แพ้อะไร รู้ได้ด้วย... การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Skin Prick Test)
การทดสอบภูมิแพ้โดยวิธีสะกิดผิวหนัง ( Skin Prick Test) คืออะไร?
การทดสอบภูมิแพ้โดยวิธีสะกิดผิวหนัง (Skin Prick Test) เป็นการทดสอบเพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคภูมิแพ้และเพื่อหาสิ่งที่ผู้ป่วยแพ้ โดยการตรวจหาปฏิกิริยาของร่างกายที่ตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ที่ผ่านทางการสะกิดบริเวณผิวหนัง หลักการทดสอบ คือ การทำให้ผิวหนังชั้นหนังกำพร้าแยกออกเล็กน้อยจากการสะกิด เพื่อให้สารก่อภูมิแพ้แทรกเข้าไปทำปฏิกิริยากับ Specific IgE ที่เกาะบนเซลล์ใต้ผิวหนังได้ โดยสารก่อภูมิแพ้ที่ใช้ทดสอบมีทั้งที่อยู่ในอากาศฝุ่นละอองและที่อยู่ในอาหาร
ทำไมต้องทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง?
- เพื่อช่วยวินิจฉัยโรคภูมิแพ้ว่าผู้ป่วยแพ้สารชนิดใดและทำให้หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ได้ถูกต้อง
- เพื่อช่วยเป็นการตรวจคัดกรอง (Screening test) ว่าผู้ป่วยแพ้สารก่อภูมิแพ้ในระดับมากหรือน้อยเพียงใด และผู้ป่วยหายจากการแพ้หรือไม่
- เพื่อประกอบการพิจารณาสำหรับผู้ป่วยที่จะรับการรักษาด้วยวัคซีนภูมิแพ้ (Immunotherapy)
ใครบ้างที่ "ห้ามทำ" หรือ "ควรระวัง" ในการทดสอบภูมิแพ้?
- สามารถทดสอบได้ทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป หากทดสอบในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปีอาจเกิดผลลบลวง (false negative) ได้ เนื่องจากภาวะผิวหนังยังไม่เจริญเต็มที
- ไม่ควรทดสอบในขณะตั้งครรภ์
- ไม่ควรทดสอบหากอยู่ในช่วงมีผื่น เนื่องจากทำให้ยากต่อการแปลผลการทดสอบ
- ไม่ควรทดสอบหากอยู่ในช่วงหลังจากมีอาการแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) ภายใน 4 สัปดาห์
การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการทดสอบภูมิแพ้ (การงดยา)
- งดยารับประทานที่มีผลต่อการทดสอบทางผิวหนังมาอย่างน้อย 1 สัปดาห์ จำพวกยาแก้แพ้ แก้คัน แก้ลมพิษ ยาลดน้ำมูก ยาแก้เมารถ แก้เวียนศีรษะ ตัวอย่างยา ได้แก่ Zyrtec (cetirizine), Clarityn (Loratadine), Xyzal (Levocetirizine), Aerius (Desloratadine), CPM (Chlorpheniramine), Telfast (Fexofenadine), Zyrtec-D, Clarinase, Telfast-D, Atarax (Hydroxyzine), Actifed (nasolin), Tiffy, Decolgen, Dimetapp, Benadryl, Dimenhydramine
- ปรึกษาแพทย์ประจำตัว หากสามารถงดยากลุ่มยากล่อมประสาท ยานอนหลับ อย่างน้อย 1-3 สัปดาห์ เช่น ยา Amitriptyline, Doxepine, ยากลุ่ม Phenothiazines
- ยา Ketotifen งดก่อนมาทำการทดสอบประมาณ 2 สัปดาห์
- ยาพ่น Dymista งดก่อนมาทำการทดสอบ 3 วัน ส่วนยาพ่นกลุ่มอื่นๆ และยาพ่นรักษาโรคหืดให้ใช้ต่อเนื่องไม่ต้องงดก่อนมาทำการทดสอบ
- ยากลุ่ม Leukotriene inhibitor (monteluleast เช่น singulair, montek) ไม่จำเป็นต้องงด ก่อนมาทำการทดสอบ
- หากมีการใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดฉีดหรือรับประทานเป็นเวลานาน ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ เพราะมีผลต่อการทดสอบได้ และควรหยุดการทายา สเตียรอยด์เฉพาะที่ (Topical corticosteroid) ในบริเวณที่จะทำการทดสอบ อย่างน้อย 3 สัปดาห์
- ผู้ป่วยที่ทานยาคลายกังวลหรือยาทางระบบประสาท ควรปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ก่อนงดยา
- ควรพักผ่อนให้เพียงพอก่อนทำการทดสอบ และไม่ควรมีภาวะเจ็บป่วยในวันที่ทำการทดสอบ
8 ขั้นตอนการทดสอบภูมิแพ้ด้วยวิธีสะกิดผิวหนัง
- เริ่มจากทำความสะอาดผิวหนังบริเวณที่จะทดสอบ (บริเวณท้องแขนหรือแผ่นหลัง) ด้วยแอลกอฮอลล์
- ขีดเส้นกำหนดจุดที่จะทดสอบสารก่อภูมิแพ้แต่ละชนิดด้วยปากกา
- หยดน้ำยาทดสอบแต่ละชนิดจำนวน 1 หยดลงบนผิวหนังตามตำแหน่งที่กำหนดไว้
- สะกิดผิวหนังแต่ละจุดบริเวณชั้นหนังกำพร้าด้วยเข็ม (lancet) และซับน้ำยาทดสอบออกด้วยกระดาษทิชชู่
- รอปฏิกิริยาเป็นเวลา 15 นาที ในขณะนั่งรอห้ามผู้ป่วยเกาเนื่องจากอาจทำให้การแปลผลคลาดเคลื่อนได้
- ครบเวลา 15 นาทีแล้วอ่านผลการทดสอบโดยการวัดขนาดด้วยไม้บรรทัด บันทึกผลการทดสอบ
- ทำความสะอาดผิวหนังบริเวณที่ทดสอบและทายาบรรเทาอาการคัน
- รับทราบคำแนะนำและวิธีการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังการทดสอบและข้อควรระวัง
- หลังทำการทดสอบ ไม่ควรเกาบริเวณที่ทำการทดสอบ เนื่องจากจะทำให้การแปลผลคลาดเคลื่อน
- หลังการทดสอบ 2- 48 ชั่วโมง อาจมีอาการคัน บวม แดง เกิดขึ้นที่ผิวหนังที่ทำการทดสอบอาการเหล่านี้จะหายได้เองหรือสามารถใช้ยาแก้แพ้แบบรับประทานและยาทาผื่น
- หลังการทดสอบ 15 นาที – 2ชั่วโมง มีโอกาสเกิดอาการแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) ได้ทั่วร่างกาย เช่น มีอาการผื่นคัน ลมพิษทั่วตัว แน่นหน้าอก ความดันโลหิตต่ำ ฯลฯ หากมีอาการดังกล่าวให้รีบแจ้งแพทย์หรือเจ้าหน้าที่โดยด่วนเพื่อทำการรักษาทันที
- ไม่ควรออกกำลังกายหลังทำการทดสอบทันที เนื่องจากอาจทำให้ชีพจรเต้นเร็วและมีอาการแพ้รุนแรงได้ในภายหลัง แต่พบได้น้อยมาก
ประโยชน์ของการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง
- ทำให้ทราบว่าโรคที่ผู้ป่วยเป็น มีสาเหตุมาจากโรคภูมิแพ้
- ทำให้ผู้ป่วยทราบว่าตนเองแพ้สารก่อภูมิแพ้ชนิดใด และมากน้อยเพียงใด
- ผู้ป่วยสามารถกำจัด หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ที่ตนแพ้
- ถ้าจำเป็นต้องรักษาโดยการฉีดวัคซีนภูมิแพ้ แพทย์จะใช้ผลการทดสอบภูมิแพ้นี้เป็นข้อมูลในการสั่งวัคซีนสำหรับฉีดให้ผู้ป่วย
Q&A เรื่อง Skin Prick Test
1. การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังด้วยวิธีสะกิด (Skin Prick Test) คืออะไร?
ตอบ: คือการทดสอบเพื่อวินิจฉัยโรคภูมิแพ้และค้นหาสิ่งที่ผู้ป่วยแพ้ โดยแพทย์จะทำให้ผิวหนังชั้นหนังกำพร้าแยกออกเล็กน้อยด้วยเข็มสะกิด เพื่อให้สารก่อภูมิแพ้ (เช่น ฝุ่นละออง หรืออาหาร) แทรกเข้าไปทำปฏิกิริยากับเซลล์ใต้ผิวหนังแล้วประเมินผลการตอบสนอง
2. การทำ Skin Prick Test มีประโยชน์อย่างไรบ้าง?
ตอบ: มีประโยชน์หลัก ๆ 4 ข้อ ดังนี้
- ช่วยยืนยันว่าอาการที่เป็นอยู่มีสาเหตุมาจากโรคภูมิแพ้จริงหรือไม่
- ทำให้ทราบชนิดและระดับความรุนแรงของสารที่แพ้ เพื่อการหลีกเลี่ยงอย่างถูกต้อง
- ใช้เป็นเครื่องมือคัดกรองว่าผู้ป่วยหายจากการแพ้แล้วหรือยัง
- ใช้เป็นข้อมูลสำคัญให้แพทย์พิจารณาสั่งวัคซีนภูมิแพ้ (Immunotherapy) เฉพาะบุคคล
3. ใครบ้างที่ห้ามทำหรือควรหลีกเลี่ยงการทดสอบนี้ชั่วคราว?
ตอบ: กลุ่มบุคคลที่ควรหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธการทดสอบ มีดังนี้
- เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี เพราะผิวหนังยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ อาจทำให้เกิดผลลบลวง (False Negative) ได้
- สตรีมีครรภ์ ไม่ควรเข้ารับการทดสอบ
- ผู้ที่มีผื่นผิวหนัง ในช่วงที่มีผื่นจะทำให้แปลผลการทดสอบได้ยาก
- ผู้ที่เพิ่งมีอาการแพ้รุนแรง หากเพิ่งเกิดภาวะแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) มาภายใน 4 สัปดาห์ ควรงดเว้นก่อน
4. ทำไมต้องงดยาแก้แพ้ก่อนเข้ารับการทดสอบ และต้องงดนานแค่ไหน?
ตอบ: จำเป็นต้องงดเนื่องจากยาแก้แพ้และยาบางกลุ่มมีผลระงับปฏิกิริยาทางผิวหนัง ทำให้ผลตรวจคลาดเคลื่อนได้ครับ โดยยากลุ่มแก้แพ้ แก้คัน แก้ลมพิษ ยาลดน้ำมูก และยาแก้เมารถ (เช่น Zyrtec, Clarityn, Telfast, CPM) ต้องงดอย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนการทดสอบ
5. ยาพ่นจมูกและยาพ่นโรคหืด ต้องงดก่อนมาทดสอบภูมิแพ้ด้วยไหม?
ตอบ: สำหรับยาพ่นจมูก Dymista ต้องงดก่อนมาทำการทดสอบ 3 วัน ส่วนยาพ่นจมูกกลุ่มอื่น ๆ รวมถึงยาพ่นรักษาโรคหืด สามารถใช้ต่อเนื่องได้ตามปกติ ไม่ต้องงด
6. ยาตัวไหนบ้างที่ "ไม่ต้องงด" สามารถทานต่อก่อนมาทดสอบได้เลย?
ตอบ: ยากลุ่มควบคุมอาการและต้านสารสื่อประสาทบางชนิด ไม่จำเป็นต้องงดค เช่น ยากลุ่ม Leukotriene inhibitor (ตัวอย่างเช่น Singulair, Montek, montelukast) สามารถทานต่อเนื่องจนถึงวันทดสอบได้เลย
7. ขั้นตอนการทดสอบสะกิดผิวหนังใช้เวลานานไหม และทำอย่างไรบ้าง?
ตอบ: กระบวนการหลักจะใช้เวลารอผลประมาณ 15 นาที โดยมีขั้นตอนเริ่มจากทำความสะอาดผิวหนัง (ท้องแขนหรือแผ่นหลัง) -> ขีดเส้นกำหนดจุด -> หยดน้ำยาทดสอบ -> ใช้เข็มสะกิดผิวหนังชั้นบน -> นั่งรอผล 15 นาที (ห้ามเกา) -> วัดขนาดตุ่มเพื่ออ่านผล -> ทำความสะอาดผิวและทายาแก้คัน
8. อาการคัน บวม แดง หลังทดสอบเสร็จสิ้น ถือเป็นเรื่องปกติไหม?
ตอบ: เป็นเรื่องปกติที่พบได้ โดยในช่วง 2–48 ชั่วโมงหลังการทดสอบ อาจเกิดอาการคัน บวม แดงบริเวณผิวหนังที่โดนสะกิดได้ อาการเหล่านี้จะค่อย ๆ หายได้เอง หรือสามารถใช้ยาแก้แพ้ชนิดรับประทานและยาทาผื่นเพื่อช่วยบรรเทาอาการได้
9. ผลข้างเคียงที่รุนแรงที่สุดที่อาจเกิดขึ้นคืออะไร และต้องรับมืออย่างไร?
ตอบ: ผลข้างเคียงที่รุนแรงแต่พบได้น้อยคือ ภาวะแพ้รุนแรงทั่วร่างกาย (Anaphylaxis) ซึ่งอาจเกิดได้ภายใน 15 นาที ถึง 2 ชั่วโมงหลังทดสอบ โดยจะมีอาการ เช่น ผื่นคันลมพิษทั่วตัว แน่นหน้าอก หรือความดันโลหิตต่ำ หากมีอาการเหล่านี้ให้รีบแจ้งแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ทันทีเพื่อรับการรักษาด่วน
10. หลังทดสอบภูมิแพ้เสร็จแล้ว สามารถไปออกกำลังกายต่อได้ทันทีหรือไม่?
ตอบ: ไม่ควรออกกำลังกายทันทีหลังการทดสอบ เนื่องจากความร้อนและการไหลเวียนเลือดจากการออกกำลังกายอาจทำให้ชีพจรเต้นเร็ว และอาจไปกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้รุนแรงในภายหลังได้ (แม้ว่าโอกาสเกิดจะน้อยมากก็ตาม)
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์โรคภูมิแพ้ ชั้น 3 โซน D
บทความที่เกี่ยวข้อง
การทดสอบภูมิแพ้โดยวิธีสะกิดผิวหนัง ( Skin Prick Test) คืออะไร?
การทดสอบภูมิแพ้โดยวิธีสะกิดผิวหนัง (Skin Prick Test) เป็นการทดสอบเพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคภูมิแพ้และเพื่อหาสิ่งที่ผู้ป่วยแพ้ โดยการตรวจหาปฏิกิริยาของร่างกายที่ตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ที่ผ่านทางการสะกิดบริเวณผิวหนัง หลักการทดสอบ คือ การทำให้ผิวหนังชั้นหนังกำพร้าแยกออกเล็กน้อยจากการสะกิด เพื่อให้สารก่อภูมิแพ้แทรกเข้าไปทำปฏิกิริยากับ Specific IgE ที่เกาะบนเซลล์ใต้ผิวหนังได้ โดยสารก่อภูมิแพ้ที่ใช้ทดสอบมีทั้งที่อยู่ในอากาศฝุ่นละอองและที่อยู่ในอาหาร
ทำไมต้องทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง?
- เพื่อช่วยวินิจฉัยโรคภูมิแพ้ว่าผู้ป่วยแพ้สารชนิดใดและทำให้หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ได้ถูกต้อง
- เพื่อช่วยเป็นการตรวจคัดกรอง (Screening test) ว่าผู้ป่วยแพ้สารก่อภูมิแพ้ในระดับมากหรือน้อยเพียงใด และผู้ป่วยหายจากการแพ้หรือไม่
- เพื่อประกอบการพิจารณาสำหรับผู้ป่วยที่จะรับการรักษาด้วยวัคซีนภูมิแพ้ (Immunotherapy)
ใครบ้างที่ "ห้ามทำ" หรือ "ควรระวัง" ในการทดสอบภูมิแพ้?
- สามารถทดสอบได้ทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป หากทดสอบในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปีอาจเกิดผลลบลวง (false negative) ได้ เนื่องจากภาวะผิวหนังยังไม่เจริญเต็มที
- ไม่ควรทดสอบในขณะตั้งครรภ์
- ไม่ควรทดสอบหากอยู่ในช่วงมีผื่น เนื่องจากทำให้ยากต่อการแปลผลการทดสอบ
- ไม่ควรทดสอบหากอยู่ในช่วงหลังจากมีอาการแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) ภายใน 4 สัปดาห์
การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการทดสอบภูมิแพ้ (การงดยา)
- งดยารับประทานที่มีผลต่อการทดสอบทางผิวหนังมาอย่างน้อย 1 สัปดาห์ จำพวกยาแก้แพ้ แก้คัน แก้ลมพิษ ยาลดน้ำมูก ยาแก้เมารถ แก้เวียนศีรษะ ตัวอย่างยา ได้แก่ Zyrtec (cetirizine), Clarityn (Loratadine), Xyzal (Levocetirizine), Aerius (Desloratadine), CPM (Chlorpheniramine), Telfast (Fexofenadine), Zyrtec-D, Clarinase, Telfast-D, Atarax (Hydroxyzine), Actifed (nasolin), Tiffy, Decolgen, Dimetapp, Benadryl, Dimenhydramine
- ปรึกษาแพทย์ประจำตัว หากสามารถงดยากลุ่มยากล่อมประสาท ยานอนหลับ อย่างน้อย 1-3 สัปดาห์ เช่น ยา Amitriptyline, Doxepine, ยากลุ่ม Phenothiazines
- ยา Ketotifen งดก่อนมาทำการทดสอบประมาณ 2 สัปดาห์
- ยาพ่น Dymista งดก่อนมาทำการทดสอบ 3 วัน ส่วนยาพ่นกลุ่มอื่นๆ และยาพ่นรักษาโรคหืดให้ใช้ต่อเนื่องไม่ต้องงดก่อนมาทำการทดสอบ
- ยากลุ่ม Leukotriene inhibitor (monteluleast เช่น singulair, montek) ไม่จำเป็นต้องงด ก่อนมาทำการทดสอบ
- หากมีการใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดฉีดหรือรับประทานเป็นเวลานาน ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ เพราะมีผลต่อการทดสอบได้ และควรหยุดการทายา สเตียรอยด์เฉพาะที่ (Topical corticosteroid) ในบริเวณที่จะทำการทดสอบ อย่างน้อย 3 สัปดาห์
- ผู้ป่วยที่ทานยาคลายกังวลหรือยาทางระบบประสาท ควรปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ก่อนงดยา
- ควรพักผ่อนให้เพียงพอก่อนทำการทดสอบ และไม่ควรมีภาวะเจ็บป่วยในวันที่ทำการทดสอบ
8 ขั้นตอนการทดสอบภูมิแพ้ด้วยวิธีสะกิดผิวหนัง
- เริ่มจากทำความสะอาดผิวหนังบริเวณที่จะทดสอบ (บริเวณท้องแขนหรือแผ่นหลัง) ด้วยแอลกอฮอลล์
- ขีดเส้นกำหนดจุดที่จะทดสอบสารก่อภูมิแพ้แต่ละชนิดด้วยปากกา
- หยดน้ำยาทดสอบแต่ละชนิดจำนวน 1 หยดลงบนผิวหนังตามตำแหน่งที่กำหนดไว้
- สะกิดผิวหนังแต่ละจุดบริเวณชั้นหนังกำพร้าด้วยเข็ม (lancet) และซับน้ำยาทดสอบออกด้วยกระดาษทิชชู่
- รอปฏิกิริยาเป็นเวลา 15 นาที ในขณะนั่งรอห้ามผู้ป่วยเกาเนื่องจากอาจทำให้การแปลผลคลาดเคลื่อนได้
- ครบเวลา 15 นาทีแล้วอ่านผลการทดสอบโดยการวัดขนาดด้วยไม้บรรทัด บันทึกผลการทดสอบ
- ทำความสะอาดผิวหนังบริเวณที่ทดสอบและทายาบรรเทาอาการคัน
- รับทราบคำแนะนำและวิธีการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังการทดสอบและข้อควรระวัง
- หลังทำการทดสอบ ไม่ควรเกาบริเวณที่ทำการทดสอบ เนื่องจากจะทำให้การแปลผลคลาดเคลื่อน
- หลังการทดสอบ 2- 48 ชั่วโมง อาจมีอาการคัน บวม แดง เกิดขึ้นที่ผิวหนังที่ทำการทดสอบอาการเหล่านี้จะหายได้เองหรือสามารถใช้ยาแก้แพ้แบบรับประทานและยาทาผื่น
- หลังการทดสอบ 15 นาที – 2ชั่วโมง มีโอกาสเกิดอาการแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) ได้ทั่วร่างกาย เช่น มีอาการผื่นคัน ลมพิษทั่วตัว แน่นหน้าอก ความดันโลหิตต่ำ ฯลฯ หากมีอาการดังกล่าวให้รีบแจ้งแพทย์หรือเจ้าหน้าที่โดยด่วนเพื่อทำการรักษาทันที
- ไม่ควรออกกำลังกายหลังทำการทดสอบทันที เนื่องจากอาจทำให้ชีพจรเต้นเร็วและมีอาการแพ้รุนแรงได้ในภายหลัง แต่พบได้น้อยมาก
ประโยชน์ของการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง
- ทำให้ทราบว่าโรคที่ผู้ป่วยเป็น มีสาเหตุมาจากโรคภูมิแพ้
- ทำให้ผู้ป่วยทราบว่าตนเองแพ้สารก่อภูมิแพ้ชนิดใด และมากน้อยเพียงใด
- ผู้ป่วยสามารถกำจัด หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ที่ตนแพ้
- ถ้าจำเป็นต้องรักษาโดยการฉีดวัคซีนภูมิแพ้ แพทย์จะใช้ผลการทดสอบภูมิแพ้นี้เป็นข้อมูลในการสั่งวัคซีนสำหรับฉีดให้ผู้ป่วย
Q&A เรื่อง Skin Prick Test
1. การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังด้วยวิธีสะกิด (Skin Prick Test) คืออะไร?
ตอบ: คือการทดสอบเพื่อวินิจฉัยโรคภูมิแพ้และค้นหาสิ่งที่ผู้ป่วยแพ้ โดยแพทย์จะทำให้ผิวหนังชั้นหนังกำพร้าแยกออกเล็กน้อยด้วยเข็มสะกิด เพื่อให้สารก่อภูมิแพ้ (เช่น ฝุ่นละออง หรืออาหาร) แทรกเข้าไปทำปฏิกิริยากับเซลล์ใต้ผิวหนังแล้วประเมินผลการตอบสนอง
2. การทำ Skin Prick Test มีประโยชน์อย่างไรบ้าง?
ตอบ: มีประโยชน์หลัก ๆ 4 ข้อ ดังนี้
- ช่วยยืนยันว่าอาการที่เป็นอยู่มีสาเหตุมาจากโรคภูมิแพ้จริงหรือไม่
- ทำให้ทราบชนิดและระดับความรุนแรงของสารที่แพ้ เพื่อการหลีกเลี่ยงอย่างถูกต้อง
- ใช้เป็นเครื่องมือคัดกรองว่าผู้ป่วยหายจากการแพ้แล้วหรือยัง
- ใช้เป็นข้อมูลสำคัญให้แพทย์พิจารณาสั่งวัคซีนภูมิแพ้ (Immunotherapy) เฉพาะบุคคล
3. ใครบ้างที่ห้ามทำหรือควรหลีกเลี่ยงการทดสอบนี้ชั่วคราว?
ตอบ: กลุ่มบุคคลที่ควรหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธการทดสอบ มีดังนี้
- เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี เพราะผิวหนังยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ อาจทำให้เกิดผลลบลวง (False Negative) ได้
- สตรีมีครรภ์ ไม่ควรเข้ารับการทดสอบ
- ผู้ที่มีผื่นผิวหนัง ในช่วงที่มีผื่นจะทำให้แปลผลการทดสอบได้ยาก
- ผู้ที่เพิ่งมีอาการแพ้รุนแรง หากเพิ่งเกิดภาวะแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) มาภายใน 4 สัปดาห์ ควรงดเว้นก่อน
4. ทำไมต้องงดยาแก้แพ้ก่อนเข้ารับการทดสอบ และต้องงดนานแค่ไหน?
ตอบ: จำเป็นต้องงดเนื่องจากยาแก้แพ้และยาบางกลุ่มมีผลระงับปฏิกิริยาทางผิวหนัง ทำให้ผลตรวจคลาดเคลื่อนได้ครับ โดยยากลุ่มแก้แพ้ แก้คัน แก้ลมพิษ ยาลดน้ำมูก และยาแก้เมารถ (เช่น Zyrtec, Clarityn, Telfast, CPM) ต้องงดอย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนการทดสอบ
5. ยาพ่นจมูกและยาพ่นโรคหืด ต้องงดก่อนมาทดสอบภูมิแพ้ด้วยไหม?
ตอบ: สำหรับยาพ่นจมูก Dymista ต้องงดก่อนมาทำการทดสอบ 3 วัน ส่วนยาพ่นจมูกกลุ่มอื่น ๆ รวมถึงยาพ่นรักษาโรคหืด สามารถใช้ต่อเนื่องได้ตามปกติ ไม่ต้องงด
6. ยาตัวไหนบ้างที่ "ไม่ต้องงด" สามารถทานต่อก่อนมาทดสอบได้เลย?
ตอบ: ยากลุ่มควบคุมอาการและต้านสารสื่อประสาทบางชนิด ไม่จำเป็นต้องงดค เช่น ยากลุ่ม Leukotriene inhibitor (ตัวอย่างเช่น Singulair, Montek, montelukast) สามารถทานต่อเนื่องจนถึงวันทดสอบได้เลย
7. ขั้นตอนการทดสอบสะกิดผิวหนังใช้เวลานานไหม และทำอย่างไรบ้าง?
ตอบ: กระบวนการหลักจะใช้เวลารอผลประมาณ 15 นาที โดยมีขั้นตอนเริ่มจากทำความสะอาดผิวหนัง (ท้องแขนหรือแผ่นหลัง) -> ขีดเส้นกำหนดจุด -> หยดน้ำยาทดสอบ -> ใช้เข็มสะกิดผิวหนังชั้นบน -> นั่งรอผล 15 นาที (ห้ามเกา) -> วัดขนาดตุ่มเพื่ออ่านผล -> ทำความสะอาดผิวและทายาแก้คัน
8. อาการคัน บวม แดง หลังทดสอบเสร็จสิ้น ถือเป็นเรื่องปกติไหม?
ตอบ: เป็นเรื่องปกติที่พบได้ โดยในช่วง 2–48 ชั่วโมงหลังการทดสอบ อาจเกิดอาการคัน บวม แดงบริเวณผิวหนังที่โดนสะกิดได้ อาการเหล่านี้จะค่อย ๆ หายได้เอง หรือสามารถใช้ยาแก้แพ้ชนิดรับประทานและยาทาผื่นเพื่อช่วยบรรเทาอาการได้
9. ผลข้างเคียงที่รุนแรงที่สุดที่อาจเกิดขึ้นคืออะไร และต้องรับมืออย่างไร?
ตอบ: ผลข้างเคียงที่รุนแรงแต่พบได้น้อยคือ ภาวะแพ้รุนแรงทั่วร่างกาย (Anaphylaxis) ซึ่งอาจเกิดได้ภายใน 15 นาที ถึง 2 ชั่วโมงหลังทดสอบ โดยจะมีอาการ เช่น ผื่นคันลมพิษทั่วตัว แน่นหน้าอก หรือความดันโลหิตต่ำ หากมีอาการเหล่านี้ให้รีบแจ้งแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ทันทีเพื่อรับการรักษาด่วน
10. หลังทดสอบภูมิแพ้เสร็จแล้ว สามารถไปออกกำลังกายต่อได้ทันทีหรือไม่?
ตอบ: ไม่ควรออกกำลังกายทันทีหลังการทดสอบ เนื่องจากความร้อนและการไหลเวียนเลือดจากการออกกำลังกายอาจทำให้ชีพจรเต้นเร็ว และอาจไปกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้รุนแรงในภายหลังได้ (แม้ว่าโอกาสเกิดจะน้อยมากก็ตาม)
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์โรคภูมิแพ้ ชั้น 3 โซน D
บทความที่เกี่ยวข้อง


