ทำไมควรตรวจมะเร็งปากมดลูก? (Cervical Cancer Screening) สิ่งที่ผู้หญิงต้องรู้

มะเร็งปากมดลูกเกิดจากอะไร? (ทำความเข้าใจเชื้อ HPV)

มะเร็งปากมดลูก เป็น 1 ใน 3 อันดับแรกของมะเร็งในผู้หญิงไทย เกิดจากการติดเชื้อไวรัสฮิวแมนแพปพิลโลมา (Human Papillomavirus หรือเชื้อ HPV) สายพันธุ์ความเสี่ยงสูง ซึ่งมีไม่ต่ำกว่า 14 สายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ที่ 16 และ 18 พบบ่อยถึงร้อยละ 70

เชื้อ HPV ติดต่อทางไหนได้บ้าง?

หลังการมีเพศสัมพันธ์ ร่างกายสามารถติดเชื้อผ่านรอยถลอกหรือบาดแผลเล็ก ๆ บริเวณต่อไปนี้

  • เยื่อบุผิวปากมดลูก / ผิวช่องคลอด
  • ปากช่องคลอด
  • รอบทวารหนัก
  • ปลายองคชาติ

ร้อยละ 80 - 90 ของผู้ที่ติดเชื้อไวรัส จะหายได้เองภายใน 2 ปี แต่ในกรณีที่เชื้อไวรัสไม่หายและติดเชื้อแบบฝังแน่นเป็นระยะเวลานาน 5 - 15 ปี จะทำให้เซลล์ปากมดลูกเกิดความผิดปกติ และอาจกลายเป็นมะเร็งปากมดลูก

วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในปัจจุบัน

1. การตรวจหาเชื้อ HPV

Primary HPV testing คือ การตรวจหาเชื้อที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก เพื่อระบุสายพันธุ์จำเพาะของเชื้อ high-risk HPV โดยเฉพาะสายพันธุ์ 16 และ 18 และตรวจหาเชื้อ HPV โดยไม่มีการระบุสายพันธุ์จำเพาะ

2. การตรวจเซลล์วิทยาของปากมดลูก

Cytology คือ การตรวจเซลล์ปากมดลูก มี 2 วิธี ได้แก่ การตรวจแบบดั้งเดิม Papanicolaou smear (Pap smear) และการตรวจแบบ liquid-based cytology

คำแนะนำการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ตามช่วงอายุ

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกของ ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย (RTCOG) สมาคมมะเร็งนรีเวชไทย ร่วมกับชมรมคอลโปสโคปีและพยาธิสภาพปากมดลูกแห่งประเทศไทย ค.ศ. 2020 มีคำแนะนำในการตรวจคัดกรอง ดังนี้

  • อายุน้อยกว่า 25 ปี

ไม่แนะนำให้ตรวจคัดกรอง ยกเว้นในผู้หญิงที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ติดเชื้อเอชไอวี มีคู่นอนหลายคน เป็นโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์

  • อายุ 25 - 65 ปี

เริ่มตรวจคัดกรองได้ตั้งแต่อายุ 25 ปี เมื่อมีเพศสัมพันธ์แล้ว หรือ 30 ปี เมื่อยังไม่มีเพศสัมพันธ์ ด้วยวิธีดังนี้

  • Primary HPV testing (HPV test) หรือ Co-testing (HPV test + Cytology) ทุก 5 ปี
  • Cytology หรือ Pap smear อย่างเดียว ทุก 2 ปี

ทั้งนี้ความถี่ในการตรวจคัดกรองอาจปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม เช่น ควรตรวจคัดกรองทุก 1 ปี ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงของโรคมะเร็งปากมดลูกสูง หรือในผู้หญิงที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูก

  • อายุมากกว่า 65 ปี

สามารถหยุดตรวจคัดกรองได้ ถ้าผลตรวจคัดกรองก่อนหน้านี้ปกติติดต่อกันในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ผู้ที่ยังคงมีเพศสัมพันธ์ หรือมีคู่นอนหลายคน ควรตรวจคัดกรองต่อไปตามปกติ

  • หลังตัดมดลูกและปากมดลูก

ผู้ที่ตัดมดลูกพร้อมกับปากมดลูกออกแล้ว และไม่มีประวัติเซลล์ปากมดลูกผิดปกติหรือเป็นมะเร็งปากมดลูก ไม่จำเป็นต้องตรวจคัดกรอง

การป้องกันมะเร็งปากมดลูก

  • ฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV ตั้งแต่อายุ 9 – 45 ปี
  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร หรือเปลี่ยนคู่นอนหลายคน
  • งดสูบบุหรี่
  • ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกประจำปี
  • เมื่อพบเซลล์ผิดปกติควรรับการรักษาและติดตามอย่างเคร่งครัด

ขอบคุณข้อมูลจาก ผศ. นพ.บุญเลิศ วิริยะภาค และพญ.เพ็ญพรรณ ศิริสุทธิ์


Q&A เกี่ยวกับการตรวจมะเร็งปากมดลูก

1. มะเร็งปากมดลูกเกิดจากสาเหตุใด?

ตอบ: เกิดจากการติดเชื้อไวรัสฮิวแมนแพปพิลโลมา (Human Papillomavirus หรือเชื้อ HPV) สายพันธุ์ความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะสายพันธุ์ 16 และ 18 ซึ่งมักติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์

2. วิธีตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกมีกี่แบบ อะไรบ้าง?

ตอบ: มีหลัก ๆ 2 วิธี คือ การตรวจหาเชื้อ HPV (HPV DNA Testing) เพื่อค้นหา DNA ของไวรัสสายพันธุ์เสี่ยง และ การตรวจเซลล์วิทยา (Cytology) เช่น Pap Smear และ Liquid-Based Cytology เพื่อดูความผิดปกติของเซลล์

3. ผู้หญิงควรเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตั้งแต่อายุเท่าไหร่?

ตอบ: ตามคำแนะนำของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ แนะนำให้เริ่มตรวจได้ตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไป (เมื่อมีเพศสัมพันธ์แล้ว) หรืออายุ 30 ปีขึ้นไป (หากยังไม่มีเพศสัมพันธ์)

4. HPV Test กับ Pap Smear แตกต่างกันอย่างไร?

ตอบ: Pap Smear เป็นการตรวจดูความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกที่เกิดขึ้นแล้ว ส่วน HPV Test เป็นการตรวจหาเชื้อไวรัสที่เป็นต้นเหตุตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่เซลล์จะเปลี่ยนสภาพไปเป็นมะเร็ง

5. หากอายุเกิน 65 ปีแล้ว ยังจำเป็นต้องตรวจมะเร็งปากมดลูกอยู่ไหม?

ตอบ: สามารถหยุดตรวจได้หากผลตรวจคัดกรองในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาปกติทั้งหมด แต่หากยังมีเพศสัมพันธ์หรือมีคู่นอนหลายคน ควรรับการตรวจคัดกรองต่อเนื่องตามปกติ

6. การตรวจมะเร็งปากมดลูกเจ็บหรือไม่ และต้องเตรียมตัวอย่างไร?

ตอบ: การตรวจไม่เจ็บ แต่อาจรู้สึกเกร็งหรืออึดอัดเล็กน้อย ควรหลีกเลี่ยงการตรวจในช่วงที่มีประจำเดือน งดการมีเพศสัมพันธ์ งดการสวนล้างช่องคลอด และงดการใช้ยาเหน็บช่องคลอดก่อนวันตรวจอย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง

7. ตัดมดลูกและปากมดลูกไปแล้ว ยังต้องตรวจคัดกรองอีกไหม?

ตอบ: หากตัดมดลูกและปากมดลูกออกหมดเนื่องจากโรคที่ไม่ใช่มะเร็ง และไม่มีประวัติเซลล์ผิดปกติมาก่อน จะไม่จำเป็นต้องตรวจคัดกรองซ้ำ

8. วัคซีน HPV ป้องกันโรคอะไรได้บ้าง และฉีดได้ถึงอายุเท่าไหร่?

ตอบ: ช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัส HPV สายพันธุ์หลักที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก หูดอวัยวะเพศ และมะเร็งอื่น ๆ โดยทั่วไปแนะนำให้ฉีดตั้งแต่อายุ 9–45 ปี

10. หากต้องการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ต้องติดต่อที่ใด?

ตอบ: สามารถเข้ารับบริการและปรึกษาแพทย์เฉพาะทางได้ที่ ศูนย์นรีเวช ชั้น 2 หรือคลินิกตรวจสุขภาพ ชั้น 4

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์นรีเวช ชั้น 2 โซน E

บทความที่เกี่ยวข้อง

 

 มะเร็งปากมดลูกเกิดจากอะไร? (ทำความเข้าใจเชื้อ HPV)

มะเร็งปากมดลูก เป็น 1 ใน 3 อันดับแรกของมะเร็งในผู้หญิงไทย เกิดจากการติดเชื้อไวรัสฮิวแมนแพปพิลโลมา (Human Papillomavirus หรือเชื้อ HPV) สายพันธุ์ความเสี่ยงสูง ซึ่งมีไม่ต่ำกว่า 14 สายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ที่ 16 และ 18 พบบ่อยถึงร้อยละ 70

เชื้อ HPV ติดต่อทางไหนได้บ้าง?

หลังการมีเพศสัมพันธ์ ร่างกายสามารถติดเชื้อผ่านรอยถลอกหรือบาดแผลเล็ก ๆ บริเวณต่อไปนี้

  • เยื่อบุผิวปากมดลูก / ผิวช่องคลอด
  • ปากช่องคลอด
  • รอบทวารหนัก
  • ปลายองคชาติ

ร้อยละ 80 - 90 ของผู้ที่ติดเชื้อไวรัส จะหายได้เองภายใน 2 ปี แต่ในกรณีที่เชื้อไวรัสไม่หายและติดเชื้อแบบฝังแน่นเป็นระยะเวลานาน 5 - 15 ปี จะทำให้เซลล์ปากมดลูกเกิดความผิดปกติ และอาจกลายเป็นมะเร็งปากมดลูก

วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในปัจจุบัน

1. การตรวจหาเชื้อ HPV

Primary HPV testing คือ การตรวจหาเชื้อที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก เพื่อระบุสายพันธุ์จำเพาะของเชื้อ high-risk HPV โดยเฉพาะสายพันธุ์ 16 และ 18 และตรวจหาเชื้อ HPV โดยไม่มีการระบุสายพันธุ์จำเพาะ

2. การตรวจเซลล์วิทยาของปากมดลูก

Cytology คือ การตรวจเซลล์ปากมดลูก มี 2 วิธี ได้แก่ การตรวจแบบดั้งเดิม Papanicolaou smear (Pap smear) และการตรวจแบบ liquid-based cytology

คำแนะนำการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ตามช่วงอายุ

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกของ ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย (RTCOG) สมาคมมะเร็งนรีเวชไทย ร่วมกับชมรมคอลโปสโคปีและพยาธิสภาพปากมดลูกแห่งประเทศไทย ค.ศ. 2020 มีคำแนะนำในการตรวจคัดกรอง ดังนี้

  • อายุน้อยกว่า 25 ปี

ไม่แนะนำให้ตรวจคัดกรอง ยกเว้นในผู้หญิงที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ติดเชื้อเอชไอวี มีคู่นอนหลายคน เป็นโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์

  • อายุ 25 - 65 ปี

เริ่มตรวจคัดกรองได้ตั้งแต่อายุ 25 ปี เมื่อมีเพศสัมพันธ์แล้ว หรือ 30 ปี เมื่อยังไม่มีเพศสัมพันธ์ ด้วยวิธีดังนี้

  • Primary HPV testing (HPV test) หรือ Co-testing (HPV test + Cytology) ทุก 5 ปี
  • Cytology หรือ Pap smear อย่างเดียว ทุก 2 ปี

ทั้งนี้ความถี่ในการตรวจคัดกรองอาจปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม เช่น ควรตรวจคัดกรองทุก 1 ปี ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงของโรคมะเร็งปากมดลูกสูง หรือในผู้หญิงที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูก

  • อายุมากกว่า 65 ปี

สามารถหยุดตรวจคัดกรองได้ ถ้าผลตรวจคัดกรองก่อนหน้านี้ปกติติดต่อกันในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ผู้ที่ยังคงมีเพศสัมพันธ์ หรือมีคู่นอนหลายคน ควรตรวจคัดกรองต่อไปตามปกติ

  • หลังตัดมดลูกและปากมดลูก

ผู้ที่ตัดมดลูกพร้อมกับปากมดลูกออกแล้ว และไม่มีประวัติเซลล์ปากมดลูกผิดปกติหรือเป็นมะเร็งปากมดลูก ไม่จำเป็นต้องตรวจคัดกรอง

การป้องกันมะเร็งปากมดลูก

  • ฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HPV ตั้งแต่อายุ 9 – 45 ปี
  • หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร หรือเปลี่ยนคู่นอนหลายคน
  • งดสูบบุหรี่
  • ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกประจำปี
  • เมื่อพบเซลล์ผิดปกติควรรับการรักษาและติดตามอย่างเคร่งครัด

ขอบคุณข้อมูลจาก ผศ. นพ.บุญเลิศ วิริยะภาค และพญ.เพ็ญพรรณ ศิริสุทธิ์


Q&A เกี่ยวกับการตรวจมะเร็งปากมดลูก

1. มะเร็งปากมดลูกเกิดจากสาเหตุใด?

ตอบ: เกิดจากการติดเชื้อไวรัสฮิวแมนแพปพิลโลมา (Human Papillomavirus หรือเชื้อ HPV) สายพันธุ์ความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะสายพันธุ์ 16 และ 18 ซึ่งมักติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์

2. วิธีตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกมีกี่แบบ อะไรบ้าง?

ตอบ: มีหลัก ๆ 2 วิธี คือ การตรวจหาเชื้อ HPV (HPV DNA Testing) เพื่อค้นหา DNA ของไวรัสสายพันธุ์เสี่ยง และ การตรวจเซลล์วิทยา (Cytology) เช่น Pap Smear และ Liquid-Based Cytology เพื่อดูความผิดปกติของเซลล์

3. ผู้หญิงควรเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตั้งแต่อายุเท่าไหร่?

ตอบ: ตามคำแนะนำของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ แนะนำให้เริ่มตรวจได้ตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไป (เมื่อมีเพศสัมพันธ์แล้ว) หรืออายุ 30 ปีขึ้นไป (หากยังไม่มีเพศสัมพันธ์)

4. HPV Test กับ Pap Smear แตกต่างกันอย่างไร?

ตอบ: Pap Smear เป็นการตรวจดูความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกที่เกิดขึ้นแล้ว ส่วน HPV Test เป็นการตรวจหาเชื้อไวรัสที่เป็นต้นเหตุตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่เซลล์จะเปลี่ยนสภาพไปเป็นมะเร็ง

5. หากอายุเกิน 65 ปีแล้ว ยังจำเป็นต้องตรวจมะเร็งปากมดลูกอยู่ไหม?

ตอบ: สามารถหยุดตรวจได้หากผลตรวจคัดกรองในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาปกติทั้งหมด แต่หากยังมีเพศสัมพันธ์หรือมีคู่นอนหลายคน ควรรับการตรวจคัดกรองต่อเนื่องตามปกติ

6. การตรวจมะเร็งปากมดลูกเจ็บหรือไม่ และต้องเตรียมตัวอย่างไร?

ตอบ: การตรวจไม่เจ็บ แต่อาจรู้สึกเกร็งหรืออึดอัดเล็กน้อย ควรหลีกเลี่ยงการตรวจในช่วงที่มีประจำเดือน งดการมีเพศสัมพันธ์ งดการสวนล้างช่องคลอด และงดการใช้ยาเหน็บช่องคลอดก่อนวันตรวจอย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง

7. ตัดมดลูกและปากมดลูกไปแล้ว ยังต้องตรวจคัดกรองอีกไหม?

ตอบ: หากตัดมดลูกและปากมดลูกออกหมดเนื่องจากโรคที่ไม่ใช่มะเร็ง และไม่มีประวัติเซลล์ผิดปกติมาก่อน จะไม่จำเป็นต้องตรวจคัดกรองซ้ำ

8. วัคซีน HPV ป้องกันโรคอะไรได้บ้าง และฉีดได้ถึงอายุเท่าไหร่?

ตอบ: ช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัส HPV สายพันธุ์หลักที่เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก หูดอวัยวะเพศ และมะเร็งอื่น ๆ โดยทั่วไปแนะนำให้ฉีดตั้งแต่อายุ 9–45 ปี

10. หากต้องการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ต้องติดต่อที่ใด?

ตอบ: สามารถเข้ารับบริการและปรึกษาแพทย์เฉพาะทางได้ที่ ศูนย์นรีเวช ชั้น 2 หรือคลินิกตรวจสุขภาพ ชั้น 4

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์นรีเวช ชั้น 2 โซน E

บทความที่เกี่ยวข้อง