ซีสต์รังไข่ หรือปีกมดลูกบิดขั้ว
ซีสต์รังไข่หรือปีกมดลูกบิดขั้ว ภัยเงียบเฉียบพลันที่สตรีต้องระวัง
เป็นภาวะหนึ่งที่ถือเป็น "ภาวะฉุกเฉินทางนรีเวช" ที่อันตรายและต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วน ซึ่งหากได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาล่าช้า อาจส่งผลต่อการสูญเสียรังไข่เนื่องจากมีการขาดเลือดไปเลี้ยงเป็นระยะเวลานาน
โดยปกติรังไข่และท่อนำไข่ (รวมเรียกว่าปีกมดลูก) จะถูกยึดโยงไว้ด้วยเอ็นยึดกับมดลูก แต่เมื่อมีปัจจัยบางอย่างทำให้รังไข่มีน้ำหนักมากขึ้น เช่น การมีถุงน้ำในรังไข่ (ซีสต์) หรือเนื้องอกรังไข่ ที่มีขนาดประมาณตั้งแต่ 5 เซนติเมตรขึ้นไป จะทำให้รังไข่เสียสมดุลและเกิดการแกว่งตัว จนกระทั่ง "หมุนบิดรอบตัวเอง" เมื่อเกิดการบิดขั้ว เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงรังไข่และท่อนำไข่จะถูกบีบรัดจนเลือดไม่สามารถไหลผ่านได้ หากทิ้งไว้นานเกิน 6-12 ชั่วโมง เนื้อเยื่อรังไข่จะขาดเลือดและเน่าตายในที่สุด
สัญญาณเตือน
อาการของภาวะนี้มักเกิดขึ้นแบบ "ฉับพลัน" โดยมีลักษณะเด่นที่สังเกตได้ ดังนี้
- ปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง มักได้ประวัติว่ามีอาการปวดฉุกเฉินที่สัมพันธ์กับท่าทาง เช่น วิ่ง กระโดด หมุนตะแครงตัว แล้วมีอาการปวดขึ้นมาฉับพลัน มักปวดข้างใดข้างหนึ่ง โดยอาการปวดมักจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แต่หากการบิดขั้วไม่ได้บิดมากอาจมีการคลายตัวทำให้อาการปวดทุเลาลง แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะบิดมากหลายรอบขึ้นทำให้มีอาการปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ มากกว่าที่จะคลายออก
- คลื่นไส้และอาเจียน เป็นอาการที่พบบ่อยมากร่วมกับการปวดท้อง เนื่องจากร่างกายมีการตอบสนองต่อความเจ็บปวดอย่างรุนแรง
- มีไข้ มักเกิดขึ้นในระยะหลัง เมื่อเนื้อเยื่อเริ่มมีการอักเสบหรือเน่าตายมากขึ้น
- อาจมีอาการปวดร้าว โดยปวดร้าวไปที่บริเวณหลัง หรือบริเวณขาหนีบ
ข้อสังเกต: หลายคนมักสับสนกับอาการไส้ติ่งอักเสบ หรือนิ่วในทางเดินปัสสาวะ ดังนั้นหากมีอาการปวดท้องรุนแรงร่วมกับอาเจียน การไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยแยกโรคอย่างละเอียดจึงสำคัญที่สุด
ใครบ้างที่มีความเสี่ยง?
- ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ เป็นกลุ่มที่พบได้บ่อยที่สุด เนื่องจากมีการทำงานของรังไข่ มีการเกิดถุงน้ำตามธรรมชาติ เช่น ถุงน้ำที่เกิดขึ้นระหว่างรอบเดือน (ซีสต์ไข่สุก ซีสต์หลังไข่ตก) มีโอกาสเกิดเนื้องอกรังไข่หรือช็อกโกแลตซีสต์ เป็นต้น
- ผู้ที่มีซีสต์หรือเนื้องอกรังไข่ โดยเฉพาะซีสต์ที่มีขนาด 5-10 เซนติเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่บิดตัวได้ง่ายที่สุด (หากใหญ่มากเกินไปจนเต็มช่องท้องอาจจะขยับบิดได้ยากกว่า)
- สตรีตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เนื่องจากมดลูกที่มีขนาดใหญ่ขึ้นจากการตั้งครรภ์ ทำให้ดันซีสต์หรือเนื้องอกรังไข่ให้บิดขั้วได้มากขึ้น
การวินิจฉัยและการรักษา
แพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจทางหน้าท้อง และตรวจภายใน (อาจยกเว้นการตรวจภายในในเด็ก สตรีอายุน้อยและไม่เคยมีเพศสัมพันธ์) รวมทั้งได้รับการตรวจ "อัลตราซาวนด์" เพื่อประเมินมดลูก ปีกมดลูก ว่ามีซีสต์หรือเนื้องอกรังไข่หรือไม่ ขนาดเท่าใด ลักษณะของซีสต์หรือก้อนที่ปีกมดลูกนี้เข้าได้กับซีสต์หรือเนื้องอกรังไข่ประเภทใด แพทย์จะประมวลผลทั้งหมดจากประวัติ การตรวจร่างกาย การตรวจภายใน รวมทั้งผลจากการตรวจอัลตร้าซาวนด์อวัยวะในอุ้งเชิงกราน ในการวินิจฉัยภาวะนี้
แนวทางการรักษา
การรักษา คือ "การผ่าตัด" ซึ่งทำได้ทั้งการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง และการผ่าตัดส่องกล้องทางหน้าท้อง แต่ในปัจจุบันนิยมใช้การผ่าตัดส่องกล้องทางหน้าท้องมากกว่า แผลเล็ก เจ็บน้อย ทำให้มีการฟื้นตัวได้ไว
- หากปีกมดลูกหรือรังไข่ยังไม่มีการขาดเลือดไปเลี้ยง ไม่มีลักษณะเนื้อเน่าตาย : แพทย์จะทำการ "คลายเกลียว" ที่บิดออก และเลาะเฉพาะซีสต์ที่เป็นต้นเหตุออก เพื่อเก็บรักษาเนื้อรังไข่ที่ดีไว้ให้มากที่สุด
- หากปีกมดลูกหรือรังไข่มีการขาดเลือดไปเลี้ยง โดยจะเห็นปีกมดลูกเป็นสีดำคล้ำและมีลักษณะเนื้อเน่าตายแล้ว แพทย์จำเป็นต้องตัดรังไข่และปีกมดลูกข้างนั้นทิ้งเพื่อป้องกันการติดเชื้อในกระแสเลือด
การป้องกันและการดูแลตัวเอง
การเกิดซีสต์หรือเนื้องอกที่รังไข่รวมทั้งมีภาวะแทรกซ้อนบิดขั้วนี้ยังไม่ทราบสาเหตุและยังไม่สามารถป้องกันได้ แต่สตรีสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการ "ตรวจภายใน" หรือตรวจอัวยวะในอุ้งเชิงกรานด้วยการอัลตร้าซาวนด์ หากพบว่ามีซีสต์หรือเนื้องอกรังไข่ แพทย์จะได้วางแผนการรักษาหรือติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ก่อนที่รอยโรคจะมีขนาดใหญ่ขึ้นจนเกิดการบิดขั้วหรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่น เช่น แตก หรือมีการอักเสบในก้อน
สรุป หากสตรีมีอาการปวดท้องน้อยรุนแรงเฉียบพลัน ควรมาปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างเหมาะสมทันท่วงที
ขอบคุณข้อมูลจาก : รศ. พญ.ธันยารัตน์ วงศ์วนานุรักษ์
Q&A เกี่ยวกับซีสต์รังไข่หรือปีกมดลูกบิดขั้ว
- ซีสต์รังไข่หรือปีกมดลูกบิดขั้วคืออะไร?
ตอบ ภาวะที่รังไข่หรือท่อนำไข่บิดตัว ทำให้เลือดไปเลี้ยงไม่ได้ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางนรีเวชที่ต้องรักษาเร่งด่วน
- ปีกมดลูกบิดขั้วอันตรายแค่ไหน?
ตอบ อันตรายมาก หากปล่อยเกิน 6–12 ชั่วโมง อาจทำให้รังไข่ขาดเลือดและเน่าตาย ต้องผ่าตัดเอาออก
- อาการเตือนของปีกมดลูกบิดขั้วมีอะไรบ้าง?
ตอบ ปวดท้องน้อยเฉียบพลันรุนแรง มักปวดข้างเดียว ร่วมกับคลื่นไส้ อาเจียน และอาจมีไข้ในระยะหลัง
- อาการปีกมดลูกบิดขั้วต่างจากโรคอื่นอย่างไร?
ตอบ อาการคล้ายไส้ติ่งอักเสบหรือนิ่ว แต่จะเด่นที่ปวดท้องน้อยเฉียบพลันข้างเดียวและปวดรุนแรงขึ้นเร็ว
- ใครบ้างที่เสี่ยงปีกมดลูกบิดขั้ว?
ตอบ ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ ผู้ที่มีซีสต์รังไข่ และสตรีตั้งครรภ์ เป็นกลุ่มเสี่ยงหลัก
- วัยทำงาน ทำไมถึงเสี่ยง?
ตอบ เพราะรังไข่ยังทำงาน มีโอกาสเกิดถุงน้ำหรือซีสต์ตามรอบเดือน ทำให้รังไข่มีน้ำหนักและบิดตัวได้
- ปีกมดลูกบิดขั้วรักษาอย่างไร?
ตอบ รักษาด้วยการผ่าตัดเร่งด่วน เพื่อคลายการบิดและรักษาการไหลเวียนเลือดของรังไข่ ในปัจจุบันนิยมผ่าตัดส่องกล้อง แผลเล็ก เจ็บน้อย และฟื้นตัวเร็ว
- ควรตรวจอะไรเพื่อลดความเสี่ยงปีกมดลูกบิดขั้ว?
ตอบ ยังไม่สามารถป้องกันได้โดยตรง แต่ลดความเสี่ยงได้ด้วยการตรวจติดตามซีสต์รังไข่
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : ศูนย์นรีเวช ชั้น 2 โซน E
บทความที่เกี่ยวข้อง
ซีสต์รังไข่หรือปีกมดลูกบิดขั้ว ภัยเงียบเฉียบพลันที่สตรีต้องระวัง
เป็นภาวะหนึ่งที่ถือเป็น "ภาวะฉุกเฉินทางนรีเวช" ที่อันตรายและต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วน ซึ่งหากได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาล่าช้า อาจส่งผลต่อการสูญเสียรังไข่เนื่องจากมีการขาดเลือดไปเลี้ยงเป็นระยะเวลานาน
โดยปกติรังไข่และท่อนำไข่ (รวมเรียกว่าปีกมดลูก) จะถูกยึดโยงไว้ด้วยเอ็นยึดกับมดลูก แต่เมื่อมีปัจจัยบางอย่างทำให้รังไข่มีน้ำหนักมากขึ้น เช่น การมีถุงน้ำในรังไข่ (ซีสต์) หรือเนื้องอกรังไข่ ที่มีขนาดประมาณตั้งแต่ 5 เซนติเมตรขึ้นไป จะทำให้รังไข่เสียสมดุลและเกิดการแกว่งตัว จนกระทั่ง "หมุนบิดรอบตัวเอง" เมื่อเกิดการบิดขั้ว เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงรังไข่และท่อนำไข่จะถูกบีบรัดจนเลือดไม่สามารถไหลผ่านได้ หากทิ้งไว้นานเกิน 6-12 ชั่วโมง เนื้อเยื่อรังไข่จะขาดเลือดและเน่าตายในที่สุด
สัญญาณเตือน
อาการของภาวะนี้มักเกิดขึ้นแบบ "ฉับพลัน" โดยมีลักษณะเด่นที่สังเกตได้ ดังนี้
- ปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง มักได้ประวัติว่ามีอาการปวดฉุกเฉินที่สัมพันธ์กับท่าทาง เช่น วิ่ง กระโดด หมุนตะแครงตัว แล้วมีอาการปวดขึ้นมาฉับพลัน มักปวดข้างใดข้างหนึ่ง โดยอาการปวดมักจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แต่หากการบิดขั้วไม่ได้บิดมากอาจมีการคลายตัวทำให้อาการปวดทุเลาลง แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะบิดมากหลายรอบขึ้นทำให้มีอาการปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ มากกว่าที่จะคลายออก
- คลื่นไส้และอาเจียน เป็นอาการที่พบบ่อยมากร่วมกับการปวดท้อง เนื่องจากร่างกายมีการตอบสนองต่อความเจ็บปวดอย่างรุนแรง
- มีไข้ มักเกิดขึ้นในระยะหลัง เมื่อเนื้อเยื่อเริ่มมีการอักเสบหรือเน่าตายมากขึ้น
- อาจมีอาการปวดร้าว โดยปวดร้าวไปที่บริเวณหลัง หรือบริเวณขาหนีบ
ข้อสังเกต: หลายคนมักสับสนกับอาการไส้ติ่งอักเสบ หรือนิ่วในทางเดินปัสสาวะ ดังนั้นหากมีอาการปวดท้องรุนแรงร่วมกับอาเจียน การไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยแยกโรคอย่างละเอียดจึงสำคัญที่สุด
ใครบ้างที่มีความเสี่ยง?
- ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ เป็นกลุ่มที่พบได้บ่อยที่สุด เนื่องจากมีการทำงานของรังไข่ มีการเกิดถุงน้ำตามธรรมชาติ เช่น ถุงน้ำที่เกิดขึ้นระหว่างรอบเดือน (ซีสต์ไข่สุก ซีสต์หลังไข่ตก) มีโอกาสเกิดเนื้องอกรังไข่หรือช็อกโกแลตซีสต์ เป็นต้น
- ผู้ที่มีซีสต์หรือเนื้องอกรังไข่ โดยเฉพาะซีสต์ที่มีขนาด 5-10 เซนติเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่บิดตัวได้ง่ายที่สุด (หากใหญ่มากเกินไปจนเต็มช่องท้องอาจจะขยับบิดได้ยากกว่า)
- สตรีตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เนื่องจากมดลูกที่มีขนาดใหญ่ขึ้นจากการตั้งครรภ์ ทำให้ดันซีสต์หรือเนื้องอกรังไข่ให้บิดขั้วได้มากขึ้น
การวินิจฉัยและการรักษา
แพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจทางหน้าท้อง และตรวจภายใน (อาจยกเว้นการตรวจภายในในเด็ก สตรีอายุน้อยและไม่เคยมีเพศสัมพันธ์) รวมทั้งได้รับการตรวจ "อัลตราซาวนด์" เพื่อประเมินมดลูก ปีกมดลูก ว่ามีซีสต์หรือเนื้องอกรังไข่หรือไม่ ขนาดเท่าใด ลักษณะของซีสต์หรือก้อนที่ปีกมดลูกนี้เข้าได้กับซีสต์หรือเนื้องอกรังไข่ประเภทใด แพทย์จะประมวลผลทั้งหมดจากประวัติ การตรวจร่างกาย การตรวจภายใน รวมทั้งผลจากการตรวจอัลตร้าซาวนด์อวัยวะในอุ้งเชิงกราน ในการวินิจฉัยภาวะนี้
แนวทางการรักษา
การรักษา คือ "การผ่าตัด" ซึ่งทำได้ทั้งการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง และการผ่าตัดส่องกล้องทางหน้าท้อง แต่ในปัจจุบันนิยมใช้การผ่าตัดส่องกล้องทางหน้าท้องมากกว่า แผลเล็ก เจ็บน้อย ทำให้มีการฟื้นตัวได้ไว
- หากปีกมดลูกหรือรังไข่ยังไม่มีการขาดเลือดไปเลี้ยง ไม่มีลักษณะเนื้อเน่าตาย : แพทย์จะทำการ "คลายเกลียว" ที่บิดออก และเลาะเฉพาะซีสต์ที่เป็นต้นเหตุออก เพื่อเก็บรักษาเนื้อรังไข่ที่ดีไว้ให้มากที่สุด
- หากปีกมดลูกหรือรังไข่มีการขาดเลือดไปเลี้ยง โดยจะเห็นปีกมดลูกเป็นสีดำคล้ำและมีลักษณะเนื้อเน่าตายแล้ว แพทย์จำเป็นต้องตัดรังไข่และปีกมดลูกข้างนั้นทิ้งเพื่อป้องกันการติดเชื้อในกระแสเลือด
การป้องกันและการดูแลตัวเอง
การเกิดซีสต์หรือเนื้องอกที่รังไข่รวมทั้งมีภาวะแทรกซ้อนบิดขั้วนี้ยังไม่ทราบสาเหตุและยังไม่สามารถป้องกันได้ แต่สตรีสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการ "ตรวจภายใน" หรือตรวจอัวยวะในอุ้งเชิงกรานด้วยการอัลตร้าซาวนด์ หากพบว่ามีซีสต์หรือเนื้องอกรังไข่ แพทย์จะได้วางแผนการรักษาหรือติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ก่อนที่รอยโรคจะมีขนาดใหญ่ขึ้นจนเกิดการบิดขั้วหรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่น เช่น แตก หรือมีการอักเสบในก้อน
สรุป หากสตรีมีอาการปวดท้องน้อยรุนแรงเฉียบพลัน ควรมาปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างเหมาะสมทันท่วงที
ขอบคุณข้อมูลจาก : รศ. พญ.ธันยารัตน์ วงศ์วนานุรักษ์
Q&A เกี่ยวกับซีสต์รังไข่หรือปีกมดลูกบิดขั้ว
- ซีสต์รังไข่หรือปีกมดลูกบิดขั้วคืออะไร?
ตอบ ภาวะที่รังไข่หรือท่อนำไข่บิดตัว ทำให้เลือดไปเลี้ยงไม่ได้ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางนรีเวชที่ต้องรักษาเร่งด่วน
- ปีกมดลูกบิดขั้วอันตรายแค่ไหน?
ตอบ อันตรายมาก หากปล่อยเกิน 6–12 ชั่วโมง อาจทำให้รังไข่ขาดเลือดและเน่าตาย ต้องผ่าตัดเอาออก
- อาการเตือนของปีกมดลูกบิดขั้วมีอะไรบ้าง?
ตอบ ปวดท้องน้อยเฉียบพลันรุนแรง มักปวดข้างเดียว ร่วมกับคลื่นไส้ อาเจียน และอาจมีไข้ในระยะหลัง
- อาการปีกมดลูกบิดขั้วต่างจากโรคอื่นอย่างไร?
ตอบ อาการคล้ายไส้ติ่งอักเสบหรือนิ่ว แต่จะเด่นที่ปวดท้องน้อยเฉียบพลันข้างเดียวและปวดรุนแรงขึ้นเร็ว
- ใครบ้างที่เสี่ยงปีกมดลูกบิดขั้ว?
ตอบ ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ ผู้ที่มีซีสต์รังไข่ และสตรีตั้งครรภ์ เป็นกลุ่มเสี่ยงหลัก
- วัยทำงาน ทำไมถึงเสี่ยง?
ตอบ เพราะรังไข่ยังทำงาน มีโอกาสเกิดถุงน้ำหรือซีสต์ตามรอบเดือน ทำให้รังไข่มีน้ำหนักและบิดตัวได้
- ปีกมดลูกบิดขั้วรักษาอย่างไร?
ตอบ รักษาด้วยการผ่าตัดเร่งด่วน เพื่อคลายการบิดและรักษาการไหลเวียนเลือดของรังไข่ ในปัจจุบันนิยมผ่าตัดส่องกล้อง แผลเล็ก เจ็บน้อย และฟื้นตัวเร็ว
- ควรตรวจอะไรเพื่อลดความเสี่ยงปีกมดลูกบิดขั้ว?
ตอบ ยังไม่สามารถป้องกันได้โดยตรง แต่ลดความเสี่ยงได้ด้วยการตรวจติดตามซีสต์รังไข่
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : ศูนย์นรีเวช ชั้น 2 โซน E
บทความที่เกี่ยวข้อง


