ปลดล็อก อาการนิ้วล็อก

โรคนิ้วล็อก โรคใกล้ตัวที่เกิดขึ้นได้ในทุกเพศ ทุกวัย ส่วนใหญ่จะเกิดกับผู้หญิงวัยกลางคนในช่วงอายุ 40-50 ปี และในปัจจุบันพบว่ากลุ่มคนทำงานในออฟฟิศมีอาการนิ้วล็อกเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นอาการหนึ่งของโรคออฟฟิศซินโดรม เนื่องจากคนกลุ่มนี้ต้องใช้นิ้วมือในการพิมพ์คีย์บอร์ด สมาร์ทโฟน หรือใช้ข้อมือขยับเมาส์คอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ จึงมีโอกาสที่จะเป็นโรคนิ้วล็อกได้ โดยอาการจะเริ่มจากการปวดบริเวณโคนนิ้วมือ มีอาการสะดุดเวลาขยับนิ้ว งอนิ้ว และเหยียดนิ้ว

สาเหตุของโรคนิ้วล็อก

โรคนิ้วล็อกเกิดจากการอักเสบของเยื่อหุ้มเส้นเอ็นงอนิ้วที่บริเวณฝ่ามือตรงตำแหน่งโคนนิ้ว ทำให้นิ้วขยับได้ไม่ดี งอข้อนิ้วมือแล้วไม่สามารถเหยียดกลับคืนได้เหมือนเดิม หรือรู้สึกเหมือนนิ้วถูกล็อกไว้

กลุ่มคนที่เสี่ยงเป็นโรคนิ้วล็อก

1. ผู้ที่มีความจำเป็นต้องทำงานในลักษณะเกร็งนิ้วมือบ่อยๆ เป็นระยะเวลานาน เช่น แม่บ้าน, พนักงานออฟฟิศ, คนทำอาหาร, ช่างไฟฟ้า, ช่างไม้, ช่างโทรศัพท์, ช่างทำผม, ทันตแพทย์ หรือคนสวน เป็นต้น

2.ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคเบาหวาน โรคไต โรคเก๊าท์ หรือโรครูมาตอยด์ เป็นต้น จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคนิ้วล็อกมากขึ้น

อาการของโรคนิ้วล็อก  

โดยทั่วไปอาการของโรคนิ้วล็อกสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1:  มีอาการปวดบริเวณโคนนิ้วมือ ถ้าเอานิ้วกดบริเวณฐานนิ้วมือด้านหน้าจะมีอาการปวดมากขึ้น  แต่ยังไม่มีอาการสะดุด

ระยะที่ 2:  มีอาการสะดุดเวลาขยับนิ้ว งอนิ้ว และเหยียดนิ้ว 

ระยะที่ 3:  เมื่องอนิ้วลงจะมีอาการติดล็อก ไม่สามารถเหยียดนิ้วออกเองได้ จึงจำเป็นต้องใช้มืออีกข้างหนึ่งมาช่วยแกะ หากมีอาการมากขึ้นจะไม่สามารถงอนิ้วลงได้เอง

ระยะที่ 4:  มีอาการอักเสบและบวม  ไม่สามารถเหยียดนิ้วให้ตรงได้  ถ้าใช้มืออีกข้างหนึ่งมาช่วยแกะ จะมีอาการปวดมาก

แนวทางการรักษาโรคนิ้วล็อก  

การรักษาโรคนิ้วล็อกมีหลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของโรค

1. ให้ยารับประทานในกลุ่ม NSAID เพื่อลดอาการปวด บวม อักเสบ และพักการใช้งานของมือ ไม่ใช้งานรุนแรง

2. ใช้เครื่องดามนิ้ว หรือการนวดเบา ๆ  การประคบร้อน และการทำกายภาพบำบัด

3. การฉีดยากลุ่มสเตียรอยด์เฉพาะที่ เพื่อลดการอักเสบ ลดการบวมของเส้นเอ็น แต่การฉีดยาอาจทำให้อาการดีขึ้นได้เพียงระยะเวลาสั้นๆ และสามารถกลับมาเป็นซ้ำอีกได้ในระยะเวลาไม่นาน ข้อจำกัดในการรักษานี้คือ ไม่ควรฉีดยาเกิน 2 หรือ 3 ครั้งต่อนิ้วที่เป็นโรค

4. การผ่าตัด โดยการตัดปลอกหุ้มเส้นเอ็นที่หนาอยู่ให้เปิดกว้าง เพื่อให้เส้นเอ็นเคลื่อนผ่านได้สะดวก ไม่ติดขัด  หลังผ่าตัดเสร็จผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล โดยแผลหลังผ่าตัดห้ามโดนน้ำประมาณ 1-2 อาทิตย์

ท่าออกกำลังกาย 3 Steps ปลดล็อกนิ้วล็อกแบบง่ายๆ

1. กล้ามเนื้อบริเวณแขน มือ นิ้วมือ โดยยกแขนระดับไหล่ ใช้มือข้างหนึ่งดันให้ข้อมือกระดกขึ้น-ลง ปลายนิ้วเหยียดตรงค้างไว้ นับ 1-10 แล้วปล่อย ทำ 5-10 ครั้ง/เซต

2.1 บริหารการกำ-แบมือ โดยฝึกกำ-แบ เพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวของข้อนิ้ว และกำลังกล้ามเนื้อภายในมือ โดยทำ 6-10 ครั้ง/เซต (กรณีนิ้วล็อกไปแล้ว งดทำท่า 2.1)

2.2 ค่อย ๆ คลายมือออกร่วมกับการนวดคลึงเบา ๆ บริเวณข้อนิ้วมือที่มีอาการเพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวของข้อต่อ

 

3. หากเริ่มมีอาการปวดตึง แนะนำให้นำมือแช่น้ำอุ่นไว้ 15 - 20 นาทีทุกวัน (วันละ 2 รอบ เช้า - เย็น) หากอาการไม่ดีขึ้น แนะนำให้มาพบแพทย์และทำการรักษาทางกายภาพต่อไป

วิธีลดความเสี่ยงการเป็นนิ้วล็อก

1. ไม่หิ้วของหนักเกิน ถ้าจำเป็นต้องหิ้วให้ใช้ผ้าขนหนูรอง และหิ้วให้น้ำหนักตกที่ฝ่ามือ อาจใช้วิธีการอุ้มประคองหรือรถเข็นลากแทนการหิ้วของ เพื่อลดการรับน้ำหนักที่นิ้วมือ

2. ควรใส่ถุงมือ หรือห่อหุ้มด้ามจับเครื่องมือให้นุ่มขึ้นและจัดทำขนาดที่จับเหมาะแก่การใช้งาน ขณะใช้เครื่องมือทุ่นแรง เช่น ไขควง เลื่อย ค้อน ฯลฯ

3. งานที่ต้องใช้เวลาทำงานนานต่อเนื่อง ทำให้มือเมื่อยล้า หรือระบม ควรพักมือเป็นระยะๆ และออกกำลังกายยืดกล้ามเนื้อมือบ้าง

4. ไม่ขยับนิ้วหรือดีดนิ้วเล่น เพราะจะทำให้เส้นเอ็นอักเสบมากยิ่งขึ้น

5. ถ้ามีข้อฝืดตอนเช้า หรือมือเมื่อยล้า ให้แช่น้ำอุ่นร่วมกับการขยับมือกำแบในน้ำเบาๆ (ไม่ควรกำมือแน่นจนเกินไป) จะทำให้ข้อฝืดลดลง

6. หลีกเลี่ยงการซักผ้าด้วยมือ การบิดผ้าให้แห้งมากๆ หรือกิจกรรมที่ต้องใช้ข้อมือ เพื่อให้กำแน่นๆ

หมายเหตุ : ควรพักการใช้งานในส่วนที่เกิดอาการนิ้วล็อก

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ออร์โธปิดิกส์ ชั้น 2 โซน A

โรคนิ้วล็อก โรคใกล้ตัวที่เกิดขึ้นได้ในทุกเพศ ทุกวัย ส่วนใหญ่จะเกิดกับผู้หญิงวัยกลางคนในช่วงอายุ 40-50 ปี และในปัจจุบันพบว่ากลุ่มคนทำงานในออฟฟิศมีอาการนิ้วล็อกเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นอาการหนึ่งของโรคออฟฟิศซินโดรม เนื่องจากคนกลุ่มนี้ต้องใช้นิ้วมือในการพิมพ์คีย์บอร์ด สมาร์ทโฟน หรือใช้ข้อมือขยับเมาส์คอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ จึงมีโอกาสที่จะเป็นโรคนิ้วล็อกได้ โดยอาการจะเริ่มจากการปวดบริเวณโคนนิ้วมือ มีอาการสะดุดเวลาขยับนิ้ว งอนิ้ว และเหยียดนิ้ว

สาเหตุของโรคนิ้วล็อก

โรคนิ้วล็อกเกิดจากการอักเสบของเยื่อหุ้มเส้นเอ็นงอนิ้วที่บริเวณฝ่ามือตรงตำแหน่งโคนนิ้ว ทำให้นิ้วขยับได้ไม่ดี งอข้อนิ้วมือแล้วไม่สามารถเหยียดกลับคืนได้เหมือนเดิม หรือรู้สึกเหมือนนิ้วถูกล็อกไว้

กลุ่มคนที่เสี่ยงเป็นโรคนิ้วล็อก

1. ผู้ที่มีความจำเป็นต้องทำงานในลักษณะเกร็งนิ้วมือบ่อยๆ เป็นระยะเวลานาน เช่น แม่บ้าน, พนักงานออฟฟิศ, คนทำอาหาร, ช่างไฟฟ้า, ช่างไม้, ช่างโทรศัพท์, ช่างทำผม, ทันตแพทย์ หรือคนสวน เป็นต้น

2.ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคเบาหวาน โรคไต โรคเก๊าท์ หรือโรครูมาตอยด์ เป็นต้น จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคนิ้วล็อกมากขึ้น

อาการของโรคนิ้วล็อก  

โดยทั่วไปอาการของโรคนิ้วล็อกสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1:  มีอาการปวดบริเวณโคนนิ้วมือ ถ้าเอานิ้วกดบริเวณฐานนิ้วมือด้านหน้าจะมีอาการปวดมากขึ้น  แต่ยังไม่มีอาการสะดุด

ระยะที่ 2:  มีอาการสะดุดเวลาขยับนิ้ว งอนิ้ว และเหยียดนิ้ว 

ระยะที่ 3:  เมื่องอนิ้วลงจะมีอาการติดล็อก ไม่สามารถเหยียดนิ้วออกเองได้ จึงจำเป็นต้องใช้มืออีกข้างหนึ่งมาช่วยแกะ หากมีอาการมากขึ้นจะไม่สามารถงอนิ้วลงได้เอง

ระยะที่ 4:  มีอาการอักเสบและบวม  ไม่สามารถเหยียดนิ้วให้ตรงได้  ถ้าใช้มืออีกข้างหนึ่งมาช่วยแกะ จะมีอาการปวดมาก

แนวทางการรักษาโรคนิ้วล็อก  

การรักษาโรคนิ้วล็อกมีหลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของโรค

1. ให้ยารับประทานในกลุ่ม NSAID เพื่อลดอาการปวด บวม อักเสบ และพักการใช้งานของมือ ไม่ใช้งานรุนแรง

2. ใช้เครื่องดามนิ้ว หรือการนวดเบา ๆ  การประคบร้อน และการทำกายภาพบำบัด

3. การฉีดยากลุ่มสเตียรอยด์เฉพาะที่ เพื่อลดการอักเสบ ลดการบวมของเส้นเอ็น แต่การฉีดยาอาจทำให้อาการดีขึ้นได้เพียงระยะเวลาสั้นๆ และสามารถกลับมาเป็นซ้ำอีกได้ในระยะเวลาไม่นาน ข้อจำกัดในการรักษานี้คือ ไม่ควรฉีดยาเกิน 2 หรือ 3 ครั้งต่อนิ้วที่เป็นโรค

4. การผ่าตัด โดยการตัดปลอกหุ้มเส้นเอ็นที่หนาอยู่ให้เปิดกว้าง เพื่อให้เส้นเอ็นเคลื่อนผ่านได้สะดวก ไม่ติดขัด  หลังผ่าตัดเสร็จผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล โดยแผลหลังผ่าตัดห้ามโดนน้ำประมาณ 1-2 อาทิตย์

ท่าออกกำลังกาย 3 Steps ปลดล็อกนิ้วล็อกแบบง่ายๆ

1. กล้ามเนื้อบริเวณแขน มือ นิ้วมือ โดยยกแขนระดับไหล่ ใช้มือข้างหนึ่งดันให้ข้อมือกระดกขึ้น-ลง ปลายนิ้วเหยียดตรงค้างไว้ นับ 1-10 แล้วปล่อย ทำ 5-10 ครั้ง/เซต

2.1 บริหารการกำ-แบมือ โดยฝึกกำ-แบ เพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวของข้อนิ้ว และกำลังกล้ามเนื้อภายในมือ โดยทำ 6-10 ครั้ง/เซต (กรณีนิ้วล็อกไปแล้ว งดทำท่า 2.1)

2.2 ค่อย ๆ คลายมือออกร่วมกับการนวดคลึงเบา ๆ บริเวณข้อนิ้วมือที่มีอาการเพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวของข้อต่อ

 

3. หากเริ่มมีอาการปวดตึง แนะนำให้นำมือแช่น้ำอุ่นไว้ 15 - 20 นาทีทุกวัน (วันละ 2 รอบ เช้า - เย็น) หากอาการไม่ดีขึ้น แนะนำให้มาพบแพทย์และทำการรักษาทางกายภาพต่อไป

วิธีลดความเสี่ยงการเป็นนิ้วล็อก

1. ไม่หิ้วของหนักเกิน ถ้าจำเป็นต้องหิ้วให้ใช้ผ้าขนหนูรอง และหิ้วให้น้ำหนักตกที่ฝ่ามือ อาจใช้วิธีการอุ้มประคองหรือรถเข็นลากแทนการหิ้วของ เพื่อลดการรับน้ำหนักที่นิ้วมือ

2. ควรใส่ถุงมือ หรือห่อหุ้มด้ามจับเครื่องมือให้นุ่มขึ้นและจัดทำขนาดที่จับเหมาะแก่การใช้งาน ขณะใช้เครื่องมือทุ่นแรง เช่น ไขควง เลื่อย ค้อน ฯลฯ

3. งานที่ต้องใช้เวลาทำงานนานต่อเนื่อง ทำให้มือเมื่อยล้า หรือระบม ควรพักมือเป็นระยะๆ และออกกำลังกายยืดกล้ามเนื้อมือบ้าง

4. ไม่ขยับนิ้วหรือดีดนิ้วเล่น เพราะจะทำให้เส้นเอ็นอักเสบมากยิ่งขึ้น

5. ถ้ามีข้อฝืดตอนเช้า หรือมือเมื่อยล้า ให้แช่น้ำอุ่นร่วมกับการขยับมือกำแบในน้ำเบาๆ (ไม่ควรกำมือแน่นจนเกินไป) จะทำให้ข้อฝืดลดลง

6. หลีกเลี่ยงการซักผ้าด้วยมือ การบิดผ้าให้แห้งมากๆ หรือกิจกรรมที่ต้องใช้ข้อมือ เพื่อให้กำแน่นๆ

หมายเหตุ : ควรพักการใช้งานในส่วนที่เกิดอาการนิ้วล็อก

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ออร์โธปิดิกส์ ชั้น 2 โซน A


ค้นหาแพทย์

สาระสุขภาพ

ศูนย์รักษาโรคเฉพาะทาง