เบาหวานระยะสงบ คืออะไร? วิธีควบคุมน้ำตาลโดยไม่ต้องใช้ยา
โรคเบาหวานระยะสงบ คืออะไร?
โรคเบาหวานระยะสงบ คือ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปที่ได้รับการดูแลรักษาจนสามารถควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์การวินิจฉัยโรคเบาหวานและคงอยู่อย่างน้อย 3 เดือน โดยไม่ต้องใช้ยาเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด
ใครที่มีโอกาสเข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบ?
ผู้เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีโรคอ้วน (ดัชนีมวลกายตั้งแต่ 25 กิโลกรัมต่อตารางเมตร) ร่วมกับมีประวัติเป็นโรคเบาหวานมาไม่นาน (น้อยกว่า 5 ปี) ได้รับยาลดระดับน้ำตาลจำนวนไม่มาก (ไม่เกิน 2-3 ชนิด) และสามารถปรับพฤติกรรมโดยการควบคุมอาหารและออกกำลังกาย ส่งผลให้น้ำหนักตัวลดลงได้อย่างน้อยร้อยละ 10-15 จะทำให้ไขมันที่ตับและตับอ่อนลดลง นำไปสู่ภาวะดื้ออินซูลินลดลง ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงและโรคเบาหวานเข้าสู่ระยะสงบได้ ผู้เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อื่น ๆ มีโอกาสเข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบได้เช่นกัน แต่จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์เพื่อให้คำแนะนำอย่างเหมาะสม
เกณฑ์การวินิจฉัย "โรคเบาหวานระยะสงบ" ดูจากอะไร?
ขึ้นกับวิธีการรักษาโรคเบาหวานที่ได้รับอยู่ ดังนี้
- กรณีได้รับการรักษาด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเดียว ค่าระดับน้ำตาลสะสม หรือ HbA1c < 6.5% อย่างน้อย 6 เดือน
- กรณีได้รับการรักษาด้วยยาลดระดับน้ำตาล ค่าระดับน้ำตาลสะสม หรือ HbA1c < 6.5% อย่างน้อย 3 เดือนหลังหยุดยา
- กรณีได้รับรักษาด้วยการผ่าตัด ค่าระดับน้ำตาลสะสม หรือ HbA1c < 6.5% อย่างน้อย 3 เดือนหลังผ่าตัด (หรืออย่างน้อย 3 เดือนหลังหยุดยา หากมีการรักษาด้วยยาร่วมด้วย)
แนวทางการรักษาเพื่อเข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบ
แนวทางการรักษาประกอบด้วย
1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด (intensive lifestyle modification) โดยเน้นการควบคุมอาหารร่วมกับการออกกำลังกายและเพิ่มกิจกรรมทางกายโดยมีเป้าหมายให้ลดน้ำหนักลงได้ร้อยละ 10-15
- การเลือกรับประทานอาหาร ควรเลือกอาหารที่เหมาะสมกับความต้องการและโรคร่วมของผู้เป็นเบาหวานแต่ละราย โดยอาจเลือกเป็นอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ (low carbohydrate diet) อาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำมากจนมีสารคีโตนเพิ่มขึ้น (ketogenic diet) อาหารพลังงานต่ำ (low calorie diet) อาหารจากพืช (plant-based diet) หรือปรับรูปแบบการรับประทานอาหาร เป็นการอดอาหารเป็นช่วงเวลา (intermittent fasting) โดยการรับประทานอาหารทุกรูปแบบควรรับประทานโปรตีนให้เพียงพออย่างน้อย 1-1.5 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน และดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ ร่วมกับปรึกษาแพทย์เพื่อปรับเปลี่ยนยาเบาหวานให้เหมาะสมกับอาหารดังกล่าว
- การออกกำลังกายและการเพิ่มกิจกรรมทางกาย แนะนำออกกำลังกายชนิดแอโรบิค เช่น เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ เป็นต้น ระดับความหนักปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ โดยแบ่งออกกำลังกายเป็นอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ ร่วมกับออกกำลังกายชนิดแรงต้าน เช่น การใช้ยางยืด หรือใช้เครื่องออกกำลังกายชนิดแรงต้าน เป็นต้น อย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์
2. การใช้ยาเพื่อช่วยในการลดน้ำหนัก ปัจจุบันมียาช่วยในการลดน้ำหนักตัว สามารถลดน้ำหนักตัวได้ถึงร้อยละ 10-20 ขึ้นกับชนิดยาและการตอบสนองของผู้ป่วยแต่ละราย จึงอาจช่วยทำให้เข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบได้ การเลือกใช้ยากลุ่มนี้อาจพิจารณาในผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตัวเกินหรือเป็นโรคอ้วน ผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือด ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสูง ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง อย่างไรก็ตามยากลุ่มนี้มีผลข้างเคียงและข้อควรระวังจึงควรใช้ภายใต้การดูแลและควบคุมของแพทย์
3. การผ่าตัดลดน้ำหนัก (bariatric surgery) เป็นการผ่าตัดลดขนาดของกระเพาะอาหาร และ/หรือ การตัดต่อลำไส้ให้ส่วนที่ดูดซึมอาหารสั้นลง ทำให้น้ำหนักตัวลดลง ทำให้โรคเบาหวานเข้าสู่ระยะสงบได้ พิจารณาในผู้เป็นเบาหวานที่มีดัชนีมวลกายตั้งแต่ 30 กิโลกรัมต่อตารางเมตรขึ้นไป ร่วมกับมีโรคร่วมหลายชนิด หรือมีภาวะแทรกซ้อนที่จำเป็นต้องลดน้ำหนักลงอย่างรวดเร็ว และการควบคุมอาหาร ออกกำลังกายอย่างเต็มที่ร่วมกับการใช้ยาลดน้ำหนักแล้วยังไม่ได้ผล อย่างไรก็ตามการผ่าตัดต้องมีการเตรียมความพร้อมและการดูแลอย่างใกล้ชิดทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการผ่าตัด รวมถึงอาจมีผลข้างเคียงที่ควรทราบและการดูแลตนเองภายหลังการผ่าตัด ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาถึงความจำเป็นและความเหมาะสม
เข้าสู่ระยะสงบแล้ว ต้องดูแลตัวเองอย่างไรต่อ?
เมื่อเข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบ มีโอกาสกลับมาเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และพยาธิสภาพการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ยังดำเนินอยู่ จึงควรตรวจติดตามระดับน้ำตาล และระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) อย่างน้อยปีละครั้ง ร่วมกับควรตรวจคัดกรองภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังของโรคเบาหวานอย่างต่อเนื่อง เช่น ตรวจตา ตรวจการทำงานไต ตรวจโปรตีนในปัสสาวะ และตรวจเท้า อย่างน้อยปีละครั้ง
ตรวจบทความโดย: รศ. พญ.ระวีวรรณ เลิศวัฒนารักษ์ และ นพ.ณัฐพงศ์ เลาห์ทวีรุ่งเรื่อง
คำถามเกี่ยวกับเบาหวานระยะสงบ
1. โรคเบาหวานระยะสงบ (Diabetes Remission) คืออะไร?
ตอบ: คือ ภาวะของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์การวินิจฉัยโรคเบาหวานได้ต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน โดยไม่ต้องใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือดเลย
2. ใครคือกลุ่มผู้ป่วยที่มีโอกาสเข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบได้มากที่สุด?
ตอบ: ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะโรคอ้วน (BMI ตั้งแต่ 25 กิโลกรัมต่อตารางเมตรขึ้นไป) ร่วมกับเพิ่งเป็นเบาหวานมาไม่เกิน 5 ปี ทานยาลดน้ำตาลไม่เกิน 2-3 ชนิด และสามารถปรับพฤติกรรมจนลดน้ำหนักตัวลงได้อย่างน้อยร้อยละ 10-15
3. การลดน้ำหนักตัวร้อยละ 10-15 ช่วยให้เบาหวานเข้าสู่ระยะสงบได้อย่างไร?
ตอบ: การลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ จะช่วยลดไขมันที่สะสมอยู่ในตับและตับอ่อนลง ส่งผลให้ภาวะดื้ออินซูลินลดลงตามไปด้วย ทำให้ร่างกายกลับมาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้นจนโรคเข้าสู่ระยะสงบ
4. เกณฑ์การวินิจฉัยโรคเบาหวานระยะสงบสำหรับผู้ที่รักษาด้วยการปรับพฤติกรรมเพียงอย่างเดียวคืออะไร?
ตอบ: สำหรับผู้ที่ปรับพฤติกรรมโดยไม่ใช้ยา จะต้องมีค่าระดับน้ำตาลสะสม หรือ HbA1c น้อยกว่า 6.5% ติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน
5. หากเคยรักษาด้วยยาลดน้ำตาล ต้องตรวจพบค่าเท่าใดและนานแค่ไหนจึงจะเรียกว่าเข้าสู่ระยะสงบ?
ตอบ: จะต้องมีค่าระดับน้ำตาลสะสม หรือ HbA1c น้อยกว่า 6.5% ต่อเนื่องกันอย่างน้อย 3 เดือน "หลังจากที่หยุดยาลดระดับน้ำตาล" เรียบร้อยแล้ว
6. ผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดลดน้ำหนัก มีเกณฑ์การวินิจฉัยเบาหวานระยะสงบอย่างไร?
ตอบ: จะต้องมีค่าระดับน้ำตาลสะสม หรือ HbA1c น้อยกว่า 6.5% ติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือนหลังการผ่าตัด (หรืออย่างน้อย 3 เดือนหลังหยุดยา ในกรณีที่มีการรักษาด้วยยาร่วมด้วยหลังผ่าตัด)
7. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด (Intensive Lifestyle Modification) ทำอย่างไรได้บ้าง?
ตอบ: เน้นการควบคุมอาหารร่วมกับการออกกำลังกายและเพิ่มกิจกรรมทางกาย โดยตั้งเป้าหมายลดน้ำหนักตัวให้ได้ร้อยละ 10-15 รูปแบบอาหารที่เลือกใช้ได้ เช่น อาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ (Low carb), คีโตเจนิก, อาหารพลังงานต่ำ, อาหารจากพืช (Plant-based) หรือการอดอาหารเป็นช่วงเวลา (IF) ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับยาให้เหมาะสมกับรูปแบบอาหารที่เลือก
8. ผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องการเข้าสู่ระยะสงบ ควรออกกำลังกายอย่างไร?
ตอบ: แนะนำให้ผสมผสานการออกกำลังกาย 2 รูปแบบ ดังนี้
- ออกกำลังกายแอโรบิค (เช่น เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ) ความหนักปานกลาง อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ (แบ่งอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์)
- ออกกำลังกายแรงต้าน (เช่น ใช้ยางยืด หรือเครื่องยกน้ำหนัก) อย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์
9. การผ่าตัดลดน้ำหนัก (Bariatric Surgery) จะพิจารณาในผู้ป่วยเบาหวานกลุ่มใด?
ตอบ: จะพิจารณาในผู้เป็นเบาหวานที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) ตั้งแต่ 30 กิโลกรัมต่อตารางเมตรขึ้นไป ร่วมกับมีโรคร่วมหลายชนิด หรือมีภาวะแทรกซ้อนที่ต้องลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว โดยที่ผ่านการควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย หรือใช้ยาลดน้ำหนักอย่างเต็มที่แล้วยังไม่ได้ผล ซึ่งการผ่าตัดต้องอยู่ภายใต้การดูแลและเตรียมความพร้อมจากแพทย์อย่างใกล้ชิด
10. เมื่อโรคเบาหวานเข้าสู่ระยะสงบแล้ว ยังจำเป็นต้องไปพบแพทย์หรือตรวจร่างกายอีกไหม?
ตอบ: ยังจำเป็นต้องตรวจอย่างต่อเนื่อง เพราะพยาธิสภาพของโรคยังคงอยู่และมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ ผู้ป่วยจึงควรตรวจติดตามระดับน้ำตาลและน้ำตาลสะสม (HbA1c) อย่างน้อยปีละครั้ง ร่วมกับการตรวจคัดกรองภาวะแทรกซ้อนเรื้อรัง เช่น ตรวจตา, ตรวจการทำงานของไต, ตรวจโปรตีนในปัสสาวะ และตรวจเท้า อย่างน้อยปีละครั้งเช่นกัน
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คลินิกเบาหวาน ไทรอยด์ และต่อมไร้ท่อ ชั้น 4 โซน D
บทความที่เกี่ยวข้อง
โรคเบาหวานระยะสงบ คืออะไร?
โรคเบาหวานระยะสงบ คือ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปที่ได้รับการดูแลรักษาจนสามารถควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์การวินิจฉัยโรคเบาหวานและคงอยู่อย่างน้อย 3 เดือน โดยไม่ต้องใช้ยาเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด
ใครที่มีโอกาสเข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบ?
ผู้เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีโรคอ้วน (ดัชนีมวลกายตั้งแต่ 25 กิโลกรัมต่อตารางเมตร) ร่วมกับมีประวัติเป็นโรคเบาหวานมาไม่นาน (น้อยกว่า 5 ปี) ได้รับยาลดระดับน้ำตาลจำนวนไม่มาก (ไม่เกิน 2-3 ชนิด) และสามารถปรับพฤติกรรมโดยการควบคุมอาหารและออกกำลังกาย ส่งผลให้น้ำหนักตัวลดลงได้อย่างน้อยร้อยละ 10-15 จะทำให้ไขมันที่ตับและตับอ่อนลดลง นำไปสู่ภาวะดื้ออินซูลินลดลง ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงและโรคเบาหวานเข้าสู่ระยะสงบได้ ผู้เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 อื่น ๆ มีโอกาสเข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบได้เช่นกัน แต่จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์เพื่อให้คำแนะนำอย่างเหมาะสม
เกณฑ์การวินิจฉัย "โรคเบาหวานระยะสงบ" ดูจากอะไร?
ขึ้นกับวิธีการรักษาโรคเบาหวานที่ได้รับอยู่ ดังนี้
- กรณีได้รับการรักษาด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเดียว ค่าระดับน้ำตาลสะสม หรือ HbA1c < 6.5% อย่างน้อย 6 เดือน
- กรณีได้รับการรักษาด้วยยาลดระดับน้ำตาล ค่าระดับน้ำตาลสะสม หรือ HbA1c < 6.5% อย่างน้อย 3 เดือนหลังหยุดยา
- กรณีได้รับรักษาด้วยการผ่าตัด ค่าระดับน้ำตาลสะสม หรือ HbA1c < 6.5% อย่างน้อย 3 เดือนหลังผ่าตัด (หรืออย่างน้อย 3 เดือนหลังหยุดยา หากมีการรักษาด้วยยาร่วมด้วย)
แนวทางการรักษาเพื่อเข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบ
แนวทางการรักษาประกอบด้วย
1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด (intensive lifestyle modification) โดยเน้นการควบคุมอาหารร่วมกับการออกกำลังกายและเพิ่มกิจกรรมทางกายโดยมีเป้าหมายให้ลดน้ำหนักลงได้ร้อยละ 10-15
- การเลือกรับประทานอาหาร ควรเลือกอาหารที่เหมาะสมกับความต้องการและโรคร่วมของผู้เป็นเบาหวานแต่ละราย โดยอาจเลือกเป็นอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ (low carbohydrate diet) อาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำมากจนมีสารคีโตนเพิ่มขึ้น (ketogenic diet) อาหารพลังงานต่ำ (low calorie diet) อาหารจากพืช (plant-based diet) หรือปรับรูปแบบการรับประทานอาหาร เป็นการอดอาหารเป็นช่วงเวลา (intermittent fasting) โดยการรับประทานอาหารทุกรูปแบบควรรับประทานโปรตีนให้เพียงพออย่างน้อย 1-1.5 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน และดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ ร่วมกับปรึกษาแพทย์เพื่อปรับเปลี่ยนยาเบาหวานให้เหมาะสมกับอาหารดังกล่าว
- การออกกำลังกายและการเพิ่มกิจกรรมทางกาย แนะนำออกกำลังกายชนิดแอโรบิค เช่น เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ เป็นต้น ระดับความหนักปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ โดยแบ่งออกกำลังกายเป็นอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ ร่วมกับออกกำลังกายชนิดแรงต้าน เช่น การใช้ยางยืด หรือใช้เครื่องออกกำลังกายชนิดแรงต้าน เป็นต้น อย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์
2. การใช้ยาเพื่อช่วยในการลดน้ำหนัก ปัจจุบันมียาช่วยในการลดน้ำหนักตัว สามารถลดน้ำหนักตัวได้ถึงร้อยละ 10-20 ขึ้นกับชนิดยาและการตอบสนองของผู้ป่วยแต่ละราย จึงอาจช่วยทำให้เข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบได้ การเลือกใช้ยากลุ่มนี้อาจพิจารณาในผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตัวเกินหรือเป็นโรคอ้วน ผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือด ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสูง ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง อย่างไรก็ตามยากลุ่มนี้มีผลข้างเคียงและข้อควรระวังจึงควรใช้ภายใต้การดูแลและควบคุมของแพทย์
3. การผ่าตัดลดน้ำหนัก (bariatric surgery) เป็นการผ่าตัดลดขนาดของกระเพาะอาหาร และ/หรือ การตัดต่อลำไส้ให้ส่วนที่ดูดซึมอาหารสั้นลง ทำให้น้ำหนักตัวลดลง ทำให้โรคเบาหวานเข้าสู่ระยะสงบได้ พิจารณาในผู้เป็นเบาหวานที่มีดัชนีมวลกายตั้งแต่ 30 กิโลกรัมต่อตารางเมตรขึ้นไป ร่วมกับมีโรคร่วมหลายชนิด หรือมีภาวะแทรกซ้อนที่จำเป็นต้องลดน้ำหนักลงอย่างรวดเร็ว และการควบคุมอาหาร ออกกำลังกายอย่างเต็มที่ร่วมกับการใช้ยาลดน้ำหนักแล้วยังไม่ได้ผล อย่างไรก็ตามการผ่าตัดต้องมีการเตรียมความพร้อมและการดูแลอย่างใกล้ชิดทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการผ่าตัด รวมถึงอาจมีผลข้างเคียงที่ควรทราบและการดูแลตนเองภายหลังการผ่าตัด ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาถึงความจำเป็นและความเหมาะสม
เข้าสู่ระยะสงบแล้ว ต้องดูแลตัวเองอย่างไรต่อ?
เมื่อเข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบ มีโอกาสกลับมาเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และพยาธิสภาพการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ยังดำเนินอยู่ จึงควรตรวจติดตามระดับน้ำตาล และระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) อย่างน้อยปีละครั้ง ร่วมกับควรตรวจคัดกรองภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังของโรคเบาหวานอย่างต่อเนื่อง เช่น ตรวจตา ตรวจการทำงานไต ตรวจโปรตีนในปัสสาวะ และตรวจเท้า อย่างน้อยปีละครั้ง
ตรวจบทความโดย: รศ. พญ.ระวีวรรณ เลิศวัฒนารักษ์ และ นพ.ณัฐพงศ์ เลาห์ทวีรุ่งเรื่อง
คำถามเกี่ยวกับเบาหวานระยะสงบ
1. โรคเบาหวานระยะสงบ (Diabetes Remission) คืออะไร?
ตอบ: คือ ภาวะของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับต่ำกว่าเกณฑ์การวินิจฉัยโรคเบาหวานได้ต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน โดยไม่ต้องใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือดเลย
2. ใครคือกลุ่มผู้ป่วยที่มีโอกาสเข้าสู่โรคเบาหวานระยะสงบได้มากที่สุด?
ตอบ: ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีภาวะโรคอ้วน (BMI ตั้งแต่ 25 กิโลกรัมต่อตารางเมตรขึ้นไป) ร่วมกับเพิ่งเป็นเบาหวานมาไม่เกิน 5 ปี ทานยาลดน้ำตาลไม่เกิน 2-3 ชนิด และสามารถปรับพฤติกรรมจนลดน้ำหนักตัวลงได้อย่างน้อยร้อยละ 10-15
3. การลดน้ำหนักตัวร้อยละ 10-15 ช่วยให้เบาหวานเข้าสู่ระยะสงบได้อย่างไร?
ตอบ: การลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ จะช่วยลดไขมันที่สะสมอยู่ในตับและตับอ่อนลง ส่งผลให้ภาวะดื้ออินซูลินลดลงตามไปด้วย ทำให้ร่างกายกลับมาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้นจนโรคเข้าสู่ระยะสงบ
4. เกณฑ์การวินิจฉัยโรคเบาหวานระยะสงบสำหรับผู้ที่รักษาด้วยการปรับพฤติกรรมเพียงอย่างเดียวคืออะไร?
ตอบ: สำหรับผู้ที่ปรับพฤติกรรมโดยไม่ใช้ยา จะต้องมีค่าระดับน้ำตาลสะสม หรือ HbA1c น้อยกว่า 6.5% ติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน
5. หากเคยรักษาด้วยยาลดน้ำตาล ต้องตรวจพบค่าเท่าใดและนานแค่ไหนจึงจะเรียกว่าเข้าสู่ระยะสงบ?
ตอบ: จะต้องมีค่าระดับน้ำตาลสะสม หรือ HbA1c น้อยกว่า 6.5% ต่อเนื่องกันอย่างน้อย 3 เดือน "หลังจากที่หยุดยาลดระดับน้ำตาล" เรียบร้อยแล้ว
6. ผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดลดน้ำหนัก มีเกณฑ์การวินิจฉัยเบาหวานระยะสงบอย่างไร?
ตอบ: จะต้องมีค่าระดับน้ำตาลสะสม หรือ HbA1c น้อยกว่า 6.5% ติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือนหลังการผ่าตัด (หรืออย่างน้อย 3 เดือนหลังหยุดยา ในกรณีที่มีการรักษาด้วยยาร่วมด้วยหลังผ่าตัด)
7. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเข้มงวด (Intensive Lifestyle Modification) ทำอย่างไรได้บ้าง?
ตอบ: เน้นการควบคุมอาหารร่วมกับการออกกำลังกายและเพิ่มกิจกรรมทางกาย โดยตั้งเป้าหมายลดน้ำหนักตัวให้ได้ร้อยละ 10-15 รูปแบบอาหารที่เลือกใช้ได้ เช่น อาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ (Low carb), คีโตเจนิก, อาหารพลังงานต่ำ, อาหารจากพืช (Plant-based) หรือการอดอาหารเป็นช่วงเวลา (IF) ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับยาให้เหมาะสมกับรูปแบบอาหารที่เลือก
8. ผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องการเข้าสู่ระยะสงบ ควรออกกำลังกายอย่างไร?
ตอบ: แนะนำให้ผสมผสานการออกกำลังกาย 2 รูปแบบ ดังนี้
- ออกกำลังกายแอโรบิค (เช่น เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ) ความหนักปานกลาง อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ (แบ่งอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์)
- ออกกำลังกายแรงต้าน (เช่น ใช้ยางยืด หรือเครื่องยกน้ำหนัก) อย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์
9. การผ่าตัดลดน้ำหนัก (Bariatric Surgery) จะพิจารณาในผู้ป่วยเบาหวานกลุ่มใด?
ตอบ: จะพิจารณาในผู้เป็นเบาหวานที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) ตั้งแต่ 30 กิโลกรัมต่อตารางเมตรขึ้นไป ร่วมกับมีโรคร่วมหลายชนิด หรือมีภาวะแทรกซ้อนที่ต้องลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว โดยที่ผ่านการควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย หรือใช้ยาลดน้ำหนักอย่างเต็มที่แล้วยังไม่ได้ผล ซึ่งการผ่าตัดต้องอยู่ภายใต้การดูแลและเตรียมความพร้อมจากแพทย์อย่างใกล้ชิด
10. เมื่อโรคเบาหวานเข้าสู่ระยะสงบแล้ว ยังจำเป็นต้องไปพบแพทย์หรือตรวจร่างกายอีกไหม?
ตอบ: ยังจำเป็นต้องตรวจอย่างต่อเนื่อง เพราะพยาธิสภาพของโรคยังคงอยู่และมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ ผู้ป่วยจึงควรตรวจติดตามระดับน้ำตาลและน้ำตาลสะสม (HbA1c) อย่างน้อยปีละครั้ง ร่วมกับการตรวจคัดกรองภาวะแทรกซ้อนเรื้อรัง เช่น ตรวจตา, ตรวจการทำงานของไต, ตรวจโปรตีนในปัสสาวะ และตรวจเท้า อย่างน้อยปีละครั้งเช่นกัน
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คลินิกเบาหวาน ไทรอยด์ และต่อมไร้ท่อ ชั้น 4 โซน D
บทความที่เกี่ยวข้อง


