มะเร็งตับ โรคร้ายอันตรายถึงชีวิต: อาการ สาเหตุ และแนวทางการรักษาอย่างครบวงจร
มะเร็งตับ เป็นโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นในเนื้อตับ ซึ่งเกิดจากเซลล์ตับที่มีการเจริญเติบโตผิดปกติจนกลายเป็นเนื้องอกร้าย เรียกว่า มะเร็งเซลล์ตับ (hepatocellular carcinoma) และถ้าเนื้องอกเกิดจากเซลล์บุท่อน้ำดีเจริญเติบโตผิดปกติจะเรียกว่า มะเร็งท่อน้ำดี (cholangiocarcinoma) ในขณะที่เนื้องอกร้ายในเนื้อตับของผู้ป่วยบางรายเกิดจากเซลล์มะเร็งที่มีต้นกำเนิดในอวัยวะอื่นแล้วแพร่กระจายมายังตับ เรียกมะเร็งกลุ่มนี้ว่า มะเร็งตับแพร่กระจาย (metastatic liver cancer) ซึ่งอาจมีต้นตอของเซลล์มะเร็งมาจากเนื้องอกร้ายของตับอ่อน กระเพาะอาหาร ลำไส้ เต้านม หรือปอด เป็นต้น
สาเหตุและกลุ่มเสี่ยงมะเร็งตับ มีใครบ้าง?
การค้นหามะเร็งในระยะที่ไม่แสดงอาการในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงมีความสำคัญมาก แพทย์จึงแนะนำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอย่างเรื้อรัง เพศชายอายุ 40 ปีขึ้นไป และเพศหญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป และผู้ป่วยตับแข็งที่เกิดจากสาเหตุต่าง ๆ ได้แก่
- การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี
- การดื่มแอลกอฮอล์เป็นเวลานาน
- โรคตับคั่งไขมันจากภาวะอ้วน
- ตับอักเสบจากภาวะแพ้ภูมิตนเอง
- โรคตับคั่งน้ำดี
ควรเข้ารับการตรวจเฝ้าระวังการเกิดมะเร็งตับอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการตรวจอัลตราซาวนด์หารอยโรคผิดปกติในเนื้อตับ หรือร่วมกับการตรวจเลือดวัดระดับ alfa-fetoprotein (AFP) และถ้าการตรวจนี้พบความผิดปกติสงสัยเนื้องอกในตับ แพทย์จะแนะนำให้ตรวจภาพรังสีวินิจฉัยของตับเพิ่มเติม เช่น เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (computed tomography) หรือภาพเสียงสะท้อนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (magnetic resonance imaging) เพื่อให้การวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง
อาการมะเร็งตับเป็นอย่างไร?
ผู้ป่วยมะเร็งตับส่วนใหญ่ในระยะแรกของโรค มักไม่มีอาการผิดปกติ เมื่อก้อนเนื้อร้ายมีขนาดใหญ่ขึ้นจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการดังนี้
- ปวดจุกบริเวณชายโครงขวาหรือช่องท้องส่วนบน
- เบื่ออาหาร
- น้ำหนักตัวลดลง
- ท้องมาน
- ขาบวม
- ปัสสาวะมีเหลืองเข้ม
- ตาและตัวเหลือง หรือดีซ่าน
ดังนั้นถ้าผู้ป่วยมะเร็งตับมาพบแพทย์ด้วยอาการเหล่านี้ มักตรวจพบเนื้องอกมีขนาดใหญ่หรือเป็นมะเร็งในระยะลุกลาม การวินิจฉัยโรคมะเร็งตับได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่จะมีอาการชัดเจน จะสามารถให้การรักษาด้วยวิธีต่าง ๆ ได้ผลดีขึ้น

ตรวจวินิจฉัยและการรักษามะเร็งตับ
ผู้ป่วยที่ผลการตรวจต่าง ๆ บ่งชี้ว่าเนื้องอกที่เกิดขึ้นภายในตับน่าจะเป็นมะเร็งตับ แพทย์จะทำการตรวจเพิ่มเติมเพื่อประเมินสมรรถภาพการทำงานของตับ และสุขภาพทั่วไปของผู้ป่วย ร่วมกับข้อมูลขนาด ตำแหน่ง และการแพร่กระจายของเนื้องอกตับ เพื่อวางแผนการรักษาต่อไป ผู้ป่วยมะเร็งตับบางรายสามารถรับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนตับ หรือผ่าตัดตับเอาเนื้องอกออกได้หมด หรือใช้อุปกรณ์จี้หรือเผาให้เนื้องอกตาย (tumor ablation) หรือฉีดยาเคมีผ่านหลอดเลือดแดงที่เลี้ยงเนื้องอกร่วมกับฉีดสารอุดหลอดเลือดดังกล่าว (transarterial chemoembolization) หรือการรักษาด้วยยามุ่งเป้า (targeted therapy) ตามความเหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล
อย่างไรก็ตาม การรักษาเหล่านี้จะทำควบคู่ไปกับการรักษาโรคตับพื้นฐาน เพื่อประคับประคองหรือฟื้นฟูสมรรถภาพการทำงานของตับให้พร้อมกับการรักษามะเร็งตับต่อไป นอกจากนี้ผู้ป่วยมะเร็งตับควรเลือกรับประทานที่สะอาดให้ครบ 5 หมู่ มีปริมาณสารอาหารจากโปรตีนอย่างเพียงพอ และเป็นอาหารจืดที่ปรุงรสด้วยเกลือหรือน้ำปลาในปริมาณน้อย เพื่อช่วยในการรักษาหรือป้องกันภาวะท้องมานและขาบวม หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเสริม สมุนไพร หรือยาต่างๆ ที่ไม่จำเป็น เนื่องจากสารเหล่านี้อาจทำให้เกิดตับอักเสบรุนแรงจนผู้ป่วยมะเร็งตับเสียชีวิตเร็วก่อนเวลาอันควร
การดูแลตัวเองและการป้องกันมะเร็งตับ
ผู้ป่วยจำนวนมากอาจไม่มีอาการใดเลยในระยะที่ตับยังมีสมรรถภาพการทำงานปกติ ด้วยเหตุนี้แพทย์จึงแนะนำให้ผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคตับเรื้อรังดังต่อไปนี้ ควรได้รับการตรวจค้นหาสาเหตุและเฝ้าระวังการเกิดมะเร็งตับ ได้แก่ ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่อง ผู้ที่มีประวัติได้รับเลือดหรือผลิตภัณฑ์เลือด ก่อนปี พ.ศ.2533 มีประวัติใช้เข็มและอุปกรณ์ฉีดสารเสพติดเข้าหลอดเลือดร่วมกัน การสักผิวหนังด้วยอุปกรณ์ที่ไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อ หรือมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบีหรือซี เป็นต้น
สำหรับผู้ที่ไม่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบีและยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสดังกล่าว สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันโรคต่าง ๆ คือการดูแลสุขภาพทั่วไปให้แข็งแรง รับประทานอาหารอย่างเหมาะสม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ และพักผ่อนอย่างเพียงพอ สิ่งเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมสุขภาพในทุกด้านได้ดีที่สุด
Q&A ครบเครื่องเรื่องมะเร็งตับ
1. มะเร็งตับมีกี่ประเภท อะไรบ้าง?
ตอบ: มี 3 ประเภทหลัก ๆ คือ มะเร็งเซลล์ตับ (เกิดจากเซลล์ตับผิดปกติ) มะเร็งท่อน้ำดี (เกิดจากเซลล์บุท่อน้ำดีผิดปกติ) และมะเร็งตับแพร่กระจาย (มะเร็งจากอวัยวะอื่น เช่น ตับอ่อน กระเพาะอาหาร ลำไส้ เต้านม หรือปอด แพร่กระจายมายังตับ)
2. มะเร็งตับในระยะแรกมีอาการอย่างไร?
ตอบ: ผู้ป่วยมะเร็งตับส่วนใหญ่ในระยะแรก มักไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ แสดงออกให้เห็นเลย ซึ่งทำให้การตรวจคัดกรองในกลุ่มเสี่ยงตั้งแต่เนิ่น ๆ มีความสำคัญมาก
3. เมื่อก้อนเนื้อร้ายมีขนาดใหญ่ขึ้นหรือเข้าสู่ระยะลุกลาม จะมีอาการอย่างไร?
ตอบ: ผู้ป่วยจะมีอาการปวดจุกบริเวณชายโครงขวาหรือช่องท้องส่วนบน เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลง ท้องมาน ขาบวม ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้ม รวมถึงมีอาการตาและตัวเหลือง (ดีซ่าน)
4. ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีกลุ่มใดที่แพทย์แนะนำให้ตรวจเฝ้าระวังมะเร็งตับอย่างสม่ำเสมอ?
ตอบ: แพทย์แนะนำให้ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอย่างเรื้อรังที่เป็นเพศชายอายุ 40 ปีขึ้นไป และเพศหญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป เข้ารับการตรวจเฝ้าระวังอย่างสม่ำเสมอ
5. โรคตับหรือภาวะใดบ้างที่มีความเสี่ยงและนำไปสู่อาการตับแข็งจนอาจกลายเป็นมะเร็งตับได้?
ตอบ: ภาวะเสี่ยง ได้แก่ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี การดื่มแอลกอฮอล์เป็นเวลานาน โรคตับคั่งไขมันจากภาวะอ้วน ตับอักเสบจากภาวะแพ้ภูมิตนเอง และโรคตับคั่งน้ำดี
6. พฤติกรรมเสี่ยงในชีวิตประจำวันใดบ้างที่อาจทำให้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี และเสี่ยงต่อโรคตับเรื้อรัง?
ตอบ: การดื่มแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่อง การใช้เข็มและอุปกรณ์ฉีดสารเสพติดเข้าหลอดเลือดร่วมกัน การสักผิวหนังด้วยอุปกรณ์ที่ไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อ มีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่เป็นพาหะ รวมถึงผู้ที่มีประวัติได้รับเลือดหรือผลิตภัณฑ์เลือดก่อนปี พ.ศ. 2533
7. แพทย์มีวิธีการตรวจเฝ้าระวังและวินิจฉัยโรคมะเร็งตับอย่างไร?
ตอบ: เบื้องต้นจะใช้การตรวจอัลตราซาวนด์หารอยโรคผิดปกติในเนื้อตับ หรือร่วมกับการตรวจเลือดวัดระดับ alfa-fetoprotein (AFP) หากพบความผิดปกติจะตรวจเพิ่มเติมด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) หรือภาพเสียงสะท้อนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)
8. วิธีการรักษามะเร็งตับในปัจจุบันมีอะไรบ้าง?
ตอบ: การรักษาขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละบุคคล เช่น การผ่าตัดเปลี่ยนตับ การผ่าตัดเอาเนื้องอกออก การจี้หรือเผาให้เนื้องอกตาย (Tumor Ablation) การฉีดยาเคมีผ่านหลอดเลือดแดงร่วมกับฉีดสารอุดหลอดเลือด (TACE) และการรักษาด้วยยามุ่งเป้า (Targeted Therapy)
9. ผู้ป่วยมะเร็งตับควรเลือกรับประทานอาหารและดูแลตัวเองอย่างไร?
ตอบ: ควรเลือกทานอาหารสะอาดให้ครบ 5 หมู่ ได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอ และเน้นอาหารจืดที่ปรุงรสด้วยเกลือหรือน้ำปลาน้อย ๆ เพื่อช่วยรักษาหรือป้องกันภาวะท้องมานและขาบวม
10. สิ่งใดที่ผู้ป่วยมะเร็งตับ "ห้ามรับประทาน" หรือควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด?
ตอบ: หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเสริม สมุนไพร หรือยาต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็น เนื่องจากสารเหล่านี้อาจซ้ำเติมทำให้เกิดภาวะตับอักเสบรุนแรง และส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตเร็วก่อนเวลาอันควรได้
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ ชั้น 4 โซน A
บทความที่เกี่ยวข้อง
มะเร็งตับ เป็นโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นในเนื้อตับ ซึ่งเกิดจากเซลล์ตับที่มีการเจริญเติบโตผิดปกติจนกลายเป็นเนื้องอกร้าย เรียกว่า มะเร็งเซลล์ตับ (hepatocellular carcinoma) และถ้าเนื้องอกเกิดจากเซลล์บุท่อน้ำดีเจริญเติบโตผิดปกติจะเรียกว่า มะเร็งท่อน้ำดี (cholangiocarcinoma) ในขณะที่เนื้องอกร้ายในเนื้อตับของผู้ป่วยบางรายเกิดจากเซลล์มะเร็งที่มีต้นกำเนิดในอวัยวะอื่นแล้วแพร่กระจายมายังตับ เรียกมะเร็งกลุ่มนี้ว่า มะเร็งตับแพร่กระจาย (metastatic liver cancer) ซึ่งอาจมีต้นตอของเซลล์มะเร็งมาจากเนื้องอกร้ายของตับอ่อน กระเพาะอาหาร ลำไส้ เต้านม หรือปอด เป็นต้น
สาเหตุและกลุ่มเสี่ยงมะเร็งตับ มีใครบ้าง?
การค้นหามะเร็งในระยะที่ไม่แสดงอาการในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงมีความสำคัญมาก แพทย์จึงแนะนำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอย่างเรื้อรัง เพศชายอายุ 40 ปีขึ้นไป และเพศหญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป และผู้ป่วยตับแข็งที่เกิดจากสาเหตุต่าง ๆ ได้แก่
- การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี
- การดื่มแอลกอฮอล์เป็นเวลานาน
- โรคตับคั่งไขมันจากภาวะอ้วน
- ตับอักเสบจากภาวะแพ้ภูมิตนเอง
- โรคตับคั่งน้ำดี
ควรเข้ารับการตรวจเฝ้าระวังการเกิดมะเร็งตับอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการตรวจอัลตราซาวนด์หารอยโรคผิดปกติในเนื้อตับ หรือร่วมกับการตรวจเลือดวัดระดับ alfa-fetoprotein (AFP) และถ้าการตรวจนี้พบความผิดปกติสงสัยเนื้องอกในตับ แพทย์จะแนะนำให้ตรวจภาพรังสีวินิจฉัยของตับเพิ่มเติม เช่น เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (computed tomography) หรือภาพเสียงสะท้อนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (magnetic resonance imaging) เพื่อให้การวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง
อาการมะเร็งตับเป็นอย่างไร?
ผู้ป่วยมะเร็งตับส่วนใหญ่ในระยะแรกของโรค มักไม่มีอาการผิดปกติ เมื่อก้อนเนื้อร้ายมีขนาดใหญ่ขึ้นจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการดังนี้
- ปวดจุกบริเวณชายโครงขวาหรือช่องท้องส่วนบน
- เบื่ออาหาร
- น้ำหนักตัวลดลง
- ท้องมาน
- ขาบวม
- ปัสสาวะมีเหลืองเข้ม
- ตาและตัวเหลือง หรือดีซ่าน
ดังนั้นถ้าผู้ป่วยมะเร็งตับมาพบแพทย์ด้วยอาการเหล่านี้ มักตรวจพบเนื้องอกมีขนาดใหญ่หรือเป็นมะเร็งในระยะลุกลาม การวินิจฉัยโรคมะเร็งตับได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่จะมีอาการชัดเจน จะสามารถให้การรักษาด้วยวิธีต่าง ๆ ได้ผลดีขึ้น

ตรวจวินิจฉัยและการรักษามะเร็งตับ
ผู้ป่วยที่ผลการตรวจต่าง ๆ บ่งชี้ว่าเนื้องอกที่เกิดขึ้นภายในตับน่าจะเป็นมะเร็งตับ แพทย์จะทำการตรวจเพิ่มเติมเพื่อประเมินสมรรถภาพการทำงานของตับ และสุขภาพทั่วไปของผู้ป่วย ร่วมกับข้อมูลขนาด ตำแหน่ง และการแพร่กระจายของเนื้องอกตับ เพื่อวางแผนการรักษาต่อไป ผู้ป่วยมะเร็งตับบางรายสามารถรับการรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนตับ หรือผ่าตัดตับเอาเนื้องอกออกได้หมด หรือใช้อุปกรณ์จี้หรือเผาให้เนื้องอกตาย (tumor ablation) หรือฉีดยาเคมีผ่านหลอดเลือดแดงที่เลี้ยงเนื้องอกร่วมกับฉีดสารอุดหลอดเลือดดังกล่าว (transarterial chemoembolization) หรือการรักษาด้วยยามุ่งเป้า (targeted therapy) ตามความเหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล
อย่างไรก็ตาม การรักษาเหล่านี้จะทำควบคู่ไปกับการรักษาโรคตับพื้นฐาน เพื่อประคับประคองหรือฟื้นฟูสมรรถภาพการทำงานของตับให้พร้อมกับการรักษามะเร็งตับต่อไป นอกจากนี้ผู้ป่วยมะเร็งตับควรเลือกรับประทานที่สะอาดให้ครบ 5 หมู่ มีปริมาณสารอาหารจากโปรตีนอย่างเพียงพอ และเป็นอาหารจืดที่ปรุงรสด้วยเกลือหรือน้ำปลาในปริมาณน้อย เพื่อช่วยในการรักษาหรือป้องกันภาวะท้องมานและขาบวม หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเสริม สมุนไพร หรือยาต่างๆ ที่ไม่จำเป็น เนื่องจากสารเหล่านี้อาจทำให้เกิดตับอักเสบรุนแรงจนผู้ป่วยมะเร็งตับเสียชีวิตเร็วก่อนเวลาอันควร
การดูแลตัวเองและการป้องกันมะเร็งตับ
ผู้ป่วยจำนวนมากอาจไม่มีอาการใดเลยในระยะที่ตับยังมีสมรรถภาพการทำงานปกติ ด้วยเหตุนี้แพทย์จึงแนะนำให้ผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคตับเรื้อรังดังต่อไปนี้ ควรได้รับการตรวจค้นหาสาเหตุและเฝ้าระวังการเกิดมะเร็งตับ ได้แก่ ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่อง ผู้ที่มีประวัติได้รับเลือดหรือผลิตภัณฑ์เลือด ก่อนปี พ.ศ.2533 มีประวัติใช้เข็มและอุปกรณ์ฉีดสารเสพติดเข้าหลอดเลือดร่วมกัน การสักผิวหนังด้วยอุปกรณ์ที่ไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อ หรือมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบีหรือซี เป็นต้น
สำหรับผู้ที่ไม่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบีและยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสดังกล่าว สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดในการป้องกันโรคต่าง ๆ คือการดูแลสุขภาพทั่วไปให้แข็งแรง รับประทานอาหารอย่างเหมาะสม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ และพักผ่อนอย่างเพียงพอ สิ่งเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมสุขภาพในทุกด้านได้ดีที่สุด
Q&A ครบเครื่องเรื่องมะเร็งตับ
1. มะเร็งตับมีกี่ประเภท อะไรบ้าง?
ตอบ: มี 3 ประเภทหลัก ๆ คือ มะเร็งเซลล์ตับ (เกิดจากเซลล์ตับผิดปกติ) มะเร็งท่อน้ำดี (เกิดจากเซลล์บุท่อน้ำดีผิดปกติ) และมะเร็งตับแพร่กระจาย (มะเร็งจากอวัยวะอื่น เช่น ตับอ่อน กระเพาะอาหาร ลำไส้ เต้านม หรือปอด แพร่กระจายมายังตับ)
2. มะเร็งตับในระยะแรกมีอาการอย่างไร?
ตอบ: ผู้ป่วยมะเร็งตับส่วนใหญ่ในระยะแรก มักไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ แสดงออกให้เห็นเลย ซึ่งทำให้การตรวจคัดกรองในกลุ่มเสี่ยงตั้งแต่เนิ่น ๆ มีความสำคัญมาก
3. เมื่อก้อนเนื้อร้ายมีขนาดใหญ่ขึ้นหรือเข้าสู่ระยะลุกลาม จะมีอาการอย่างไร?
ตอบ: ผู้ป่วยจะมีอาการปวดจุกบริเวณชายโครงขวาหรือช่องท้องส่วนบน เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลง ท้องมาน ขาบวม ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้ม รวมถึงมีอาการตาและตัวเหลือง (ดีซ่าน)
4. ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีกลุ่มใดที่แพทย์แนะนำให้ตรวจเฝ้าระวังมะเร็งตับอย่างสม่ำเสมอ?
ตอบ: แพทย์แนะนำให้ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอย่างเรื้อรังที่เป็นเพศชายอายุ 40 ปีขึ้นไป และเพศหญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป เข้ารับการตรวจเฝ้าระวังอย่างสม่ำเสมอ
5. โรคตับหรือภาวะใดบ้างที่มีความเสี่ยงและนำไปสู่อาการตับแข็งจนอาจกลายเป็นมะเร็งตับได้?
ตอบ: ภาวะเสี่ยง ได้แก่ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี การดื่มแอลกอฮอล์เป็นเวลานาน โรคตับคั่งไขมันจากภาวะอ้วน ตับอักเสบจากภาวะแพ้ภูมิตนเอง และโรคตับคั่งน้ำดี
6. พฤติกรรมเสี่ยงในชีวิตประจำวันใดบ้างที่อาจทำให้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี และเสี่ยงต่อโรคตับเรื้อรัง?
ตอบ: การดื่มแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่อง การใช้เข็มและอุปกรณ์ฉีดสารเสพติดเข้าหลอดเลือดร่วมกัน การสักผิวหนังด้วยอุปกรณ์ที่ไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อ มีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่เป็นพาหะ รวมถึงผู้ที่มีประวัติได้รับเลือดหรือผลิตภัณฑ์เลือดก่อนปี พ.ศ. 2533
7. แพทย์มีวิธีการตรวจเฝ้าระวังและวินิจฉัยโรคมะเร็งตับอย่างไร?
ตอบ: เบื้องต้นจะใช้การตรวจอัลตราซาวนด์หารอยโรคผิดปกติในเนื้อตับ หรือร่วมกับการตรวจเลือดวัดระดับ alfa-fetoprotein (AFP) หากพบความผิดปกติจะตรวจเพิ่มเติมด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) หรือภาพเสียงสะท้อนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)
8. วิธีการรักษามะเร็งตับในปัจจุบันมีอะไรบ้าง?
ตอบ: การรักษาขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละบุคคล เช่น การผ่าตัดเปลี่ยนตับ การผ่าตัดเอาเนื้องอกออก การจี้หรือเผาให้เนื้องอกตาย (Tumor Ablation) การฉีดยาเคมีผ่านหลอดเลือดแดงร่วมกับฉีดสารอุดหลอดเลือด (TACE) และการรักษาด้วยยามุ่งเป้า (Targeted Therapy)
9. ผู้ป่วยมะเร็งตับควรเลือกรับประทานอาหารและดูแลตัวเองอย่างไร?
ตอบ: ควรเลือกทานอาหารสะอาดให้ครบ 5 หมู่ ได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอ และเน้นอาหารจืดที่ปรุงรสด้วยเกลือหรือน้ำปลาน้อย ๆ เพื่อช่วยรักษาหรือป้องกันภาวะท้องมานและขาบวม
10. สิ่งใดที่ผู้ป่วยมะเร็งตับ "ห้ามรับประทาน" หรือควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด?
ตอบ: หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารเสริม สมุนไพร หรือยาต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็น เนื่องจากสารเหล่านี้อาจซ้ำเติมทำให้เกิดภาวะตับอักเสบรุนแรง และส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตเร็วก่อนเวลาอันควรได้
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ ชั้น 4 โซน A
บทความที่เกี่ยวข้อง


