การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ Urinary Tract Infection (UTI)

UTI คืออะไร?

การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ หรือ UTI (Urinary Tract Infection) คือภาวะที่แบคทีเรียเข้าสู่ระบบทางเดินปัสสาวะแล้วก่อให้เกิดการอักเสบ ซึ่งอาจเกิดขึ้นที่ท่อปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะ หรือลุกลามขึ้นไปถึงไต

UTI เป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อที่พบบ่อยที่สุด ประมาณการณ์ว่าประเทศไทยมีผู้ป่วย UTI หลายแสนรายต่อปี ผู้หญิงมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ชายเนื่องจากท่อปัสสาวะสั้นกว่า ทำให้แบคทีเรียเข้าถึงกระเพาะปัสสาวะได้ง่ายกว่าโดยประมาณ 60% ของผู้หญิงจะมีประสบการณ์ UTI อย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต

UTI แบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก

1. ชนิดไม่ซับซ้อน (Uncomplicated UTI)
เกิดในผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง ระบบทางเดินปัสสาวะปกติ มักหายได้ด้วยยาปฏิชีวนะระยะสั้น

2. ชนิดซับซ้อน (Complicated UTI)
เกิดในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น นิ่วในทางเดินปัสสาวะ ต่อมลูกหมากโต คาสายสวนปัสสาวะ โรคเบาหวาน หรือระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง ต้องการการรักษาที่ซับซ้อนกว่า

อาการที่ควรสังเกต

อาการของการติดเชื้อที่กระเพาะปัสสาวะหรือท่อปัสสาวะ

ถ้าการติดเชื้ออยู่เฉพาะส่วนล่าง อาการมักไม่รุนแรง ได้แก่

  • แสบขัดเวลาปัสสาวะ (อาการเด่นที่สุด)
  • ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติหรือรู้สึกอยากปัสสาวะตลอดเวลา
  • ปัสสาวะไม่สุด หรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
  • น้ำปัสสาวะขุ่น มีสี หรือมีกลิ่นผิดปกติ
  • ปัสสาวะมีเลือดปน (ปัสสาวะสีชมพูหรือแดง)
  • ปวดหน่วงท้องน้อย

อาการที่บ่งชี้ว่าการติดเชื้ออาจลุกลามขึ้นถึงไต

หากมีอาการต่อไปนี้ร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว

  • มีไข้สูง หนาวสั่น
  • ปวดหลังหรือปวดสีข้าง โดยเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง
  • คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร
  • อ่อนเพลียผิดปกติ

⚠ เมื่อไหรต้องรีบพบแพทย์ทันที

หากมีอาการรุนแรง ได้แก่ ไข้สูงมาก หนาวสั่น ความดันโลหิตต่ำ ซึม หรือสับสน ควรมาห้องฉุกเฉินทันที เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อในกระแสเลือด (Urosepsis) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง

เชื้อก่อโรคที่พบบ่อยที่สุดคือแบคทีเรีย Escherichia coli (E. coli) ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในลำไส้ตามปกติ แบคทีเรียเหล่านี้สามารถเคลื่อนที่จากบริเวณทวารหนักผ่านปากท่อปัสสาวะเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะ และอาจลุกลามขึ้นไปยังไตได้ นอกจากนี้ยังพบเชื้อชนิดอื่น เช่น Klebsiella pneumoniae และในกลุ่มผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ อาจพบ Staphylococcus saprophyticus ร่วมด้วย

ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยง

  • เพศหญิง - ท่อปัสสาวะสั้นกว่าผู้ชาย ทำให้แบคทีเรียเข้าถึงกระเพาะปัสสาวะได้ง่าย
  • การอั้นปัสสาวะเป็นประจำ – ลดการชะล้างแบคทีเรียออกจากทางเดินปัสสาวะ
  • การดื่มน้ำน้อย – ร่างกายต้องการปัสสาวะในปริมาณที่เพียงพอเพื่อขับเชื้อออก
  • โรคเบาหวาน – น้ำตาลในปัสสาวะเอื้อต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย
  • นิ่วหรือสิ่งอุดตันในทางเดินปัสสาวะ – ทำให้ปัสสาวะไหลผ่านได้ไม่สะดวก
  • ต่อมลูกหมากโตในผู้ชายสูงอายุ – ทำให้ปัสสาวะค้าง
  • การคาสายสวนปัสสาวะ – เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้ออย่างมีนัยสำคัญ
  • ภูมิคุ้มกันบกพร่อง - ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันหรือมีโรคประจำตัวบางอย่าง

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัย UTI จากการรวบรวมข้อมูลหลายด้านประกอบกัน

  1. ซักประวัติและตรวจร่างกาย รับฟังอาการ ระยะเวลา และประวัติการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้อง
  2. การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) ตรวจหาเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และแบคทีเรียในปัสสาวะผลลบช่วยยืนยันได้อย่างแม่นยำว่าไม่มีการติดเชื้อ
  3. การเพาะเชื้อปัสสาวะ (Urine Culture) ระบุชนิดเชื้อและความไวต่อยาปฏิชีวนะสำคัญมากในกรณีที่อาการไม่ดีขึ้นหรือมีการติดเชื้อซ้ำบ่อย เพื่อเลือกยาที่เหมาะสมและลดการดื้อยา

*สำหรับผู้ที่ไม่มีอาการใด ๆ แม้จะตรวจพบแบคทีเรียในปัสสาวะ (ภาวะที่เรียกว่า Asymptomatic Bacteriuria) โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องรักษา ยกเว้นในหญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่กำลังจะเข้ารับการผ่าตัดหรือหัตถการในทางเดินปัสสาวะ

การรักษา

การรักษาหลักคือการใช้ยาปฏิชีวนะ โดยแพทย์จะเลือกชนิดและระยะเวลาการรักษาตามความรุนแรง ตำแหน่งการติดเชื้อ และผลเพาะเชื้อ

สิ่งสำคัญเกี่ยวกับยาปฏิชีวนะ

  • กินยาให้ครบตามที่แพทย์สั่ง แม้อาการจะดีขึ้นแล้ว
  • ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง เพราะเชื้อแบคทีเรียในปัจจุบันมีการดื้อยาสูงขึ้น ยาที่เหมาะสมควรเลือกจากผลเพาะเชื้อ
  • หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 72 ชั่วโมง ควรกลับมาพบแพทย์เพื่อประเมินซ้ำ

UTI ที่เป็นซ้ำบ่อย (Recurrent UTI)

UTI ซ้ำ (Recurrent UTI) หมายถึงการมี UTI ตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไปภายใน 6 เดือน หรือ 3 ครั้งขึ้นไปภายใน 1 ปี พบได้ในผู้หญิงประมาณ 20–40% ที่เคยเป็น UTI มาก่อน การรักษา UTI ซ้ำต้องอาศัยการประเมินละเอียดกว่าปกติ ซึ่งอาจรวมถึง

  • การเพาะเชื้อปัสสาวะทุกครั้งที่มีอาการ เพื่อติดตามรูปแบบของเชื้อและความไวต่อยา
  • การตรวจภาพถ่ายรังสี (Ultrasound หรือ CT scan) เพื่อหาสาเหตุเชิงโครงสร้าง เช่น นิ่ว หรือความผิดปกติของไต
  • การส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะ (Cystoscopy) ในบางกรณี

แนวทางป้องกัน UTI ซ้ำ

มีทั้งวิธีที่ใช้ยาและไม่ใช้ยา ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์

  1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ - หากดื่มน้ำน้อยกว่า 1.5 ลิตรต่อวัน การเพิ่มปริมาณน้ำสามารถลดความถี่ของ UTI ซ้ำได้อย่างมีนัยสำคัญ
  2. Cranberry - สารโพรแอนโทไซยานิดิน (PAC) ในแครนเบอรี่ช่วยยับยั้งการเกาะติดของแบคทีเรียกับผนังทางเดินปัสสาวะ สามารถใช้ได้ในรูปแบบน้ำผลไม้หรืออาหารเสริม แนะนำโดยแนวทาง AUA/SUFU 2025
  3. การรักษาปัญหาที่เป็นสาเหตุ - ได้แก่ นิ่วในทางเดินปัสสาวะ ต่อมลูกหมากโต หรือภาวะน้ำตาลในเลือดสูงที่ควบคุมไม่ได้
  4. Vaginal Estrogen ในหญิงวัยหมดประจำเดือน - การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนส่งผลต่อสภาพแวดล้อมของช่องคลอดและทางเดินปัสสาวะ การใช้ estrogen เฉพาะที่ช่องคลอดสามารถลดความเสี่ยงของ UTI ซ้ำได้ โดยแนะนำโดยแนวทาง AUA/SUFU 2025
  5. ยาปฏิชีวนะป้องกัน (Antibiotic Prophylaxis) – ในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะขนาดต่ำรับประทานต่อเนื่องหรือให้รับประทานหลังมีเพศ
    สัมพันธ์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการประเมินความเสี่ยงและประโยชน์เป็นรายบุคคล

**D-Mannose ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่นิยมกัน จากหลักฐานทางการแพทย์ล่าสุด (AUA/SUFU 2025) พบว่า ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะแนะนำให้ใช้เป็นตัวเดียวในการป้องกัน UTI ซ้ำ หากต้องการใช้ควรปรึกษาแพทย์ก่อน

การดูแลตัวเองเบื้องต้น

  • ดื่มน้ำสะอาด 8–10 แก้วต่อวัน เพื่อช่วยชะล้างแบคทีเรียออกจากทางเดินปัสสาวะ
  • ไม่อั้นปัสสาวะ ปัสสาวะให้สม่ำเสมอเมื่อรู้สึกอยากถ่าย
  • รักษาความสะอาดของบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ โดยเฉพาะหลังการมีเพศสัมพันธ์
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ในกรณีที่มีโรคเบาหวาน
  • รักษาโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น นิ่ว หรือต่อมลูกหมากโต ตามคำแนะนำของแพทย์

เรื่องควรรู้: ปัญหาเชื้อดื้อยา

ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังการดื้อยาแห่งชาติ (NARST) ปี 2566 พบว่าเชื้อ E. coli ที่พบในปัสสาวะมีอัตราการดื้อยา Ciprofloxacin สูงถึง 68–70% และดื้อยา TMP/SMX ประมาณ 55–59% นั่นหมายความว่ายาที่เคยใช้รักษา UTI ได้ผลดีในอดีต ปัจจุบันอาจใช้ไม่ได้ผลในผู้ป่วยกว่าครึ่ง ดังนั้นการเพาะเชื้อปัสสาวะก่อนรักษา และไม่ซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเอง จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพื่อให้ได้รับยาที่ถูกต้องและช่วยลดการสร้างเชื้อดื้อยาในระยะยาว

ขอบคุณข้อมูลจาก: รศ. นพ.สิทธิพร ศรีนวลนัด และ พญ.สรรพ์พร บุญวงศ์

เอกสารนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและผู้ดูแล ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือรักษาโรค กรุณาปรึกษาแพทย์เสมอ


Q&A เกี่ยวกับการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ

1. UTI คืออะไร และมีอาการอย่างไร?
ตอบ: UTI หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ทางเดินปัสสาวะและทำให้เกิดการอักเสบ อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อย รู้สึกปวดปัสสาวะตลอดเวลา ปัสสาวะไม่สุด ปัสสาวะขุ่นหรือมีกลิ่นผิดปกติ และปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย หากมีไข้สูง หนาวสั่น หรือปวดหลังหรือสีข้าง อาจเป็นสัญญาณว่าการติดเชื้อลุกลามถึงไต

2. UTI เกิดจากอะไร และใครมีความเสี่ยง?
ตอบ: เชื้อที่พบบ่อยที่สุดคือ Escherichia coli (E. coli) ซึ่งสามารถเคลื่อนจากบริเวณทวารหนักเข้าสู่ท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะได้ ผู้หญิงมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ชายเนื่องจากท่อปัสสาวะสั้นกว่า นอกจากนี้การดื่มน้ำน้อย การอั้นปัสสาวะ นิ่วหรือการอุดตัน ต่อมลูกหมากโต เบาหวาน การคาสายสวนปัสสาวะ และภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อ UTI ได้

3. หากสงสัยว่าเป็น UTI ต้องตรวจอะไรบ้าง?
ตอบ: แพทย์จะประเมินจากอาการ ประวัติ และการตรวจร่างกายร่วมกับการตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) และในบางกรณีอาจตรวจเพาะเชื้อปัสสาวะ (Urine Culture) เพื่อระบุชนิดของเชื้อและความไวต่อยาปฏิชีวนะ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการรุนแรง อาการไม่ดีขึ้น เป็น UTI ซ้ำ หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อซับซ้อน

4. UTI รักษาอย่างไร และสามารถซื้อยาปฏิชีวนะกินเองได้หรือไม่?
ตอบ: การรักษาหลักคือยาปฏิชีวนะที่แพทย์เลือกให้เหมาะกับตำแหน่งและความรุนแรงของการติดเชื้อ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงและผลเพาะเชื้อในกรณีที่จำเป็น ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเอง เพราะอาจใช้ยาไม่ตรงกับเชื้อและเพิ่มปัญหาเชื้อดื้อยา หากรับการรักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้นภายใน 48–72 ชั่วโมง หรือมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดหลังหรือสีข้าง ควรกลับมาพบแพทย์เพื่อประเมินซ้ำ

5. UTI เป็นซ้ำบ่อย ป้องกันได้อย่างไร?
ตอบ: การป้องกัน UTI ซ้ำขึ้นอยู่กับสาเหตุและความเสี่ยงของแต่ละบุคคล โดยอาจเริ่มจากการดื่มน้ำให้เพียงพอ ไม่อั้นปัสสาวะ และรักษาปัจจัยที่เป็นสาเหตุ เช่น นิ่ว ต่อมลูกหมากโต หรือเบาหวาน ในผู้หญิงบางกลุ่ม แพทย์อาจพิจารณา cranberry หรือ vaginal estrogen และในบางกรณีอาจใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันภายใต้การดูแลของแพทย์ ส่วน D-mannose ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานเพียงพอให้ใช้เป็นวิธีป้องกัน UTI ซ้ำเพียงอย่างเดียว

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ทางเดินปัสสาวะ ชั้น 4 โซน A

บทความที่เกี่ยวข้อง

 

 UTI คืออะไร?

การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ หรือ UTI (Urinary Tract Infection) คือภาวะที่แบคทีเรียเข้าสู่ระบบทางเดินปัสสาวะแล้วก่อให้เกิดการอักเสบ ซึ่งอาจเกิดขึ้นที่ท่อปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะ หรือลุกลามขึ้นไปถึงไต

UTI เป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อที่พบบ่อยที่สุด ประมาณการณ์ว่าประเทศไทยมีผู้ป่วย UTI หลายแสนรายต่อปี ผู้หญิงมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ชายเนื่องจากท่อปัสสาวะสั้นกว่า ทำให้แบคทีเรียเข้าถึงกระเพาะปัสสาวะได้ง่ายกว่าโดยประมาณ 60% ของผู้หญิงจะมีประสบการณ์ UTI อย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต

UTI แบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก

1. ชนิดไม่ซับซ้อน (Uncomplicated UTI)
เกิดในผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง ระบบทางเดินปัสสาวะปกติ มักหายได้ด้วยยาปฏิชีวนะระยะสั้น

2. ชนิดซับซ้อน (Complicated UTI)
เกิดในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น นิ่วในทางเดินปัสสาวะ ต่อมลูกหมากโต คาสายสวนปัสสาวะ โรคเบาหวาน หรือระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง ต้องการการรักษาที่ซับซ้อนกว่า

อาการที่ควรสังเกต

อาการของการติดเชื้อที่กระเพาะปัสสาวะหรือท่อปัสสาวะ

ถ้าการติดเชื้ออยู่เฉพาะส่วนล่าง อาการมักไม่รุนแรง ได้แก่

  • แสบขัดเวลาปัสสาวะ (อาการเด่นที่สุด)
  • ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติหรือรู้สึกอยากปัสสาวะตลอดเวลา
  • ปัสสาวะไม่สุด หรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่
  • น้ำปัสสาวะขุ่น มีสี หรือมีกลิ่นผิดปกติ
  • ปัสสาวะมีเลือดปน (ปัสสาวะสีชมพูหรือแดง)
  • ปวดหน่วงท้องน้อย

อาการที่บ่งชี้ว่าการติดเชื้ออาจลุกลามขึ้นถึงไต

หากมีอาการต่อไปนี้ร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว

  • มีไข้สูง หนาวสั่น
  • ปวดหลังหรือปวดสีข้าง โดยเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง
  • คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร
  • อ่อนเพลียผิดปกติ

⚠ เมื่อไหรต้องรีบพบแพทย์ทันที

หากมีอาการรุนแรง ได้แก่ ไข้สูงมาก หนาวสั่น ความดันโลหิตต่ำ ซึม หรือสับสน ควรมาห้องฉุกเฉินทันที เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อในกระแสเลือด (Urosepsis) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง

เชื้อก่อโรคที่พบบ่อยที่สุดคือแบคทีเรีย Escherichia coli (E. coli) ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในลำไส้ตามปกติ แบคทีเรียเหล่านี้สามารถเคลื่อนที่จากบริเวณทวารหนักผ่านปากท่อปัสสาวะเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะ และอาจลุกลามขึ้นไปยังไตได้ นอกจากนี้ยังพบเชื้อชนิดอื่น เช่น Klebsiella pneumoniae และในกลุ่มผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ อาจพบ Staphylococcus saprophyticus ร่วมด้วย

ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยง

  • เพศหญิง - ท่อปัสสาวะสั้นกว่าผู้ชาย ทำให้แบคทีเรียเข้าถึงกระเพาะปัสสาวะได้ง่าย
  • การอั้นปัสสาวะเป็นประจำ – ลดการชะล้างแบคทีเรียออกจากทางเดินปัสสาวะ
  • การดื่มน้ำน้อย – ร่างกายต้องการปัสสาวะในปริมาณที่เพียงพอเพื่อขับเชื้อออก
  • โรคเบาหวาน – น้ำตาลในปัสสาวะเอื้อต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย
  • นิ่วหรือสิ่งอุดตันในทางเดินปัสสาวะ – ทำให้ปัสสาวะไหลผ่านได้ไม่สะดวก
  • ต่อมลูกหมากโตในผู้ชายสูงอายุ – ทำให้ปัสสาวะค้าง
  • การคาสายสวนปัสสาวะ – เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้ออย่างมีนัยสำคัญ
  • ภูมิคุ้มกันบกพร่อง - ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันหรือมีโรคประจำตัวบางอย่าง

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัย UTI จากการรวบรวมข้อมูลหลายด้านประกอบกัน

  1. ซักประวัติและตรวจร่างกาย รับฟังอาการ ระยะเวลา และประวัติการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้อง
  2. การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) ตรวจหาเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และแบคทีเรียในปัสสาวะผลลบช่วยยืนยันได้อย่างแม่นยำว่าไม่มีการติดเชื้อ
  3. การเพาะเชื้อปัสสาวะ (Urine Culture) ระบุชนิดเชื้อและความไวต่อยาปฏิชีวนะสำคัญมากในกรณีที่อาการไม่ดีขึ้นหรือมีการติดเชื้อซ้ำบ่อย เพื่อเลือกยาที่เหมาะสมและลดการดื้อยา

*สำหรับผู้ที่ไม่มีอาการใด ๆ แม้จะตรวจพบแบคทีเรียในปัสสาวะ (ภาวะที่เรียกว่า Asymptomatic Bacteriuria) โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องรักษา ยกเว้นในหญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่กำลังจะเข้ารับการผ่าตัดหรือหัตถการในทางเดินปัสสาวะ

การรักษา

การรักษาหลักคือการใช้ยาปฏิชีวนะ โดยแพทย์จะเลือกชนิดและระยะเวลาการรักษาตามความรุนแรง ตำแหน่งการติดเชื้อ และผลเพาะเชื้อ

สิ่งสำคัญเกี่ยวกับยาปฏิชีวนะ

  • กินยาให้ครบตามที่แพทย์สั่ง แม้อาการจะดีขึ้นแล้ว
  • ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง เพราะเชื้อแบคทีเรียในปัจจุบันมีการดื้อยาสูงขึ้น ยาที่เหมาะสมควรเลือกจากผลเพาะเชื้อ
  • หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 72 ชั่วโมง ควรกลับมาพบแพทย์เพื่อประเมินซ้ำ

UTI ที่เป็นซ้ำบ่อย (Recurrent UTI)

UTI ซ้ำ (Recurrent UTI) หมายถึงการมี UTI ตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไปภายใน 6 เดือน หรือ 3 ครั้งขึ้นไปภายใน 1 ปี พบได้ในผู้หญิงประมาณ 20–40% ที่เคยเป็น UTI มาก่อน การรักษา UTI ซ้ำต้องอาศัยการประเมินละเอียดกว่าปกติ ซึ่งอาจรวมถึง

  • การเพาะเชื้อปัสสาวะทุกครั้งที่มีอาการ เพื่อติดตามรูปแบบของเชื้อและความไวต่อยา
  • การตรวจภาพถ่ายรังสี (Ultrasound หรือ CT scan) เพื่อหาสาเหตุเชิงโครงสร้าง เช่น นิ่ว หรือความผิดปกติของไต
  • การส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะ (Cystoscopy) ในบางกรณี

แนวทางป้องกัน UTI ซ้ำ

มีทั้งวิธีที่ใช้ยาและไม่ใช้ยา ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์

  1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ - หากดื่มน้ำน้อยกว่า 1.5 ลิตรต่อวัน การเพิ่มปริมาณน้ำสามารถลดความถี่ของ UTI ซ้ำได้อย่างมีนัยสำคัญ
  2. Cranberry - สารโพรแอนโทไซยานิดิน (PAC) ในแครนเบอรี่ช่วยยับยั้งการเกาะติดของแบคทีเรียกับผนังทางเดินปัสสาวะ สามารถใช้ได้ในรูปแบบน้ำผลไม้หรืออาหารเสริม แนะนำโดยแนวทาง AUA/SUFU 2025
  3. การรักษาปัญหาที่เป็นสาเหตุ - ได้แก่ นิ่วในทางเดินปัสสาวะ ต่อมลูกหมากโต หรือภาวะน้ำตาลในเลือดสูงที่ควบคุมไม่ได้
  4. Vaginal Estrogen ในหญิงวัยหมดประจำเดือน - การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนส่งผลต่อสภาพแวดล้อมของช่องคลอดและทางเดินปัสสาวะ การใช้ estrogen เฉพาะที่ช่องคลอดสามารถลดความเสี่ยงของ UTI ซ้ำได้ โดยแนะนำโดยแนวทาง AUA/SUFU 2025
  5. ยาปฏิชีวนะป้องกัน (Antibiotic Prophylaxis) – ในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะขนาดต่ำรับประทานต่อเนื่องหรือให้รับประทานหลังมีเพศ
    สัมพันธ์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการประเมินความเสี่ยงและประโยชน์เป็นรายบุคคล

**D-Mannose ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่นิยมกัน จากหลักฐานทางการแพทย์ล่าสุด (AUA/SUFU 2025) พบว่า ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะแนะนำให้ใช้เป็นตัวเดียวในการป้องกัน UTI ซ้ำ หากต้องการใช้ควรปรึกษาแพทย์ก่อน

การดูแลตัวเองเบื้องต้น

  • ดื่มน้ำสะอาด 8–10 แก้วต่อวัน เพื่อช่วยชะล้างแบคทีเรียออกจากทางเดินปัสสาวะ
  • ไม่อั้นปัสสาวะ ปัสสาวะให้สม่ำเสมอเมื่อรู้สึกอยากถ่าย
  • รักษาความสะอาดของบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ โดยเฉพาะหลังการมีเพศสัมพันธ์
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ในกรณีที่มีโรคเบาหวาน
  • รักษาโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น นิ่ว หรือต่อมลูกหมากโต ตามคำแนะนำของแพทย์

เรื่องควรรู้: ปัญหาเชื้อดื้อยา

ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังการดื้อยาแห่งชาติ (NARST) ปี 2566 พบว่าเชื้อ E. coli ที่พบในปัสสาวะมีอัตราการดื้อยา Ciprofloxacin สูงถึง 68–70% และดื้อยา TMP/SMX ประมาณ 55–59% นั่นหมายความว่ายาที่เคยใช้รักษา UTI ได้ผลดีในอดีต ปัจจุบันอาจใช้ไม่ได้ผลในผู้ป่วยกว่าครึ่ง ดังนั้นการเพาะเชื้อปัสสาวะก่อนรักษา และไม่ซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเอง จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพื่อให้ได้รับยาที่ถูกต้องและช่วยลดการสร้างเชื้อดื้อยาในระยะยาว

ขอบคุณข้อมูลจาก: รศ. นพ.สิทธิพร ศรีนวลนัด และ พญ.สรรพ์พร บุญวงศ์

เอกสารนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและผู้ดูแล ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือรักษาโรค กรุณาปรึกษาแพทย์เสมอ


Q&A เกี่ยวกับการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ

1. UTI คืออะไร และมีอาการอย่างไร?
ตอบ: UTI หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ทางเดินปัสสาวะและทำให้เกิดการอักเสบ อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อย รู้สึกปวดปัสสาวะตลอดเวลา ปัสสาวะไม่สุด ปัสสาวะขุ่นหรือมีกลิ่นผิดปกติ และปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย หากมีไข้สูง หนาวสั่น หรือปวดหลังหรือสีข้าง อาจเป็นสัญญาณว่าการติดเชื้อลุกลามถึงไต

2. UTI เกิดจากอะไร และใครมีความเสี่ยง?
ตอบ: เชื้อที่พบบ่อยที่สุดคือ Escherichia coli (E. coli) ซึ่งสามารถเคลื่อนจากบริเวณทวารหนักเข้าสู่ท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะได้ ผู้หญิงมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ชายเนื่องจากท่อปัสสาวะสั้นกว่า นอกจากนี้การดื่มน้ำน้อย การอั้นปัสสาวะ นิ่วหรือการอุดตัน ต่อมลูกหมากโต เบาหวาน การคาสายสวนปัสสาวะ และภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อ UTI ได้

3. หากสงสัยว่าเป็น UTI ต้องตรวจอะไรบ้าง?
ตอบ: แพทย์จะประเมินจากอาการ ประวัติ และการตรวจร่างกายร่วมกับการตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) และในบางกรณีอาจตรวจเพาะเชื้อปัสสาวะ (Urine Culture) เพื่อระบุชนิดของเชื้อและความไวต่อยาปฏิชีวนะ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการรุนแรง อาการไม่ดีขึ้น เป็น UTI ซ้ำ หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อซับซ้อน

4. UTI รักษาอย่างไร และสามารถซื้อยาปฏิชีวนะกินเองได้หรือไม่?
ตอบ: การรักษาหลักคือยาปฏิชีวนะที่แพทย์เลือกให้เหมาะกับตำแหน่งและความรุนแรงของการติดเชื้อ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงและผลเพาะเชื้อในกรณีที่จำเป็น ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเอง เพราะอาจใช้ยาไม่ตรงกับเชื้อและเพิ่มปัญหาเชื้อดื้อยา หากรับการรักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้นภายใน 48–72 ชั่วโมง หรือมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดหลังหรือสีข้าง ควรกลับมาพบแพทย์เพื่อประเมินซ้ำ

5. UTI เป็นซ้ำบ่อย ป้องกันได้อย่างไร?
ตอบ: การป้องกัน UTI ซ้ำขึ้นอยู่กับสาเหตุและความเสี่ยงของแต่ละบุคคล โดยอาจเริ่มจากการดื่มน้ำให้เพียงพอ ไม่อั้นปัสสาวะ และรักษาปัจจัยที่เป็นสาเหตุ เช่น นิ่ว ต่อมลูกหมากโต หรือเบาหวาน ในผู้หญิงบางกลุ่ม แพทย์อาจพิจารณา cranberry หรือ vaginal estrogen และในบางกรณีอาจใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันภายใต้การดูแลของแพทย์ ส่วน D-mannose ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานเพียงพอให้ใช้เป็นวิธีป้องกัน UTI ซ้ำเพียงอย่างเดียว

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ทางเดินปัสสาวะ ชั้น 4 โซน A

บทความที่เกี่ยวข้อง