นิ่วทางเดินปัสสาวะ สกัดก่อนลุกลาม
นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ คืออะไร?
นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ คือ ตะกอนที่ตกอยู่ในน้ำปัสสาวะ ซึ่งปกติน้ำปัสสาวะจะเป็นของเหลวและมีสารหลาย ๆ อย่างที่ละลายอยู่ในน้ำปัสสาวะ ซึ่งสภาวะบางอย่างทำให้สารเหล่านี้ตกตะกอนกลายเป็นผลึกรวมกันเป็นก้อน โดยปัจจัยที่เกี่ยวข้อง คือ ปริมาณสารต่างๆ มีมากเกินไปในน้ำปัสสาวะ หรือดื่มน้ำน้อยเกินไปทำให้เอื้อต่อการตกตะกอนของผลึกกลายเป็นก้อนนิ่วได้ง่ายมากขึ้น รวมทั้งค่าความเป็นกรดด่างของน้ำปัสสาวะ เช่น น้ำปัสสาวะที่มีความเป็นกรดมากก็จะเอื้อต่อการตกตะกอนของกรดยูริกง่ายมากขึ้น
อาการนิ่วทางเดินปัสสาวะ
สำหรับผู้ป่วยโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะจะมีอาการค่อนข้างหลากหลาย ขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งและการอุดตันของก้อนนิ่วว่ามีการอุดตันมากน้อยแค่ไหน ในผู้ป่วยบางคนอาจไม่มีอาการอะไรเลย แต่สามารถตรวจพบในกรณีที่ผู้ป่วยรับการตรวจสุขภาพ และในบางรายอาจมีอาการเจ็บปวดรุนแรงบริเวณท้องหรือบริเวณหลังหรือในตำแหน่งที่นิ่วอุดตันอยู่ ซึ่งจะเจ็บปวดทุรนทุรายมากจนกระทั่งทำให้ผู้ป่วยต้องรีบมาพบแพทย์
การตรวจวินิจฉัยนิ่วทางเดินปัสสาวะ
แพทย์สามารถตรวจและวินิจฉัยโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะได้โดยการซักประวัติและตรวจร่างกายร่วมกับการตรวจปัสสาวะ การเอกซเรย์ภาพช่องท้องในส่วนของไต ท่อไตและกระเพาะปัสสาวะ รวมถึงอาจมีการตรวจอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น ตรวจอัลตราซาวด์ หรือ CT Scan
วิธีรักษาโรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ: เลือกวิธีไหนดี?
ในปัจจุบันการรักษาโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะมีหลากหลายวิธี โดยขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของนิ่วที่อุดตัน ซึ่งแพทย์จะให้คำแนะนำผู้ป่วยเป็นราย ๆ ไป
1. การผ่าตัดแบบเปิด
เป็นการผ่าตัดผ่านผิวหนังเข้าไปจนถึงตำแหน่งที่มีนิ่วเพื่อเอาก้อนนิ่วออก และเย็บปิดแผลนั้น
ข้อดี เป็นวิธีการผ่าตัดที่ใช้ได้กับนิ่วทุกประเภท ทุกขนาด
ข้อด้อย
- ผู้ป่วยมีแผลผ่าตัดขนาดใหญ่ ฟื้นตัวช้า
- อาจทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของไตลดลง เนื่องจากในกรณีที่มีการผ่าตัดผ่านเนื้อไตเพื่อเอานิ่วออกจะทำให้ไตเกิดพังผืดจากแผลเป็น และทำให้เซลล์ไตบางส่วนตายและมีจำนวนเซลล์ของไตลดลง
- เสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกจากตำแหน่งที่ทำการผ่าตัด
2. การสลายนิ่วด้วยคลื่นกระแทก (Extracorporeal Shock Wave Lithotripsy หรือ ESWL)
เป็นการใช้คลื่น Shock wave ส่งผ่านผิวหนังไปยังก้อนนิ่ว เพื่อทำให้ก้อนนิ่วแตกออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ และไหลหลุดออกมากับปัสสาวะโดยไม่ต้องผ่าตัด
ข้อดี ไม่มีแผลจากการผ่าตัด
ข้อด้อย
- อาจทำให้เนื้อเยื่อต่างๆรวมถึงไตช้ำได้ และเกิดมีแผลเป็นข้างใน รวมถึงอาจสูญเสียเซลล์ไตไปบางส่วนได้เช่นกัน
- ในผู้ป่วยที่มีรูปร่างค่อนข้างใหญ่อาจได้ผลน้อยหรือไม่ได้ผล เนื่องจากการทำงานของคลื่นกระแทกพลังงานที่ใช้สลายนิ่วจะถูกปล่อยจากเครื่องกำเนิดพลังงานจากภายนอกลำตัวและคลื่นกระแทกจะผ่านเนื้อเยื่อชั้นต่าง ๆ เข้าไป
- ทำให้เกิดการสูญเสียพลังงานบางส่วนไปตามระยะทางตั้งแต่ผิวหนังไปจนกว่าจะถึงก้อนนิ่วเหลือน้อยลง พลังงานที่เหลือไปถึงก้อนนิ่วน้อย อาจไม่พอทำให้ก้อนนิ่วแตก
- ในกรณีนิ่วก้อนใหญ่หรือมีความแข็งมากอาจไม่ได้ผล ซึ่งขนาดก้อนนิ่วไม่ควรเกิน 1-2 เซนติเมตร หรือค่าความหนาแน่นของก้อนนิ่วไม่ควรเกิน 1,000 HU เมื่อนิ่วแตกแล้วต้องรอให้หลุดออกมาเองพร้อมกับการปัสสาวะ ทำให้นิ่วที่อยู่บริเวณขั้วล่างของไตนั้นอาจไม่สามารถหลุดออกมาได้เอง
3. การเจาะรูส่องกล้องผ่านผิวหนัง (Percutaneous Nephrolithotomy : PCNL)
สามารถกำจัดนิ่วได้ทุกขนาดและทุกความแข็ง หรือเป็นนิ่วชนิดเขากวางที่มีกิ่งก้านหลายกิ่งจนไม่สามารถเอาออกด้วยวิธีอื่นได้ โดยจะทำการเจาะรูเล็ก ๆ ประมาณ 1 เซนติเมตร ผ่านผิวหนังบริเวณหลังในตำแหน่งที่ตรงกับไตของผู้ป่วย หลังจากนั้นใช้กล้องส่องตามเข้าไป และแพทย์จะทำให้นิ่วนั้นแตกออกเป็นขนาดเล็กโดยอาศัยเครื่องมือที่ทันสมัย แล้วนำเอานิ่วออกมาผ่านทางกล้องที่ส่องเข้าไป
ข้อดี
- สามารถกำจัดนิ่วได้ทุกขนาด และทุกความแข็ง
- ผู้ป่วยมีแผลขนาดเล็กกว่าการผ่าตัดเปิดผิวหนัง
- ฟื้นตัวเร็วขึ้นเมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบเปิด
ข้อด้อย อาจมีปัญหาเลือดออกได้บ้างและต้องอาศัยศัลยแพทย์ที่มีความชำนาญและได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดี
4. การส่องกล้องผ่านท่อไต (Ureteroscopy : URS)
เป็นการใส่กล้องส่องตรวจท่อไตที่มีขนาดเล็กเข้าไปในท่อไต เข้าไปยังตำแหน่งของก้อนนิ่วที่อยู่ภายในท่อไตหรือในไตจากนั้นใช้เลเซอร์ทำให้นิ่วมีขนาดเล็กลง แล้วจึงใช้เครื่องมือนำเศษนิ่วเหล่านั้นออกมาโดยไม่ต้องผ่าตัด หรือเจาะรูผ่านทางผิวหนังจึงไม่ทำให้เกิดแผลใด ๆ
ข้อดี
- ไม่มีแผล ฟื้นตัวได้เร็ว มีความปลอดภัยสูง
- กล้องมีขนาดเล็กสามารถโค้งงอได้ ทำให้สามารถส่องเข้าไปในท่อไตได้ เดิมการส่องกล้องภายในท่อไตจะจำกัดอยู่ที่ท่อไตส่วนล่าง แต่ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน มีกล้องส่องชนิดโค้งงอได้ร่วมกับเลเซอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงทำให้ส่องตรวจและรักษาได้ตลอดทางเดินปัสสาวะ (ท่อไตส่วนล่าง-บน และในไต)
- กล้องจะทำให้เห็นตำแหน่งและก้อนนิ่วที่ชัดเจน และใช้เลเซอร์สลายทำให้ก้อนนิ่วเล็กลง
- สามารถนำก้อนนิ่วออกได้ทั้งหมดไม่ต้องรอให้หลุดเอง
ข้อด้อย นิ่วไม่ควรมีขนาดใหญ่เกิน 1-2 cm หรืออาจมีข้อจำกัดเรื่องตำแหน่งของนิ่วที่อยู่บริเวณขั้วไตส่วนล่างที่อาจเข้าถึงได้ยาก ดังนั้นจึงต้องอาศัยประสบการณ์ของศัลยแพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะทางเป็นอย่างสูง เพื่อลดข้อจำกัดดังกล่าวนี้
Q&A เกี่ยวกับนิ่วทางเดินปัสสาวะ
1. นิ่วทางเดินปัสสาวะมีอาการอย่างไร?
ตอบ: อาการมีตั้งแต่ไม่มีอาการเลย ไปจนถึงปวดท้องหรือปวดหลังอย่างรุนแรง ปัสสาวะเป็นเลือด หรือปัสสาวะขุ่น
2. การสลายนิ่วด้วยคลื่นกระแทก (ESWL) เจ็บไหม?
ตอบ: ผู้ป่วยอาจรู้สึกเหมือนมีแรงกระแทกเบา ๆ บริเวณที่ทำ แต่ไม่จำเป็นต้องวางยาสลบ และไม่ต้องผ่าตัด
3. หลังส่องกล้องนิ่ว (URS) ต้องพักฟื้นนานแค่ไหน?
ตอบ: ส่วนใหญ่สามารถกลับบ้านได้เร็ว หรือพักฟื้นที่โรงพยาบาลเพียง 1-2 วัน ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์
4. ทำอย่างไรไม่ให้เป็นนิ่วซ้ำ?
ตอบ: ควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 2 ลิตรต่อวัน หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด และตรวจสุขภาพปัสสาวะเป็นประจำ
5. นิ่วกี่เซนติเมตรถึงต้องผ่าตัด?
ตอบ: โดยทั่วไปนิ่วขนาดใหญ่กว่า 1-2 เซนติเมตร หรือนิ่วที่ทำให้เกิดการอุดตันรุนแรง แพทย์มักแนะนำให้รักษาด้วยการส่องกล้องหรือผ่าตัด
6. การผ่าตัดแบบเปิดกับแบบส่องกล้องต่างกันอย่างไร?
ตอบ: แบบส่องกล้องมีแผลเล็กกว่า ฟื้นตัวเร็วกว่า และลดความเสี่ยงต่อการเกิดพังผืดที่ไตเมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบเปิด
7. ปัสสาวะเป็นเลือดเป็นสัญญาณของโรคนิ่วหรือไม่?
ตอบ: ใช่ ปัสสาวะเป็นเลือดเป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนของนิ่วทางเดินปัสสาวะ แต่ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัด
8. ดื่มน้ำน้อยทำให้เป็นนิ่วจริงหรือ?
ตอบ: จริง เพราะการดื่มน้ำน้อยทำให้ปัสสาวะมีความเข้มข้นสูง ส่งผลให้สารต่าง ๆ ตกตะกอนกลายเป็นก้อนนิ่วได้ง่าย
9. ใครมีความเสี่ยงเป็นนิ่วมากที่สุด?
ตอบ: ผู้ที่ดื่มน้ำน้อย ผู้ที่ชอบรับประทานอาหารรสเค็ม หรือผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นนิ่ว
10. ศูนย์ทางเดินปัสสาวะ ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ มีบริการรักษาแบบไหนบ้าง?
ตอบ: มีครบวงจร ทั้งการสลายนิ่วด้วยคลื่นกระแทก (ESWL), การส่องกล้องผ่านท่อไต (URS), และการเจาะรูส่องกล้องผ่านผิวหนัง (PCNL)
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ทางเดินปัสสาวะ ชั้น 4 โซน A
บทความที่เกี่ยวข้อง
นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ คืออะไร?
นิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ คือ ตะกอนที่ตกอยู่ในน้ำปัสสาวะ ซึ่งปกติน้ำปัสสาวะจะเป็นของเหลวและมีสารหลาย ๆ อย่างที่ละลายอยู่ในน้ำปัสสาวะ ซึ่งสภาวะบางอย่างทำให้สารเหล่านี้ตกตะกอนกลายเป็นผลึกรวมกันเป็นก้อน โดยปัจจัยที่เกี่ยวข้อง คือ ปริมาณสารต่างๆ มีมากเกินไปในน้ำปัสสาวะ หรือดื่มน้ำน้อยเกินไปทำให้เอื้อต่อการตกตะกอนของผลึกกลายเป็นก้อนนิ่วได้ง่ายมากขึ้น รวมทั้งค่าความเป็นกรดด่างของน้ำปัสสาวะ เช่น น้ำปัสสาวะที่มีความเป็นกรดมากก็จะเอื้อต่อการตกตะกอนของกรดยูริกง่ายมากขึ้น
อาการนิ่วทางเดินปัสสาวะ
สำหรับผู้ป่วยโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะจะมีอาการค่อนข้างหลากหลาย ขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งและการอุดตันของก้อนนิ่วว่ามีการอุดตันมากน้อยแค่ไหน ในผู้ป่วยบางคนอาจไม่มีอาการอะไรเลย แต่สามารถตรวจพบในกรณีที่ผู้ป่วยรับการตรวจสุขภาพ และในบางรายอาจมีอาการเจ็บปวดรุนแรงบริเวณท้องหรือบริเวณหลังหรือในตำแหน่งที่นิ่วอุดตันอยู่ ซึ่งจะเจ็บปวดทุรนทุรายมากจนกระทั่งทำให้ผู้ป่วยต้องรีบมาพบแพทย์
การตรวจวินิจฉัยนิ่วทางเดินปัสสาวะ
แพทย์สามารถตรวจและวินิจฉัยโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะได้โดยการซักประวัติและตรวจร่างกายร่วมกับการตรวจปัสสาวะ การเอกซเรย์ภาพช่องท้องในส่วนของไต ท่อไตและกระเพาะปัสสาวะ รวมถึงอาจมีการตรวจอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น ตรวจอัลตราซาวด์ หรือ CT Scan
วิธีรักษาโรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ: เลือกวิธีไหนดี?
ในปัจจุบันการรักษาโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะมีหลากหลายวิธี โดยขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของนิ่วที่อุดตัน ซึ่งแพทย์จะให้คำแนะนำผู้ป่วยเป็นราย ๆ ไป
1. การผ่าตัดแบบเปิด
เป็นการผ่าตัดผ่านผิวหนังเข้าไปจนถึงตำแหน่งที่มีนิ่วเพื่อเอาก้อนนิ่วออก และเย็บปิดแผลนั้น
ข้อดี เป็นวิธีการผ่าตัดที่ใช้ได้กับนิ่วทุกประเภท ทุกขนาด
ข้อด้อย
- ผู้ป่วยมีแผลผ่าตัดขนาดใหญ่ ฟื้นตัวช้า
- อาจทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของไตลดลง เนื่องจากในกรณีที่มีการผ่าตัดผ่านเนื้อไตเพื่อเอานิ่วออกจะทำให้ไตเกิดพังผืดจากแผลเป็น และทำให้เซลล์ไตบางส่วนตายและมีจำนวนเซลล์ของไตลดลง
- เสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกจากตำแหน่งที่ทำการผ่าตัด
2. การสลายนิ่วด้วยคลื่นกระแทก (Extracorporeal Shock Wave Lithotripsy หรือ ESWL)
เป็นการใช้คลื่น Shock wave ส่งผ่านผิวหนังไปยังก้อนนิ่ว เพื่อทำให้ก้อนนิ่วแตกออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ และไหลหลุดออกมากับปัสสาวะโดยไม่ต้องผ่าตัด
ข้อดี ไม่มีแผลจากการผ่าตัด
ข้อด้อย
- อาจทำให้เนื้อเยื่อต่างๆรวมถึงไตช้ำได้ และเกิดมีแผลเป็นข้างใน รวมถึงอาจสูญเสียเซลล์ไตไปบางส่วนได้เช่นกัน
- ในผู้ป่วยที่มีรูปร่างค่อนข้างใหญ่อาจได้ผลน้อยหรือไม่ได้ผล เนื่องจากการทำงานของคลื่นกระแทกพลังงานที่ใช้สลายนิ่วจะถูกปล่อยจากเครื่องกำเนิดพลังงานจากภายนอกลำตัวและคลื่นกระแทกจะผ่านเนื้อเยื่อชั้นต่าง ๆ เข้าไป
- ทำให้เกิดการสูญเสียพลังงานบางส่วนไปตามระยะทางตั้งแต่ผิวหนังไปจนกว่าจะถึงก้อนนิ่วเหลือน้อยลง พลังงานที่เหลือไปถึงก้อนนิ่วน้อย อาจไม่พอทำให้ก้อนนิ่วแตก
- ในกรณีนิ่วก้อนใหญ่หรือมีความแข็งมากอาจไม่ได้ผล ซึ่งขนาดก้อนนิ่วไม่ควรเกิน 1-2 เซนติเมตร หรือค่าความหนาแน่นของก้อนนิ่วไม่ควรเกิน 1,000 HU เมื่อนิ่วแตกแล้วต้องรอให้หลุดออกมาเองพร้อมกับการปัสสาวะ ทำให้นิ่วที่อยู่บริเวณขั้วล่างของไตนั้นอาจไม่สามารถหลุดออกมาได้เอง
3. การเจาะรูส่องกล้องผ่านผิวหนัง (Percutaneous Nephrolithotomy : PCNL)
สามารถกำจัดนิ่วได้ทุกขนาดและทุกความแข็ง หรือเป็นนิ่วชนิดเขากวางที่มีกิ่งก้านหลายกิ่งจนไม่สามารถเอาออกด้วยวิธีอื่นได้ โดยจะทำการเจาะรูเล็ก ๆ ประมาณ 1 เซนติเมตร ผ่านผิวหนังบริเวณหลังในตำแหน่งที่ตรงกับไตของผู้ป่วย หลังจากนั้นใช้กล้องส่องตามเข้าไป และแพทย์จะทำให้นิ่วนั้นแตกออกเป็นขนาดเล็กโดยอาศัยเครื่องมือที่ทันสมัย แล้วนำเอานิ่วออกมาผ่านทางกล้องที่ส่องเข้าไป
ข้อดี
- สามารถกำจัดนิ่วได้ทุกขนาด และทุกความแข็ง
- ผู้ป่วยมีแผลขนาดเล็กกว่าการผ่าตัดเปิดผิวหนัง
- ฟื้นตัวเร็วขึ้นเมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบเปิด
ข้อด้อย อาจมีปัญหาเลือดออกได้บ้างและต้องอาศัยศัลยแพทย์ที่มีความชำนาญและได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดี
4. การส่องกล้องผ่านท่อไต (Ureteroscopy : URS)
เป็นการใส่กล้องส่องตรวจท่อไตที่มีขนาดเล็กเข้าไปในท่อไต เข้าไปยังตำแหน่งของก้อนนิ่วที่อยู่ภายในท่อไตหรือในไตจากนั้นใช้เลเซอร์ทำให้นิ่วมีขนาดเล็กลง แล้วจึงใช้เครื่องมือนำเศษนิ่วเหล่านั้นออกมาโดยไม่ต้องผ่าตัด หรือเจาะรูผ่านทางผิวหนังจึงไม่ทำให้เกิดแผลใด ๆ
ข้อดี
- ไม่มีแผล ฟื้นตัวได้เร็ว มีความปลอดภัยสูง
- กล้องมีขนาดเล็กสามารถโค้งงอได้ ทำให้สามารถส่องเข้าไปในท่อไตได้ เดิมการส่องกล้องภายในท่อไตจะจำกัดอยู่ที่ท่อไตส่วนล่าง แต่ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน มีกล้องส่องชนิดโค้งงอได้ร่วมกับเลเซอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงทำให้ส่องตรวจและรักษาได้ตลอดทางเดินปัสสาวะ (ท่อไตส่วนล่าง-บน และในไต)
- กล้องจะทำให้เห็นตำแหน่งและก้อนนิ่วที่ชัดเจน และใช้เลเซอร์สลายทำให้ก้อนนิ่วเล็กลง
- สามารถนำก้อนนิ่วออกได้ทั้งหมดไม่ต้องรอให้หลุดเอง
ข้อด้อย นิ่วไม่ควรมีขนาดใหญ่เกิน 1-2 cm หรืออาจมีข้อจำกัดเรื่องตำแหน่งของนิ่วที่อยู่บริเวณขั้วไตส่วนล่างที่อาจเข้าถึงได้ยาก ดังนั้นจึงต้องอาศัยประสบการณ์ของศัลยแพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะทางเป็นอย่างสูง เพื่อลดข้อจำกัดดังกล่าวนี้
Q&A เกี่ยวกับนิ่วทางเดินปัสสาวะ
1. นิ่วทางเดินปัสสาวะมีอาการอย่างไร?
ตอบ: อาการมีตั้งแต่ไม่มีอาการเลย ไปจนถึงปวดท้องหรือปวดหลังอย่างรุนแรง ปัสสาวะเป็นเลือด หรือปัสสาวะขุ่น
2. การสลายนิ่วด้วยคลื่นกระแทก (ESWL) เจ็บไหม?
ตอบ: ผู้ป่วยอาจรู้สึกเหมือนมีแรงกระแทกเบา ๆ บริเวณที่ทำ แต่ไม่จำเป็นต้องวางยาสลบ และไม่ต้องผ่าตัด
3. หลังส่องกล้องนิ่ว (URS) ต้องพักฟื้นนานแค่ไหน?
ตอบ: ส่วนใหญ่สามารถกลับบ้านได้เร็ว หรือพักฟื้นที่โรงพยาบาลเพียง 1-2 วัน ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์
4. ทำอย่างไรไม่ให้เป็นนิ่วซ้ำ?
ตอบ: ควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 2 ลิตรต่อวัน หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด และตรวจสุขภาพปัสสาวะเป็นประจำ
5. นิ่วกี่เซนติเมตรถึงต้องผ่าตัด?
ตอบ: โดยทั่วไปนิ่วขนาดใหญ่กว่า 1-2 เซนติเมตร หรือนิ่วที่ทำให้เกิดการอุดตันรุนแรง แพทย์มักแนะนำให้รักษาด้วยการส่องกล้องหรือผ่าตัด
6. การผ่าตัดแบบเปิดกับแบบส่องกล้องต่างกันอย่างไร?
ตอบ: แบบส่องกล้องมีแผลเล็กกว่า ฟื้นตัวเร็วกว่า และลดความเสี่ยงต่อการเกิดพังผืดที่ไตเมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบเปิด
7. ปัสสาวะเป็นเลือดเป็นสัญญาณของโรคนิ่วหรือไม่?
ตอบ: ใช่ ปัสสาวะเป็นเลือดเป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนของนิ่วทางเดินปัสสาวะ แต่ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัด
8. ดื่มน้ำน้อยทำให้เป็นนิ่วจริงหรือ?
ตอบ: จริง เพราะการดื่มน้ำน้อยทำให้ปัสสาวะมีความเข้มข้นสูง ส่งผลให้สารต่าง ๆ ตกตะกอนกลายเป็นก้อนนิ่วได้ง่าย
9. ใครมีความเสี่ยงเป็นนิ่วมากที่สุด?
ตอบ: ผู้ที่ดื่มน้ำน้อย ผู้ที่ชอบรับประทานอาหารรสเค็ม หรือผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นนิ่ว
10. ศูนย์ทางเดินปัสสาวะ ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ มีบริการรักษาแบบไหนบ้าง?
ตอบ: มีครบวงจร ทั้งการสลายนิ่วด้วยคลื่นกระแทก (ESWL), การส่องกล้องผ่านท่อไต (URS), และการเจาะรูส่องกล้องผ่านผิวหนัง (PCNL)
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ทางเดินปัสสาวะ ชั้น 4 โซน A
บทความที่เกี่ยวข้อง


