องการรักษา (เส้นสีเหลือง) ได้ดีกว่า และ รังสีโดนอวัยวะปกติน้อยกว่าเทคนิค IMRT นอกจากนั้นแล้ว จะสามารถสังเกตได้อย่าง ชัดเจนว่า เครื่องฉายรังสีเร่งอนุภาค Rapid Arc จะใช้เวลาในการฉายรังสีน้อยกว่าเทคนิค แปรความเข้ม 3 มิติ หรือ IMRT โดยพิจารณาจากตัวเลขที่น้อยกว่า คือ Rapid Arc 627 MU < IMRT 2612 MU

 

2. ประสิทธิภาพในการรักษาดีขึ้น

เมื่อสามารถปรับเปลี่ยนรูปร่างของลำรังสีตามขอบเขตของก้อนเนื้องอก จากการใช้อุปกรณ์กำบังรังสีแบบซี่ (Multi-Leaf Collimator: MLC) ก็ยิ่งทำให้การฉายรังสีแบบ Rapid Arc มีความแม่นยำตรงตามแผนการรักษาที่วางไว้มากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นการควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่มีความถูกต้องและแม่นยำสูงยังช่วยให้สามารถเพิ่มปริมาณรังสีได้สูงขึ้น จึงถือว่าเป็นแผนการให้รังสีที่ดีที่สุดในขณะนี้ ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาแล้วยังเพิ่มโอกาสในการหายขาดจากโรคสูงยิ่งขึ้นด้วย ทั้งนี้น่าสังเกตว่าด้วยเทคนิคดังกล่าว ทำให้ผู้ป่วยนอนในห้องฉายแสงเป็นเวลาสั้นๆ ทำให้ลดความคลาดเคลื่อนที่อาจจะเกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวของผู้ป่วยในระหว่างการฉายรังสีลงได้อีกด้วย

ศูนย์มะเร็ง,Rapid Arc,เครื่องฉายรังสีเร่งอนุภาค,ฉายรังสี,รังสีรักษา

ภาพ A-D แสดงการกระจายของรังสี (บริเวณที่มีสี)ครอบคลุมก้อนเนื้อที่ต้องการรักษา (เส้นสีเหลือง)

เครื่องฉายรังสีหมุนรอบระนาบตัวผู้ป่วยเพื่อให้ได้ปริมาณรังสีตรงตามแผนการรักษา
เครื่องฉายรังสีหมุนรอบระนาบตัวผู้ป่วยเพื่อให้ได้ปริมาณรังสี
ตรงตามแผนการรักษา 


3. ลดผลข้างเคียงจากการฉายรังสี

เมื่อเปรียบเทียบกับการฉายรังสีด้วยเทคนิคเดิมแล้ว พบว่าการฉายรังสีแบบ Rapid Arc ช่วยใหอวัยวะข้างเคียงได้รับปริมาณรังสีลดลงโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อวัยวะที่ติดกับก้อนเนื้องอกหรือมีความทนต่อรังสี น้อยทำให้ภาวะแทรกซ้อนจากการฉายรังสีเกิดขึ้นน้อยลง เช่น อาการน้ำลายแห้ง กระเพาะปัสสาวะอักเสบ และอาการถ่ายเป็นเลือดจากลำไส้อักเสบ เป็นต้น ส่งผลใหผู้รั้บการรักษามีคุณภาพชีวิตในระยะยาวที่ดีขึ้น

ศูนย์มะเร็ง,Rapid Arc,เครื่องฉายรังสีเร่งอนุภาค,ฉายรังสี,รังสีรักษา

ภาพแสดงการกระจายรังสี (บริเวณที่มีสี ) ของภาพตัดขวางบริเวณช่องปากด้วยเทคนิค Rapid Arc จะมีการครอบคลุมของรังสีบริเวณที่ต้องการรักษา (บริเวณเส้นสีนํ้าเงินและแดง) ได้ดีกว่า และรังสีโดนอวัยวะปกติน้อยกว่าเทคนิค IMRT

4. เพิ่มความถูกต้องแม่นยำในการฉายรังสี

การฉายรังสีแบบ Rapid Arc สามารถให้การรักษาได้อย่างถูกต้องแม่นยำ เนื่องจากการติดตั้งระบบภาพนำวิถีภายในตัวเครื่อง หรือ On-Board Imager: OBI ซึ่งสามารถถ่ายภาพเอกซเรย์ และเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Cone Beam CT: CBCT) เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของตำแหน่งการฉายรังสีก่อนทำการฉายรังสีจริงใหกั้บผู้ป่วย ทำให้การรักษาถูกต้อง ตรงตามตำแหน่งและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
 

ศูนย์มะเร็ง,Rapid Arc,เครื่องฉายรังสีเร่งอนุภาค,ฉายรังสี,รังสีรักษา

การเช็คภาพ CBCT จากห้องฉายรังสี Rapid Arc ร่วมกับภาพจาก CT simulation (เอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อวางแผนการรักษาเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของตำแหน่งการฉายรังสี

 

   ทั้งหมดที่กล่าวข้างต้น ทำให้สามารถมั่นใจได้ว่าผู้ป่วยจะพบกับอีกหนึ่งนวัตกรรมการรักษาโรคมะเร็งที่แม่นยำขึ้น ใช้เวลาน้อยกว่าที่เคย รวมทั้งปลอดภัยจากผลข้างเคียงมากขึ้น เครื่องฉายเร่งอนุภาค Rapid Arc จึงเป็นเครื่องมือทางการแพทย์อีกเครื่องมือหนึ่งที่สะท้อนความพร้อมและมุ่งมั่นของโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ยกระดับสู่ความเป็นเลิศในการให้บริการทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพสู่สากล และมีความทันสมัยอยู่เสมอ เพื่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดีของผู้รับการรักษาทุกคน

   "โรคมะเร็ง" ยังคงเป็นโรคที่ใครหลายคนมักหวั่นกลัวเมื่อได้ยินอยู่เสมอ แต่วันนี้เราอาจจะต้องปรับเปลี่ยนความเชื่อเสียใหม่ เพราะปัจจุบันนี้วิทยาการทางการแพทย์ก็ล้วนมีความก้าวหน้าขึ้นอย่างมาก ทำให้มนุษย์เราสามารถค้นพบเครื่องมือและวิธีการที่ใช้จัดการกับมะเร็งร้ายได้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ

   ที่ศูนย์รังสีรักษา โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ (เปิดให้บริการที่ชั้นใต้ดิน B2) นั้นเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจในการให้บริการของโรงพยาบาลที่มีความทันสมัยของเครื่องมือทางการรักษาที่เรียกว่า เครื่องฉายเร่งอนุภาคชนิด “Rapid Arc” ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องแรกของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลอีกด้วย

ศูนย์มะเร็ง,Rapid Arc,เครื่องฉายรังสีเร่งอนุภาค,ฉายรังสี,รังสีรักษา

รังสีรักษาคืออะไร?

โดยทั่วไปแล้ว “รังสีรักษา” หรือเรียกง่ายๆ ว่า “การฉายรังสี” เป็นวิธีหนึ่งที่มีการนำมาใช้ในการรักษาโรคมะเร็งเป็นอันดับต้นๆ รังสีที่ว่านี้จะอยู่ในรูปของคลื่นที่มีพลังงานสูง สามารถทะลุผ่านสิ่งต่างๆ ได้ดี เช่นรังสีเอกซเรย์ หรือ แกมมาเรย์ หรืออยู่ในรูปของอนุภาค เช่น ลำรังสีอิเลคตรอน โดยเป้าหมายที่สำคัญของการฉายรังสีคือ ทำให้ก้อนมะเร็งได้รับรังสีสูงที่สุดเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งในขณะที่อวัยวะสำคัญข้างเคียงจะต้องได้รับรังสีน้อยที่สุดเพื่อลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการฉายรังสี

วิธีให้รังสีรักษาทำได้อย่างไรบ้าง?

  • การฉายรังสีจากภายนอก (External Radiation Therapy) (Linear Accelerator) โดยจะสามารถส่งผ่านลำรังสีพลังงานสูงนี้ไปยังเป้าหมายได้อย่างแม่นยำแม้ว่าก้อนมะเร็งนั้นจะอยู่ตรงตำแหน่งไหนของร่างกายก็ตาม
  • การฉายรังสีแบบภายใน (Brachytherapy) หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “การใส่แร่” ซึ่งก็คือการสอดใส่สารกัมมันตรังสีเช่น อิริเดียม 192 หรือ โคบอลท์ 60 เข้าสู่ร่างกายในตำแหน่งของเนื้องอกโดยตรง มีผลให้เนื้องอกได้รับปริมาณรังสีสูง ในขณะที่อวัยวะสำคัญข้างเคียงได้รับรังสีน้อย วิธีนี้เหมาะสำหรับการรักษามะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งมดลูก เป็นต้น

สู่อีกขั้นของนวัตกรรมการฉายรังสี

สำหรับประเทศไทยนั้น วิวัฒนาการในการฉายรังสีของประเทศไทยเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2471 คือเริ่มมีการใช้วิธีฉายรังสีจากภายนอกเป็นครั้งแรก และนับจากนั้นเป็นต้นมาก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีเทคนิคที่น่าสนใจดังนี้

  • การฉายรังสีแบบธรรมดา (Conventional Technique)

​   เทคนิคนี้ไม่ยุ่งยากซับซ้อนมากนัก ส่วนใหญ่จะฉายรังสีเป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมหรือวงกลมโดยอ้างอิงจากภาพเอกซเรย์กระดูกแบบธรรมดาที่จะใช้กระดูกในบริเวณใกล้เคียงเนื้องอกหรือมะเร็งนั้นเป็นอวัยวะอ้างอิง ใช้ในการรักษาโรคที่มีความซับซ้อนไม่มากนัก

  • การฉายรังสีแบบสองมิติ (Two Dimensional Technique)

​   เป็นเทคนิคการฉายรังสีที่พัฒนามาจากประเภทแรก โดยมีการใช้ภาพเอกซเรย์ 2 มิติ คำนวณการรักษาด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์วางแผนการรักษา

  • การฉายรังสีสามมิติ (Three Dimensional Conformal Radiation Therapy: 3D-CRT)

​   เป็นการรักษาที่ใช้ภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ทำให้เห็นก้อนเนื้องอกและอวัยวะปกติในรูป 3 มิติ ทำให้แพทย์สามารถกำหนดขอบเขตการรักษาได้แม่นยำมากขึ้น และนักฟิสิกส์การแพทย์สามารถวางแผนการรักษาโดยใช้ลำรังสีเข้าได้หลายทิศทางด้วยคอมพิวเตอร์ วิธีนี้จะทำให้ปริมาณรังสีกระจายอย่างสม่ำเสมอครอบคลุมก้อนเนื้องอกและยังลดปริมาณรังสีต่ออวัยวะข้างเคียงทั้งนี้การรักษาด้วยวิธีนี้เหมาะกับรอยโรคที่ค่อนข้างมีความซับซ้อน

รูปแผนการรักษา 3 มิติและ 2 มิติ

3 มิติ: ลำรังสีเข้าหลายทิศทาง
3 มิติ: ลำรังสีเข้าหลายทิศทาง
2 มิติ: ลำรังสีเข้า 2 มิติ
2 มิติ: ลำรังสีเข้า 2 มิติ
ภาพแสดงการกระจายรังสี (บริเวณที่มีสี) ของภาพตัดขวางบริเวณอุ้งเชิงกราน ด้วยเทคนิค 3 มิติ จะมีการครอบคลุมของรังสีบริเวณที่ต้องการรักษา (เส้นสีเหลือง) ได้ดีกว่า และรังสีโดนอวัยวะปกติน้อยกว่าเทคนิค 2 มิติ
  • การฉายรังสีแบบสี่มิติ (Four Dimensional Radiation Therapy)

​   วิธีนี้เป็นการฉายรังสีที่เหมาะกับรอยโรคที่มีการเคลื่อนไหวเช่น มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน เป็นต้นเพราะในขณะที่ผู้ป่วยหายใจหรือขยับตัว ก็จะยังคงมีเครื่องมือตรวจจับการหายใจบนตัวผู้ป่วยขณะถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือขณะฉายรังสีด้วยวิธีนี้จะทำให้สามารถกำหนดขอบเขตก้อนเนื้องอกได้ถูกต้องและครอบคลุมตลอดทุกช่วงการหายใจ มีผลให้อวัยวะข้างเคียงได้รับปริมาณรังสีลดลงเป็นการช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากรังสี และสามารถเพิ่มปริมาณรังสีที่ก้อนเนื้องอกได้สูงขึ้น

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คลิก!! ศูนย์มะเร็ง ชั้น 1 โซน E

#ศูนย์มะเร็ง #โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ #การรักษามะเร็ง #ศูนย์รักษามะเร็ง #โรคมะเร็ง #มะเร็ง #Rapicarc #การฉายรังสี #เทคโนโลยรักษามะเร็ง #นวัตกรรมการรักษาโรคมะเร็ง #Rapid Arc

   เครื่องฉายรังสีเร่งอนุภาค Rapid Arc เป็นเครื่องฉายรังสีชนิดเร่งอนุภาคพลังงานสูง จากบริษัทแวเรียนประเทศสหรัฐอเมริกา ที่สามารถทำการฉายรังสีด้วยเทคนิคการฉายแบบหมุนรอบตัวผู้ป่วยหรือที่เรียกว่า Volumetric Modulated Arc Therapy และเรียกสั้นๆ ว่า “Rapid Arc” มีความพิเศษสุดตรงที่เป็นเทคนิคใหม่ซึ่งพัฒนามากขึ้นกว่าการฉายรังสีแปรความเข้มสามมิติธรรมดา ด้วยวิธีการฉายรังสีแปรความเข้มหมุนรอบตัว ทำให้เนื้องอกได้รับปริมาณรังสีในปริมาณสูง และช่วยลดปริมาณรังสีให้กับอวัยวะข้างเคียงและเนื้อเยื่อปกติ เหมาะสำหรับโรคมะเร็งที่มีความซับซ้อน เช่น มะเร็งหลังโพรงจมูก มะเร็งบริเวณศีรษะและลำคอ มะเร็งปอด มะเร็งต่อมลูกหมาก หรือสำหรับอวัยวะทุกส่วนของร่างกายก็สามารถรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน 

   นอกจากนั้น เครื่องฉายรังสีเร่งอนุภาค Rapid Arc ยังสามารถรองรับการฉายรังสีเทคนิค 2 มิติ 3 มิติ (3D-CRT) แปรความเข้ม 3 มิติ (IMRT) และเทคนิคการฉายแบบ 4 มิติได้อีกด้วย

ประสิทธิภาพที่ดีขึ้นจากเครื่องฉายรังสีเร่งอนุภาค Rapid Arc

1. ผู้รับบริการได้รับความสะดวก สบาย รวดเร็วยิ่งขึ้น

ด้วยความที่การฉายรังสีแบบ Rapid Arc นี้เป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด พัฒนาขึ้นมาเพื่อลดเวลาในการฉายรังสีลงโดยคุณภาพในการรักษาดีขึ้นเครื่องฉายจะหมุนรอบตัวผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องในหนึ่งรอบการหมุนจะมีการปรับรูปร่างของลำรังสี ปรับปริมาณรังสีไปพร้อมกับการปรับความเร็วของการหมุนของเครื่องฉาย เทคนิคนี้จะช่วยลดเวลาในการฉายรังสีให้เร็วขึ้นได้มากกว่าเทคนิคแปรความเข้มสามมิติถึง 8-10 เท่า แปลง่ายๆ ว่าผู้ป่วยจะใช้เวลาในการฉายรังสีเพียง 2-5 นาที จากเดิมใช้เวลา 15-20 นาที ผู้ป่วยจะได้รับความสะดวกสบายในการรักษา ลดอาการปวดเมื่อยจากการกดทับเมื่อมีการนอนรักษาเป็นเวลานาน และสามารถใช้ชีวิตตามปกติได้อย่างรวดเร็ว

รูปแผนการรักษา Rapid Arc &IMRT
Rapid Arc 627 MU IMRT 2612 MU
Rapid Arc 627 MU IMRT 2612 MU

ภาพแสดงการกระจายรังสี (บริเวณที่มีสี) ของภาพตัดขวางบริเวณอุ้งเชิงกรานด้วยเทคนิค Rapid Arc จะมีการครอบคลุมของรังสีบริเวณที่ต้องการรักษา (เส้นสีเหลือง) ได้ดีกว่า และ รังสีโดนอวัยวะปกติน้อยกว่าเทคนิค IMRT นอกจากนั้นแล้ว จะสามารถสังเกตได้อย่าง ชัดเจนว่า เครื่องฉายรังสีเร่งอนุภาค Rapid Arc จะใช้เวลาในการฉายรังสีน้อยกว่าเทคนิค แปรความเข้ม 3 มิติ หรือ IMRT โดยพิจารณาจากตัวเลขที่น้อยกว่า คือ Rapid Arc 627 MU < IMRT 2612 MU

 

2. ประสิทธิภาพในการรักษาดีขึ้น

เมื่อสามารถปรับเปลี่ยนรูปร่างของลำรังสีตามขอบเขตของก้อนเนื้องอก จากการใช้อุปกรณ์กำบังรังสีแบบซี่ (Multi-Leaf Collimator: MLC) ก็ยิ่งทำให้การฉายรังสีแบบ Rapid Arc มีความแม่นยำตรงตามแผนการรักษาที่วางไว้มากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นการควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่มีความถูกต้องและแม่นยำสูงยังช่วยให้สามารถเพิ่มปริมาณรังสีได้สูงขึ้น จึงถือว่าเป็นแผนการให้รังสีที่ดีที่สุดในขณะนี้ ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาแล้วยังเพิ่มโอกาสในการหายขาดจากโรคสูงยิ่งขึ้นด้วย ทั้งนี้น่าสังเกตว่าด้วยเทคนิคดังกล่าว ทำให้ผู้ป่วยนอนในห้องฉายแสงเป็นเวลาสั้นๆ ทำให้ลดความคลาดเคลื่อนที่อาจจะเกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวของผู้ป่วยในระหว่างการฉายรังสีลงได้อีกด้วย

ศูนย์มะเร็ง,Rapid Arc,เครื่องฉายรังสีเร่งอนุภาค,ฉายรังสี,รังสีรักษา

ภาพ A-D แสดงการกระจายของรังสี (บริเวณที่มีสี)ครอบคลุมก้อนเนื้อที่ต้องการรักษา (เส้นสีเหลือง)

เครื่องฉายรังสีหมุนรอบระนาบตัวผู้ป่วยเพื่อให้ได้ปริมาณรังสีตรงตามแผนการรักษา
เครื่องฉายรังสีหมุนรอบระนาบตัวผู้ป่วยเพื่อให้ได้ปริมาณรังสี
ตรงตามแผนการรักษา 


3. ลดผลข้างเคียงจากการฉายรังสี

เมื่อเปรียบเทียบกับการฉายรังสีด้วยเทคนิคเดิมแล้ว พบว่าการฉายรังสีแบบ Rapid Arc ช่วยใหอวัยวะข้างเคียงได้รับปริมาณรังสีลดลงโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อวัยวะที่ติดกับก้อนเนื้องอกหรือมีความทนต่อรังสี น้อยทำให้ภาวะแทรกซ้อนจากการฉายรังสีเกิดขึ้นน้อยลง เช่น อาการน้ำลายแห้ง กระเพาะปัสสาวะอักเสบ และอาการถ่ายเป็นเลือดจากลำไส้อักเสบ เป็นต้น ส่งผลใหผู้รั้บการรักษามีคุณภาพชีวิตในระยะยาวที่ดีขึ้น

ศูนย์มะเร็ง,Rapid Arc,เครื่องฉายรังสีเร่งอนุภาค,ฉายรังสี,รังสีรักษา

ภาพแสดงการกระจายรังสี (บริเวณที่มีสี ) ของภาพตัดขวางบริเวณช่องปากด้วยเทคนิค Rapid Arc จะมีการครอบคลุมของรังสีบริเวณที่ต้องการรักษา (บริเวณเส้นสีนํ้าเงินและแดง) ได้ดีกว่า และรังสีโดนอวัยวะปกติน้อยกว่าเทคนิค IMRT

4. เพิ่มความถูกต้องแม่นยำในการฉายรังสี

การฉายรังสีแบบ Rapid Arc สามารถให้การรักษาได้อย่างถูกต้องแม่นยำ เนื่องจากการติดตั้งระบบภาพนำวิถีภายในตัวเครื่อง หรือ On-Board Imager: OBI ซึ่งสามารถถ่ายภาพเอกซเรย์ และเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Cone Beam CT: CBCT) เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของตำแหน่งการฉายรังสีก่อนทำการฉายรังสีจริงใหกั้บผู้ป่วย ทำให้การรักษาถูกต้อง ตรงตามตำแหน่งและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
 

ศูนย์มะเร็ง,Rapid Arc,เครื่องฉายรังสีเร่งอนุภาค,ฉายรังสี,รังสีรักษา

การเช็คภาพ CBCT จากห้องฉายรังสี Rapid Arc ร่วมกับภาพจาก CT simulation (เอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อวางแผนการรักษาเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของตำแหน่งการฉายรังสี

 

   ทั้งหมดที่กล่าวข้างต้น ทำให้สามารถมั่นใจได้ว่าผู้ป่วยจะพบกับอีกหนึ่งนวัตกรรมการรักษาโรคมะเร็งที่แม่นยำขึ้น ใช้เวลาน้อยกว่าที่เคย รวมทั้งปลอดภัยจากผลข้างเคียงมากขึ้น เครื่องฉายเร่งอนุภาค Rapid Arc จึงเป็นเครื่องมือทางการแพทย์อีกเครื่องมือหนึ่งที่สะท้อนความพร้อมและมุ่งมั่นของโรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ยกระดับสู่ความเป็นเลิศในการให้บริการทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพสู่สากล และมีความทันสมัยอยู่เสมอ เพื่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ดีของผู้รับการรักษาทุกคน

   "โรคมะเร็ง" ยังคงเป็นโรคที่ใครหลายคนมักหวั่นกลัวเมื่อได้ยินอยู่เสมอ แต่วันนี้เราอาจจะต้องปรับเปลี่ยนความเชื่อเสียใหม่ เพราะปัจจุบันนี้วิทยาการทางการแพทย์ก็ล้วนมีความก้าวหน้าขึ้นอย่างมาก ทำให้มนุษย์เราสามารถค้นพบเครื่องมือและวิธีการที่ใช้จัดการกับมะเร็งร้ายได้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ

   ที่ศูนย์รังสีรักษา โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ (เปิดให้บริการที่ชั้นใต้ดิน B2) นั้นเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจในการให้บริการของโรงพยาบาลที่มีความทันสมัยของเครื่องมือทางการรักษาที่เรียกว่า เครื่องฉายเร่งอนุภาคชนิด “Rapid Arc” ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องแรกของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลอีกด้วย

ศูนย์มะเร็ง,Rapid Arc,เครื่องฉายรังสีเร่งอนุภาค,ฉายรังสี,รังสีรักษา

รังสีรักษาคืออะไร?

โดยทั่วไปแล้ว “รังสีรักษา” หรือเรียกง่ายๆ ว่า “การฉายรังสี” เป็นวิธีหนึ่งที่มีการนำมาใช้ในการรักษาโรคมะเร็งเป็นอันดับต้นๆ รังสีที่ว่านี้จะอยู่ในรูปของคลื่นที่มีพลังงานสูง สามารถทะลุผ่านสิ่งต่างๆ ได้ดี เช่นรังสีเอกซเรย์ หรือ แกมมาเรย์ หรืออยู่ในรูปของอนุภาค เช่น ลำรังสีอิเลคตรอน โดยเป้าหมายที่สำคัญของการฉายรังสีคือ ทำให้ก้อนมะเร็งได้รับรังสีสูงที่สุดเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งในขณะที่อวัยวะสำคัญข้างเคียงจะต้องได้รับรังสีน้อยที่สุดเพื่อลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการฉายรังสี

วิธีให้รังสีรักษาทำได้อย่างไรบ้าง?

  • การฉายรังสีจากภายนอก (External Radiation Therapy) (Linear Accelerator) โดยจะสามารถส่งผ่านลำรังสีพลังงานสูงนี้ไปยังเป้าหมายได้อย่างแม่นยำแม้ว่าก้อนมะเร็งนั้นจะอยู่ตรงตำแหน่งไหนของร่างกายก็ตาม
  • การฉายรังสีแบบภายใน (Brachytherapy) หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “การใส่แร่” ซึ่งก็คือการสอดใส่สารกัมมันตรังสีเช่น อิริเดียม 192 หรือ โคบอลท์ 60 เข้าสู่ร่างกายในตำแหน่งของเนื้องอกโดยตรง มีผลให้เนื้องอกได้รับปริมาณรังสีสูง ในขณะที่อวัยวะสำคัญข้างเคียงได้รับรังสีน้อย วิธีนี้เหมาะสำหรับการรักษามะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งมดลูก เป็นต้น

สู่อีกขั้นของนวัตกรรมการฉายรังสี

สำหรับประเทศไทยนั้น วิวัฒนาการในการฉายรังสีของประเทศไทยเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2471 คือเริ่มมีการใช้วิธีฉายรังสีจากภายนอกเป็นครั้งแรก และนับจากนั้นเป็นต้นมาก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีเทคนิคที่น่าสนใจดังนี้

  • การฉายรังสีแบบธรรมดา (Conventional Technique)

​   เทคนิคนี้ไม่ยุ่งยากซับซ้อนมากนัก ส่วนใหญ่จะฉายรังสีเป็นพื้นที่สี่เหลี่ยมหรือวงกลมโดยอ้างอิงจากภาพเอกซเรย์กระดูกแบบธรรมดาที่จะใช้กระดูกในบริเวณใกล้เคียงเนื้องอกหรือมะเร็งนั้นเป็นอวัยวะอ้างอิง ใช้ในการรักษาโรคที่มีความซับซ้อนไม่มากนัก

  • การฉายรังสีแบบสองมิติ (Two Dimensional Technique)

​   เป็นเทคนิคการฉายรังสีที่พัฒนามาจากประเภทแรก โดยมีการใช้ภาพเอกซเรย์ 2 มิติ คำนวณการรักษาด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์วางแผนการรักษา

  • การฉายรังสีสามมิติ (Three Dimensional Conformal Radiation Therapy: 3D-CRT)

​   เป็นการรักษาที่ใช้ภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ทำให้เห็นก้อนเนื้องอกและอวัยวะปกติในรูป 3 มิติ ทำให้แพทย์สามารถกำหนดขอบเขตการรักษาได้แม่นยำมากขึ้น และนักฟิสิกส์การแพทย์สามารถวางแผนการรักษาโดยใช้ลำรังสีเข้าได้หลายทิศทางด้วยคอมพิวเตอร์ วิธีนี้จะทำให้ปริมาณรังสีกระจายอย่างสม่ำเสมอครอบคลุมก้อนเนื้องอกและยังลดปริมาณรังสีต่ออวัยวะข้างเคียงทั้งนี้การรักษาด้วยวิธีนี้เหมาะกับรอยโรคที่ค่อนข้างมีความซับซ้อน

รูปแผนการรักษา 3 มิติและ 2 มิติ

3 มิติ: ลำรังสีเข้าหลายทิศทาง
3 มิติ: ลำรังสีเข้าหลายทิศทาง
2 มิติ: ลำรังสีเข้า 2 มิติ
2 มิติ: ลำรังสีเข้า 2 มิติ
ภาพแสดงการกระจายรังสี (บริเวณที่มีสี) ของภาพตัดขวางบริเวณอุ้งเชิงกราน ด้วยเทคนิค 3 มิติ จะมีการครอบคลุมของรังสีบริเวณที่ต้องการรักษา (เส้นสีเหลือง) ได้ดีกว่า และรังสีโดนอวัยวะปกติน้อยกว่าเทคนิค 2 มิติ
  • การฉายรังสีแบบสี่มิติ (Four Dimensional Radiation Therapy)

​   วิธีนี้เป็นการฉายรังสีที่เหมาะกับรอยโรคที่มีการเคลื่อนไหวเช่น มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน เป็นต้นเพราะในขณะที่ผู้ป่วยหายใจหรือขยับตัว ก็จะยังคงมีเครื่องมือตรวจจับการหายใจบนตัวผู้ป่วยขณะถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือขณะฉายรังสีด้วยวิธีนี้จะทำให้สามารถกำหนดขอบเขตก้อนเนื้องอกได้ถูกต้องและครอบคลุมตลอดทุกช่วงการหายใจ มีผลให้อวัยวะข้างเคียงได้รับปริมาณรังสีลดลงเป็นการช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากรังสี และสามารถเพิ่มปริมาณรังสีที่ก้อนเนื้องอกได้สูงขึ้น

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คลิก!! ศูนย์มะเร็ง ชั้น 1 โซน E


ค้นหาแพทย์

สาระสุขภาพ

ศูนย์รักษาโรคเฉพาะทาง