หูดหงอนไก่ คืออะไร? รู้จักสาเหตุ อาการ และวิธีรักษาอย่างถูกต้อง

หูดหงอนไก่ (Condyloma Acuminata) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยมีสาเหตุหลักมาจากเชื้อไวรัสต้นเหตุที่เรียกว่า ฮิวแมนแปปิโลมาไวรัส (HPV: Human Papillomavirus) โรคนี้เป็นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ในผู้ใหญ่พบบ่อยในวัยเจริญพันธุ์ คือ ในช่วงอายุ 16-25 ปี โดยเชื้อชนิดนี้ชอบอยู่บริเวณที่อับชื้น ทำให้เกิดรอยโรคที่อวัยวะสืบพันธุ์

การติดต่อของหูดหงอนไก่

ทางสัมผัส รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ และการคลอดทารกผ่านทางช่องคลอด อาการส่วนใหญ่พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

อาการของโรคหูดหงอนไก่

อาการของโรคหูดหงอนไก่มีตั้งแต่ไม่มีอาการเลย ไปจนถึงมีก้อนโตมากจนอุดกั้นช่องคลอด ทวารหนักหรือท่อปัสสาวะ บางรายมีเลือดออกจากก้อนหูด มีอาการคัน ตกขาวผิดปกติหรือแม้แต่แสบร้อนที่อวัยวะเพศ

ตำแหน่งที่พบโรคหูดหงอนไก่

  • ในผู้หญิง พบได้ที่ปากช่องคลอด ผนังช่องคลอด ปากมดลูก ทวารหนักและบริเวณฝีเย็บ หูดอาจมีขนาดเล็กๆ หรือโตมาก การตั้งครรภ์จะทำให้หูดโตเร็วกว่าปกติ
  • ในผู้ชาย มักพบใต้หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ เส้นสองสลึง และรูเปิดท่อปัสสาวะ และอาจพบบริเวณรอบทวารหนักในผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก
  • ในทารก ที่คลอดผ่านช่องคลอดของมารดาที่มีหูดหงอนไก่ อาจจะทำให้เกิดโรคที่หลอดเสียง

ซึ่งมีอาการแตกต่างกัน ตั้งแต่เสียงแหบจนถึงมีการอุดกั้นของกล่องเสียง

ปัจจัยเสี่ยงในการติดเชื้อหูดหงอนไก่

  • มีคู่นอนหลายคน
  • มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย
  • มีพฤติกรรมรักร่วมเพศ
  • คู่นอนมีการติดเชื้อหูดหงอนไก่

วิธีรักษาหูดหงอนไก่

การรักษาส่วนใหญ่เพื่อเป็นการบรรเทาอาการ โดยหากภูมิคุ้มกันของร่างกายดีโรคนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ต้องใช้เวลา และการรักษาด้วยยาโดยแพทย์จะนัดทายาทุก 1 สัปดาห์ โดยก่อนทายาทุกครั้งผู้ป่วยควรปัสสาวะให้เรียบร้อยก่อนเสมอ เพราะหลังจากทายาแล้วไม่ควรให้รอยทายาโดนน้ำอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง ยามีหลายชนิดให้เลือกใช้ เช่น สารละลายกรดเข้มข้น (80-90% Trichloroacetic acid) ออกฤทธิ์โดยทำให้โปรตีนในเซลล์เสื่อมสภาพเป็นเซลล์ตาย ซึ่งหูดที่มีก้านมักหลุดออกไปภายใน 2-3 วัน อาจทำให้เกิดผิวหนังระคายเคืองเป็นแผลเลือดออกได้

การทายานั้นจะต้องให้แพทย์เป็นผู้ทาให้เท่านั้น สำหรับยาที่ให้ผู้ป่วยทาเอง ในปัจจุบันที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย มี 2 ชนิด ได้แก่ 

  • อิมิควิโมด (5%Imiquimod/Aldara) ยานี้จะกระตุ้นภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ ให้ร่างกายกำจัดไวรัสเอชพีวีด้วยตัวเอง ข้อเสียคืออาจทำให้เกิดผื่นแดง 
  • โพโดฟิลอก (Podofilox 0.5%) เป็นยาที่ยับยั้งการแบ่งเซลล์ ข้อเสียคืออาจทำให้เกิดระคายเคืองเล็กน้อย

นอกจากนี้ยังมีการรักษาโดยการจี้ไฟฟ้า จี้เย็น และการตัดด้วยใบมีด ซึ่งแนวทางการรักษานั้นจะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์

หูดหงอนไก่ไม่ทำให้เกิดมะเร็ง แต่ธรรมชาติของการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี อาจติดเชื้อได้หลายสายพันธุ์พร้อมกัน หากติดสายพันธุ์ชนิดความเสี่ยงสูงร่วมด้วยก็มีโอกาสที่จะเกิดมะเร็งขึ้น หูดหงอนไก่ที่ขนาดใหญ่ในระหว่างการตั้งครรภ์ อาจขัดขวางการคลอดจนต้องผ่าตัดคลอดได้ หูดหงอนไก่ยังสามารถเกิดที่คอหอย หลอดลม หรือเส้นเสียงของทารกที่เกิดจากมารดาที่เป็นโรคนี้ได้ ทำให้มีผลต่อการหายใจของทารกจนอาจเสียชีวิตได้ การรักษามักต้องผ่าตัดออก และต้องทำหลายครั้งซึ่งสร้างความทุกข์ทรมานมาก

สาเหตุของการเกิดซ้ำ

หูดหงอนไก่ สามารถเกิดซ้ำได้ถึงร้อยละ 30-70 ในระยะเวลา 6 เดือนหลังสิ้นสุดการรักษา สาเหตุเป็นได้ตั้งแต่ยาไม่มีประสิทธิภาพ การติดเชื้อซ้ำจากการมีเพศสัมพันธ์ หรือการเกิดรอยโรคจากเชื้อในร่างกายตนเอง

แนวทางการป้องกันโรคหูดหงอนไก่

การป้องกันคือการมีคู่นอนคนเดียวหรือให้น้อยที่สุด ถุงยางอนามัยไม่สามารถลดการถ่ายทอดเชื้อไวรัสเอชพีวีได้ เพราะเชื้อนี้สามารถกระจายอยู่ได้ทั่วไป ตั้งแต่รอบทวารหนัก ฝีเย็บ หัวหน่าว เป็นต้น ซึ่งเป็นบริเวณที่ถุงยางอนามัยครอบคลุมไม่ถึง การสัมผัสอวัยวะเพศภายนอกด้วยวัตถุ หรืออวัยวะที่มีเชื้อไวรัสเอชพีวีนี้ก็ยังคงสามารถทำให้เกิดโรคนี้ได้ 

ปัจจุบันมีการคิดค้นวัคซีนที่สามารถป้องกันเกิดโรคหูดหงอนไก่ได้ ซึ่งร้อยละ 90 ของหูดหงอนไก่เกิดจากเชื้อไวรัสเอชพีวีชนิด 6, 11 โดยวัคซีนที่ป้องกันหูดหงอนไก่ได้อยู่ในรูปวัคซีนเอชพีวีชนิดที่มี 4 สายพันธุ์ (สายพันธุ์ 6, 11, 16, 18) และ 9 สายพันธุ์ ซึ่งปัจจุบันได้รับการรับรองให้ใช้ได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด และมะเร็งทวารหนักได้อีกด้วย


Q&A เกี่ยวกับโรคหูดหงอนไก่

1. หูดหงอนไก่ คืออะไรและเกิดจากอะไร?

ตอบ: หูดหงอนไก่ คือ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ฮิวแมนแปปิโลมาไวรัส (HPV: Human Papillomavirus) โดยเชื้อชนิดนี้ชอบอยู่ในบริเวณที่อับชื้น และทำให้เกิดรอยโรคเป็นติ่งเนื้อหรือก้อนหูดขึ้นบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ พบได้บ่อยในผู้ใหญ่วัยเจริญพันธุ์ช่วงอายุ 16–25 ปี

2. โรคหูดหงอนไก่ ติดต่อทางไหนได้บ้าง?

ตอบ: โรคหูดหงอนไก่ติดต่อได้ทางการสัมผัส รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ และสามารถติดต่อจากแม่สู่ลูกผ่านการคลอดทารกทางช่องคลอดได้เช่นกัน โดยโรคนี้ส่วนใหญ่จะตรวจพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

3. อาการของหูดหงอนไก่ มีอะไรบ้าง?

ตอบ: อาการของโรคมีตั้งแต่ไม่มีอาการเลย ไปจนถึงการมีก้อนหูดโตมากจนอุดกั้นช่องคลอด ทวารหนัก หรือท่อปัสสาวะ นอกจากนี้ในบางรายอาจมีอาการคัน ตกขาวผิดปกติ แสบร้อนที่อวัยวะเพศ หรือมีเลือดออกจากก้อนหูด

4. หูดหงอนไก่มักขึ้นที่ตำแหน่งไหนในผู้หญิงและผู้ชาย?

ตอบ: ในผู้หญิงพบได้ที่ปากช่องคลอด ผนังช่องคลอด ปากมดลูก ทวารหนัก และบริเวณฝีเย็บ ในผู้ชายมักพบใต้หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ เส้นสองสลึง รูเปิดท่อปัสสาวะ รวมถึงรอบทวารหนักในผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก

5. พฤติกรรมแบบไหนที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อหูดหงอนไก่?

ตอบ: ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ ได้แก่ การมีคู่นอนหลายคน การเริ่มมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย มีพฤติกรรมรักร่วมเพศ หรือการมีคู่นอนที่กำลังติดเชื้อหูดหงอนไก่อยู่

6. ยาทาหูดหงอนไก่ที่แพทย์ใช้ (TCA) มีวิธีใช้และข้อควรระวังอย่างไร?

ตอบ: ยาตัวนี้ต้องให้แพทย์เป็นผู้ทาให้เท่านั้น โดยจะนัดทาทุก 1 สัปดาห์ ข้อควรระวังคือ ผู้ป่วยควรปัสสาวะให้เรียบร้อยก่อนทายา และหลังทายาแล้วห้ามให้รอยโรคโดนน้ำอย่างน้อย 4–6 ชั่วโมง เนื่องจากยาอาจทำให้ผิวหนังระคายเคืองเป็นแผลและมีเลือดออกได้

7. มียาทาหูดหงอนไก่ชนิดใดบ้างที่ผู้ป่วยสามารถนำกลับไปทาเองที่บ้านได้?

ตอบ: มี 2 ชนิดหลัก ๆ คือ อิมิควิโมด (Imiquimod) ซึ่งออกฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ แต่อาจทำให้เกิดผื่นแดง และโพโดฟิลอก (Podofilox) ที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งเซลล์ แต่อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองเล็กน้อย

8. หูดหงอนไก่ ทำให้เกิดโรคมะเร็งได้จริงไหม?

ตอบ: ตัวโรคหูดหงอนไก่เองไม่ทำให้เกิดมะเร็ง แต่เนื่องจากการติดเชื้อไวรัส HPV อาจเกิดขึ้นได้หลายสายพันธุ์พร้อมกัน หากผู้ป่วยติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ชนิดความเสี่ยงสูงร่วมด้วย ก็จะมีโอกาสพัฒนาไปเป็นโรคมะเร็งได้

9. ถุงยางอนามัย สามารถป้องกันโรคหูดหงอนไก่ได้ 100% หรือไม่?

ตอบ: ไม่สามารถป้องกันเชื้อ HPV ได้ทั้งหมด เนื่องจากเชื้อไวรัสสามารถกระจายอยู่ทั่วไปบริเวณที่ถุงยางอนามัยครอบคลุมไม่ถึง เช่น รอบทวารหนัก ฝีเย็บ หรือหัวหน่าว การสัมผัสอวัยวะเพศภายนอกด้วยวัตถุหรือผิวหนังที่มีเชื้อก็ยังคงทำให้ติดโรคได้

10. วัคซีน HPV สามารถป้องกันโรคหูดหงอนไก่สายพันธุ์ไหนได้บ้าง?

ตอบ: วัคซีน HPV ชนิด 4 สายพันธุ์ (สายพันธุ์ 6, 11, 16, 18) และชนิด 9 สายพันธุ์ สามารถป้องกันโรคหูดหงอนไก่ได้ เนื่องจากร้อยละ 90 ของหูดหงอนไก่เกิดจากเชื้อ HPV ชนิด 6 และ 11 โดยวัคซีนนี้ได้รับการรับรองให้ใช้ได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์นรีเวช ชั้น 2 โซน E

บทความที่เกี่ยวข้อง

 

 หูดหงอนไก่ (Condyloma Acuminata) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยมีสาเหตุหลักมาจากเชื้อไวรัสต้นเหตุที่เรียกว่า ฮิวแมนแปปิโลมาไวรัส (HPV: Human Papillomavirus) โรคนี้เป็นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ในผู้ใหญ่พบบ่อยในวัยเจริญพันธุ์ คือ ในช่วงอายุ 16-25 ปี โดยเชื้อชนิดนี้ชอบอยู่บริเวณที่อับชื้น ทำให้เกิดรอยโรคที่อวัยวะสืบพันธุ์

การติดต่อของหูดหงอนไก่

ทางสัมผัส รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ และการคลอดทารกผ่านทางช่องคลอด อาการส่วนใหญ่พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

อาการของโรคหูดหงอนไก่

อาการของโรคหูดหงอนไก่มีตั้งแต่ไม่มีอาการเลย ไปจนถึงมีก้อนโตมากจนอุดกั้นช่องคลอด ทวารหนักหรือท่อปัสสาวะ บางรายมีเลือดออกจากก้อนหูด มีอาการคัน ตกขาวผิดปกติหรือแม้แต่แสบร้อนที่อวัยวะเพศ

ตำแหน่งที่พบโรคหูดหงอนไก่

  • ในผู้หญิง พบได้ที่ปากช่องคลอด ผนังช่องคลอด ปากมดลูก ทวารหนักและบริเวณฝีเย็บ หูดอาจมีขนาดเล็กๆ หรือโตมาก การตั้งครรภ์จะทำให้หูดโตเร็วกว่าปกติ
  • ในผู้ชาย มักพบใต้หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ เส้นสองสลึง และรูเปิดท่อปัสสาวะ และอาจพบบริเวณรอบทวารหนักในผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก
  • ในทารก ที่คลอดผ่านช่องคลอดของมารดาที่มีหูดหงอนไก่ อาจจะทำให้เกิดโรคที่หลอดเสียง

ซึ่งมีอาการแตกต่างกัน ตั้งแต่เสียงแหบจนถึงมีการอุดกั้นของกล่องเสียง

ปัจจัยเสี่ยงในการติดเชื้อหูดหงอนไก่

  • มีคู่นอนหลายคน
  • มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย
  • มีพฤติกรรมรักร่วมเพศ
  • คู่นอนมีการติดเชื้อหูดหงอนไก่

วิธีรักษาหูดหงอนไก่

การรักษาส่วนใหญ่เพื่อเป็นการบรรเทาอาการ โดยหากภูมิคุ้มกันของร่างกายดีโรคนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ต้องใช้เวลา และการรักษาด้วยยาโดยแพทย์จะนัดทายาทุก 1 สัปดาห์ โดยก่อนทายาทุกครั้งผู้ป่วยควรปัสสาวะให้เรียบร้อยก่อนเสมอ เพราะหลังจากทายาแล้วไม่ควรให้รอยทายาโดนน้ำอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง ยามีหลายชนิดให้เลือกใช้ เช่น สารละลายกรดเข้มข้น (80-90% Trichloroacetic acid) ออกฤทธิ์โดยทำให้โปรตีนในเซลล์เสื่อมสภาพเป็นเซลล์ตาย ซึ่งหูดที่มีก้านมักหลุดออกไปภายใน 2-3 วัน อาจทำให้เกิดผิวหนังระคายเคืองเป็นแผลเลือดออกได้

การทายานั้นจะต้องให้แพทย์เป็นผู้ทาให้เท่านั้น สำหรับยาที่ให้ผู้ป่วยทาเอง ในปัจจุบันที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย มี 2 ชนิด ได้แก่ 

  • อิมิควิโมด (5%Imiquimod/Aldara) ยานี้จะกระตุ้นภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ ให้ร่างกายกำจัดไวรัสเอชพีวีด้วยตัวเอง ข้อเสียคืออาจทำให้เกิดผื่นแดง 
  • โพโดฟิลอก (Podofilox 0.5%) เป็นยาที่ยับยั้งการแบ่งเซลล์ ข้อเสียคืออาจทำให้เกิดระคายเคืองเล็กน้อย

นอกจากนี้ยังมีการรักษาโดยการจี้ไฟฟ้า จี้เย็น และการตัดด้วยใบมีด ซึ่งแนวทางการรักษานั้นจะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์

หูดหงอนไก่ไม่ทำให้เกิดมะเร็ง แต่ธรรมชาติของการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี อาจติดเชื้อได้หลายสายพันธุ์พร้อมกัน หากติดสายพันธุ์ชนิดความเสี่ยงสูงร่วมด้วยก็มีโอกาสที่จะเกิดมะเร็งขึ้น หูดหงอนไก่ที่ขนาดใหญ่ในระหว่างการตั้งครรภ์ อาจขัดขวางการคลอดจนต้องผ่าตัดคลอดได้ หูดหงอนไก่ยังสามารถเกิดที่คอหอย หลอดลม หรือเส้นเสียงของทารกที่เกิดจากมารดาที่เป็นโรคนี้ได้ ทำให้มีผลต่อการหายใจของทารกจนอาจเสียชีวิตได้ การรักษามักต้องผ่าตัดออก และต้องทำหลายครั้งซึ่งสร้างความทุกข์ทรมานมาก

สาเหตุของการเกิดซ้ำ

หูดหงอนไก่ สามารถเกิดซ้ำได้ถึงร้อยละ 30-70 ในระยะเวลา 6 เดือนหลังสิ้นสุดการรักษา สาเหตุเป็นได้ตั้งแต่ยาไม่มีประสิทธิภาพ การติดเชื้อซ้ำจากการมีเพศสัมพันธ์ หรือการเกิดรอยโรคจากเชื้อในร่างกายตนเอง

แนวทางการป้องกันโรคหูดหงอนไก่

การป้องกันคือการมีคู่นอนคนเดียวหรือให้น้อยที่สุด ถุงยางอนามัยไม่สามารถลดการถ่ายทอดเชื้อไวรัสเอชพีวีได้ เพราะเชื้อนี้สามารถกระจายอยู่ได้ทั่วไป ตั้งแต่รอบทวารหนัก ฝีเย็บ หัวหน่าว เป็นต้น ซึ่งเป็นบริเวณที่ถุงยางอนามัยครอบคลุมไม่ถึง การสัมผัสอวัยวะเพศภายนอกด้วยวัตถุ หรืออวัยวะที่มีเชื้อไวรัสเอชพีวีนี้ก็ยังคงสามารถทำให้เกิดโรคนี้ได้ 

ปัจจุบันมีการคิดค้นวัคซีนที่สามารถป้องกันเกิดโรคหูดหงอนไก่ได้ ซึ่งร้อยละ 90 ของหูดหงอนไก่เกิดจากเชื้อไวรัสเอชพีวีชนิด 6, 11 โดยวัคซีนที่ป้องกันหูดหงอนไก่ได้อยู่ในรูปวัคซีนเอชพีวีชนิดที่มี 4 สายพันธุ์ (สายพันธุ์ 6, 11, 16, 18) และ 9 สายพันธุ์ ซึ่งปัจจุบันได้รับการรับรองให้ใช้ได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด และมะเร็งทวารหนักได้อีกด้วย


Q&A เกี่ยวกับโรคหูดหงอนไก่

1. หูดหงอนไก่ คืออะไรและเกิดจากอะไร?

ตอบ: หูดหงอนไก่ คือ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ฮิวแมนแปปิโลมาไวรัส (HPV: Human Papillomavirus) โดยเชื้อชนิดนี้ชอบอยู่ในบริเวณที่อับชื้น และทำให้เกิดรอยโรคเป็นติ่งเนื้อหรือก้อนหูดขึ้นบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ พบได้บ่อยในผู้ใหญ่วัยเจริญพันธุ์ช่วงอายุ 16–25 ปี

2. โรคหูดหงอนไก่ ติดต่อทางไหนได้บ้าง?

ตอบ: โรคหูดหงอนไก่ติดต่อได้ทางการสัมผัส รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ และสามารถติดต่อจากแม่สู่ลูกผ่านการคลอดทารกทางช่องคลอดได้เช่นกัน โดยโรคนี้ส่วนใหญ่จะตรวจพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

3. อาการของหูดหงอนไก่ มีอะไรบ้าง?

ตอบ: อาการของโรคมีตั้งแต่ไม่มีอาการเลย ไปจนถึงการมีก้อนหูดโตมากจนอุดกั้นช่องคลอด ทวารหนัก หรือท่อปัสสาวะ นอกจากนี้ในบางรายอาจมีอาการคัน ตกขาวผิดปกติ แสบร้อนที่อวัยวะเพศ หรือมีเลือดออกจากก้อนหูด

4. หูดหงอนไก่มักขึ้นที่ตำแหน่งไหนในผู้หญิงและผู้ชาย?

ตอบ: ในผู้หญิงพบได้ที่ปากช่องคลอด ผนังช่องคลอด ปากมดลูก ทวารหนัก และบริเวณฝีเย็บ ในผู้ชายมักพบใต้หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ เส้นสองสลึง รูเปิดท่อปัสสาวะ รวมถึงรอบทวารหนักในผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก

5. พฤติกรรมแบบไหนที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อหูดหงอนไก่?

ตอบ: ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ ได้แก่ การมีคู่นอนหลายคน การเริ่มมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย มีพฤติกรรมรักร่วมเพศ หรือการมีคู่นอนที่กำลังติดเชื้อหูดหงอนไก่อยู่

6. ยาทาหูดหงอนไก่ที่แพทย์ใช้ (TCA) มีวิธีใช้และข้อควรระวังอย่างไร?

ตอบ: ยาตัวนี้ต้องให้แพทย์เป็นผู้ทาให้เท่านั้น โดยจะนัดทาทุก 1 สัปดาห์ ข้อควรระวังคือ ผู้ป่วยควรปัสสาวะให้เรียบร้อยก่อนทายา และหลังทายาแล้วห้ามให้รอยโรคโดนน้ำอย่างน้อย 4–6 ชั่วโมง เนื่องจากยาอาจทำให้ผิวหนังระคายเคืองเป็นแผลและมีเลือดออกได้

7. มียาทาหูดหงอนไก่ชนิดใดบ้างที่ผู้ป่วยสามารถนำกลับไปทาเองที่บ้านได้?

ตอบ: มี 2 ชนิดหลัก ๆ คือ อิมิควิโมด (Imiquimod) ซึ่งออกฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ แต่อาจทำให้เกิดผื่นแดง และโพโดฟิลอก (Podofilox) ที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งเซลล์ แต่อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองเล็กน้อย

8. หูดหงอนไก่ ทำให้เกิดโรคมะเร็งได้จริงไหม?

ตอบ: ตัวโรคหูดหงอนไก่เองไม่ทำให้เกิดมะเร็ง แต่เนื่องจากการติดเชื้อไวรัส HPV อาจเกิดขึ้นได้หลายสายพันธุ์พร้อมกัน หากผู้ป่วยติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ชนิดความเสี่ยงสูงร่วมด้วย ก็จะมีโอกาสพัฒนาไปเป็นโรคมะเร็งได้

9. ถุงยางอนามัย สามารถป้องกันโรคหูดหงอนไก่ได้ 100% หรือไม่?

ตอบ: ไม่สามารถป้องกันเชื้อ HPV ได้ทั้งหมด เนื่องจากเชื้อไวรัสสามารถกระจายอยู่ทั่วไปบริเวณที่ถุงยางอนามัยครอบคลุมไม่ถึง เช่น รอบทวารหนัก ฝีเย็บ หรือหัวหน่าว การสัมผัสอวัยวะเพศภายนอกด้วยวัตถุหรือผิวหนังที่มีเชื้อก็ยังคงทำให้ติดโรคได้

10. วัคซีน HPV สามารถป้องกันโรคหูดหงอนไก่สายพันธุ์ไหนได้บ้าง?

ตอบ: วัคซีน HPV ชนิด 4 สายพันธุ์ (สายพันธุ์ 6, 11, 16, 18) และชนิด 9 สายพันธุ์ สามารถป้องกันโรคหูดหงอนไก่ได้ เนื่องจากร้อยละ 90 ของหูดหงอนไก่เกิดจากเชื้อ HPV ชนิด 6 และ 11 โดยวัคซีนนี้ได้รับการรับรองให้ใช้ได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์นรีเวช ชั้น 2 โซน E

บทความที่เกี่ยวข้อง

 


ค้นหาแพทย์

สาระสุขภาพ

ศูนย์รักษาโรคเฉพาะทาง