ปวดท้องแบบไหน เสี่ยงนิ่วในถุงน้ำดี?
นิ่วในถุงน้ำดีคืออะไร?
ถุงน้ำดีเป็นอวัยวะรูปถุง ทำหน้าที่เก็บน้ำดี โดยทั่วไปมีปริมาตรประมาณ 50 มิลลิลิตร เมื่ออาหารผ่านกระเพาะอาหารเข้าสู่ลำไส้เล็ก ถุงน้ำดีจะทำการบีบตัวเพื่อให้น้ำดีลงมาผสมคลุกเคล้า เพื่อทำให้ไขมันละลายและย่อยได้ นิ่วเกิดจากการเสียสมดุลของสารในน้ำดี ทำให้ตกตะกอนเป็นนิ่วเกิดขึ้น
สัญญาณเตือน: อาการแบบไหนที่ควรพบแพทย์?
นิ่วในถุงน้ำดีอาจตรวจพบได้ในผู้ป่วยที่มาตรวจสุขภาพโดยไม่มีอาการไปจนกระทั่งมีอาการจุกแน่นบริเวณลิ้นปี่ หลังมื้ออาหารสองถึงสามชั่วโมงและเป็นสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเวลาทานอาหารไขมันสูงหรืออาหารมื้อหนัก บางรายอาจมีอาการจุกแน่นลิ้นปี่เหมือนเป็นโรคกระเพาะหรือกรดไหลย้อน ผู้ป่วยหลายคนไปพบแพทย์รักษาโรคกระเพาะอาหาร ลำไส้อักเสบ ทานยาหลายชนิดเป็นเวลานานอาการไม่ดีขึ้น ก็อาจต้องนึกถึงภาวะนี้เช่นกัน

การวินิจฉัย
สามารถวินิจฉัยได้โดยการใช้การตรวจอัลตร้าซาวน์ช่องท้อง โดยมีความไวถึง 86% และความจำเพาะ 97% หรือการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้องที่มีความไว 39-75%
ภาวะแทรกซ้อน
โดยทั่วไปอาการจุกแน่นท้องบริเวณลิ้นปี่ อาหารไม่ย่อย อย่างสม่ำเสมอมักเป็นสัญญาณเตือนสำหรับการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากนิ่วในถุงน้ำดี เช่น ถุงน้ำดีอักเสบ ทางเดินน้ำดีอักเสบจากการอุดตันของนิ่วในท่อน้ำดีหรือตับอ่อนอักเสบ ภาวะเหล่านี้จะมีอาการปวดท้องรุนแรงจำเป็นต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาลและทำการผ่าตัดถุงน้ำดี ทำให้ต้องหยุดงานและพักฟื้นเป็นระยะเวลาหนึ่ง
แนวทางการรักษาปัจจุบัน
ปัจจุบันการรักษาด้วยยาเป็นเพียงการรักษาตามอาการเพื่อบรรเทาอาการให้แก่ผู้ป่วย การรักษาจำเพาะ ได้แก่ การผ่าตัดส่องกล้องโดยเจาะรูเล็ก ๆ ที่หน้าท้อง 3-4 รู เพื่อทำการผ่าตัดถุงน้ำดีออกมา สามารถทำได้ง่าย นอนโรงพยาบาล 1-3 วัน ฟื้นตัวและกลับไปทำงานได้เร็ว ในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น ถุงน้ำดีอักเสบก็สามารถผ่าตัดส่องกล้องได้เช่นกัน แต่ความสำเร็จจะลดลงจาก 90% เหลือ 70% ในกรณีที่ไม่สามารถผ่าตัดส่องกล้องได้แพทย์จะทำการผ่าตัดเปิดหน้าท้องแทน ซึ่งทำให้จำนวนวันนอนโรงพยาบาลและการพักฟื้นสูงขึ้น การรักษาด้วยยาหรือการสลายนิ่วนิยมใช้กับการรักษานิ่วที่ไต สำหรับนิ่วในถุงน้ำดีให้ผลการรักษาไม่ดี จึงไม่เป็นที่นิยมรักษาด้วยวิธีดังกล่าว อย่างไรก็ตามการผ่าตัดถุงน้ำดีอาจมีภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ เช่น ท่อน้ำดีร่วมบาดเจ็บ 0.1% น้ำดีรั่วในช่องท้อง 0.5% มีเลือดออกหลังผ่าตัด 0.1% เป็นต้น
ในกรณีที่ตรวจพบนิ่วในถุงน้ำดีแต่ไม่มีอาการใด ๆ สามารถติดตามอาการได้เป็นระยะ ๆ หรือจะทำการผ่าตัดถุงน้ำดีก็ได้ แต่ในกรณีที่มีอาการปวดจุกแน่นท้อง อาหารไม่ย่อย ท้องอืดบ่อย ๆ แนะนำให้รับการผ่าตัดก่อนเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ในเวลาสั้น ในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อนจากนิ่วในถุงน้ำดีแนะนำให้ผ่าตัดถุงน้ำดีในเวลาที่เหมาะสมตามคำแนะนำของแพทย์
ข้อมูลจาก ผศ. นพ.ชัยณรงค์ พลานุสิตเทพา
Q&A เกี่ยวกับนิ่วในถุงน้ำดี
1. อาการหลักของนิ่วในถุงน้ำดีคืออะไร?
ตอบ: จุกแน่นบริเวณลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงขวา มักเกิดขึ้นหลังมื้ออาหารที่มีไขมันสูง 2-3 ชั่วโมง
2. นิ่วในถุงน้ำดีกับโรคกระเพาะต่างกันอย่างไร?
ตอบ: มักแยกยากเพราะปวดที่ลิ้นปี่เหมือนกัน แต่นิ่วในถุงน้ำดีมักปวดรุนแรงกว่าและมีความสัมพันธ์ชัดเจนกับมื้ออาหารไขมันสูง
3. นิ่วในถุงน้ำดีรักษาด้วยยาให้ละลายได้ไหม?
ตอบ: ไม่แนะนำ เพราะผลการรักษาไม่ดีและนิ่วอาจกลับมาเป็นใหม่ได้ วิธีมาตรฐานคือการผ่าตัด
4. การผ่าตัดถุงน้ำดีแบบส่องกล้องเจ็บไหม?
ตอบ: เจ็บน้อยกว่าแบบเปิดหน้าท้อง เพราะแผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว และกลับไปทำงานได้ภายใน 1-3 วัน
5. ถ้าพบว่าเป็นนิ่วในถุงน้ำดีแต่ไม่มีอาการ ต้องผ่าตัดไหม?
ตอบ: หากไม่มีอาการสามารถติดตามดูได้ แต่หากมีอาการปวดบ่อย ๆ แนะนำให้ผ่าตัดก่อนเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
6. ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายที่สุดคือนิ่วในถุงน้ำดีคืออะไร?
ตอบ: ถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน ท่อน้ำดีอุดตัน หรือตับอ่อนอักเสบ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
7. หลังผ่าตัดถุงน้ำดีออกไปแล้ว ร่างกายจะย่อยไขมันได้ไหม?
ตอบ: ได้ปกติ ร่างกายจะปรับตัวโดยใช้ท่อน้ำดีส่งน้ำดีตรงเข้าสู่ลำไส้เล็กเพื่อย่อยไขมันแทน
8. การตรวจวินิจฉัยนิ่วในถุงน้ำดีวิธีไหนแม่นยำที่สุด?
ตอบ: การตรวจด้วยอัลตร้าซาวด์ช่องท้อง (Ultrasound) มีความแม่นยำสูงถึง 97%
9. ใครบ้างที่มีความเสี่ยงเป็นนิ่วในถุงน้ำดี?
ตอบ: ผู้ที่มีภาวะอ้วน, ผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป, ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นนิ่ว, และผู้ที่รับประทานอาหารไขมันสูงเป็นประจำ
10. หลังผ่าตัดถุงน้ำดีต้องพักฟื้นนานแค่ไหน?
ตอบ: หากเป็นการผ่าตัดส่องกล้อง โดยทั่วไปจะนอนโรงพยาบาลประมาณ 1-3 วัน
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ ชั้น 4 โซน A
บทความที่เกี่ยวข้อง
นิ่วในถุงน้ำดีคืออะไร?
ถุงน้ำดีเป็นอวัยวะรูปถุง ทำหน้าที่เก็บน้ำดี โดยทั่วไปมีปริมาตรประมาณ 50 มิลลิลิตร เมื่ออาหารผ่านกระเพาะอาหารเข้าสู่ลำไส้เล็ก ถุงน้ำดีจะทำการบีบตัวเพื่อให้น้ำดีลงมาผสมคลุกเคล้า เพื่อทำให้ไขมันละลายและย่อยได้ นิ่วเกิดจากการเสียสมดุลของสารในน้ำดี ทำให้ตกตะกอนเป็นนิ่วเกิดขึ้น
สัญญาณเตือน: อาการแบบไหนที่ควรพบแพทย์?
นิ่วในถุงน้ำดีอาจตรวจพบได้ในผู้ป่วยที่มาตรวจสุขภาพโดยไม่มีอาการไปจนกระทั่งมีอาการจุกแน่นบริเวณลิ้นปี่ หลังมื้ออาหารสองถึงสามชั่วโมงและเป็นสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเวลาทานอาหารไขมันสูงหรืออาหารมื้อหนัก บางรายอาจมีอาการจุกแน่นลิ้นปี่เหมือนเป็นโรคกระเพาะหรือกรดไหลย้อน ผู้ป่วยหลายคนไปพบแพทย์รักษาโรคกระเพาะอาหาร ลำไส้อักเสบ ทานยาหลายชนิดเป็นเวลานานอาการไม่ดีขึ้น ก็อาจต้องนึกถึงภาวะนี้เช่นกัน

การวินิจฉัย
สามารถวินิจฉัยได้โดยการใช้การตรวจอัลตร้าซาวน์ช่องท้อง โดยมีความไวถึง 86% และความจำเพาะ 97% หรือการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องท้องที่มีความไว 39-75%
ภาวะแทรกซ้อน
โดยทั่วไปอาการจุกแน่นท้องบริเวณลิ้นปี่ อาหารไม่ย่อย อย่างสม่ำเสมอมักเป็นสัญญาณเตือนสำหรับการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากนิ่วในถุงน้ำดี เช่น ถุงน้ำดีอักเสบ ทางเดินน้ำดีอักเสบจากการอุดตันของนิ่วในท่อน้ำดีหรือตับอ่อนอักเสบ ภาวะเหล่านี้จะมีอาการปวดท้องรุนแรงจำเป็นต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาลและทำการผ่าตัดถุงน้ำดี ทำให้ต้องหยุดงานและพักฟื้นเป็นระยะเวลาหนึ่ง
แนวทางการรักษาปัจจุบัน
ปัจจุบันการรักษาด้วยยาเป็นเพียงการรักษาตามอาการเพื่อบรรเทาอาการให้แก่ผู้ป่วย การรักษาจำเพาะ ได้แก่ การผ่าตัดส่องกล้องโดยเจาะรูเล็ก ๆ ที่หน้าท้อง 3-4 รู เพื่อทำการผ่าตัดถุงน้ำดีออกมา สามารถทำได้ง่าย นอนโรงพยาบาล 1-3 วัน ฟื้นตัวและกลับไปทำงานได้เร็ว ในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น ถุงน้ำดีอักเสบก็สามารถผ่าตัดส่องกล้องได้เช่นกัน แต่ความสำเร็จจะลดลงจาก 90% เหลือ 70% ในกรณีที่ไม่สามารถผ่าตัดส่องกล้องได้แพทย์จะทำการผ่าตัดเปิดหน้าท้องแทน ซึ่งทำให้จำนวนวันนอนโรงพยาบาลและการพักฟื้นสูงขึ้น การรักษาด้วยยาหรือการสลายนิ่วนิยมใช้กับการรักษานิ่วที่ไต สำหรับนิ่วในถุงน้ำดีให้ผลการรักษาไม่ดี จึงไม่เป็นที่นิยมรักษาด้วยวิธีดังกล่าว อย่างไรก็ตามการผ่าตัดถุงน้ำดีอาจมีภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ เช่น ท่อน้ำดีร่วมบาดเจ็บ 0.1% น้ำดีรั่วในช่องท้อง 0.5% มีเลือดออกหลังผ่าตัด 0.1% เป็นต้น
ในกรณีที่ตรวจพบนิ่วในถุงน้ำดีแต่ไม่มีอาการใด ๆ สามารถติดตามอาการได้เป็นระยะ ๆ หรือจะทำการผ่าตัดถุงน้ำดีก็ได้ แต่ในกรณีที่มีอาการปวดจุกแน่นท้อง อาหารไม่ย่อย ท้องอืดบ่อย ๆ แนะนำให้รับการผ่าตัดก่อนเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ในเวลาสั้น ในกรณีที่มีภาวะแทรกซ้อนจากนิ่วในถุงน้ำดีแนะนำให้ผ่าตัดถุงน้ำดีในเวลาที่เหมาะสมตามคำแนะนำของแพทย์
ข้อมูลจาก ผศ. นพ.ชัยณรงค์ พลานุสิตเทพา
Q&A เกี่ยวกับนิ่วในถุงน้ำดี
1. อาการหลักของนิ่วในถุงน้ำดีคืออะไร?
ตอบ: จุกแน่นบริเวณลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงขวา มักเกิดขึ้นหลังมื้ออาหารที่มีไขมันสูง 2-3 ชั่วโมง
2. นิ่วในถุงน้ำดีกับโรคกระเพาะต่างกันอย่างไร?
ตอบ: มักแยกยากเพราะปวดที่ลิ้นปี่เหมือนกัน แต่นิ่วในถุงน้ำดีมักปวดรุนแรงกว่าและมีความสัมพันธ์ชัดเจนกับมื้ออาหารไขมันสูง
3. นิ่วในถุงน้ำดีรักษาด้วยยาให้ละลายได้ไหม?
ตอบ: ไม่แนะนำ เพราะผลการรักษาไม่ดีและนิ่วอาจกลับมาเป็นใหม่ได้ วิธีมาตรฐานคือการผ่าตัด
4. การผ่าตัดถุงน้ำดีแบบส่องกล้องเจ็บไหม?
ตอบ: เจ็บน้อยกว่าแบบเปิดหน้าท้อง เพราะแผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว และกลับไปทำงานได้ภายใน 1-3 วัน
5. ถ้าพบว่าเป็นนิ่วในถุงน้ำดีแต่ไม่มีอาการ ต้องผ่าตัดไหม?
ตอบ: หากไม่มีอาการสามารถติดตามดูได้ แต่หากมีอาการปวดบ่อย ๆ แนะนำให้ผ่าตัดก่อนเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
6. ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายที่สุดคือนิ่วในถุงน้ำดีคืออะไร?
ตอบ: ถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน ท่อน้ำดีอุดตัน หรือตับอ่อนอักเสบ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
7. หลังผ่าตัดถุงน้ำดีออกไปแล้ว ร่างกายจะย่อยไขมันได้ไหม?
ตอบ: ได้ปกติ ร่างกายจะปรับตัวโดยใช้ท่อน้ำดีส่งน้ำดีตรงเข้าสู่ลำไส้เล็กเพื่อย่อยไขมันแทน
8. การตรวจวินิจฉัยนิ่วในถุงน้ำดีวิธีไหนแม่นยำที่สุด?
ตอบ: การตรวจด้วยอัลตร้าซาวด์ช่องท้อง (Ultrasound) มีความแม่นยำสูงถึง 97%
9. ใครบ้างที่มีความเสี่ยงเป็นนิ่วในถุงน้ำดี?
ตอบ: ผู้ที่มีภาวะอ้วน, ผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป, ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นนิ่ว, และผู้ที่รับประทานอาหารไขมันสูงเป็นประจำ
10. หลังผ่าตัดถุงน้ำดีต้องพักฟื้นนานแค่ไหน?
ตอบ: หากเป็นการผ่าตัดส่องกล้อง โดยทั่วไปจะนอนโรงพยาบาลประมาณ 1-3 วัน
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ ชั้น 4 โซน A
บทความที่เกี่ยวข้อง


