การเตรียมตัวและขั้นตอนการรักษาภาวะสายตาผิดปกติด้วย ReLEx Pro
การเตรียมตัวก่อนทำการรักษา ReLEx Pro อย่างละเอียด
1.งดใส่คอนแทคเลนส์ ก่อนวันตรวจสภาพตา สามารถใส่แว่นสายตาแทนในระหว่างที่ไม่ได้ใส่คอนแทคเลนส์
- คอนแทคเลนส์ชนิดนิ่ม (Soft Lens): งดใส่คอนแทคเลนส์อย่างน้อย 4-7 วัน ก่อนวันตรวจสภาพตา
- คอนแทคเลนส์ชนิดแข็ง (Hard Lens) หรือชนิดกึ่งแข็งกึ่งนิ่ม (Semi Hard Lens): งดใส่คอนแทคเลนส์อย่างน้อย 14 วัน ก่อนวันตรวจสภาพตา
2.การหยุดยาบางประเภท
- หยุดยารักษาสิว ในกลุ่ม Isotretinoin เช่น Roaccutane, Acnotin, Isotret ก่อนวันตรวจสภาพตาและก่อนผ่าตัด อย่างน้อย 1 เดือน เนื่องจากยาชนิดนี้ส่งผลให้เยื่อบุตาแห้งกว่าปกติ รวมถึงผิวกระจกตาด้วย
- หากใช้ยารักษาโรคประจำตัวอื่น ๆ ต้องแจ้งให้จักษุแพทย์ทราบในวันตรวจ เช่น ยาเบาหวาน, ยาลดความดัน, ยาลดไขมัน, ยาไทรอยด์ และยานอนหลับทุกประเภท แต่ยังคงใช้ยาได้ตามปกติ ไม่ต้องหยุดยา ก่อนวันตรวจและในวันตรวจ
8 ขั้นตอนการประเมินค่าสายตาและตรวจสุขภาพตาก่อนผ่าตัด
ก่อนเข้ารับการผ่าตัดรักษาภาวะสายตาผิดปกติด้วยวิธี ReLEx Pro จะต้องมีการตรวจประเมินสภาพสายตา โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ดังนี้
- ตรวจวัดค่าสายตาด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ (Automated Refractometer) เป็นการตรวจประเมินค่าสายตาเบื้องต้น ค่าสายตาจะได้มาจากการสะท้อนของแสงจากลูกตาสามารถคำนวณหาค่าสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง และองศาได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งมีความสะดวก รวดเร็ว
- การทดสอบการมองเห็น (Visual Acuity) จะถูกประเมินโดยการให้มองและอ่านแผ่นวัดสายตาตามเงื่อนไขที่กำหนด ตัวอักษรหรือตัวเลขบนแผ่นวัดสายตาจะมีขนาดเล็กลงไปเรื่อยๆในแต่ละบรรทัด เพื่อดูประสิทธิภาพการมองเห็นว่ายังมีความชัดเจนอยู่มากน้อยเพียงใด
- การวัดความดันลูกตา (Intraocular Pressure) เป็นการวัดระดับความดันภายในลูกตาว่าอยู่ในระดับปกติหรือไม่ อีกทั้งยังดูเรื่องของแนวโน้มการเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับดวงตาอีกด้วย
- การตรวจและวัดค่าสายตา (Manifest Refraction) การตรวจและวัดค่าสายตาโดยละเอียด เพื่อให้ได้ค่าสายตาทีคมชัดที่สุด
- การตรวจสุขภาพตาโดยจักษุแพทย์ (Slit-lamp Examination) เป็นการตรวจสภาพตาว่าเหมาะสมกับการแก้ไขภาวะสายตาผิดปกติหรือไม่ หรือมีภาวะแทรกซ้อนที่ต้องรักษาเพื่อให้ดวงตากลับสู่สภาพปกติให้เหมาะสมก่อนการผ่าตัด เช่นตาแดง เยื่อบุตาอักเสบจากการใส่คอนแทคเลนส์
- การถ่ายภาพพื้นผิวกระจกตาและวัดความหนาของกระจกตา (Corneal Topography And Pachymetry) คือ การถ่ายภาพเพื่อนำไปคำนวณและแปลผลข้อมูลมาใช้ในการรักษาของแต่ละบุคคล ซึ่งสามารถดูได้ทั้งในเรื่องของ รูปร่างกระจกตา ภาวะสายตาเอียง และระดับความหนาหรือความบางของกระจกตา
- การหยอดยาขยายม่านตาและวัดสายตา (Cycloplegic Refraction) การหยอดยาขยายม่านตา จะช่วยให้รูม่านตากว้างขึ้น เพื่อตรวจภายในลูกตาได้ละเอียด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแก้วตา น้ำวุ้นตา หรือจอตา เป็นต้น และวัดค่าสายตาได้แม่นยำยิ่งขึ้น เนื่องจากยาจะช่วยลดการเพ่งของตา ที่ในบางรายอาจเพ่งในการตรวจโดยไม่รู้ตัว
- การตรวจสภาพจอประสาทตาอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์ (Fundus Examination) หลังจากที่มีการหยอดยาขยายม่านตา จักษุแพทย์จะทำการตรวจจอประสาทตา เส้นประสาทตา จุดรับภาพ ความหนาของชั้นจอประสาทตา และความผิดปกติอื่นๆที่อาจเกิดขึ้นอย่างละเอียด เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และสรุปแนวทางการรักษาต่อไป
การสรุปผลวิเคราะห์สภาพตาและการรักษา
- กรณีสุขภาพตามีความสมบูรณ์ สามารถเข้ารับการรักษาด้วย ReLEx Pro ได้
- กรณีไม่สามารถรักษาด้วย ReLEx Pro ได้ เนื่องจากสุขภาพตาไม่เหมาะสมหรือเหตุผลอื่น ๆ ซึ่งทางจักษุแพทย์จะเป็นผู้ให้คำแนะนำทางเลือกในการรักษาที่เหมาะสมอื่นๆ เช่น วิธี PRK, LASIK ,การผ่าตัดใส่เลนส์เสริม (ICL) เป็นต้น
- กรณีสามารถรักษาด้วยวิธี ReLEx Pro ได้ แต่มีภาวะที่ต้องรักษา เช่น ตาแดง เยื่อบุตาอักเสบจากการใส่คอนแทคเลนส์ เพื่อให้ดวงตากลับสู่สภาพปกติก่อนเข้ารับการรักษาด้วย ReLEx Pro เป็นต้น
ชมคลิปเพิ่มเติม
ข้อมูลจาก : พญ. บัณฑิตา เลิศสุวรรณโรจน์
คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับการเตรียมตัวและตรวจสภาพตา ReLEx Pro
1. ก่อนตรวจสภาพตา ReLEx Pro ต้องงดใส่คอนแทคเลนส์กี่วัน?
ตอบ: ระยะเวลาการงดใส่คอนแทคเลนส์จะขึ้นอยู่กับชนิดของเลนส์ที่ใช้ ดังนี้
- คอนแทคเลนส์ชนิดนิ่ม (Soft Lens): ต้องงดใส่อย่างน้อย 4-7 วัน ก่อนวันตรวจสภาพตา
- คอนแทคเลนส์ชนิดแข็ง (Hard Lens) หรือชนิดกึ่งแข็งกึ่งนิ่ม (Semi Hard Lens): ต้องงดใส่อย่างน้อย 14 วัน ก่อนวันตรวจสภาพตา (หมายเหตุ: ในระหว่างที่งดใส่คอนแทคเลนส์ สามารถสวมแว่นสายตาแทนได้)
2. กินยารักษาสิวอยู่ สามารถเข้ารับการตรวจและผ่าตัด ReLEx Pro ได้ไหม?
ตอบ: หากเป็นยารักษาสิวในกลุ่ม Isotretinoin (เช่น Roaccutane, Acnotin, Isotret) จำเป็นต้องหยุดยาอย่างน้อย 1 เดือน ก่อนวันตรวจสภาพตาและก่อนผ่าตัด เนื่องจากยากลุ่มนี้มีผลข้างเคียงทำให้เยื่อบุตาและผิวกระจกตาแห้งกว่าปกติ
3. มีโรคประจำตัวและต้องกินยาประจำ ต้องหยุดยาด้วยไหมก่อนมาตรวจ ReLEx Pro?
ตอบ: ไม่ต้องหยุดยา ยารักษาโรคประจำตัว เช่น ยาเบาหวาน ยาลดความดัน ยาลดไขมัน ยาไทรอยด์ และยานอนหลับทุกประเภท สามารถกินได้ตามปกติทั้งก่อนวันตรวจและในวันตรวจ แต่จำเป็นต้องแจ้งให้จักษุแพทย์ทราบในวันตรวจด้วย
4. การตรวจประเมินค่าสายตาและตรวจสุขภาพตาก่อนรักษา ใช้เวลานานแค่ไหน?
ตอบ: ขั้นตอนการตรวจประเมินสภาพสายตาและสุขภาพตาอย่างละเอียดก่อนการผ่าตัด ReLEx Pro จะใช้เวลาโดยประมาณ 2 ชั่วโมง
5. การหยอดยาขยายม่านตามีประโยชน์อย่างไรในการตรวจสายตา?
ตอบ: การหยอดยาขยายม่านตาช่วยให้รูม่านตากว้างขึ้น ทำให้จักษุแพทย์สามารถตรวจเช็กภายในลูกตา เช่น แก้วตา น้ำวุ้นตา หรือจอตา ได้อย่างละเอียด นอกจากนี้ยายังช่วยลดการเพ่งของตา (ที่ผู้ป่วยอาจเพ่งโดยไม่รู้ตัว) ทำให้วัดค่าสายตาได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น
6. เครื่อง Automated Refractometer และการตรวจแบบ Manifest Refraction ต่างกันอย่างไร?
ตอบ: มีความแตกต่างกันในเรื่องของความละเอียด
- Automated Refractometer: เป็นการตรวจวัดด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อประเมินค่าสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง และองศาในระดับเบื้องต้นอย่างสะดวกและรวดเร็ว
- Manifest Refraction: เป็นการตรวจและวัดค่าสายตาโดยละเอียด เพื่อให้ได้ค่าสายตาที่คมชัดที่สุดสำหรับการนำไปวางแผนรักษา
7. การถ่ายภาพ Corneal Topography And Pachymetry ตรวจเพื่ออะไร?
ตอบ: เป็นการถ่ายภาพพื้นผิวกระจกตาและวัดความหนาของกระจกตา เพื่อนำข้อมูลรูปทรงกระจกตา ภาวะสายตาเอียง และระดับความหนาหรือความบางของกระจกตา ไปคำนวณและแปลผลสำหรับการรักษาที่เหมาะสมและจำเพาะเจาะจงในแต่ละบุคคล
8. หากตรวจพบว่าดวงตามีภาวะตาแดงหรือเยื่อบุตาอักเสบ จะยังทำ ReLEx Pro ได้ไหม?
ตอบ: สามารถทำได้ แต่ต้องรักษาอาการอักเสบให้หายดีก่อน หากจักษุแพทย์ตรวจพบภาวะตาแดง หรือเยื่อบุตาอักเสบ (เช่น จากการใส่คอนแทคเลนส์) แพทย์จะทำการรักษาเพื่อให้ดวงตากลับสู่สภาพปกติก่อน จึงจะเข้ารับการรักษาด้วยวิธี ReLEx Pro ในลำดับถัดไป
9. ถ้าผลตรวจชี้ว่าสภาพตาไม่เหมาะสมกับการทำ ReLEx Pro มีทางเลือกอื่นไหม?
ตอบ: หากจักษุแพทย์วิเคราะห์แล้วว่าไม่สามารถรักษาด้วยวิธี ReLEx Pro ได้เนื่องจากสุขภาพตาไม่เหมาะสม แพทย์จะให้คำแนะนำทางเลือกในการรักษาอื่น ๆ ที่เหมาะสมกับสภาพตาของผู้ป่วยแทน เช่น วิธี PRK, LASIK หรือการผ่าตัดใส่เลนส์เสริม (ICL)
สอบถามข้อมูลได้ที่ ศูนย์รักษาภาวะสายตาผิดปกติด้วยเลเซอร์ ชั้น 4 โซน A
บทความที่เกี่ยวข้อง
การเตรียมตัวก่อนทำการรักษา ReLEx Pro อย่างละเอียด
1.งดใส่คอนแทคเลนส์ ก่อนวันตรวจสภาพตา สามารถใส่แว่นสายตาแทนในระหว่างที่ไม่ได้ใส่คอนแทคเลนส์
- คอนแทคเลนส์ชนิดนิ่ม (Soft Lens): งดใส่คอนแทคเลนส์อย่างน้อย 4-7 วัน ก่อนวันตรวจสภาพตา
- คอนแทคเลนส์ชนิดแข็ง (Hard Lens) หรือชนิดกึ่งแข็งกึ่งนิ่ม (Semi Hard Lens): งดใส่คอนแทคเลนส์อย่างน้อย 14 วัน ก่อนวันตรวจสภาพตา
2.การหยุดยาบางประเภท
- หยุดยารักษาสิว ในกลุ่ม Isotretinoin เช่น Roaccutane, Acnotin, Isotret ก่อนวันตรวจสภาพตาและก่อนผ่าตัด อย่างน้อย 1 เดือน เนื่องจากยาชนิดนี้ส่งผลให้เยื่อบุตาแห้งกว่าปกติ รวมถึงผิวกระจกตาด้วย
- หากใช้ยารักษาโรคประจำตัวอื่น ๆ ต้องแจ้งให้จักษุแพทย์ทราบในวันตรวจ เช่น ยาเบาหวาน, ยาลดความดัน, ยาลดไขมัน, ยาไทรอยด์ และยานอนหลับทุกประเภท แต่ยังคงใช้ยาได้ตามปกติ ไม่ต้องหยุดยา ก่อนวันตรวจและในวันตรวจ
8 ขั้นตอนการประเมินค่าสายตาและตรวจสุขภาพตาก่อนผ่าตัด
ก่อนเข้ารับการผ่าตัดรักษาภาวะสายตาผิดปกติด้วยวิธี ReLEx Pro จะต้องมีการตรวจประเมินสภาพสายตา โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ดังนี้
- ตรวจวัดค่าสายตาด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ (Automated Refractometer) เป็นการตรวจประเมินค่าสายตาเบื้องต้น ค่าสายตาจะได้มาจากการสะท้อนของแสงจากลูกตาสามารถคำนวณหาค่าสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง และองศาได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งมีความสะดวก รวดเร็ว
- การทดสอบการมองเห็น (Visual Acuity) จะถูกประเมินโดยการให้มองและอ่านแผ่นวัดสายตาตามเงื่อนไขที่กำหนด ตัวอักษรหรือตัวเลขบนแผ่นวัดสายตาจะมีขนาดเล็กลงไปเรื่อยๆในแต่ละบรรทัด เพื่อดูประสิทธิภาพการมองเห็นว่ายังมีความชัดเจนอยู่มากน้อยเพียงใด
- การวัดความดันลูกตา (Intraocular Pressure) เป็นการวัดระดับความดันภายในลูกตาว่าอยู่ในระดับปกติหรือไม่ อีกทั้งยังดูเรื่องของแนวโน้มการเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับดวงตาอีกด้วย
- การตรวจและวัดค่าสายตา (Manifest Refraction) การตรวจและวัดค่าสายตาโดยละเอียด เพื่อให้ได้ค่าสายตาทีคมชัดที่สุด
- การตรวจสุขภาพตาโดยจักษุแพทย์ (Slit-lamp Examination) เป็นการตรวจสภาพตาว่าเหมาะสมกับการแก้ไขภาวะสายตาผิดปกติหรือไม่ หรือมีภาวะแทรกซ้อนที่ต้องรักษาเพื่อให้ดวงตากลับสู่สภาพปกติให้เหมาะสมก่อนการผ่าตัด เช่นตาแดง เยื่อบุตาอักเสบจากการใส่คอนแทคเลนส์
- การถ่ายภาพพื้นผิวกระจกตาและวัดความหนาของกระจกตา (Corneal Topography And Pachymetry) คือ การถ่ายภาพเพื่อนำไปคำนวณและแปลผลข้อมูลมาใช้ในการรักษาของแต่ละบุคคล ซึ่งสามารถดูได้ทั้งในเรื่องของ รูปร่างกระจกตา ภาวะสายตาเอียง และระดับความหนาหรือความบางของกระจกตา
- การหยอดยาขยายม่านตาและวัดสายตา (Cycloplegic Refraction) การหยอดยาขยายม่านตา จะช่วยให้รูม่านตากว้างขึ้น เพื่อตรวจภายในลูกตาได้ละเอียด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแก้วตา น้ำวุ้นตา หรือจอตา เป็นต้น และวัดค่าสายตาได้แม่นยำยิ่งขึ้น เนื่องจากยาจะช่วยลดการเพ่งของตา ที่ในบางรายอาจเพ่งในการตรวจโดยไม่รู้ตัว
- การตรวจสภาพจอประสาทตาอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์ (Fundus Examination) หลังจากที่มีการหยอดยาขยายม่านตา จักษุแพทย์จะทำการตรวจจอประสาทตา เส้นประสาทตา จุดรับภาพ ความหนาของชั้นจอประสาทตา และความผิดปกติอื่นๆที่อาจเกิดขึ้นอย่างละเอียด เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และสรุปแนวทางการรักษาต่อไป
การสรุปผลวิเคราะห์สภาพตาและการรักษา
- กรณีสุขภาพตามีความสมบูรณ์ สามารถเข้ารับการรักษาด้วย ReLEx Pro ได้
- กรณีไม่สามารถรักษาด้วย ReLEx Pro ได้ เนื่องจากสุขภาพตาไม่เหมาะสมหรือเหตุผลอื่น ๆ ซึ่งทางจักษุแพทย์จะเป็นผู้ให้คำแนะนำทางเลือกในการรักษาที่เหมาะสมอื่นๆ เช่น วิธี PRK, LASIK ,การผ่าตัดใส่เลนส์เสริม (ICL) เป็นต้น
- กรณีสามารถรักษาด้วยวิธี ReLEx Pro ได้ แต่มีภาวะที่ต้องรักษา เช่น ตาแดง เยื่อบุตาอักเสบจากการใส่คอนแทคเลนส์ เพื่อให้ดวงตากลับสู่สภาพปกติก่อนเข้ารับการรักษาด้วย ReLEx Pro เป็นต้น
ชมคลิปเพิ่มเติม
ข้อมูลจาก : พญ. บัณฑิตา เลิศสุวรรณโรจน์
คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับการเตรียมตัวและตรวจสภาพตา ReLEx Pro
1. ก่อนตรวจสภาพตา ReLEx Pro ต้องงดใส่คอนแทคเลนส์กี่วัน?
ตอบ: ระยะเวลาการงดใส่คอนแทคเลนส์จะขึ้นอยู่กับชนิดของเลนส์ที่ใช้ ดังนี้
- คอนแทคเลนส์ชนิดนิ่ม (Soft Lens): ต้องงดใส่อย่างน้อย 4-7 วัน ก่อนวันตรวจสภาพตา
- คอนแทคเลนส์ชนิดแข็ง (Hard Lens) หรือชนิดกึ่งแข็งกึ่งนิ่ม (Semi Hard Lens): ต้องงดใส่อย่างน้อย 14 วัน ก่อนวันตรวจสภาพตา (หมายเหตุ: ในระหว่างที่งดใส่คอนแทคเลนส์ สามารถสวมแว่นสายตาแทนได้)
2. กินยารักษาสิวอยู่ สามารถเข้ารับการตรวจและผ่าตัด ReLEx Pro ได้ไหม?
ตอบ: หากเป็นยารักษาสิวในกลุ่ม Isotretinoin (เช่น Roaccutane, Acnotin, Isotret) จำเป็นต้องหยุดยาอย่างน้อย 1 เดือน ก่อนวันตรวจสภาพตาและก่อนผ่าตัด เนื่องจากยากลุ่มนี้มีผลข้างเคียงทำให้เยื่อบุตาและผิวกระจกตาแห้งกว่าปกติ
3. มีโรคประจำตัวและต้องกินยาประจำ ต้องหยุดยาด้วยไหมก่อนมาตรวจ ReLEx Pro?
ตอบ: ไม่ต้องหยุดยา ยารักษาโรคประจำตัว เช่น ยาเบาหวาน ยาลดความดัน ยาลดไขมัน ยาไทรอยด์ และยานอนหลับทุกประเภท สามารถกินได้ตามปกติทั้งก่อนวันตรวจและในวันตรวจ แต่จำเป็นต้องแจ้งให้จักษุแพทย์ทราบในวันตรวจด้วย
4. การตรวจประเมินค่าสายตาและตรวจสุขภาพตาก่อนรักษา ใช้เวลานานแค่ไหน?
ตอบ: ขั้นตอนการตรวจประเมินสภาพสายตาและสุขภาพตาอย่างละเอียดก่อนการผ่าตัด ReLEx Pro จะใช้เวลาโดยประมาณ 2 ชั่วโมง
5. การหยอดยาขยายม่านตามีประโยชน์อย่างไรในการตรวจสายตา?
ตอบ: การหยอดยาขยายม่านตาช่วยให้รูม่านตากว้างขึ้น ทำให้จักษุแพทย์สามารถตรวจเช็กภายในลูกตา เช่น แก้วตา น้ำวุ้นตา หรือจอตา ได้อย่างละเอียด นอกจากนี้ยายังช่วยลดการเพ่งของตา (ที่ผู้ป่วยอาจเพ่งโดยไม่รู้ตัว) ทำให้วัดค่าสายตาได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น
6. เครื่อง Automated Refractometer และการตรวจแบบ Manifest Refraction ต่างกันอย่างไร?
ตอบ: มีความแตกต่างกันในเรื่องของความละเอียด
- Automated Refractometer: เป็นการตรวจวัดด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อประเมินค่าสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง และองศาในระดับเบื้องต้นอย่างสะดวกและรวดเร็ว
- Manifest Refraction: เป็นการตรวจและวัดค่าสายตาโดยละเอียด เพื่อให้ได้ค่าสายตาที่คมชัดที่สุดสำหรับการนำไปวางแผนรักษา
7. การถ่ายภาพ Corneal Topography And Pachymetry ตรวจเพื่ออะไร?
ตอบ: เป็นการถ่ายภาพพื้นผิวกระจกตาและวัดความหนาของกระจกตา เพื่อนำข้อมูลรูปทรงกระจกตา ภาวะสายตาเอียง และระดับความหนาหรือความบางของกระจกตา ไปคำนวณและแปลผลสำหรับการรักษาที่เหมาะสมและจำเพาะเจาะจงในแต่ละบุคคล
8. หากตรวจพบว่าดวงตามีภาวะตาแดงหรือเยื่อบุตาอักเสบ จะยังทำ ReLEx Pro ได้ไหม?
ตอบ: สามารถทำได้ แต่ต้องรักษาอาการอักเสบให้หายดีก่อน หากจักษุแพทย์ตรวจพบภาวะตาแดง หรือเยื่อบุตาอักเสบ (เช่น จากการใส่คอนแทคเลนส์) แพทย์จะทำการรักษาเพื่อให้ดวงตากลับสู่สภาพปกติก่อน จึงจะเข้ารับการรักษาด้วยวิธี ReLEx Pro ในลำดับถัดไป
9. ถ้าผลตรวจชี้ว่าสภาพตาไม่เหมาะสมกับการทำ ReLEx Pro มีทางเลือกอื่นไหม?
ตอบ: หากจักษุแพทย์วิเคราะห์แล้วว่าไม่สามารถรักษาด้วยวิธี ReLEx Pro ได้เนื่องจากสุขภาพตาไม่เหมาะสม แพทย์จะให้คำแนะนำทางเลือกในการรักษาอื่น ๆ ที่เหมาะสมกับสภาพตาของผู้ป่วยแทน เช่น วิธี PRK, LASIK หรือการผ่าตัดใส่เลนส์เสริม (ICL)
สอบถามข้อมูลได้ที่ ศูนย์รักษาภาวะสายตาผิดปกติด้วยเลเซอร์ ชั้น 4 โซน A
บทความที่เกี่ยวข้อง


