การใช้เลเซอร์เพื่อแก้ไขภาวะสายตาผิดปกติ ReLEx Pro, Femto LASIK, PRK ต่างกันอย่างไร?
เปรียบเทียบความแตกต่างการแก้ไขภาวะสายตาผิดปกติ โดยการใช้เลเซอร์ระหว่าง ReLEx Pro, Femo LASIK และ PRK
การทำ ReLEx Pro คือ การแก้ไขภาวะสายตาผิดปกติโดยใช้เลเซอร์ (Femtosecond Laser) ซึ่งแพทย์จะทำการแยกชั้นกระจกตาเป็นรูปเลนส์ (Lenticule) ภายในกระจกตา จากนั้นดึงออกผ่านแผลขนาดเล็ก ประมาณ 2 - 4 มิลลิเมตร เมื่อนำชิ้นกระจกตาออก จะทำให้กระจกตาที่เหลือมีการปรับความโค้งทำให้การหักเหของแสงดีขึ้น จุดรวมแสงตกกระทบลงที่จอประสาทตาพอดี
การผ่าตัดโดยวิธีการทำ LASIK จะทำการผ่าตัดแยกชั้นกระจกตา โดยการใช้ใบมีด หรือ ใช้เลเซอร์ (Femtosecond Laser) ก่อน จากนั้นจึงทำการใช้เอ็กไซเมอร์เลเซอร์ (Excimer laser) ในการปรับความโค้งของกระจกตาตามที่มีการคำนวณไว้ และจึงนำชั้นกระจกตาปิดลงกลับสู่ที่เดิม
ความแตกต่างข้างต้น ทำให้การผ่าตัดแบบ ReLEx Pro เป็นการผ่าตัดที่ใช้ระยะเวลาน้อย จึงทำให้แผลหายได้เร็ว ผลข้างเคียงน้อย ปลอดภัยกว่า และกระจกตามีความแข็งแรงมากกว่าแบบ LASIK

ข้อมูลจาก : พญ. บัณฑิตา เลิศสุวรรณโรจน์
Q&A เกี่ยวกับเลเซอร์แก้ไขสายตาผิดปกติ
1. การทำ ReLEx Pro คืออะไร?
ตอบ: คือการแก้ไขสายตาผิดปกติโดยใช้เลเซอร์ชนิด Femtosecond Laser แยกชั้นกระจกตาเป็นรูปเลนส์ (Lenticule) ภายในกระจกตา แล้วดึงออกผ่านแผลขนาดเล็กเพียง 2 - 4 มิลลิเมตร เพื่อปรับความโค้งกระจกตาให้แสงตกกระทบจอประสาทตาพอดี
2. ReLEx Pro มีข้อดีที่โดดเด่นกว่าวิธีอื่นอย่างไร?
ตอบ: เป็นวิธีที่แผลมีขนาดเล็กมากเพียง 2 - 4 มิลลิเมตร ทำให้แผลหายเร็ว มีผลข้างเคียงน้อย มีความปลอดภัยสูง กระจกตามีความแข็งแรงมากกว่า และช่วยลดอาการตาแห้งได้ดีมาก
3. ใครบ้างที่ไม่สามารถทำ ReLEx Pro ได้?
ตอบ: ข้อจำกัดสำคัญของวิธี ReLEx Pro คือไม่สามารถใช้รักษาในกลุ่มผู้ที่มีภาวะสายตายาวโดยกำเนิดได้
4. ขั้นตอนการทำ Femto LASIK แตกต่างจาก ReLEx Pro อย่างไร?
ตอบ: Femto LASIK จะเริ่มด้วยการเปิดฝากระจกตาเป็นบานพับด้วย Femtosecond Laser ก่อน แล้วจึงใช้ Excimer Laser ปรับความโค้งกระจกตา จากนั้นจึงปิดฝากระจกตากลับที่เดิม ในขณะที่ ReLEx Pro ไม่มีการเปิดฝากระจกตาแต่ใช้วิธีดึงเนื้อเยื่อผ่านแผลเล็กแทน
5. วิธี PRK เหมาะสำหรับใคร?
ตอบ: วิธี PRK เหมาะสำหรับผู้ที่มีกระจกตาบาง และผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นกับฝากระจกตา
6. วิธีใดใช้ระยะเวลาในการทำน้อยที่สุด?
ตอบ: ReLEx Pro ใช้ระยะเวลาน้อยที่สุดประมาณ 15 - 20 นาที ส่วน Femto LASIK และ PRK จะใช้เวลาประมาณ 20 - 30 นาที
7. การทำ Femto LASIK มีความเสี่ยงหรือข้อจำกัดอย่างไร?
ตอบ: อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวกับฝากระจกตาได้ เช่น ฝากระจกตาไม่เรียบหรือเกิดการเคลื่อนที่หลังผ่าตัด
8. อาการหลังการทำ PRK เป็นอย่างไรและต้องใช้เวลานานไหมกว่าจะมองเห็นชัด?
ตอบ: การทำ PRK อาจทำให้เกิดการระคายเคืองตาและใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าวิธีอื่น โดยในช่วงสัปดาห์แรกที่แผลยังไม่หายสนิท การมองเห็นอาจจะยังไม่ชัดเจนนัก
9. การผ่าตัดแบบไหนที่ช่วยลดอาการตาแห้งได้ดีที่สุด?
ตอบ: การผ่าตัดแบบ ReLEx Pro จะมีอาการตาแห้งน้อยมากเมื่อเทียบกับวิธีอื่น เนื่องจากแผลมีขนาดเล็กและรบกวนเส้นประสาทที่กระจกตาน้อยกว่า
10. หากสนใจเข้ารับการปรึกษา ต้องติดต่อที่ไหน?
ตอบ: สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์รักษาภาวะสายตาผิดปกติด้วยเลเซอร์ (The SiGHT by SiPH) ชั้น 4 โซน A
สอบถามข้อมูลได้ที่ ศูนย์รักษาภาวะสายตาผิดปกติด้วยเลเซอร์ ชั้น 4 โซน A
บทความที่เกี่ยวข้อง
เปรียบเทียบความแตกต่างการแก้ไขภาวะสายตาผิดปกติ โดยการใช้เลเซอร์ระหว่าง ReLEx Pro, Femo LASIK และ PRK
การทำ ReLEx Pro คือ การแก้ไขภาวะสายตาผิดปกติโดยใช้เลเซอร์ (Femtosecond Laser) ซึ่งแพทย์จะทำการแยกชั้นกระจกตาเป็นรูปเลนส์ (Lenticule) ภายในกระจกตา จากนั้นดึงออกผ่านแผลขนาดเล็ก ประมาณ 2 - 4 มิลลิเมตร เมื่อนำชิ้นกระจกตาออก จะทำให้กระจกตาที่เหลือมีการปรับความโค้งทำให้การหักเหของแสงดีขึ้น จุดรวมแสงตกกระทบลงที่จอประสาทตาพอดี
การผ่าตัดโดยวิธีการทำ LASIK จะทำการผ่าตัดแยกชั้นกระจกตา โดยการใช้ใบมีด หรือ ใช้เลเซอร์ (Femtosecond Laser) ก่อน จากนั้นจึงทำการใช้เอ็กไซเมอร์เลเซอร์ (Excimer laser) ในการปรับความโค้งของกระจกตาตามที่มีการคำนวณไว้ และจึงนำชั้นกระจกตาปิดลงกลับสู่ที่เดิม
ความแตกต่างข้างต้น ทำให้การผ่าตัดแบบ ReLEx Pro เป็นการผ่าตัดที่ใช้ระยะเวลาน้อย จึงทำให้แผลหายได้เร็ว ผลข้างเคียงน้อย ปลอดภัยกว่า และกระจกตามีความแข็งแรงมากกว่าแบบ LASIK

ข้อมูลจาก : พญ. บัณฑิตา เลิศสุวรรณโรจน์
Q&A เกี่ยวกับเลเซอร์แก้ไขสายตาผิดปกติ
1. การทำ ReLEx Pro คืออะไร?
ตอบ: คือการแก้ไขสายตาผิดปกติโดยใช้เลเซอร์ชนิด Femtosecond Laser แยกชั้นกระจกตาเป็นรูปเลนส์ (Lenticule) ภายในกระจกตา แล้วดึงออกผ่านแผลขนาดเล็กเพียง 2 - 4 มิลลิเมตร เพื่อปรับความโค้งกระจกตาให้แสงตกกระทบจอประสาทตาพอดี
2. ReLEx Pro มีข้อดีที่โดดเด่นกว่าวิธีอื่นอย่างไร?
ตอบ: เป็นวิธีที่แผลมีขนาดเล็กมากเพียง 2 - 4 มิลลิเมตร ทำให้แผลหายเร็ว มีผลข้างเคียงน้อย มีความปลอดภัยสูง กระจกตามีความแข็งแรงมากกว่า และช่วยลดอาการตาแห้งได้ดีมาก
3. ใครบ้างที่ไม่สามารถทำ ReLEx Pro ได้?
ตอบ: ข้อจำกัดสำคัญของวิธี ReLEx Pro คือไม่สามารถใช้รักษาในกลุ่มผู้ที่มีภาวะสายตายาวโดยกำเนิดได้
4. ขั้นตอนการทำ Femto LASIK แตกต่างจาก ReLEx Pro อย่างไร?
ตอบ: Femto LASIK จะเริ่มด้วยการเปิดฝากระจกตาเป็นบานพับด้วย Femtosecond Laser ก่อน แล้วจึงใช้ Excimer Laser ปรับความโค้งกระจกตา จากนั้นจึงปิดฝากระจกตากลับที่เดิม ในขณะที่ ReLEx Pro ไม่มีการเปิดฝากระจกตาแต่ใช้วิธีดึงเนื้อเยื่อผ่านแผลเล็กแทน
5. วิธี PRK เหมาะสำหรับใคร?
ตอบ: วิธี PRK เหมาะสำหรับผู้ที่มีกระจกตาบาง และผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นกับฝากระจกตา
6. วิธีใดใช้ระยะเวลาในการทำน้อยที่สุด?
ตอบ: ReLEx Pro ใช้ระยะเวลาน้อยที่สุดประมาณ 15 - 20 นาที ส่วน Femto LASIK และ PRK จะใช้เวลาประมาณ 20 - 30 นาที
7. การทำ Femto LASIK มีความเสี่ยงหรือข้อจำกัดอย่างไร?
ตอบ: อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวกับฝากระจกตาได้ เช่น ฝากระจกตาไม่เรียบหรือเกิดการเคลื่อนที่หลังผ่าตัด
8. อาการหลังการทำ PRK เป็นอย่างไรและต้องใช้เวลานานไหมกว่าจะมองเห็นชัด?
ตอบ: การทำ PRK อาจทำให้เกิดการระคายเคืองตาและใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าวิธีอื่น โดยในช่วงสัปดาห์แรกที่แผลยังไม่หายสนิท การมองเห็นอาจจะยังไม่ชัดเจนนัก
9. การผ่าตัดแบบไหนที่ช่วยลดอาการตาแห้งได้ดีที่สุด?
ตอบ: การผ่าตัดแบบ ReLEx Pro จะมีอาการตาแห้งน้อยมากเมื่อเทียบกับวิธีอื่น เนื่องจากแผลมีขนาดเล็กและรบกวนเส้นประสาทที่กระจกตาน้อยกว่า
10. หากสนใจเข้ารับการปรึกษา ต้องติดต่อที่ไหน?
ตอบ: สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์รักษาภาวะสายตาผิดปกติด้วยเลเซอร์ (The SiGHT by SiPH) ชั้น 4 โซน A
สอบถามข้อมูลได้ที่ ศูนย์รักษาภาวะสายตาผิดปกติด้วยเลเซอร์ ชั้น 4 โซน A
บทความที่เกี่ยวข้อง


