การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ Urinary Tract Infection (UTI)
UTI คืออะไร?
การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ หรือ UTI (Urinary Tract Infection) คือภาวะที่แบคทีเรียเข้าสู่ระบบทางเดินปัสสาวะแล้วก่อให้เกิดการอักเสบ ซึ่งอาจเกิดขึ้นที่ท่อปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะ หรือลุกลามขึ้นไปถึงไต
UTI เป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อที่พบบ่อยที่สุด ประมาณการณ์ว่าประเทศไทยมีผู้ป่วย UTI หลายแสนรายต่อปี ผู้หญิงมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ชายเนื่องจากท่อปัสสาวะสั้นกว่า ทำให้แบคทีเรียเข้าถึงกระเพาะปัสสาวะได้ง่ายกว่าโดยประมาณ 60% ของผู้หญิงจะมีประสบการณ์ UTI อย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต
UTI แบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก1. ชนิดไม่ซับซ้อน (Uncomplicated UTI) 2. ชนิดซับซ้อน (Complicated UTI) |
อาการที่ควรสังเกต
อาการของการติดเชื้อที่กระเพาะปัสสาวะหรือท่อปัสสาวะ
ถ้าการติดเชื้ออยู่เฉพาะส่วนล่าง อาการมักไม่รุนแรง ได้แก่
- แสบขัดเวลาปัสสาวะ (อาการเด่นที่สุด)
- ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติหรือรู้สึกอยากปัสสาวะตลอดเวลา
- ปัสสาวะไม่สุด หรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
- น้ำปัสสาวะขุ่น มีสี หรือมีกลิ่นผิดปกติ
- ปัสสาวะมีเลือดปน (ปัสสาวะสีชมพูหรือแดง)
- ปวดหน่วงท้องน้อย
อาการที่บ่งชี้ว่าการติดเชื้ออาจลุกลามขึ้นถึงไต
หากมีอาการต่อไปนี้ร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว
- มีไข้สูง หนาวสั่น
- ปวดหลังหรือปวดสีข้าง โดยเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง
- คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร
- อ่อนเพลียผิดปกติ
⚠ เมื่อไหรต้องรีบพบแพทย์ทันทีหากมีอาการรุนแรง ได้แก่ ไข้สูงมาก หนาวสั่น ความดันโลหิตต่ำ ซึม หรือสับสน ควรมาห้องฉุกเฉินทันที เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อในกระแสเลือด (Urosepsis) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ |
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
เชื้อก่อโรคที่พบบ่อยที่สุดคือแบคทีเรีย Escherichia coli (E. coli) ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในลำไส้ตามปกติ แบคทีเรียเหล่านี้สามารถเคลื่อนที่จากบริเวณทวารหนักผ่านปากท่อปัสสาวะเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะ และอาจลุกลามขึ้นไปยังไตได้ นอกจากนี้ยังพบเชื้อชนิดอื่น เช่น Klebsiella pneumoniae และในกลุ่มผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ อาจพบ Staphylococcus saprophyticus ร่วมด้วย
ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยง
- เพศหญิง - ท่อปัสสาวะสั้นกว่าผู้ชาย ทำให้แบคทีเรียเข้าถึงกระเพาะปัสสาวะได้ง่าย
- การอั้นปัสสาวะเป็นประจำ – ลดการชะล้างแบคทีเรียออกจากทางเดินปัสสาวะ
- การดื่มน้ำน้อย – ร่างกายต้องการปัสสาวะในปริมาณที่เพียงพอเพื่อขับเชื้อออก
- โรคเบาหวาน – น้ำตาลในปัสสาวะเอื้อต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย
- นิ่วหรือสิ่งอุดตันในทางเดินปัสสาวะ – ทำให้ปัสสาวะไหลผ่านได้ไม่สะดวก
- ต่อมลูกหมากโตในผู้ชายสูงอายุ – ทำให้ปัสสาวะค้าง
- การคาสายสวนปัสสาวะ – เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้ออย่างมีนัยสำคัญ
- ภูมิคุ้มกันบกพร่อง - ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันหรือมีโรคประจำตัวบางอย่าง
การวินิจฉัย
แพทย์จะวินิจฉัย UTI จากการรวบรวมข้อมูลหลายด้านประกอบกัน
- ซักประวัติและตรวจร่างกาย รับฟังอาการ ระยะเวลา และประวัติการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้อง
- การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) ตรวจหาเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และแบคทีเรียในปัสสาวะผลลบช่วยยืนยันได้อย่างแม่นยำว่าไม่มีการติดเชื้อ
- การเพาะเชื้อปัสสาวะ (Urine Culture) ระบุชนิดเชื้อและความไวต่อยาปฏิชีวนะสำคัญมากในกรณีที่อาการไม่ดีขึ้นหรือมีการติดเชื้อซ้ำบ่อย เพื่อเลือกยาที่เหมาะสมและลดการดื้อยา
*สำหรับผู้ที่ไม่มีอาการใด ๆ แม้จะตรวจพบแบคทีเรียในปัสสาวะ (ภาวะที่เรียกว่า Asymptomatic Bacteriuria) โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องรักษา ยกเว้นในหญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่กำลังจะเข้ารับการผ่าตัดหรือหัตถการในทางเดินปัสสาวะ
การรักษา
การรักษาหลักคือการใช้ยาปฏิชีวนะ โดยแพทย์จะเลือกชนิดและระยะเวลาการรักษาตามความรุนแรง ตำแหน่งการติดเชื้อ และผลเพาะเชื้อ

สิ่งสำคัญเกี่ยวกับยาปฏิชีวนะ
|
UTI ที่เป็นซ้ำบ่อย (Recurrent UTI)
UTI ซ้ำ (Recurrent UTI) หมายถึงการมี UTI ตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไปภายใน 6 เดือน หรือ 3 ครั้งขึ้นไปภายใน 1 ปี พบได้ในผู้หญิงประมาณ 20–40% ที่เคยเป็น UTI มาก่อน การรักษา UTI ซ้ำต้องอาศัยการประเมินละเอียดกว่าปกติ ซึ่งอาจรวมถึง
- การเพาะเชื้อปัสสาวะทุกครั้งที่มีอาการ เพื่อติดตามรูปแบบของเชื้อและความไวต่อยา
- การตรวจภาพถ่ายรังสี (Ultrasound หรือ CT scan) เพื่อหาสาเหตุเชิงโครงสร้าง เช่น นิ่ว หรือความผิดปกติของไต
- การส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะ (Cystoscopy) ในบางกรณี
แนวทางป้องกัน UTI ซ้ำ
มีทั้งวิธีที่ใช้ยาและไม่ใช้ยา ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ - หากดื่มน้ำน้อยกว่า 1.5 ลิตรต่อวัน การเพิ่มปริมาณน้ำสามารถลดความถี่ของ UTI ซ้ำได้อย่างมีนัยสำคัญ
- Cranberry - สารโพรแอนโทไซยานิดิน (PAC) ในแครนเบอรี่ช่วยยับยั้งการเกาะติดของแบคทีเรียกับผนังทางเดินปัสสาวะ สามารถใช้ได้ในรูปแบบน้ำผลไม้หรืออาหารเสริม แนะนำโดยแนวทาง AUA/SUFU 2025
- การรักษาปัญหาที่เป็นสาเหตุ - ได้แก่ นิ่วในทางเดินปัสสาวะ ต่อมลูกหมากโต หรือภาวะน้ำตาลในเลือดสูงที่ควบคุมไม่ได้
- Vaginal Estrogen ในหญิงวัยหมดประจำเดือน - การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนส่งผลต่อสภาพแวดล้อมของช่องคลอดและทางเดินปัสสาวะ การใช้ estrogen เฉพาะที่ช่องคลอดสามารถลดความเสี่ยงของ UTI ซ้ำได้ โดยแนะนำโดยแนวทาง AUA/SUFU 2025
- ยาปฏิชีวนะป้องกัน (Antibiotic Prophylaxis) – ในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะขนาดต่ำรับประทานต่อเนื่องหรือให้รับประทานหลังมีเพศ
สัมพันธ์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการประเมินความเสี่ยงและประโยชน์เป็นรายบุคคล
**D-Mannose ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่นิยมกัน จากหลักฐานทางการแพทย์ล่าสุด (AUA/SUFU 2025) พบว่า ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะแนะนำให้ใช้เป็นตัวเดียวในการป้องกัน UTI ซ้ำ หากต้องการใช้ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
การดูแลตัวเองเบื้องต้น
- ดื่มน้ำสะอาด 8–10 แก้วต่อวัน เพื่อช่วยชะล้างแบคทีเรียออกจากทางเดินปัสสาวะ
- ไม่อั้นปัสสาวะ ปัสสาวะให้สม่ำเสมอเมื่อรู้สึกอยากถ่าย
- รักษาความสะอาดของบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ โดยเฉพาะหลังการมีเพศสัมพันธ์
- ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ในกรณีที่มีโรคเบาหวาน
- รักษาโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น นิ่ว หรือต่อมลูกหมากโต ตามคำแนะนำของแพทย์
เรื่องควรรู้: ปัญหาเชื้อดื้อยา
ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังการดื้อยาแห่งชาติ (NARST) ปี 2566 พบว่าเชื้อ E. coli ที่พบในปัสสาวะมีอัตราการดื้อยา Ciprofloxacin สูงถึง 68–70% และดื้อยา TMP/SMX ประมาณ 55–59% นั่นหมายความว่ายาที่เคยใช้รักษา UTI ได้ผลดีในอดีต ปัจจุบันอาจใช้ไม่ได้ผลในผู้ป่วยกว่าครึ่ง ดังนั้นการเพาะเชื้อปัสสาวะก่อนรักษา และไม่ซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเอง จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพื่อให้ได้รับยาที่ถูกต้องและช่วยลดการสร้างเชื้อดื้อยาในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก: รศ. นพ.สิทธิพร ศรีนวลนัด และ พญ.สรรพ์พร บุญวงศ์
เอกสารนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและผู้ดูแล ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือรักษาโรค กรุณาปรึกษาแพทย์เสมอ
Q&A เกี่ยวกับการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
1. UTI คืออะไร และมีอาการอย่างไร?
ตอบ: UTI หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ทางเดินปัสสาวะและทำให้เกิดการอักเสบ อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อย รู้สึกปวดปัสสาวะตลอดเวลา ปัสสาวะไม่สุด ปัสสาวะขุ่นหรือมีกลิ่นผิดปกติ และปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย หากมีไข้สูง หนาวสั่น หรือปวดหลังหรือสีข้าง อาจเป็นสัญญาณว่าการติดเชื้อลุกลามถึงไต
2. UTI เกิดจากอะไร และใครมีความเสี่ยง?
ตอบ: เชื้อที่พบบ่อยที่สุดคือ Escherichia coli (E. coli) ซึ่งสามารถเคลื่อนจากบริเวณทวารหนักเข้าสู่ท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะได้ ผู้หญิงมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ชายเนื่องจากท่อปัสสาวะสั้นกว่า นอกจากนี้การดื่มน้ำน้อย การอั้นปัสสาวะ นิ่วหรือการอุดตัน ต่อมลูกหมากโต เบาหวาน การคาสายสวนปัสสาวะ และภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อ UTI ได้
3. หากสงสัยว่าเป็น UTI ต้องตรวจอะไรบ้าง?
ตอบ: แพทย์จะประเมินจากอาการ ประวัติ และการตรวจร่างกายร่วมกับการตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) และในบางกรณีอาจตรวจเพาะเชื้อปัสสาวะ (Urine Culture) เพื่อระบุชนิดของเชื้อและความไวต่อยาปฏิชีวนะ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการรุนแรง อาการไม่ดีขึ้น เป็น UTI ซ้ำ หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อซับซ้อน
4. UTI รักษาอย่างไร และสามารถซื้อยาปฏิชีวนะกินเองได้หรือไม่?
ตอบ: การรักษาหลักคือยาปฏิชีวนะที่แพทย์เลือกให้เหมาะกับตำแหน่งและความรุนแรงของการติดเชื้อ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงและผลเพาะเชื้อในกรณีที่จำเป็น ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเอง เพราะอาจใช้ยาไม่ตรงกับเชื้อและเพิ่มปัญหาเชื้อดื้อยา หากรับการรักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้นภายใน 48–72 ชั่วโมง หรือมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดหลังหรือสีข้าง ควรกลับมาพบแพทย์เพื่อประเมินซ้ำ
5. UTI เป็นซ้ำบ่อย ป้องกันได้อย่างไร?
ตอบ: การป้องกัน UTI ซ้ำขึ้นอยู่กับสาเหตุและความเสี่ยงของแต่ละบุคคล โดยอาจเริ่มจากการดื่มน้ำให้เพียงพอ ไม่อั้นปัสสาวะ และรักษาปัจจัยที่เป็นสาเหตุ เช่น นิ่ว ต่อมลูกหมากโต หรือเบาหวาน ในผู้หญิงบางกลุ่ม แพทย์อาจพิจารณา cranberry หรือ vaginal estrogen และในบางกรณีอาจใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันภายใต้การดูแลของแพทย์ ส่วน D-mannose ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานเพียงพอให้ใช้เป็นวิธีป้องกัน UTI ซ้ำเพียงอย่างเดียว
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ทางเดินปัสสาวะ ชั้น 4 โซน A
บทความที่เกี่ยวข้อง
UTI คืออะไร?
การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ หรือ UTI (Urinary Tract Infection) คือภาวะที่แบคทีเรียเข้าสู่ระบบทางเดินปัสสาวะแล้วก่อให้เกิดการอักเสบ ซึ่งอาจเกิดขึ้นที่ท่อปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะ หรือลุกลามขึ้นไปถึงไต
UTI เป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อที่พบบ่อยที่สุด ประมาณการณ์ว่าประเทศไทยมีผู้ป่วย UTI หลายแสนรายต่อปี ผู้หญิงมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ชายเนื่องจากท่อปัสสาวะสั้นกว่า ทำให้แบคทีเรียเข้าถึงกระเพาะปัสสาวะได้ง่ายกว่าโดยประมาณ 60% ของผู้หญิงจะมีประสบการณ์ UTI อย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต
UTI แบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก1. ชนิดไม่ซับซ้อน (Uncomplicated UTI) 2. ชนิดซับซ้อน (Complicated UTI) |
อาการที่ควรสังเกต
อาการของการติดเชื้อที่กระเพาะปัสสาวะหรือท่อปัสสาวะ
ถ้าการติดเชื้ออยู่เฉพาะส่วนล่าง อาการมักไม่รุนแรง ได้แก่
- แสบขัดเวลาปัสสาวะ (อาการเด่นที่สุด)
- ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติหรือรู้สึกอยากปัสสาวะตลอดเวลา
- ปัสสาวะไม่สุด หรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
- น้ำปัสสาวะขุ่น มีสี หรือมีกลิ่นผิดปกติ
- ปัสสาวะมีเลือดปน (ปัสสาวะสีชมพูหรือแดง)
- ปวดหน่วงท้องน้อย
อาการที่บ่งชี้ว่าการติดเชื้ออาจลุกลามขึ้นถึงไต
หากมีอาการต่อไปนี้ร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว
- มีไข้สูง หนาวสั่น
- ปวดหลังหรือปวดสีข้าง โดยเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง
- คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร
- อ่อนเพลียผิดปกติ
⚠ เมื่อไหรต้องรีบพบแพทย์ทันทีหากมีอาการรุนแรง ได้แก่ ไข้สูงมาก หนาวสั่น ความดันโลหิตต่ำ ซึม หรือสับสน ควรมาห้องฉุกเฉินทันที เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อในกระแสเลือด (Urosepsis) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ |
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
เชื้อก่อโรคที่พบบ่อยที่สุดคือแบคทีเรีย Escherichia coli (E. coli) ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในลำไส้ตามปกติ แบคทีเรียเหล่านี้สามารถเคลื่อนที่จากบริเวณทวารหนักผ่านปากท่อปัสสาวะเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะ และอาจลุกลามขึ้นไปยังไตได้ นอกจากนี้ยังพบเชื้อชนิดอื่น เช่น Klebsiella pneumoniae และในกลุ่มผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ อาจพบ Staphylococcus saprophyticus ร่วมด้วย
ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยง
- เพศหญิง - ท่อปัสสาวะสั้นกว่าผู้ชาย ทำให้แบคทีเรียเข้าถึงกระเพาะปัสสาวะได้ง่าย
- การอั้นปัสสาวะเป็นประจำ – ลดการชะล้างแบคทีเรียออกจากทางเดินปัสสาวะ
- การดื่มน้ำน้อย – ร่างกายต้องการปัสสาวะในปริมาณที่เพียงพอเพื่อขับเชื้อออก
- โรคเบาหวาน – น้ำตาลในปัสสาวะเอื้อต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย
- นิ่วหรือสิ่งอุดตันในทางเดินปัสสาวะ – ทำให้ปัสสาวะไหลผ่านได้ไม่สะดวก
- ต่อมลูกหมากโตในผู้ชายสูงอายุ – ทำให้ปัสสาวะค้าง
- การคาสายสวนปัสสาวะ – เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้ออย่างมีนัยสำคัญ
- ภูมิคุ้มกันบกพร่อง - ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันหรือมีโรคประจำตัวบางอย่าง
การวินิจฉัย
แพทย์จะวินิจฉัย UTI จากการรวบรวมข้อมูลหลายด้านประกอบกัน
- ซักประวัติและตรวจร่างกาย รับฟังอาการ ระยะเวลา และประวัติการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้อง
- การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) ตรวจหาเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และแบคทีเรียในปัสสาวะผลลบช่วยยืนยันได้อย่างแม่นยำว่าไม่มีการติดเชื้อ
- การเพาะเชื้อปัสสาวะ (Urine Culture) ระบุชนิดเชื้อและความไวต่อยาปฏิชีวนะสำคัญมากในกรณีที่อาการไม่ดีขึ้นหรือมีการติดเชื้อซ้ำบ่อย เพื่อเลือกยาที่เหมาะสมและลดการดื้อยา
*สำหรับผู้ที่ไม่มีอาการใด ๆ แม้จะตรวจพบแบคทีเรียในปัสสาวะ (ภาวะที่เรียกว่า Asymptomatic Bacteriuria) โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องรักษา ยกเว้นในหญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่กำลังจะเข้ารับการผ่าตัดหรือหัตถการในทางเดินปัสสาวะ
การรักษา
การรักษาหลักคือการใช้ยาปฏิชีวนะ โดยแพทย์จะเลือกชนิดและระยะเวลาการรักษาตามความรุนแรง ตำแหน่งการติดเชื้อ และผลเพาะเชื้อ

สิ่งสำคัญเกี่ยวกับยาปฏิชีวนะ
|
UTI ที่เป็นซ้ำบ่อย (Recurrent UTI)
UTI ซ้ำ (Recurrent UTI) หมายถึงการมี UTI ตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไปภายใน 6 เดือน หรือ 3 ครั้งขึ้นไปภายใน 1 ปี พบได้ในผู้หญิงประมาณ 20–40% ที่เคยเป็น UTI มาก่อน การรักษา UTI ซ้ำต้องอาศัยการประเมินละเอียดกว่าปกติ ซึ่งอาจรวมถึง
- การเพาะเชื้อปัสสาวะทุกครั้งที่มีอาการ เพื่อติดตามรูปแบบของเชื้อและความไวต่อยา
- การตรวจภาพถ่ายรังสี (Ultrasound หรือ CT scan) เพื่อหาสาเหตุเชิงโครงสร้าง เช่น นิ่ว หรือความผิดปกติของไต
- การส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะ (Cystoscopy) ในบางกรณี
แนวทางป้องกัน UTI ซ้ำ
มีทั้งวิธีที่ใช้ยาและไม่ใช้ยา ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ - หากดื่มน้ำน้อยกว่า 1.5 ลิตรต่อวัน การเพิ่มปริมาณน้ำสามารถลดความถี่ของ UTI ซ้ำได้อย่างมีนัยสำคัญ
- Cranberry - สารโพรแอนโทไซยานิดิน (PAC) ในแครนเบอรี่ช่วยยับยั้งการเกาะติดของแบคทีเรียกับผนังทางเดินปัสสาวะ สามารถใช้ได้ในรูปแบบน้ำผลไม้หรืออาหารเสริม แนะนำโดยแนวทาง AUA/SUFU 2025
- การรักษาปัญหาที่เป็นสาเหตุ - ได้แก่ นิ่วในทางเดินปัสสาวะ ต่อมลูกหมากโต หรือภาวะน้ำตาลในเลือดสูงที่ควบคุมไม่ได้
- Vaginal Estrogen ในหญิงวัยหมดประจำเดือน - การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนส่งผลต่อสภาพแวดล้อมของช่องคลอดและทางเดินปัสสาวะ การใช้ estrogen เฉพาะที่ช่องคลอดสามารถลดความเสี่ยงของ UTI ซ้ำได้ โดยแนะนำโดยแนวทาง AUA/SUFU 2025
- ยาปฏิชีวนะป้องกัน (Antibiotic Prophylaxis) – ในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะขนาดต่ำรับประทานต่อเนื่องหรือให้รับประทานหลังมีเพศ
สัมพันธ์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการประเมินความเสี่ยงและประโยชน์เป็นรายบุคคล
**D-Mannose ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่นิยมกัน จากหลักฐานทางการแพทย์ล่าสุด (AUA/SUFU 2025) พบว่า ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะแนะนำให้ใช้เป็นตัวเดียวในการป้องกัน UTI ซ้ำ หากต้องการใช้ควรปรึกษาแพทย์ก่อน
การดูแลตัวเองเบื้องต้น
- ดื่มน้ำสะอาด 8–10 แก้วต่อวัน เพื่อช่วยชะล้างแบคทีเรียออกจากทางเดินปัสสาวะ
- ไม่อั้นปัสสาวะ ปัสสาวะให้สม่ำเสมอเมื่อรู้สึกอยากถ่าย
- รักษาความสะอาดของบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ โดยเฉพาะหลังการมีเพศสัมพันธ์
- ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ในกรณีที่มีโรคเบาหวาน
- รักษาโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น นิ่ว หรือต่อมลูกหมากโต ตามคำแนะนำของแพทย์
เรื่องควรรู้: ปัญหาเชื้อดื้อยา
ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังการดื้อยาแห่งชาติ (NARST) ปี 2566 พบว่าเชื้อ E. coli ที่พบในปัสสาวะมีอัตราการดื้อยา Ciprofloxacin สูงถึง 68–70% และดื้อยา TMP/SMX ประมาณ 55–59% นั่นหมายความว่ายาที่เคยใช้รักษา UTI ได้ผลดีในอดีต ปัจจุบันอาจใช้ไม่ได้ผลในผู้ป่วยกว่าครึ่ง ดังนั้นการเพาะเชื้อปัสสาวะก่อนรักษา และไม่ซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเอง จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพื่อให้ได้รับยาที่ถูกต้องและช่วยลดการสร้างเชื้อดื้อยาในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก: รศ. นพ.สิทธิพร ศรีนวลนัด และ พญ.สรรพ์พร บุญวงศ์
เอกสารนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและผู้ดูแล ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือรักษาโรค กรุณาปรึกษาแพทย์เสมอ
Q&A เกี่ยวกับการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
1. UTI คืออะไร และมีอาการอย่างไร?
ตอบ: UTI หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ทางเดินปัสสาวะและทำให้เกิดการอักเสบ อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อย รู้สึกปวดปัสสาวะตลอดเวลา ปัสสาวะไม่สุด ปัสสาวะขุ่นหรือมีกลิ่นผิดปกติ และปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย หากมีไข้สูง หนาวสั่น หรือปวดหลังหรือสีข้าง อาจเป็นสัญญาณว่าการติดเชื้อลุกลามถึงไต
2. UTI เกิดจากอะไร และใครมีความเสี่ยง?
ตอบ: เชื้อที่พบบ่อยที่สุดคือ Escherichia coli (E. coli) ซึ่งสามารถเคลื่อนจากบริเวณทวารหนักเข้าสู่ท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะได้ ผู้หญิงมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ชายเนื่องจากท่อปัสสาวะสั้นกว่า นอกจากนี้การดื่มน้ำน้อย การอั้นปัสสาวะ นิ่วหรือการอุดตัน ต่อมลูกหมากโต เบาหวาน การคาสายสวนปัสสาวะ และภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อ UTI ได้
3. หากสงสัยว่าเป็น UTI ต้องตรวจอะไรบ้าง?
ตอบ: แพทย์จะประเมินจากอาการ ประวัติ และการตรวจร่างกายร่วมกับการตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) และในบางกรณีอาจตรวจเพาะเชื้อปัสสาวะ (Urine Culture) เพื่อระบุชนิดของเชื้อและความไวต่อยาปฏิชีวนะ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการรุนแรง อาการไม่ดีขึ้น เป็น UTI ซ้ำ หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อซับซ้อน
4. UTI รักษาอย่างไร และสามารถซื้อยาปฏิชีวนะกินเองได้หรือไม่?
ตอบ: การรักษาหลักคือยาปฏิชีวนะที่แพทย์เลือกให้เหมาะกับตำแหน่งและความรุนแรงของการติดเชื้อ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงและผลเพาะเชื้อในกรณีที่จำเป็น ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเอง เพราะอาจใช้ยาไม่ตรงกับเชื้อและเพิ่มปัญหาเชื้อดื้อยา หากรับการรักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้นภายใน 48–72 ชั่วโมง หรือมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดหลังหรือสีข้าง ควรกลับมาพบแพทย์เพื่อประเมินซ้ำ
5. UTI เป็นซ้ำบ่อย ป้องกันได้อย่างไร?
ตอบ: การป้องกัน UTI ซ้ำขึ้นอยู่กับสาเหตุและความเสี่ยงของแต่ละบุคคล โดยอาจเริ่มจากการดื่มน้ำให้เพียงพอ ไม่อั้นปัสสาวะ และรักษาปัจจัยที่เป็นสาเหตุ เช่น นิ่ว ต่อมลูกหมากโต หรือเบาหวาน ในผู้หญิงบางกลุ่ม แพทย์อาจพิจารณา cranberry หรือ vaginal estrogen และในบางกรณีอาจใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันภายใต้การดูแลของแพทย์ ส่วน D-mannose ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานเพียงพอให้ใช้เป็นวิธีป้องกัน UTI ซ้ำเพียงอย่างเดียว
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ทางเดินปัสสาวะ ชั้น 4 โซน A
บทความที่เกี่ยวข้อง


