มะเร็งปอด ไม่สูบก็เสี่ยง

     มะเร็งปอด เกิดจากเซลล์เยื่อบุหลอดลมปอดที่ได้รับการระคายเคืองมาเป็นระยะเวลานาน จึงอาจเรียกชื่อมะเร็งตามต้นกำเนิดอีกชื่อหนึ่งว่า Bronchogenic Carcinoma ซึ่งอาจเกิดในบริเวณหลอดลมใหญ่ใกล้ขั้วปอด หรืออาจเกิดในหลอดลมแขนงเล็กๆ ส่วนปลายที่ไกลออกมาจากขั้วปอดก็ได้

ปัจจัยอะไรที่ทำให้คุณเสี่ยงกับมะเร็งปอด

     1. บุหรี่ เป็นสาเหตุของมะเร็งปอดถึงร้อยละ 80 – 90 การสูบบุหรี่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์หลอดลม ทำให้เกิดการกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็งได้

     2. สารพิษ การสัมผัสสารแอสเบสตอสหรือแร่ใยหิน ซึ่งใช้ในวงการอุตสาหกรรมรถยนต์ ฉนวนกันความร้อน การก่อสร้าง โครงสร้างอาคาร ผ้าเบรค คลัช อุตสาหกรรมสิ่งทอและเหมืองแร่

     3. รังสี การได้รับการฉายรังสีบริเวณปอด และรังสีเรดอน ซึ่งเป็นก๊าซกัมมันตรังสี ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส เกิดจากการสลายตัวของแร่ยูเรเนียมในใยหินกระจายอยู่ในอากาศและน้ำใต้ดินในที่ที่อากาศไม่ถ่ายเท ซึ่งหากได้รับในปริมาณมากก็อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดได้

     4. โรคปอด ผู้ที่เคยมีรอยแผลเป็นของโรคที่ปอด เช่น เคยเป็นวัณโรคปอด หรือผู้ที่ป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพอง จะมีโอกาสเกิดมะเร็งปอดสูงกว่าบุคคลทั่วไป

     5. ปัจจัยอื่นๆ เช่น อายุที่มากขึ้น การใช้สารเสพติดบางประเภท เช่น กัญชาและโคเคน ภาวะขาดวิตามินเอ อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งปอดด้วย ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างกรรมพันธุ์กับการเกิดมะเร็งปอดยังไม่มีความชัดเจนนัก

                                                        

สัญญาณเตือนของมะเร็งปอด

     1. อาการของระบบทางเดินหายใจ ได้แก่

          - อาการไอเรื้อรัง อาจมีหรือไม่มีเสมหะก็ได้

          - อาการไอเป็นเลือด

          - หอบเหนื่อย หายใจลำบาก เนื่องจากก้อนมะเร็งโตขึ้น ทำให้เนื้อที่ปอดสำหรับหายใจเหลือน้อยลง หรือก้อนมะเร็งนั้นกดเบียดหลอดลม

          - เจ็บหน้าอกเวลาหายใจ

          - ปอดอักเสบ มีไข้

     แต่อาการเหล่านี้ อาจเกิดจากโรคอื่นๆ ของปอดได้เช่นกัน จึงไม่ใช่อาการของมะเร็งปอดเสมอไป

     2. อาการของระบบอื่นๆ ได้แก่

          - เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ

          - บวมที่หน้า แขน คอ และทรวงอกส่วนบนเนื่องจากมีเลือดดำคั่ง

          - เสียงแหบ เพราะมะเร็งลุกลามไปยังเส้นประสาทบริเวณกล่องเสียง

          - ปวดกระดูก

          - กลืนลำบาก เนื่องจากก้อนมะเร็งกดเบียดหลอดอาหาร

          - อัมพาต เนื่องจากมะเร็งแพร่กระจายไปยังสมองหรือไขสันหลัง

          - มีตุ่มหรือก้อนขึ้นตามผิวหนัง

     ซึ่งอาการเหล่านี้ก็ไม่จำเพาะต่อโรคมะเร็งปอดเช่นกัน ผู้ที่มีอาการดังกล่าวข้างต้นควรได้รับการตรวจจากแพทย์

รู้ได้อย่างไรว่าคุณเสี่ยงเป็นมะเร็งปอด

     1. มีประวัติความเสี่ยงและอาการที่สงสัยตามที่กล่าวมาข้างต้น

     2. การตรวจร่างกายเพื่อตรวจหาโรคที่เกิดความผิดปกติทั้งภายในและภายนอกปอด

     3. การตรวจเพื่อวินิจฉัยและการรักษาด้วยเครื่องมือพิเศษต่างๆ เช่น การตรวจทางรังสีวิทยา

          - เอกซเรย์ปอด (X-RAY)

          - การตรวจด้วยเครื่องแพท/ซีที สแกน (PET/CT Scan)

          - การส่องกล้องหลอดลมปอด (Bronchoscopy) เป็นต้น

     4. การตรวจทางห้องปฏิบัติการเมื่อมีข้อบ่งชี้ เช่น การตรวจเลือดดูการทำงานของตับและไต การตรวจนับจำนวนเม็ดเลือด เป็นต้น

     5. ข้อมูลจากการตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา จะสามารถยืนยันการวินิจฉัยโรคมะเร็งและสามารถแยกชนิดของมะเร็งได้ว่าเป็นมะเร็งชนิดปอดใด หรือเป็นมะเร็งขออวัยวะอื่นที่แพร่กระจายมาที่ปอด เพื่อเป็นข้อมูลในการเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

มะเร็งปอดมี่กี่ชนิด

     1. มะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (Small cell lung cancer)

     มะเร็งชนิดนี้พบประมาณร้อยละ 10-25 ของมะเร็งทั้งหมด ส่วนใหญ่พบบริเวณใกล้ขั้วปอดมากกว่าบริเวณชายปอด เป็นชนิดมะเร็งที่แพร่กระจายเร็วและอาจสร้างสารเคมีบางอย่าง ทำให้เกิดการผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อ (ฮอร์โมน) ในร่างกายได้ มะเร็งชนิดนี้มักตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดและรังสีรักษาได้ดี

     2. มะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก (Non-small cell lung cancer)

     มะเร็งชนิดนี้พบประมาณร้อยละ 75-90 ขอมะเร็งปอดทั้งหมด มักมีการดำเนินโรคที่ช้ากว่า มีโอกาสตรวจพบโรคในระยะต้นได้มากกว่ามะเร็งปอดชนิดเล็ก ถ้าพบในระยะแรก การรักษาหลักคือการผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งและต่อมน้ำเหลืองออก บางรายอาจให้การรักษาร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดหรือใช้รังสีรักษา

ปัจจัยที่บอกถึงการพยากรณ์โรคในผู้ป่วยมะเร็งปอด

     - ชนิดของมะเร็งที่เป็นมะเร็งชนิดเซลล์ไม่เล็ก มีการพยาการณ์โรคโดยรวมดีกว่ามะเร็งชนิดเซลล์เล็กโดยผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะแรกจะมีโอกาสหายขาดมากกว่า และมีอัตราการรอดชีวิตสูงกว่าผู้ป่วยระยะหลังหรือระยะแพร่กระจาย

     - ความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายผู้ป่วย ผู้ป่วยที่ไม่มีโรคประจำตัวรุนแรง ผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะน้ำหนักตัวลดลงผิดปกติ มักมีผลการรักษาที่ดีกว่าผู้ที่ร่างกายไม่สมบูรณ์

     - การรักษาที่ผู้ป่วยได้รับการเลือกการรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มแรก มีความสำคัญในการพยากรณ์ผลการรักษาของโรคด้วย โดยทั่วไปแพทย์สามารถทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้นได้ แม้ว่าในบางครั้งอาจจะไม่สามารถช่วยให้หายขาดจากโรคได้ก็ตาม

ปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อให้ห่างไกลจากมะเร็งปอด

     1. หยุดสูบบุหรี่หรือหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดผู้ที่สูบบุหรี่

     2. หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีมลภาวะมาก เช่น การทำงานในที่ที่มีฝุ่นควันมาก หรือเหมืองแร่โดยไม่ใช้เครื่องมือป้องกันตนเอง

     3. อยู่ในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์

     4. หมั่นตรวจร่างกายเป็นประจำสม่ำเสมอ

     5. ออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์มะเร็ง ชั้น 1 โซน E

     มะเร็งปอด เกิดจากเซลล์เยื่อบุหลอดลมปอดที่ได้รับการระคายเคืองมาเป็นระยะเวลานาน จึงอาจเรียกชื่อมะเร็งตามต้นกำเนิดอีกชื่อหนึ่งว่า Bronchogenic Carcinoma ซึ่งอาจเกิดในบริเวณหลอดลมใหญ่ใกล้ขั้วปอด หรืออาจเกิดในหลอดลมแขนงเล็กๆ ส่วนปลายที่ไกลออกมาจากขั้วปอดก็ได้

ปัจจัยอะไรที่ทำให้คุณเสี่ยงกับมะเร็งปอด

     1. บุหรี่ เป็นสาเหตุของมะเร็งปอดถึงร้อยละ 80 – 90 การสูบบุหรี่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์หลอดลม ทำให้เกิดการกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็งได้

     2. สารพิษ การสัมผัสสารแอสเบสตอสหรือแร่ใยหิน ซึ่งใช้ในวงการอุตสาหกรรมรถยนต์ ฉนวนกันความร้อน การก่อสร้าง โครงสร้างอาคาร ผ้าเบรค คลัช อุตสาหกรรมสิ่งทอและเหมืองแร่

     3. รังสี การได้รับการฉายรังสีบริเวณปอด และรังสีเรดอน ซึ่งเป็นก๊าซกัมมันตรังสี ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส เกิดจากการสลายตัวของแร่ยูเรเนียมในใยหินกระจายอยู่ในอากาศและน้ำใต้ดินในที่ที่อากาศไม่ถ่ายเท ซึ่งหากได้รับในปริมาณมากก็อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดได้

     4. โรคปอด ผู้ที่เคยมีรอยแผลเป็นของโรคที่ปอด เช่น เคยเป็นวัณโรคปอด หรือผู้ที่ป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพอง จะมีโอกาสเกิดมะเร็งปอดสูงกว่าบุคคลทั่วไป

     5. ปัจจัยอื่นๆ เช่น อายุที่มากขึ้น การใช้สารเสพติดบางประเภท เช่น กัญชาและโคเคน ภาวะขาดวิตามินเอ อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งปอดด้วย ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างกรรมพันธุ์กับการเกิดมะเร็งปอดยังไม่มีความชัดเจนนัก

                                                        

สัญญาณเตือนของมะเร็งปอด

     1. อาการของระบบทางเดินหายใจ ได้แก่

          - อาการไอเรื้อรัง อาจมีหรือไม่มีเสมหะก็ได้

          - อาการไอเป็นเลือด

          - หอบเหนื่อย หายใจลำบาก เนื่องจากก้อนมะเร็งโตขึ้น ทำให้เนื้อที่ปอดสำหรับหายใจเหลือน้อยลง หรือก้อนมะเร็งนั้นกดเบียดหลอดลม

          - เจ็บหน้าอกเวลาหายใจ

          - ปอดอักเสบ มีไข้

     แต่อาการเหล่านี้ อาจเกิดจากโรคอื่นๆ ของปอดได้เช่นกัน จึงไม่ใช่อาการของมะเร็งปอดเสมอไป

     2. อาการของระบบอื่นๆ ได้แก่

          - เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ

          - บวมที่หน้า แขน คอ และทรวงอกส่วนบนเนื่องจากมีเลือดดำคั่ง

          - เสียงแหบ เพราะมะเร็งลุกลามไปยังเส้นประสาทบริเวณกล่องเสียง

          - ปวดกระดูก

          - กลืนลำบาก เนื่องจากก้อนมะเร็งกดเบียดหลอดอาหาร

          - อัมพาต เนื่องจากมะเร็งแพร่กระจายไปยังสมองหรือไขสันหลัง

          - มีตุ่มหรือก้อนขึ้นตามผิวหนัง

     ซึ่งอาการเหล่านี้ก็ไม่จำเพาะต่อโรคมะเร็งปอดเช่นกัน ผู้ที่มีอาการดังกล่าวข้างต้นควรได้รับการตรวจจากแพทย์

รู้ได้อย่างไรว่าคุณเสี่ยงเป็นมะเร็งปอด

     1. มีประวัติความเสี่ยงและอาการที่สงสัยตามที่กล่าวมาข้างต้น

     2. การตรวจร่างกายเพื่อตรวจหาโรคที่เกิดความผิดปกติทั้งภายในและภายนอกปอด

     3. การตรวจเพื่อวินิจฉัยและการรักษาด้วยเครื่องมือพิเศษต่างๆ เช่น การตรวจทางรังสีวิทยา

          - เอกซเรย์ปอด (X-RAY)

          - การตรวจด้วยเครื่องแพท/ซีที สแกน (PET/CT Scan)

          - การส่องกล้องหลอดลมปอด (Bronchoscopy) เป็นต้น

     4. การตรวจทางห้องปฏิบัติการเมื่อมีข้อบ่งชี้ เช่น การตรวจเลือดดูการทำงานของตับและไต การตรวจนับจำนวนเม็ดเลือด เป็นต้น

     5. ข้อมูลจากการตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา จะสามารถยืนยันการวินิจฉัยโรคมะเร็งและสามารถแยกชนิดของมะเร็งได้ว่าเป็นมะเร็งชนิดปอดใด หรือเป็นมะเร็งขออวัยวะอื่นที่แพร่กระจายมาที่ปอด เพื่อเป็นข้อมูลในการเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

มะเร็งปอดมี่กี่ชนิด

     1. มะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (Small cell lung cancer)

     มะเร็งชนิดนี้พบประมาณร้อยละ 10-25 ของมะเร็งทั้งหมด ส่วนใหญ่พบบริเวณใกล้ขั้วปอดมากกว่าบริเวณชายปอด เป็นชนิดมะเร็งที่แพร่กระจายเร็วและอาจสร้างสารเคมีบางอย่าง ทำให้เกิดการผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อ (ฮอร์โมน) ในร่างกายได้ มะเร็งชนิดนี้มักตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดและรังสีรักษาได้ดี

     2. มะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก (Non-small cell lung cancer)

     มะเร็งชนิดนี้พบประมาณร้อยละ 75-90 ขอมะเร็งปอดทั้งหมด มักมีการดำเนินโรคที่ช้ากว่า มีโอกาสตรวจพบโรคในระยะต้นได้มากกว่ามะเร็งปอดชนิดเล็ก ถ้าพบในระยะแรก การรักษาหลักคือการผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งและต่อมน้ำเหลืองออก บางรายอาจให้การรักษาร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดหรือใช้รังสีรักษา

ปัจจัยที่บอกถึงการพยากรณ์โรคในผู้ป่วยมะเร็งปอด

     - ชนิดของมะเร็งที่เป็นมะเร็งชนิดเซลล์ไม่เล็ก มีการพยาการณ์โรคโดยรวมดีกว่ามะเร็งชนิดเซลล์เล็กโดยผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะแรกจะมีโอกาสหายขาดมากกว่า และมีอัตราการรอดชีวิตสูงกว่าผู้ป่วยระยะหลังหรือระยะแพร่กระจาย

     - ความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายผู้ป่วย ผู้ป่วยที่ไม่มีโรคประจำตัวรุนแรง ผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะน้ำหนักตัวลดลงผิดปกติ มักมีผลการรักษาที่ดีกว่าผู้ที่ร่างกายไม่สมบูรณ์

     - การรักษาที่ผู้ป่วยได้รับการเลือกการรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มแรก มีความสำคัญในการพยากรณ์ผลการรักษาของโรคด้วย โดยทั่วไปแพทย์สามารถทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้นได้ แม้ว่าในบางครั้งอาจจะไม่สามารถช่วยให้หายขาดจากโรคได้ก็ตาม

ปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อให้ห่างไกลจากมะเร็งปอด

     1. หยุดสูบบุหรี่หรือหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดผู้ที่สูบบุหรี่

     2. หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีมลภาวะมาก เช่น การทำงานในที่ที่มีฝุ่นควันมาก หรือเหมืองแร่โดยไม่ใช้เครื่องมือป้องกันตนเอง

     3. อยู่ในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์

     4. หมั่นตรวจร่างกายเป็นประจำสม่ำเสมอ

     5. ออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์มะเร็ง ชั้น 1 โซน E


ค้นหาแพทย์

สาระสุขภาพ

ศูนย์รักษาโรคเฉพาะทาง